คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 188 ความแตกต่าง
บนกระดาษมีตัวอักษรเขียนด้วยน้ำหมึกแน่น
เต็มหน้า นี่เป็นสารด่วนส่งมาจากด่านชายแดน
ทว่าส่วนท้ายกำกับแก้ไขเป็นตัวอักษรสีแดงโดย
ฮ่องเต้!
พริบตาที่อ่านจบ ความรู้สึกเหลวไหลอันไร้ที่
สิ้นสุดก็เข้ากลืนกินนาง ในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับไม่กล้าเชื่อตัวอักษรไม่กี่
ตัวท้ายสาร หยาดน้ำในดวงตาปะปนด้วยความ
ชิงชังและไม่ยินยอม จากนั้นพลันร่วงรินเปือน
รอยหมึกซึ่งแห้งแล้ว
เว่ยเหลียงลงมาจากชั้นบน เขาไม่ทราบว่าผู้
มาเป็นใครและยิ่งไม่ ทราบว่าเจียงเสวี่ยหนิงกับ
คนเมื่อครู่มีความสัมพันธ์แบบใดกัน แต่ถึง
กระนั้นคำเรียก ‘เซียนเซิง’ ที่กระทบโสตก็ฟัง
ต่างจากปกติอยู่บ้างจริง ๆ
เขาเคยพบเคยเห็นดรุณีหลั่งน้ำตาเสียที่ไหน
เวลานี้จึงทำสิ่งใดไม่ถูกโดยสิ้นเชิง
นิ้วมือที่จับกระดาษของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ
กำแน่นกว่าเก่า บอก เว่ยเหลียงเพียงว่า “กลับไป
เถิด”
หากเขาได้ยินถ้อยคำดังกล่าวในช่วงเวลาก่อน
หน้านี้ คงจะมีแต่ความยินดีปรีดา
เพราะอย่างไรเสียก็หมายความว่าเขาหนีได้
แล้ว
ทว่าตอนนี้เว่ยเหลียงแค่ตอบรับคำหนึ่ง ต่อให้
คิดหนีก็ยังไม่กล้า ด้วยเป็นห่วงท่าทีของนาง เกรง
จะเกิดเรื่องอันใดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ชั่วครู่ เก็บ
จดหมายฉบับนั้นแล้วเรียก คนที่พามาด้วยตอน
ออกมาข้างนอก ฝากคำพูดทิ้งไว้ให้โหยวฟางอิ๋น
ที่ยัง เจรจาในสวนชิงหยวนไม่เสร็จ จากนั้น
เดินทางกลับร้านเสียไปั๋ก่อน
โหยวฟางอิ๋นทราบว่าวันนี้นางตั้งใจมาพบห
ลี่ว์เสี่ยน
ครั้นการหารือในสวนชิงหยวนสิ้นสุดจึงมายัง
โรงน้ำชากวนหลาน แต่กลับไม่พบผู้ใด หลังได้ฟัง
คำพูดที่ฝากไว้ก็รีบกลับร้านเสียไปั๋ นางจึงเห็น
เจียงเสวี่ยหนิงที่สั่งคนรับใช้ให้ออกไปก่อนและนั่ง
เหม่อมองเบ็ดตกปลาที่ พาดราวกั้นในศาลาริมน้ำ
ตามลำพัง
สัญชาตญาณบอกนางว่า เห็นทีจะเกิดเรื่อง
บางอย่างที่ตนไม่รู้
นางลังเลพักหนึ่งค่อยเดินเข้าไปหา
ลดเสียงคล้ายกลัวทำให้อีกฝั่ายตกใจ กล่าวว่า
“คุณหนูทายไว้ไม่ผิด เลย หลายวันมานี้แม้หลี่ว์
เสี่ยนจะไม่ได้อยู่จินหลิง ทว่าวันที่ส่วนราชการ
แจกจ่ายใบอนุญาตค้าเกลือมาถึงเขาก็ดั้นด้นเร่ง
รุดมาปรากฏตัวที่สวน ชิงหยวนทันที เมื่อครู่หลัง
