คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 187 สายปั่านว่าว
รถม้าของเจียงเสวี่ยหนิงขับตรงมาถึงหอกวน
หลาน
ช่วงนี้ของฤดูใบไม้ร่วงฟั้าโปร่งอากาศเย็น
สบาย ผู้คนโดยมากจะไปริมแม่น้ำฉินหวาย หรือ
ชมดอกหอมหมื่นลี้ไหว้พระบนภูเขาในละแวก
ใกล้เคียง โรงน้ำชาผู้คนบางตา น้อยนักจะมีผู้ใด
เหมาทั้งชั้น ดังนั้นเมื่อเถ้าแก่เห็น ลูกค้ามาจึงฉีก
ยิ้มจนหน้าบาน
การตกแต่งของโรงน้ำชาค่อนข้างงามประณีต
ชั้นสองบริเวณข้างราวกั้นเปิดพื้นที่ขึ้นแท่น
สำหรับบรรเลงพิณโดยเฉพาะ ด้านบนจัดโต๊ะตั้ง
พิณ ตรงมุมมีเตาจุดกำยานกลิ่นไม้กฤษณาอันไม่
เลวนัก
เพียงแต่เวลานี้ลูกค้าน้อยราย จึงไร้นักเล่น
พิณมาบรรเลงเพลง
เจียงเสวี่ยหนิงเองมารอคนก็ไม่ต้องการถูก
รบกวน โบกมือไล่เด็กรับใช้ของโรงน้ำชาที่จะเข้า
มารับรองแขก ทั้งยังไม่ได้ให้เรียกตัวนักเล่นพิณ
แค่ หาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านฆ่าเวลา คอยให้
การหารือด้านในสวนชิงหยวน เสร็จสิ้นแล้วจะได้
พบหลี่ว์เสี่ยน
เว่ยเหลียงเบื่อหน่ายแทบขาดใจ
บนชั้นหนังสือมีแต่คัมภีร์ขงจื่อ หนังสือ
ประวัติศาสตร์ ตำราปรัชญา วรรณกรรม รวมถึง
บทประพันธ์กาพย์กลอน เขาไม่สนใจเลยสักเสี้ยว
หลังจากพยายามระงับอารมณ์จนดื่มชาไปได้ครึ่ง
ถ้วย ก็พลันผุดลุกแล้วนั่งใหม่ เดินจากฟากนี้ไป
ยังฟากโน้น ว่างจนไม่มีสิ่งใดให้ทำแล้วจริง ๆ ทั้ง
ยัง รู้สึกว่าโรงน้ำชาคนน้อยเหลือเกิน ปราศจาก
โอกาสอาศัยความวุ่นวาย หลบหนีไปโดยสิ้นเชิง
แม้ทิวทัศน์น่าดูชม เขากลับรู้สึกคล้ายถูก
พันธนาการ
หาทางอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ทำได้แค่
เดินไปข้างราวกั้น เหม่อ มองออกไปด้านนอก
ครั้นหันกลับมาโดยไม่ทันใส่ใจ เขากลับแล
เห็นพิณคันนั้น
การเพาะปลูกคือสิ่งที่เขาโปรดปราน การเล่า
เรียนคือสิ่งที่เขาชิงชัง จะกล่าวว่ารังเกียจ
กิจกรรมอันสง่างามสูงส่งทั้งหมดนึกรักแต่บรรดา
เรื่อง บ้าน ๆ ก็ยังได้
ทว่าพิณคือข้อยกเว้น
กาลก่อนสมัยเล่าเรียนเขาติดใจศาสตร์นี้ไม่
เบา มาบัดนี้ไร้สิ่งใดให้ทำ ยามแลเห็นพิณจึง
พลอยคันไม้คันมือ เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงที่นั่งชิด
ผนัง ห้องกำลังอ่านตำรา ไม่ได้มีท่าทีสนใจตน
เขาจึงก้าวขึ้นแท่นและนั่งลง หน้าโต๊ะตั้งพิณ
โรงน้ำชาไม่ได้หรูหรา แน่นอนว่าพิณเองก็
มิใช่ของชั้นดี
แต่ถึงกระนั้นครั้นเริ่มดีดสายลองเสียงก็พบว่า
ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไร
เว่ยเหลียงไม่คิดอันใดมากก็บรรเลงบทเพลง
เดิมเจียงเสวี่ยหนิงกำลังอ่านหนังสือ ทว่าเมื่อ
นึกได้ว่าอีกไม่ช้าจะต้องพบหน้าหลี่ว์เสี่ยน
ความคิดส่วนใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่หนังสือ ใคร่ครวญ
แต่ อีกประเดี๋ยวต้องเจรจาเรื่องใดบ้างและจะ
เจรจาอย่างไร จึงอ่านไม่เข้าหัว มากนัก
ตอนได้ยินเสียงพิณ นางจึงอึ้งงัน
ครั้นเงยหน้าถึงพบว่า ที่แท้เว่ยเหลียงกำลัง
ดีดพิณ
บรรเลงบทเพลง ‘ดอกจอกเขียวเป็นสื่อ’ ซึ่ง
มีเนื้อความว่า ‘สายลมกำเนิดจากดิน แรกเริ่ม
โบกหญ้าโยกไหว ท้ายโหมกระหน่ำเป็นพายุ’
ช่วงสารทฤดูฟั้าโปร่ง บนหอมีเพียงเสียงพิณ
ชั่วขณะหนึ่งพลันบรรจบกับความรู้สึกนางยามนี้
พอดี
เหตุการณ์วุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นมิใช่ลมซึ่ง
พัดโดยไร้ที่มา เจียง เสวี่ยหนิงวางหนังสือที่เปิด
ไปได้ไม่กี่หน้า เงียบฟังเว่ยเหลียงบรรเลงจนจบ
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ที่แท้คุณชายเว่ยก็ดีดพิณเป็น”
เว่ยเหลียงบรรเลงด้วยความต้องการชั่ววูบ
ล้วน ๆ ไม่นึกว่านางจะฟังด้วย เมื่อเงยหน้าเห็น
นางกำลังใช้สายตาเปียมความนัยจับจ้อง ความ
ร้อน ขุมหนึ่งจึงทะยานสู่ใบหน้าโดยไม่ทราบ
สาเหตุ เขาบังเกิดความรู้สึกอึดอัด คับข้อง
ประหนึ่งเมื่อครู่ตนคิดอวดอ้างฝีมือต่อหน้าผู้คน
เขาพลันลุกขึ้น อธิบายด้วยความร้อนใจ
“เนื่องจากอยู่ว่างไม่มีสิ่งใดให้ทำ ฝีมือต่ำต้อย ยิ่ง
นัก เกรงจะสร้างมลทินแก่โสตแม่นางแล้ว”
เขาสาละวนลุก แขนเสื้อจึงไปเกี่ยวมุมโต๊ะ
พลอยทำให้พิณบนโต๊ะเคลื่อนไถล
เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นยิ้มไม่อยู่ “ต้องเป็นข้าดีด
พิณต่างหากถึงสร้าง มลทินแก่หูของคนรอบข้าง
คุณชายเว่ยบรรเลงได้ไพเราะยิ่งนัก ตัวข้าจะไปมี
เจตนาล้อเลียนท่านได้เช่นไร”
เว่ยเหลียงต่อความไม่ถูก
เขาไม่ถนัดการใช้ถ้อยคำมาแต่ไหนแต่ไร
หลังจากยืนค้างอยู่นานก็ถามตะกุกตะกัก “ท่าน
ก็ชอบพิณหรือ”
ชอบพิณหรือ
นางคงมิบังอาจ
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา วางหนังสือ ก่อนจะ
ก้าวมาถึงตรงหน้าและ ประคองพิณที่เฉไปให้
กลับเข้าที่ กล่าวว่า “ทักษะข้าต้อยต่ำ ทั้ง
ปราศจากจิตใจอันใสสงบ…ไม่คู่ควรจะบรรเลง
พิณหรอก”
เว่ยเหลียงนิ่งอึ้ง
สตรีเบื้องหน้ายืนอยู่อีกฟากของแท่นบรรเลง
พิณ นัยน์ตาที่หลุบลง น้อย ๆ ประดุจซุกซ่อน
บางสิ่ง นิ้วเรียวยาวแตะขอบพิณ ลักษณะมือเห็น
ได้ชัดว่าเป็นผู้มีความรู้ด้านพิณ กลิ่นปทุมาแผ่ว
