คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 185 ล่วงเกิน (1)
กาลก่อนหลี่ว์เสี่ยนเคยสอบผ่านได้เป็นจิ้นซื่อ
ขณะโหยวฟางอิ๋นยังถูกข่มเหงรังแกอยู่ที่จวนปั๋อ
เขาก็เป็นเจ้าของร้านโยวหวงซึ่งพอมีชื่อในเมือง
หลวง แล้ว เบื้องหลังแบ่งสรรเงินส่วนเกินใน
ครอบครองไปทำการค้าหลากรูปแบบ ประการ
แรก เขามีวิชาความรู้ลุ่มลึก เคยได้รับตำแหน่งใน
สภาฮั่นหลิน ประการที่สอง รุ่มรวยประสบการณ์
เจนจัดมากเล่ห์ จนบัดนี้สองปีล่วงผ่าน จริงอยู่ว่า
โหยวฟางอิ๋นกับเหรินเหวยจื้อกลายเป็นคหบดี
ใหญ่อันดับหนึ่ง แห่งแดนสู่ ซ้ำยังดำเนินกิจการ
อื่นมากมายกับเจียงเสวี่ยหนิง หากดึงตัวมา
ประชันปัญญาเพื่อแข่งความสามารถกับหลี่ว์
เสี่ยนลำพัง แม้ไม่อาจกล่าวว่าไร้กำลังจะตอบโต้
เลย แต่ก็ยังขาดความมั่นใจว่าจะประชันได้สูสี
ทัดเทียม อยู่บ้าง
ถึงอย่างไร…
ตลอดสองปีที่ผ่านมา บนสนามการค้าที่ได้
เป็นได้เสียเป็นเสีย พวกนางกลับไม่เคยต้องประ
มือกับหลี่ว์เสี่ยนอย่างน่าอัศจรรย์ กระทั่งความ
ขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เคยมี
โหยวฟางอิ๋นมองเจียงเสวี่ยหนิง เอ่ยแบบ
กังวลอย่างอดไม่อยู่ “งาน เลี้ยงฉินหวายครานี้
แท้จริงแล้วประสานงานโดยฝั่ายราชการ
เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตค้าเกลือปีหน้า ถึงที่แล้ว
มาเราจะไม่เคยขัดแย้งกับหลี่ว์เสี่ยน หลีกเลี่ยง
ความเสียหายได้มากมาย แต่เพราะเช่นนี้จึงไม่
ทราบเบื้องลึก เบื้องหลังของเขาแม้แต่น้อย
คุณหนู หากว่าเขา…”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินจึงคืนสติ
ยามสายตาหยุดลงบนดวงหน้าอันคุ้นเคย จู่
ๆ พลันนึกถึงโหยว ฟางอิ๋นในชาติที่แล้ว เทียบกับ
นิสัยเก็บตัวและอ่อนโยนของโหยวฟางอิ๋น ชาตินี้
โหยวฟางอิ๋นชาติที่แล้วมักจะให้ความรู้สึกเหนือ
คนสามัญอยู่บ้าง แม้เสี้ยวหนึ่งบนใบหน้าจะซุก
ซ่อนความระทมทุกข์ ทว่าก็ยังบดบังความรู้สึก
เยาะหยันอันเฉยชาที่มีต่อโลกมนุษย์ไม่มิด
แต่ต่อให้เป็นโหยวฟางอิ๋นผู้นั้น ยามปะทะ
กับหลี่ว์เสี่ยนก็ยังพ่ายแพ้ ยับเยินอย่างเลี่ยงไม่ได้
เนื่องด้วยไม่ทราบเลยว่าศัตรูที่แท้จริงของตน
เป็นใคร
ทว่าชาตินี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงจมอยู่ในภวังค์ กล่าวยิ้ม ๆ ว่า
“พวกเราลอบช่วยเหลือเยี่ยนหลิน อย่างไรเสียห
ลี่ว์จ้าวอิ่นย่อมไม่มีวันก่อปัญหาให้ กลับกันแล้ว
เป็นไปได้มากที่เขาจะช่วยเปิดทางสะดวกเสียอีก
สู้กับพวกเราก็ไม่ต่างจากทอนกำลังตัวเอง ต่อให้
เขาคับข้องใจเท่าใดก็ไม่แน่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะ
ยอมให้ลงมือ”
โหยวฟางอิ๋นรับรู้ได้ถึงจิตใจที่เลื่อนลอยของ
อีกฝั่าย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเห็นแววตาเช่นนี้บนดวง
