คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 186 อาคันตุกะ
ในขณะที่หลี่ว์เสี่ยนเดือดดาลแทบหงายหลัง
โหยวฟางอิ๋นเองก็มิได้ ปีติยินดี
หลังออกจากงานเลี้ยง นางก็กลับมาร้านเสีย
ไปั๋ทันที
เวลานี้เจียงเสวี่ยหนิงกำลังสั่งให้คนไปจับ
ตัวเว่ยเหลียงที่หยางโจว
วันสอบเคอจวี่รอบฤดูใบไม้ร่วง ณ เจียงหนิง
ใกล้มาถึงเต็มที เดิมนางเข้าใจว่าเมื่อเว่ยเหลียง
กลับที่นาไปจัดการเรื่องมันฝรั่งอะไรนั่นเรียบร้อย
แล้วจะหวนสู่จินหลิง ไหนเลยจะคาดคิดว่าผ่าน
ไปสองวันไม่เห็นแม้แต่เงา ครั้น ส่งคนไปไถ่ถาม
จึงได้รู้ คนผู้นี้ถึงขั้นเอ่ยว่า การทำไร่ไถนาถือเป็น
เรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องการสอบจะเป็นเช่นไรก็ได้
นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงผู้ครองตำแหน่งทั่นฮวา
ในชาติที่แล้ว แม้จะ ชอบทำไร่ทำสวนและมี
ความสามารถด้านการเพาะปลูก ทว่าชาติก่อน
เขาก็ยังรอจนมีตำแหน่งราชการติดตัวค่อยมี
โอกาสออกฝีไม้ลายมือ จากนั้นถึงได้รับการ
เทิดทูนจากราษฎรให้เป็นเทพเจ้าแห่งกสิกรรม
แม้เจียงเสวี่ยหนิง จะใช้เขาทำงานเพื่อสนอง
ความเห็นแก่ตัวและประโยชน์ส่วนตน แต่หากนั่น
ไปขัดขวางหนทางเข้ารับราชการของเขา แล้ว
นางจะสบายใจลงได้เยี่ยงไร ดังนั้นจึงฉุนเฉียวไป
หมด
เมื่อเห็นโหยวฟางอิ๋นมาหา นางก็หัวเราะขม
ขื่น “เจ้ามาได้เวลานัก ข้ากำลังสั่งคนให้ไปจับ
ตัวเว่ยเหลียงมาจินหลิงพอดี ร้ายดีอย่างไรก็ขอ
คุมเขา ให้สอบขุนนางระดับท้องถิ่นจบก่อนค่อย
ว่ากัน ไยใต้หล้าถึงมีบัณฑิตเช่นนี้ กันนะ”
บัณฑิตแต่ละคนช่างมีความทะเยอทะยาน
เฉพาะตนจริง ๆ
เรื่องที่หลี่ว์เสี่ยนช่วยทำการค้าแทนเซี่ย
เวยน่ะเอาเถิด อย่างไรเสีย เซี่ยเวยก็มาก
ความสามารถ ทว่าเว่ยเหลียงที่มาช่วยเพาะปลูก
แทนนางเล่า นับเป็นเรื่องแบบใดกัน
หากเป็นที่แล้วมา โหยวฟางอิ๋นฟังแล้วคง
หัวเราะตาม ทว่ายามนี้กลับเพียงฝืนยิ้ม
เจียงเสวี่ยหนิงมองออกว่านางมาพร้อมเรื่อง
บางประการ
ความคิดเล็ก ๆ วาบผ่าน พอจะเดาออกจึง
เอ่ยถามโดยไม่อ้อมค้อม “พบหลี่ว์เสี่ยนอีกแล้ว
หรือ”
ริมภูเขาจำลองของร้านเสียไปั๋คือใบบัวแห้ง
เหี่ยวทั่วทะเลสาบ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนถืออาหารปลาอยู่ข้าง
ทะเลสาบนั้น
โหยวฟางอิ๋นลังเล แท้จริงนางไม่อยากสร้าง
ความวุ่นวายใจให้อีกฝั่ายนัก ทว่าความ
หวาดหวั่นหากเลือกปิดบังก็ยังมีชัยเหนือความ
ลังเล ในที่สุด จึงตอบว่า “พบแล้วเจ้าค่ะ”
นางเล่าเรื่องที่พบหลี่ว์เสี่ยนวันนี้โดยละเอียด
ปิดบังแค่ส่วนที่ตนทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่
ออก
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วขมวดคิ้วฉับ เงียบงัน
เป็นเวลานาน
โหยวฟางอิ๋นเอ่ย “ข้าได้ยินข่าวฝังต๋าต๋าเกี่ยว
กับองค์หญิงในงานเลี้ยง ที่หลี่ว์เสี่ยนต้องการหา
ตัวท่านอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กระมัง”
พ่อค้าสมุนไพรจากด่านชายแดนเล่าว่า องค์
หญิงใหญ่ในราชสำนัก ต๋าต๋าอาจตั้งครรภ์แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเลื่อนลอย
สุดท้ายเรื่องที่นางกังวลที่สุดก็ยังคงมาเยือน
แต่เนื่องจากนางเตรียมใจก่อนมานานมากแล้วจึง
ไม่ได้ตื่นตะลึงเกินไปนัก รับรู้ถึงแต่ความหนักอึ้ง
และอาดูรของโชคชะตาที่ไม่ยินยอมให้มนุษย์
แก้ไข
อย่างไรก็ตาม นางคิดต่อต้านโชคชะตาที่ซ้ำ
รอยเดิมอย่างไร้เหตุผลนี้!