จางโชยจากแขนเสื้อนาง เสริมให้ดวงหน้าอัน
เพริศพรายยิ่งงามสง่าขึ้นหลายส่วน
ทว่านายจ้างท่านนี้มิใช่รักใคร่เงินทองจับจิต
หรอกหรือ
บัดนี้ไหนเลยจะมีท่วงทีเหมือนคนค้าขาย
เหม็นกลิ่นเงินทั่วตัว
สายตาเขาหยุดลงที่เจียงเสวี่ยหนิง สับสนไป
ชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับหวนนึกถึงคนบางคนและ
เรื่องบางเรื่องในวันวาน นางมุ่นคิ้วเล็กน้อย ขณะ
กำลังจะชักมือที่ประคองพิณกลับก็พลันมีเด็กรับ
ใช้วิ่งอย่างรีบร้อนขึ้นมาจากชั้นล่าง “แม่นาง แม่
นางขอรับ!”
นางสะดุ้ง “คนที่สวนชิงหยวนหารือกันจบ
แล้วหรือ”
เด็กคนนั้นกลับชี้ไปด้านนอก ตอบว่า “ไม่ใช่
ขอรับ ด้านนอกมีคน บอกว่าต้องการพบท่าน”
ในดินแดนจินหลิงแห่งนี้ นางไม่ได้รู้จักคน
มากมายนัก
การหารือที่สวนชิงหยวนยังไม่เสร็จสิ้น ผู้มา
หานางจึงย่อมไม่มีทาง เป็นหลี่ว์เสี่ยน
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกไม่ชอบมาพากล เดิม
ทียืนอยู่บนแท่นบรรเลงพิณชั้นสอง แทบจะมอง
ตามทิศที่เด็กรับใช้ชี้ริมถนนด้านล่างโรงน้ำชาด้วย
สัญชาตญาณ แค่อึดใจสั้น ๆ ที่สายตาเคลื่อนไป
เห็น ทั้งร่างพลันแข็งทื่อดุจถูกสายฟั้าฟาด!
นางแทบไม่กล้าเชื่อสายตา
ความคิดแรกที่ผุดในสมองคือ…
เป็นไปไม่ได้
จากเมืองหลวงสู่จินหลิง จากเหนือสู่ใต้
ห่างไกลถึงสองพันกว่าลี้ ระหว่างทางต้อง
สับเปลี่ยนม้าที่ว่องไวเพียงใด ต้องอดทนไม่พักไม่
นอน กี่วันคืนถึงห้อตะบึงผ่านด่านแล้วด่านเล่ามา
เจียงหนานได้ในเวลาสั้น ๆ แค่สิบกว่าวัน
เดิมทีเว่ยเหลียงยืนหันหลังให้ราวกั้น ครั้น
เห็นเจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองด้านล่างแล้วมี
สีหน้าผิดแปลก เขาจึงหันมองตามอย่างอดไม่อยู่
แลเห็นบริเวณข้างทางปรากฏกลุ่มคนสิบกว่า
ชีวิตที่ไม่ทราบมาตั้งแต่เมื่อใด
คนส่วนใหญ่นั่งบนหลังม้า สวมชุดรัดรูป
รูปร่างล่ำสัน ส่วนมากเผยความอิดโรยผ่านสีหน้า
คล้ายต้องควบตะบึงมาตลอดทางจากสถานที่อัน
ไกลโพ้น ประสบความเหนื่อยล้ามาไม่ใช่
ระยะเวลาสั้น ๆ กระทั่งริมฝีปาก ยังหลุดลอก
เผือดสี
ริมกลุ่มคน เด็กหนุ่มชุดสีฟั้าลงจากหลังม้า
คนกลุ่มนี้แม้มีจำนวนไม่น้อย แต่กลับมิได้ส่ง
เสียงเอะอะสักคำ
กระทั่งอาชายังสงบเงียบ
เว่ยเหลียงแม้จะหัวช้า ทว่าก็ยังมองออกถึง
ความผิดปกติบางส่วน ยิ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงบุคคลที่
อยู่ด้านหน้าสุด มองแล้วให้ความรู้สึกน่าพรั่นพรึง
โดยแท้
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงกำลังจับจ้องคนผู้นี้