หน้าเจียงเสวี่ยหนิง ดุจดังกำลังมองใครอีกคน
ผ่านตัวนาง บางครายังชวนให้บังเกิดความสงสัย
คุณหนูรองกำลังมองผู้ใดผ่านนางกันนะ
นางเอื้อนเอ่ย “แต่เขาถามข้าถึงความเป็นไป
ช่วงนี้ของคุณหนู ข้า แก้ตัวว่าไม่รู้ หาข้ออ้างแล้ว
หลบออกมา หากเขารบเร้าต่อ…”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “หลี่ว์เสี่ยนมีภูมิลำเนา
เดิมอยู่จินหลิง ทำการค้าราบรื่นจากเหนือจดใต้
หากเขาอยากรู้สถานการณ์ของข้าและคิดไถ่ถาม
ความเคลื่อนไหวจริง บัดนี้ย่อมล่วงรู้แล้วโดยไม่
ต้องให้เจ้าบอก แค่ส่งคน สะกดรอยตามเจ้ามาก็
พอ ขืนถามก็แหวกหญ้าให้งูตื่นเปล่า ๆ ข้าตรอง
แล้วเห็นทีคงมีเรื่องอื่น”
โหยวฟางอิ๋นมุ่นคิ้วครุ่นคิด
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกกระวนกระวาย “ทหารมา
ใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ ดินกลบ หลี่ว์เสี่ยนไม่น่า
กลัวอันใดนักหรอก สถานการณ์แบบตอนนี้น่ะ
เซี่ย…เซี่ยเวยย่อมออกจากเมืองหลวงไม่ได้ หรือ
ต่อให้มีอะไรเลวร้ายกว่านี้ อีกสักหน่อย
ระยะทางจากเมืองหลวงมาจินหลิงถึงจะห้อตะบึง
ม้าเร็วมา ก็ยังต้องใช้เวลาประมาณสิบวันถึงครึ่ง
เดือน ตอนนั้นเรื่องใบอนุญาตค้าเกลือคงหารือลง
ตัวแล้ว เจ้ากับข้าก็จะออกไปจากที่นี่กัน”
โหยวฟางอิ๋นตรึกตรอง จากนั้นจึงพยักหน้า
ช้า ๆ
ทว่าท้ายสุดก็ยังกลัดกลุ้มอย่างห้ามไม่ได้
“หากเถ้าแก่หลี่ว์ผู้นั้นคิด ตอแย…”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้ม “เรื่องนั้นไม่ง่ายหรอก
หรือ”
โหยวฟางอิ๋นไม่เข้าใจ
รอยยิ้มมุมปากของเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่มความ
ซุกซนเข้ามา “ชายหญิง มิพึงใกล้ชิด ร้ายดี
อย่างไรเจ้าก็เป็นภรรยาของเหรินเหวยจื้อ หากห
ลี่ว์เสี่ยนหนังหน้าหนานักเจ้าก็เรียกเหริน
เหวยจื้อมารับมือเขา เท่านี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว จริง
ไหม”
ทันทีที่ ‘เหรินเหวยจื้อ’ สามพยางค์นี้โผล่มา
ใบหน้าโหยวฟางอิ๋น พลันแดงก่ำ
นางออกอาการขวยเขินอย่างหาได้ยาก ก้ม
หน้าพูดเสียงเบา “คุณหนูล้อข้าเล่นแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าครานั้นอีกฝั่ายกับเหริน
เหวยจื้อแต่งงานปลอม ๆ กันก็เพราะโหยว
ฟางอิ๋นเป็นฝั่ายเสนอเงื่อนไขก่อน หวังจะใช้การ
แต่งงานกำมะลอและการเข้าหุ้นนาเกลือตระกูล
เหรินพาตัวเองออกจากเมืองหลวง ภายหลังจึงไป
ยังแดนสู่
เหรินเหวยจื้อเป็นปัญญาชน มักค้นคว้ากลวิธี
ขุดบ่อเกลืออยู่เนือง ๆ ส่วนด้านการค้ากลับไม่มี
พรสวรรค์มากนัก
โหยวฟางอิ๋นเกิดมาทุกข์ยาก แม้ไม่ได้ศึกษา
ตำรามากมาย ทว่าพบ เห็นความสอพลอและ
ความเพิกเฉยของมนุษย์มาจนเจนตา จึงคอยดูแล
การคบค้าสมาคมยิบย่อยแทนเขาได้
สองปีมานี้นับว่าเข้าคู่รู้ใจโดยแท้
ดูจากภายนอก ทั้งสองก็เคารพให้เกียรติกันดี