ชาติที่แล้วนางมิได้ทราบข่าวการตั้งครรภ์ของ
องค์หญิง หลังต๋าต๋า เดินหน้ารุกรานดินแดนภาค
กลางครั้งใหญ่ถึงเพิ่งได้ยินว่าเสิ่นจื่ออีประสบ
เหตุไม่คาดฝัน ถูกต๋าต๋าสังหารเซ่นเปิดศึกต่อหน้า
กระบวนทัพขณะยัง ตั้งครรภ์!
ต๋าต๋าหมายจะส่งกองทัพเข้าบุกรุก แล้วจะ
ปล่อยให้องค์หญิงแคว้น ศัตรูกับเด็กผู้มีสายเลือด
ของแคว้นศัตรูมีชีวิตรอดได้อย่างไร
ความคลื่นเหียนชวนสำรอกชนิดหนึ่งค่อย ๆ
เคลื่อนขึ้นมา
กระทั่งภายในลำคอเจียงเสวี่ยหนิงยังเกิด
กลิ่นคาวโลหิตจาง ๆ
มักกล่าวกันว่าคนดีย่อมได้ดี แต่เสิ่นจื่ออีใน
ชาติก่อนไฉนควรมีจุดจบเช่นนั้น
นางต้องกำหมัดแน่นถึงค่อยระงับอาการสั่น
สะท้านได้ กล่าวอย่าง เด็ดขาด “ไม่ว่าหลี่ว์เสี่ยน
จะหาตัวข้าเพื่อธุระใด บัดนี้ข้าควรเป็นฝั่ายไปหา
เอง หาใครที่หัวไวสักคนออกไปสืบหาทีว่าหลี่ว์
เสี่ยนพักอยู่ไหน แล้วส่ง เทียบขอเข้าพบ ข้าต้อง
พบเขา”
แม้จินหลิงจะใหญ่โตและมีประชากรมาก
ทว่าหลี่ว์เสี่ยนก็เป็นพ่อค้าใหญ่ ทั้งยังมาด้วยเรื่อง
ใบอนุญาตค้าเกลือ คนเช่นเขาย่อมคบหาผู้คน
กว้างขวาง ฉะนั้นการจะถามหาที่อยู่อาศัยก็มิใช่
เรื่องยากแต่อย่างใด
ไม่ต้องเสียเวลามากลูกมือของนางก็หาเรือน
พักชั่วคราวที่เขาอาศัยอยู่พบ
ทว่ายามไปมอบเทียบขอเข้าพบกลับได้ทราบ
ว่าหลี่ว์เสี่ยนไม่อยู่
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงตั้งใจว่าเมื่อส่งเทียบขอ
เข้าพบแล้ว ตนจะไปเยี่ยมหลี่ว์เสี่ยนได้ทันที คิด
ไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่อยู่
นางพลันเปียมความแคลงใจ
นางมุ่นคิ้วถาม “เขาไม่ได้อยู่ที่พัก แล้วไปที่
ใด”
เด็กที่รับผิดชอบนำเทียบขอเข้าพบไปส่งค้อม
กายตอบ “ผู้น้อยถาม คนเฝั้าประตูของเรือนพัก
ได้ความว่าเถ้าแก่หลี่ว์ของพวกเขามีธุระการค้า
ที่หยางโจว จำต้องดูแลโดยเร่งด่วนจึงขี่ม้าออกไป
อย่างรีบร้อนเมื่อบ่าย มิได้บอกไว้ว่าจะกลับ
เมื่อใดขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วใจหล่นวูบ
โหยวฟางอิ๋นเอ่ยขึ้นจากด้านข้างว่า “เช่นนั้น
คงต้องรอเขากลับมา ค่อยพบแล้วกระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้กล่าวคำไปช่วงหนึ่ง
โหยวฟางอิ๋นบังเกิดความกระสับกระส่าย
“คุณหนูรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “หากเพียงเจรจาทาง
การค้า เดินทางจากจินหลิงสู่หยางโจวก็พึง
ล่องเรือตามกระแสแม่น้ำฉางเจียงเนื่องจาก
เดินทางได้ไว การจะไปปลายน้ำไหนเลยต้องขี่
ม้า”
โหยวฟางอิ๋นตกตะลึง “ความหมายของท่าน
คือ…”
เจียงเสวี่ยหนิงหลับตาลง “เกรงแต่ที่ที่เขาไป