เวลาสองปีล่วงผ่าน ท่านรองราชครูประจำ
รัชกาลปัจจุบันท่านนี้คล้ายมิได้เปลี่ยนแปลงมาก
นัก
ยังคงรักชุดนักพรตขาวดุจหิมะดังเคย
ทว่าการรีบเร่งเดินทางไกลตลอดหลายวัน
เหมือนจะทำให้เขาซูบเซียวลงไม่น้อย กีบทั้งสี่
ของม้าขาวเปือนคราบโคลนที่กระเซ็นไปทั่ว ชาย
ชุด สะอาดจึงพลอยถูกย้อมด้วยคราบสกปรก นิ้ว
ทั้งห้าของมือขวารั้งบังเหียนแน่นจนเกิดรอย
โลหิตชั้นแล้วชั้นเล่าบนผิว แต่ตัวเขาเองกลับมี
ท่าทาง ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ดวงหน้า
เรียบเฉยเงยขึ้น มองมายังเจียง เสวี่ยหนิงซึ่งอยู่
สูงกว่า
ยามสายตาของเว่ยเหลียงเคลื่อนไปมอง
สายตาเขาเองก็เบนน้อย ๆ มาหาจนสบเข้าพอดี
พริบตานั้นเว่ยเหลียงรู้สึกหวาดผวา
ทั้งที่แววตานั้นราบเรียบสงบนิ่งเสมือน
ปราศจากอารมณ์ใด ๆ แต่เขาคล้ายเหลือบเห็น
วายุคลั่งและประกายคมดาบที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
ครั้น ตั้งสติได้อีกครา สายตานั้นก็กลับสู่ความ
สงบลึกล้ำดุจเทพเซียน เบนไป ทางอื่นประหนึ่ง
ไม่เคยเปือนโลกีย์
ก่อนหน้านี้หลี่ว์เสี่ยนเคยถามเขาว่า “ถึงจะรู้
ว่าเจ้ามิใช่คนเช่นนั้น แต่หากนางไปครานี้แล้วไม่
หวนคืนเมืองหลวงอีก เจ้าก็จะนิ่งเฉยปล่อยให้
เป็นตามนั้นหรือ”
เขาไม่เคยตอบ
ด้วยทราบดีว่าว่าวนั้นอย่างไรเสียก็ต้องโบย
บินสู่ท้องนภา แต่ขอเพียงสายปั่านที่ผูกไว้ยังไม่
ขาดสะบั้น แม้จะบินไปไกลอีกสักเท่าใด ท้ายสุด
ย่อมต้องหวนคืน สัญญาที่นางมีต่อองค์หญิงใหญ่
เสิ่นจื่ออีก็คือสายปั่านเส้นนั้น เอง ต้องมีสายปั่าน
เส้นนี้เขาถึงจะดึงว่าวให้กลับมาได้อย่าง
สมเหตุสมผล หรือไม่ก็ไล่ตามเส้นสายปั่านไปหา
นาง
เซี่ยเวยรู้สึกเหมือนตนเสียสติ
ดั้นด้นมาไกลเป็นพันลี้
มาบัดนี้ถึงนึกได้ว่าตนไม่ได้นอนหลับมาหลาย
วันแล้ว ฉับพลันจึง บังเกิดความเหนื่อยล้าอันยาก
จะพรรณนา เขาไม่กล่าวคำใด เก็บสายตา กลับ
คิดจะสั่งคนให้ออกจากที่แห่งนี้
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมสังเกตเห็นสายตาของเขา
ทันทีที่มองเว่ยเหลียง เดิมนางมิได้รู้สึกว่าตนทำ
เรื่องผิดพลาดอันใด ทว่าชั่วอึดใจที่เขามุ่นคิ้ว
หลุบตา ไม่ทราบเหตุใดนางจึงบังเกิดความร้อน
ตัวซึ่งไม่ควรมี
ขณะเดียวกันก็ผุดความกังขานับหมื่นพัน…
ช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ เซี่ยเวยจะมาเพื่อ
พบนางได้เยี่ยงไร
ครั้นเห็นอีกฝั่ายตั้งท่าจะจากไปจึงไม่เหลือ
เวลาขบคิดให้มากความ นางพลันร้องเรียก
“เซียนเซิง!”