ข้อตกลงเขียนไว้ว่าหลังจากถึงแดนสู่หนึ่งปี
ทั้งคู่จะตกลงแยกทางโดยให้เหรินเหวยจื้อเขียน
หนังสือหย่า
ทว่าเมื่อครบหนึ่งปีเข้าจริง ไม่ว่าโหยวฟางอิ๋
นจะออกตามหาอย่างไรก็กลับหาตัวเหริน
เหวยจื้อไม่พบ
ครั้นถามพ่อบ้าน อีกฝั่ายก็ตอบว่าไปห้อง
อักษร
เมื่อนางไปห้องอักษร เด็กรับใช้ก็บอกว่าไป
นาเกลือ
ยามไปถึงนาเกลือกลับยังไร้เงาคน จวบ
กระทั่งถามจึงทราบว่าที่แท้ เขาก็เก็บสัมภาระไป
เสฉวนเรียบร้อย
ผู้คนเบื้องบนจดเบื้องล่างล้วนเข้าใจว่าสามี
ภรรยาคู่นี้ทะเลาะกันเสียแล้ว
โหยวฟางอิ๋นเองก็จับต้นชนปลายไม่ถูก
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่นอกวงจึงมองขาดกว่า
เพียงแนะนำโหยวฟางอิ๋นพอเป็นแนวทาง บอก
ให้นางเขียนจดหมายว่าต้องการตามตัวเขามา
หารือเรื่องเลื่อนเวลาหย่าออกไป เนื่องด้วย
กิจการนาเกลือตระกูลเหรินต้องมาก่อน ทั้งสอง
ลงเรือลำเดียวกัน อย่างไรเสียเรื่องทั้งหมดก็เกี่ยว
โยงกับการตบแต่งภรรยาของเหรินเหวยจื้อ จึง
จำต้องให้เหรินเหวยจื้อกลับมาสักหน
เป็นดังคาด เหรินเหวยจื้อยอมกลับ
ยามถึงบ้านทั่วทั้งตัวมีแต่ฝุั่นดิน อยู่ข้างนอก
ตัวคนเดียวลิ้มรสความลำบากมาไม่น้อย ใบหน้า
กรุ่นโกรธเป็นล้นพ้น ไม่อาจทราบว่าเขากำลัง
เคืองใครอยู่
โหยวฟางอิ๋นมีพรสวรรค์แฝงเร้นด้านการค้า
ระดับหนึ่ง ทว่าด้านความรู้สึกคล้ายจะหัวทึบโดย
สิ้นเชิง ยังคงไม่เข้าใจสาเหตุที่เหรินเหวยจื้อเป็น
แบบนี้ นางสนทนาเรื่องผลประโยชน์ ถกเรื่องนา
เกลือกับเขาเป็นจริงเป็นจังเข้าจริง ๆ เอ่ยวาจา
จำพวก เรื่องหย่าถึงอย่างไรก็ต้องหย่า ทว่ามีเรื่อง
มากมายจะต้องส่งมอบ ต้องให้ประมุขตระกูล
อย่างเขาค่อย ๆ รับไม้ต่อ
เหรินเหวยจื้อฟังแล้วหน้าคล้ำ
สุดท้ายวันหนึ่งเขาก็กรอกสุราเข้าปากหนึ่งจิน
แล้วไปเคาะประตูเรียกโหยวฟางอิ๋นออกมา
สารภาพความในใจว่า ในเมื่อทั้งสองสมรสกัน
แล้ว อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาก็ไม่มีวันเวลาอึดอัดใจ
ไฉนไม่ผิดพลาดแล้วก็ปล่อยให้ มันผิดพลาดจนถึง
ที่สุด ทำเสียว่าเป็นบุพเพสันนิวาสอันดีที่สวรรค์
ประทานให้เล่า
หนึ่งปีที่ผ่านมาโหยวฟางอิ๋นไหนเลยจะเคย
นึกถึงเรื่องนี้
หัวสมองทำแต่การค้าลูกเดียว
เมื่อเหรินเหวยจื้อกล่าวดังนี้ย่อมส่งผลให้นาง
ทำสิ่งใดไม่ถูกอยู่ตรงนั้นเอง
สองคนนี้ก็น่าสนใจนัก
ต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงถามนางว่าจะจัดการ
อย่างไร
โหยวฟางอิ๋นตอบตะกุกตะกัก “ข้าก็ไม่รู้ว่า
ตนเองชอบเขาหรือไม่ ที่แล้วมาไม่เคยนึกในทาง
นี้มาก่อนเลย เพียงแต่ตลอดหนึ่งปีกว่าข้ารู้สึกว่า
แม้เขาจะมิได้เชี่ยวชาญด้านการค้าเป็นพิเศษ แต่
ก็เป็นชายที่ไม่เลว ดัง ดังนั้นจึงระงับเรื่องหย่า
ชั่วคราว ลอง ลองทดสอบร่วมกับเขาไปก่อน เจ้า
ค่ะ”