จะไม่ใช่หยางโจวน่ะสิ”
ในช่วงเวลาเช่นนี้ เรื่องแบบใดกันทำให้หลี่ว์
เสี่ยนออกห่างจากจินหลิง
นางพอมีข้อสันนิษฐานอยู่บ้าง แต่ยังไม่กล้า
ด่วนสรุป
นางรีบกำชับคนให้ไปสอบถามที่เรือนพัก
ของหลี่ว์เสี่ยนตามเวลาทุกวันว่าเขากลับมาหรือ
ยัง พร้อมกันนั้นก็รีบเขียนจดหมายให้คนควบม้า
เร็วส่ง ไปยังหวงโจวในมณฑลหูเปั่ยเพื่อมอบให้
เยี่ยนหลิน นางต้องการถามว่า ฟากเขามีข่าว
คราวแน่ชัดเกี่ยวกับเสิ่นจื่ออีหรือไม่ อีกทั้ง
ต้องการถามว่า หลี่ว์เสี่ยนอยู่ทางฝังเขาหรือไม่
คนผู้นั้นมีแผนการใดหรือเปล่า
หลี่ว์เสี่ยนไปครานี้เกือบสิบวันเต็ม
จวบจนวันที่สิบเอ็ด ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับ
เส้นทางการค้านาเกลือของสองฝังแม่น้ำหวายจัด
งานเลี้ยงที่สวนชิงหยวน เชื้อเชิญพ่อค้าเกลือทุก
คนมาชุมนุมหารือเรื่องใบอนุญาตค้าเกลือและ
การเสด็จประพาสใต้ของฮ่องเต้ใน ปีหน้า ดังนั้น
จึงเพิ่งจะมีข่าวส่งกลับมาว่า หลี่ว์เสี่ยนควบม้าไว
หวนสู่จินหลิง กลับเรือนพักเปลี่ยนเสื้อผ้า รีบ
ร้อนเข้าร่วมงานเลี้ยง
เจียงเสวี่ยหนิงตัดสินใจไปคอยที่นอกสวนชิง
หยวนทันใด
สวนชิงหยวนสร้างริมแม่น้ำฉินหวาย กิน
บริเวณกว้างขวางยิ่ง มีพื้นที่ติดแม่น้ำถึงครึ่งหนึ่ง
เดิมสร้างโดยตระกูลเซี่ยแห่งจินหลิงยามรุ่งเรือง
ที่สุด ในราชวงศ์ก่อน ภูเขาจำลอง ศาลาและ
ทิวทัศน์ผันเปลี่ยนทุกฝีก้าว น่า เสียดายที่เมื่อ
มาถึงราชวงศ์ปัจจุบันตระกูลเซี่ยก็ตกอับ สวนถูก
ส่งผ่านเป็นทอด ๆ จนตกอยู่ในเงื้อมมือของ
ข้าราชการฉ้อฉล ภายหลังถูกราชสำนัก ริบทรัพย์
เป็นของหลวง บัดนี้ใช้เพียงรับรองข้าหลวงใหญ่
ผู้แทนพระองค์ ที่มาเป็นทูตยังเจียงหนาน บรรดา
ผู้สูงศักดิ์ หรือใช้เพื่อจัดงานเลี้ยงทาง ราชการ
เท่านั้น
ชาวจินหลิงล้วนรู้จักที่แห่งนี้
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เช่นกัน อย่างไรเสียเซี่ย
เวยก็เกิดในตระกูลเซี่ยแห่งจินหลิง ในอดีตยาม
เขาสอบผ่านเป็นขุนนาง ใคร ๆ ล้วนกล่าวว่าเขา
ต้อง ฟืนคืนตระกูลเซี่ยเป็นแน่ ทว่าน่าเสียดายที่
สายเลือดเขาห่างจากสายหลัก ของตระกูลเซี่ย
มากแล้ว เซี่ยเวยเองก็ดูมิได้มีท่าทีฝักใฝั่อันใดกับ
ตระกูลตน ตระกูลเซี่ยจึงมิได้ฟืนตัวแต่อย่างใด
ชาติที่แล้วผู้คนวิจารณ์แซ่ซ้องเซี่ยเวย ต่างเรียก
เขาเป็นจำพวกเดียวกับตระกูลเซี่ยผู้เคยยิ่งใหญ่
ในคำกล่าวที่ว่า ‘กาลก่อนหวังเซี่ยรุ่งโรจน์
นางแอ่นโผผิน’ เขาจึงเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์
อัสดงเสี้ยวสุดท้ายแห่งตระกูลเซี่ยที่เคยยิ่งใหญ่ซึ่ง
ยังหลงเหลือทาบทอใน รัชสมัยใหม่