การสนทนาเพิ่งสิ้นสุดก็ออกไปเลย ท่านไม่ได้พบ
เขาหรือเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงหันมาชำเลืองมองนางพร้อม
กล่าวอย่างเชื่องช้า “ไม่ต้องพบแล้ว”
โหยวฟางอิ๋นชะงัก
เจียงเสวี่ยหนิงกลับถามว่า “เรื่องใบอนุญาต
ค้าเกลือเป็นอย่างไรบ้าง”
โหยวฟางอิ๋นตอบ “เดิมทีเตรียมเงินไปก้อน
ใหญ่ แต่ยามประชุมใน สวนชิงหยวน ขุนนางที่
เกี่ยวข้องกับเส้นทางการค้านาเกลือของสองฝัง
แม่น้ำหวายกลับบอกว่า ในเมื่อพวกเรามาจาก
แดนสู่ก็ไม่ควรแทรกแซง กิจการเกลือของเจียง
หนาน ไม่ให้โอกาสเสนอราคาด้วยซ้ำ ว่าไปแล้วก็
แปลกนัก ถึงหลี่ว์เสี่ยนจะไปด้วย แต่เขาเข้าร่วม
แค่เอาสนุก ไม่ค่อยประชันราคาสูงชิงใบอนุญาต
สักเท่าไหร่เลย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย
คำพูดของเซี่ยเวยหน้าหอกวนหลานดังก้อง
ในความคิดนางซ้ำ ๆ ซ้อนทับชั้นแล้วชั้นเล่า
ประดุจสาวใยไหมจากรัง ในที่สุดกลับค่อย ๆ
สานทอ เป็นข้อสันนิษฐานซึ่งใกล้เคียงกับความ
บ้าคลั่งในส่วนลึกของจิตใจนาง!
…ช่วงเวลาเช่นนี้ สถานการณ์ในราชสำนักใน
เมืองหลวงสั่นคลอน เต็มที ความขัดแย้งระหว่าง
นิกายสวรรค์กับฝั่ายพุทธรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ลำพังเรื่องเซี่ยเวยมาถึงเจียงหนานยังพอทำเนา
แต่เขากล่าวด้วยว่าอีก สามวันจะไปยังด่าน
ชายแดน…
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เจียงเสวี่ยหนิงคงไม่กล้า
คิดด้วยซ้ำ
นั่นเป็นการคาดเดาที่น่าพรั่นพรึงตั้งเท่าใด
เล่า!
แต่ผู้เอ่ยเรื่องนี้กลับเป็นเซี่ยเวยนี่สิ
นางนำกล่องไม้ลงกุญแจมาวางบนโต๊ะ
ด้านข้าง
กระดาษแผ่นนั้นวางไว้ข้างกล่อง
เจียงเสวี่ยหนิงเบือนศีรษะไขกุญแจ ดันฝา
กล่องไม้เปิดช้า ๆ ด้านในปราศจากไข่มุกกระจ่าง
หรืออัญมณี มีเพียงดินเหลืองเก่าซึ่งล่วงผ่านวัน
เวลากอบหนึ่ง
โหยวฟางอิ๋นพลันตระหนักบางสิ่งได้
เจียงเสวี่ยหนิงกลับส่งยิ้มให้คล้ายปลอบโยน
“คงต้องรบกวนฟางอิ๋นชำระบัญชีเงินและ
ทรัพย์สินที่ใช้งานได้ของพวกเราก่อนกำหนดแล้ว
ละ ข้าเกรงว่าหากรอจนถึงที่สุดค่อยมาวางแผน
กันจะไม่ทัน”
โหยวฟางอิ๋นเงียบงันเป็นเวลานาน ก่อนจะ
ตอบว่า “ทราบแล้ว เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงยกกล่องขึ้น เก็บกระดาษแผ่น
นั้นแล้วกลับห้อง
เดิมทีนางนัดหลี่ว์เสี่ยนไว้แต่ไม่ได้ไปพบ หลี่ว์