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ใกล้ชิดกันกว่าเดิม
ไม่น้อยอย่างเห็นได้ชัด
ดูเหมือนเหรินเหวยจื้อจะปฏิบัติต่อนางด้วย
ความจริงใจ
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงยกมาหยอกล้อ ไม่
ว่าหลี่ว์เสี่ยนจะเป็นคน อย่างไร เมื่อพบเหริน
เหวยจื้อผู้ปกปั้องภรรยาเข้ารับรองเลยว่าต้องเสีย
แรงเปล่า
ขณะพวกนางคุยกัน ด้านนอกก็มีรายงานเข้า
มาว่า เถ้าแก่เหริน เห็นว่าฟั้ามืดแล้วจึงมารับที่
ร้านเสียไปั๋ด้วยตนเอง
แน่นอนว่าโหยวฟางอิ๋นหน้าแดงเถือกอีกหน
เจียงเสวี่ยหนิงทราบว่านางหน้าบางจึงไม่
กล่าวอะไรมาก แค่ไถ่ถาม เรื่องกิจการอีก
เล็กน้อยอย่างเรียบง่าย ก่อนจะมอบหมายให้
หลังจากนี้ไป เลือกคนดูแลร้านที่เรี่ยวแรงดีสอง
สามคนและคนหัวไวรู้งานมาอีกคน แล้ว ส่งไปจับ
ตาฝังเว่ยเหลียงไว้ จากนั้นถึงเร่งนางให้รีบออกไป
เหรินเหวยจื้อ จะได้ไม่ต้องคอยนาน
*****
ช่วงหลายวันมานี้พ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลมา
รวมตัวกันที่จินหลิง การ ร้องรำทำเพลงดำเนินไป
บนแม่น้ำฉินหวายคืนแล้วคืนเล่า แม้ชัดเจนว่าเข้า
สู่ฤดูสารทแล้วกลับคึกคักกว่าคิมหันต์เสียอีก
ส่วนพวกคนที่มักจะติดต่อการค้าจนคุ้นหน้าก็
ยิ่งพบเจอได้ทุกงานเลี้ยง หลังโหยวฟางอิ๋นสนท
นากับเจียงเสวี่ยหนิง สามวันถัดมานางก็ไม่ได้จง
ใจ หลบเลี่ยงการพบปะผู้คนและไปเข้าร่วมกับเห
รินเหวยจื้อ แต่กระนั้นก็ไม่ได้พบหลี่ว์เสี่ยนอีก ใน
ใจยังคิดว่าคนผู้นี้คงถามไถ่ไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้
อยาก เข้ามายุ่งกับเรื่องวุ่นวายทั้งหลายหรอก
เขาน่าจะออกจากจินหลิงไปแล้วกระมัง
บทที่ 185 ล่วงเกิน (2)
คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาเจอจัง ๆ ที่งานเลี้ยง
เวลานั้นนางกำลังตั้งสมาธิฟังพ่อค้าสมุนไพร
จากมณฑลส่านซีและ กานซู่สองสามคนซึ่งนั่ง
ติดกันพูดคุยเรื่องด่านชายแดน
“นับแต่องค์หญิงใหญ่เดินทางไปอภิเษก
สมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี ต้าเฉียนก็เปิดตลาด
การค้าข้ามแดนกับต๋าต๋าจริง ๆ ต๋าต๋ามีสมุนไพร
ชั้นดี ไม่น้อย แต่เจ้าก็รู้ว่าพื้นที่นั้นหนาวยะเยือก
จึงไม่มีการค้าใหญ่โตใดให้ทำ นึกไม่ถึงว่าปีนี้จะ
พบโชค ขณะกำลังทุกข์ใจที่ขายสมุนไพรจำนวน
มาก ไม่ออกกลับพบคนหนุ่มผู้หนึ่ง เขาหน้าตา
หล่อเหลาทีเดียว ไม่ทราบเป็น บุตรพ่อค้าใหญ่
ผู้ใด พออ้าปากก็ขอเหมาสินค้าที่เหลือทั้งหมด
แม้จะไม่ค่อยทำกำไรแต่ก็ขายออกจำนวนมาก
เช่นนี้ข้าจึงกลับมาได้ไวหน่อย ทั้งยังเหลือเวลา
เตรียมสมุนไพรของปีหน้า คนผู้นั้นกล่าวด้วยว่า
เขาขาดแคลนยาอยู่ เสมอ หากปีหน้าข้ามี
สมุนไพรให้กลับมาอีก”
“สมุนไพรของเจ้าราคาอย่างต่ำก็คงสองหมื่น
ตำลึงได้ละสิ ราคา ขนาดนี้เขายังซื้อลง ใจปาเสีย
จริง!”