เซี่ยเวยหยุด
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นกังวลเรื่องเสิ่นจื่ออี กัดฟัน
ยกชายกระโปรงตรง ลงไปข้างล่างโดยไม่แยแส
สายตาประหลาดใจของเว่ยเหลียงทางด้านข้าง
กระทั่งมาถึงเบื้องหน้าม้าของเซี่ยเวย นางก็เงย
หน้ามองเขาพร้อมอ้าปาก แต่ชั่วอึดใจนั้นกลับไม่
ทราบว่าควรเอ่ยสิ่งใด
แสงอาทิตย์ทอดอาบร่างเขา
ชายชุดนักพรตเปือนเปรอะถูกลมพัดสะบัด
กระพือ
แสงที่ส่องย้อนกายเซี่ยเวยบดบังดวงตาและ
คิ้วซึ่งมีสีเช่นหมึกจางดุจขุนเขาไกลลิบ ไม่อาจ
เห็นสีหน้าได้ชัด เขาทำแค่หลุบตามองมา ผ่านไป
ครู่ใหญ่จึงส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่คีบไว้ตรงหว่าง
นิ้วมาสักพักให้นาง กล่าว อย่างไร้คลื่นอารมณ์
“อีกสามวันจะออกเดินทางสู่ด่านชายแดน หาก
เจ้าใคร่ครวญดีแล้วก็มาด้วยกันได้”
ยามนี้นางไหนเลยจะกล้าเผยท่าทีเมินเฉยสัก
เสี้ยว
นางรับกระดาษบาง ๆ มาด้วยสองมือ ครั้น
เลื่อนสายตาลงจึงพบรอยรั้งที่สายบังเหียนทิ้งไว้
บนขอบนิ้วของเซี่ยเวย
ห้วงความคิดพลันมีภาพโลหิตหลั่งรินลงพื้น
ขณะขัดขืนเพื่อหนีมือนี้ในวันนั้นวาบผ่าน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้ามองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยเองก็ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดกับนางอีก
ได้ยินเพียงเสียงสะบัดบังเหียน กีบม้าอาบ
โคลนย่ำผ่านผืนดิน เตาฉินรีบคำนับนางก่อนพลิก
กายขึ้นม้าในทันใด จากนั้นนำกลุ่มคนตามหลัง
ออกไปไกลลิบ
เว่ยเหลียงซึ่งมองเหตุการณ์จากชั้นสองจับต้น
ชนปลายไม่ถูก
เสียงกีบเท้าม้าไกลห่าง ถนนเบื้องหน้าว่าง
เปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงเสมือนตกอยู่ในห้วงฝัน
มีแต่แผ่นกระดาษในมือคอยเตือนสติว่าเมื่อ
ครู่มิใช่ฝันมายา
นางคลี่กระดาษช้า ๆ