ทว่างานเลี้ยงครานี้เจ้าหน้าที่หลวงเชิญพ่อค้า
เกลือมาชุมนุม ปกติ เจียงเสวี่ยหนิงคุมกิจการอยู่
เบื้องหลัง เบื้องหน้าจึงไม่ได้มีฐานะเป็น ผู้ค้า
เกลือ อีกทั้งในสวนชิงหยวนก็มีคนมากมายหูตา
มากมี เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่สถานที่ซึ่งเหมาะแก่การ
สนทนา นางจึงให้คนเหมาโรงน้ำชากวนหลาน
ที่ตั้งเยื้องสวนชิงหยวนทั้งชั้น รองานเลี้ยงจบจะ
ได้พบหลี่ว์เสี่ยนทันที
ไม่กี่วันมานี้เว่ยเหลียงถูกนางจับตัวกลับมา
จินหลิงแล้ว
ครั้นเห็นกับตาว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะออกไป
ข้างนอก เขายังแอบยินดี อยู่ชั่วขณะ นึกในใจว่า
อาจฉวยโอกาสหลบออกไปได้
อยู่เมืองจินหลิงจะไปสบายกายสู้ตอนอยู่ใน
เรือกสวนไร่นาได้เช่นไร
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงที่แต่เดิมเดินออกไป
แล้วกลับขวับ กวาดตาขึ้นลงพินิจเขาชั่วครู่ก่อน
จะเอ่ยว่า “ท่านไปกับข้าเถอะ”
เว่ยเหลียง “???”
เขาปฏิเสธในใจเป็นหมื่นหน อยากนั่งติด
เก้าอี้ไม่ต้องลุกใจแทบขาด ใบหน้ากลายเป็นสี
เขียวเอ่ยอย่างขื่นขม “แม่นางผู้ว่าจ้าง ท่านน่ะไป
ถก เรื่องสำคัญ ไปเจรจาการค้า แล้วข้าจะไปทำ
อันใดกันเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“พาท่านไปก็สำคัญมาก เช่นกัน”
ประการแรกเพื่อปั้องกันว่าที่ทั่นฮวาผู้นี้คิด
หนี เกรงว่าเดี๋ยวการสอบระดับท้องถิ่นเริ่มต้นจะ
หาตัวไม่พบ ประการที่สอง หากข่าว
เกี่ยวกับเสิ่นจื่ออี จากทางต๋าต๋าเป็นความจริงนาง
ก็มีแผนการอยู่ ในเมื่อเว่ยเหลียงไม่เข้าใจ เรื่อง
เงินทอง ส่วนนางไม่เข้าใจเรื่องข้าว พาเขาไป
พบหลี่ว์เสี่ยนจึงนับว่า เหมาะเจาะพอดี
กล่าวจบก็คร้านจะแลสีหน้าเขาอีกหน หิ้วขึ้น
รถม้าไปทั้งอย่างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ทราบแม้แต่น้อยว่า
ทันทีที่รถม้าของนางเคลื่อนออกไป คณะเดินทาง
หนึ่งพลันควบม้าไวเข้ามา ทำให้คลาดกันพอดี
คนนำหน้าคุมบังเหียนม้ามุ่งหน้าสู่ร้านเสียไปั๋
เด็กหนุ่มสีหน้าค่อนข้างอิดโรยด้านข้างลงจาก
ม้า สอบถามคนเฝั้า ประตู “ขอเสียมารยาทถาม
นายของเรือนท่านอยู่หรือไม่ เซียนเซิงฝังข้า
เดินทางมาไกล มีเรื่องต้องการพบ”
คนเฝั้าประตูพิจารณาคณะสิบกว่าคน สายตา
วนไปมาบนตัวผู้นำ ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงชัก
ประหม่า เขาตัวสั่นด้วยความกระสับกระส่าย
ระคนพรั่นพรึงขณะตอบ “นายของเราเพิ่ง
ออกไปเมื่อครู่น่ะ”
เด็กหนุ่มชะงัก หันไปมองผู้นำ
ในมือผู้นำกำเชือกบังเหียน เสื้อผ้าเปรอะฝุั่น
ดินไปทั่วจนดูโทรม ถามเพียงว่า “ไปที่ใด”