“ก็นั่นน่ะสิ”
“เฮ้อ อย่าพูดถึงด่านชายแดนเลย!”
“ไยพี่ชายจึงหน้านิ่วคิ้วขมวดนักเล่า”
“โธ่เอ๊ย วาจานี้ข้าก็อัดอั้นมานานแล้ว คนค้า
สมุนไพรอย่างเรา ๆ จะ กี่มากน้อยก็ต้องรู้จัก
หมอสักคนสองคนกันทั้งนั้น สองปีมานี้ตลาด
การค้า ข้ามแดนเปิด ทักษะการแพทย์ส่งผ่านไป
ถึงต๋าต๋า ซ้ำบางคนยังเคยไปถึง ราชสำนักต๋าต๋า
คนดูแลร้านบ้านข้ามีเด็กช่วยงานที่พี่น้องทำงาน
ในวังหลวง วานซืนกลับมาบอกข้าว่าองค์หญิง
อภิเษกสมรสไปยังต๋าต๋าได้สองปีก็คล้าย จะ
ตั้งครรภ์แล้ว”
“หา!”
คนรอบข้างพลันตกตะลึง โหยวฟางอิ๋นยิ่งทน
ไม่ไหว หันขวับไปมอง
ผู้ฟังล้วนไม่เข้าใจ “ตั้งครรภ์มิใช่เรื่องดีหรอก
หรือ”
คนผู้นั้นแค่นหัวเราะเยาะ “พวกเจ้าจะไปรู้
อะไร เหยียนต๋าผู้เป็นอ๋องของต๋าต๋านั่นอยู่ในวัย
อันรุ่งโรจน์ แม้จะสมรสกับองค์หญิงจริง แต่เขามี
หรือจะเห็นสตรีอ่อนแอนางหนึ่งอยู่ในสายตา
องค์หญิงจึงไร้ตำแหน่งใดใน วังหลวง อีกทั้งต๋าต๋า
อ๋องยังมีสนมภรรยามากมาย เขาหลงใหลเชื่อใจ
หญิง ชาวต๋าต๋าที่ชื่อน่าจี๋เอ่อร์อะไรนั่นหัวปักหัว
ปา เช่นนี้แล้วเรียกว่าองค์หญิงไปอภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีกับเขาได้ที่ไหน นี่มันหยาม
เกียรติกัน ชัด ๆ !”
ฝูงชนโดยรอบมองหน้ากันอย่างจนปัญญา
อดถอนใจมิได้
โหยวฟางอิ๋นฟังแล้วตื่นตระหนก ใคร่จะถาม
ว่าข่าวจากคนผู้นี้เชื่อถือ ได้หรือไม่ ทว่าอยู่ในงาน
เลี้ยงต่อหน้าคนมากมายจะอย่างไรก็ไม่สะดวก
เอ่ยปาก
นางกินอาหารตลอดมื้อแบบใจไม่อยู่กับเนื้อ
กับตัว
เหรินเหวยจื้อคอยนั่งคีบอาหารให้อยู่ข้าง ๆ
ถามนางเบา ๆ ว่าเกิด เรื่องอันใดขึ้น หางตานาง
ชำเลืองเห็นพ่อค้าซึ่งเล่าข่าวเมื่อครู่เดินออกไป
จึงกระซิบอธิบายอย่างกระชับแล้วลุกตามไป
นางยังติดใจข่าวลือเกี่ยวกับด่านชายแดน
ยามลุกจากที่นั่งจึงไม่ทัน เห็นคนผู้หนึ่งตรงมุม
ห้องที่พอเห็นนางออกมาด้านนอกก็วางจอกสุรา
แล้ว ตามมาด้วย
เพิ่งเข้าสู่ระเบียงทางเดินตามใครคนนั้นไปได้
ไม่กี่ก้าว นางพลันได้ยินเสียงหัวเราะจากทาง
ด้านหลัง
ใครบางคนกล่าวอย่างเบิกบาน “งานเลี้ยง
เพิ่งดำเนินไปได้ครึ่งทาง เถ้าแก่โหยวก็รีบร้อนจะ
ไปเสียแล้ว มองไม่ออกเลยว่าที่แท้ใส่ใจข่าวคราว
เกี่ยวกับด่านชายแดนถึงขนาดนี้ หรือคิดจะก้าว
เข้าสู่วงการค้าสมุนไพร ด้วย”
เสียงนี้คุ้นหูนัก
โหยวฟางอิ๋นพลันหัวใจบีบรัด หันศีรษะ
กลับไปเห็นหลี่ว์เสี่ยน
เขาสวมชุดบัณฑิตตัวยาว แม้จะทำการค้าจน
เนื้อตัวควรเหม็นสาบเงิน แต่กลับวางท่าไม่เคย
ยอมด้อยค่าตนเอง มีมาดเช่นปัญญาชนเสมอมา
น่าเสียดายที่ร่องรอยบนดวงหน้าให้ความรู้สึก
แบบพ่อค้าหน้าเลือดสมองใสไปหน่อย ตรงกัน
ข้ามกับเหรินเหวยจื้อพอดิบพอดี
นางหยุดเท้า ตื่นตัวกว่าเก่า “เถ้าแก่หลี่ว์เองก็
มาหรือ”
หลายวันมานี้หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้ออกจากจินหลิง
เพียงคาดการณ์ปฏิกิริยาของฝังเมืองหลวง
หลังจากได้รับจดหมายตลอดจนสะสางธุระส่วน
หนึ่ง วันนี้เมื่อได้ยินว่าเหรินเหวยจื้อและโหยว
ฟางอิ๋นจะมา เขาจึงตามมาด้วยเสียเลย
เขาเข้าใกล้และกล่าวว่า “หลายวันก่อนคิดจะ
พูดคุยกับเถ้าแก่โหยว สักเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่า
กลับไม่ไว้หน้ากันสักนิด ซ้ำยังไม่ยินดีคุยต่อสัก
ครึ่งประโยค พลอยทำให้คนแซ่หลี่ว์เสียใจอยู่บ้าง
การได้พบพานวันนี้ถือเป็นโอกาสหายาก ไม่
ทราบจะพอมีเวลาให้กันหรือไม่”
โหยวฟางอิ๋นถอยหลังหนึ่งก้าว “วันนี้เป็นงาน
เลี้ยง อยู่ในเรือนผู้อื่นไม่เหมาะสมจะเจรจา
การค้าจริง ๆ ตัวข้ายังมีธุระติดพัน ขอเถ้าแก่หลี่ว์
เอาไว้วันหลังเถิด”
หลี่ว์เสี่ยนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “มิใช่เจรจา
การค้า”
โหยวฟางอิ๋นพูดว่า “หากมิใช่เรื่องการค้าก็
ย่อมเป็นเรื่องส่วนตัว เถ้าแก่หลี่ว์โปรดให้อภัย ข้า
เป็นหญิงมีสามีแล้ว การมีปฏิสัมพันธ์ส่วนตัว กับ
ผู้อื่นนอกเหนือจากเรื่องการค้าก็ดูไม่เหมาะไม่
ควร ขอเถ้าแก่หลี่ว์ใส่ใจความเหมาะสมด้วย”
มิเพียงจะไม่เจรจาเรื่องการค้า เรื่องส่วนตัวก็
ยังจะไม่เจรจาด้วยหรือ
หลี่ว์เสี่ยนผู้นี้ถึงภายนอกดูกลิ้งกลอก ทว่าเขา
ก็ทะนงในความสามารถของตน ยามสอบเคอจวี่
ครานั้นยังประชันกับเซี่ยเวยเสียดุเดือด ภายหลัง
ถึงค่อยโอนอ่อนตามมาทำงานให้ แต่หากเปลี่ยน
จากเซี่ยเวยเป็นผู้อื่นแล้ว คิดจะให้เขายอมรับนับ
ถือ นั่นก็ยากเหมือนปีนขึ้นสวรรค์
น้อยนักที่เขาจะเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
พอได้ยินโหยวฟางอิ๋นใช้เหรินเหวยจื้อเพื่อห
ลบเลี่ยง มุมปากเขาก็ ประดับรอยยิ้มหยันแฝง
นัยลึกล้ำขณะเอ่ยว่า “เถ้าแก่โหยวมี
ความสัมพันธ์แบบใดกับคุณชายเหริน ละครสามี
ภรรยามีกี่ส่วนจริงกี่ส่วนเท็จ ตัวเถ้าแก่โหยวเอง
ย่อมตระหนักดีแก่ใจ ต่อหน้าคนที่ทราบเรื่องกันดี
อยู่แล้วไยต้อง กล่าวปิดบังด้วยเล่า”
โหยวฟางอิ๋นไม่คาดคิดว่าความสัมพันธ์ของ
ตนกับเหรินเหวยจื้อจะถูกคนผู้นี้เปิดโปงในครา
เดียว
ร่างนางเขม็งเกร็ง ถอยหลังอีกก้าว
ทว่าด้านหลังคือมุมกำแพง ถอยต่อไม่ได้อีก
นางกล่าวว่า “คำพูดของเถ้าแก่หลี่ว์ฟังไม่
ค่อยเข้าใจนัก ข้ากับคุณชายเหรินเป็นสามีภรรยา
ที่สมรสกันอย่างเป็นทางการนะ”
หลี่ว์เสี่ยนหมดความอดทนจะพูดจาอ้อมค้อม
บอกเพียงว่า “ข้าอยากพบนายจ้างของเจ้า”
ชั่วพริบตา รูม่านตาโหยวฟางอิ๋นก็หดวูบ
เดิมทีหลี่ว์เสี่ยนคิดจะพูดเข้าประเด็นเนื่อง
ด้วยมีเรื่องต้องพบเจียง เสวี่ยหนิงจริง ไหนเลยจะ
คาดคิดว่าเขาเพิ่งเอ่ยจบ ขณะเหลือบตามองกลับ
รู้สึกเสมือนแม่นางตรงหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคน
ในพริบตา สายตาที่จ้องมองบังเกิดความตื่นตัว
และความเป็นศัตรูประดุจลูกสัตว์ปกปั้องเจ้านาย
ลางอัปมงคลชนิดหนึ่งวาบผ่านหัวใจ
ไม่รอเขาทันตั้งสติด้วยซ้ำ โหยวฟางอิ๋นก็หัน
ศีรษะตะโกนลั่นไปทาง โถงรับแขกอีกฝังของ
ระเบียงทางเดิน “มีผู้ล่วงเกินข้า!”
ล่วง ล่วงเกิน?!
หลี่ว์เสี่ยนสะดุ้งโหยง คนเยือกเย็นผู้มอง
ขุนเขาถล่มด้วยรอยยิ้มมองมหาสมุทรแห้งเหือด
อย่างเฉยชาเสมอมา ยังต้องถูกวาจาไม่มีปีมีขลุ่ย
นี้ทำ เอากระสับกระส่าย
นึกในใจว่าตัวเขาหลี่ว์เสี่ยนแม้จะเป็น
เดรัจฉาน แต่ก็ยังต้องเป็น เดรัจฉานที่มีอารยะ!
เรื่องอย่างการล่วงเกินสตรี หาเคยมีไม่!
หากนางตะโกนเรียกขึ้นมา เช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะ
กลายเป็นเรื่องใหญ่มากเลยหรือ
ด้วยเหตุนี้เขาจึงก้าวไปคุมตัวโหยวฟางอิ๋น
ทันใดด้วยสัญชาตญาณ ล้วน ๆ และตะครุบปาก
นาง ทั้งตกใจทั้งฉุน “ข้าไปล่วงเกินเจ้าเมื่อใด
กัน?!”
โหยวฟางอิ๋นกลับกลายเป็นผู้ที่เยือกเย็นที่สุด
นางจ้องหลี่ว์เสี่ยนเขม็ง ความนัยนั้นไม่กล่าว
ก็เข้าใจ
ยามนี้หลี่ว์เสี่ยนถึงพบว่ามือตนกดอยู่บนริม
ฝีปากนางแล้ว ไขทาปากนุ่มมันสีฝั่ามือ สะดุ้งจน
แวบหนึ่งเขาคิดจะหดมือกลับ ทว่าเห็นโหยว
ฟางอิ๋นเป็นเช่นนี้ก็พานกังวลว่าถ้าคลายมือแล้ว
นางจะกล่าวให้ร้าย โวยวายมั่วซั่วเรียกคนนอกมา
อีก
บนหน้าผากแทบจะมีเส้นโลหิตดำปูดขึ้นมา
หลี่ว์เสี่ยนสูดหายใจลึก “เมื่อข้าปล่อยมือ ขอ
แม่นางโหยวเองก็โปรดอย่าปั้ายสีด้วยคำมุ่งร้าย
อีก”
โหยวฟางอิ๋นกะพริบตา
หลี่ว์เสี่ยนปล่อยนาง
โหยวฟางอิ๋นไม่ขยับเขยื้อน กล่าวพลางจ้อง
เขา “ที่คุณหนูหลีกเร้นมาไกลถึงแดนสู่ก็เพราะไม่
อยากเจอความวุ่นวาย หากเถ้าแก่หลี่ว์มีธุระ
หลังจากนี้ค่อยมาเจรจากับข้ากันดี ๆ ข้าทำงาน
รับใช้คุณหนู ลำพังมา รบเร้าข้านั้นไม่เป็นไร แต่
หากคิดตอแยคุณหนูขึ้นมา ถ้าข้าได้พบหน้าท่าน
เมื่อใดก็จะตะโกนเช่นเมื่อครู่อย่างแน่นอน”
หลี่ว์เสี่ยนสุดอัดอั้นตันใจ
โหยวฟางอิ๋นกลับเตือนเรียบ ๆ “คนจะมากัน
แล้ว เถ้าแก่หลี่ว์รีบไป เถิด”
หลี่ว์เสี่ยนหันกลับไปมอง เงาคนฝังโถง
รับแขกขยับวูบวาบจริงดังว่า เขาทั้งร้อนรนและ
หงุดหงิด แม้จะมีคำพูดหรือกระทั่งคำด่าสั่งสม
เต็มอก แต่ก็ยังหาจังหวะออกปากไม่ได้ รีบเร่งจน
ทิ้งไว้ได้แต่ประโยค “ถือว่าเจ้า แน่” แล้วรีบเผ่น
หนี
จวบกระทั่งออกไปไกลแล้ว เขาจึงได้ยินเสียง
เอะอะจากระเบียง ทางเดิน
โหยวฟางอิ๋นเล่าเสียงแผ่วกับผู้อื่นว่าอีกฝั่าย
เป็นโจรใจทรามรูปร่าง สูงใหญ่ ซ่อนตนในพุ่มไม้
ทำให้นางตกใจ ขณะนี้วิ่งหนีไปทางตะวันออก
แล้ว
หลี่ว์เสี่ยนโมโหหวิดควันจะออกศีรษะทีเดียว
ปราชญ์ขงจื่อกล่าวไว้แน่แท้นัก มีเพียงสตรี
และคนถ่อยจึงยากรับมือ!
ปีนั้นพบที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงโดยบังเอิญ นางยัง
เป็นดรุณีผู้ถูกดูหมิ่นรังแกในจวนชิงหย่วนปั๋ออยู่
เลย มาบัดนี้สลัดคราบเก่า เงินมีแล้ว อำนาจมี
แล้ว ความคิดอ่านก็มีแล้ว ดูภายนอกนุ่มนวลพูด
น้อย ที่แท้เนื้อในกลับมืดดำ!
คำอย่างล่วงเกินก็ยังเอ่ยออกมาได้ลง!
เป็นเพราะอยู่ข้างกายเจียงเสวี่ยหนิงมานาน
หรือ หากนี่ไม่ใช่ ‘ผู้ใกล้ ชาดเปือนสีแดง ผู้ใกล้
หมึกเปือนสีดำ’ แล้วจะเป็นสิ่งใดได้อีกล่ะ?!