เสี่ยนเองก็ไม่ส่งคนมาถามไถ่
ช่วงบ่ายของสามวันถัดมา ฝังโหยวฟางอิ๋นใช้
เวลาหลายคืนจัดระเบียบรายการในบัญชีอัน
มากมายซับซ้อนจนเสร็จในที่สุด เจียงเสวี่ยหนิง
จึง โดยสารรถม้าออกจากเรือน มุ่งหน้าสู่เรือนพัก
ที่อาศัยของหลี่ว์เสี่ยนซึ่งสืบพบ เมื่อหลายวันก่อน
นับเป็นสถานที่อันเงียบสงบกลาง
สภาพแวดล้อมแสนวุ่นวาย ตั้งอยู่ ด้านในตรอก
แคบริมแม่น้ำฉินหวาย
รถม้าเพิ่งมาถึงปากตรอกนางก็เลิกม่าน เห็น
ชายชราขายถ่านนั่งอยู่ปากทาง แลดูเหมือนใคร
สักคนในคณะเดินทางที่พบด้านล่างโรงน้ำชาวัน
นั้น
อีกฝั่ายมีกลิ่นอายสำรวม ดวงตาแฝงประกาย
แสง
แม้จะเหลียวมาเห็นนางก็ไม่เผยปฏิกิริยาใด
ก้มหน้าตะโกนขายของ ต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงทราบว่าตนมาถูกที่แล้ว
นางลงจากรถม้า ก้าวสู่ด้านในตรอก
ฝนสารทฤดูเพิ่งตกเมื่อคืนวาน อากาศเย็นลง
กลิ่นหอมของต้นหอมหมื่นลี้โชยชายจากด้านใน
กำแพงเรือนริมตรอก บรรยากาศเงียบสงัดยิ่งนัก
เรือนอันสงบและสันโดษแห่งหนึ่งตั้งอยู่สุดทาง
ทางเข้ามีคนเฝั้ายาม ตอน เจียงเสวี่ยหนิงหยุด
ฝีเท้ากลับพบสหายเก่าที่คาดไม่ถึง
คนผู้นั้นคือสตรีผู้นิ่งเฉยและไม่โหยหาลาภยศ
เจ้าตัวสวมกระโปรงจีบสีฟั้าอ่อน บนกายไร้
เครื่องประดับเกินจำเป็น เพียงห้อยต่างหูหยก
ขาวรูปจันทร์เสี้ยวคู่หนึ่ง คาดเข็มขัดหยกที่เอว
เท่านี้ ก็มีกลิ่นอายบริสุทธิ์สูงสง่าไม่น้อย
อีกฝั่ายถือหนังสือรวมบทกวี กำลังยืนอยู่ตรง
เบื้องล่างบันได
สองปีที่แล้ว เจียงเสวี่ยหนิงเคยพบอีกฝั่ายมา
ก่อน
คุณหนูจากครอบครัวเสนาบดีที่ในอดีตเกือบ
ได้เป็นพระสหายร่วม ศึกษาในเรือนหยางจื่อ
ฝานอี๋หลาน
แรกเริ่มยามนางจากเมืองหลวงมาแดนสู่
ฝานอี๋หลานก็พำนักอยู่พอดี ถือว่าเคยได้พยัก
หน้าทักทายกันบ้าง คนผู้นี้เองก็นิสัยนิ่งสุขุม แม้
เป็นสตรี กลับมีท่วงทีเช่นบุรุษผู้ทรงภูมิไม่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงจึงรู้สึกดีด้วยระดับหนึ่ง
ช่วงเวลานั้นในแดนสู่ ทั้งคู่เคยออกท่องปั่าเขา
ลำเนาไพรด้วยกัน
ภายหลังฝานอี๋หลานออกจากแดนสู่ การ
ติดต่อของพวกนางจึงขาดลง
คิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบในที่แห่งนี้
นางเดินเข้าไป ได้ยินฝานอี๋หลานกล่าวกับคน
ตรงทางเข้า “ศิษย์ ฝานอี๋หลาน กาลก่อนเคย
ได้รับคำสอนสั่งหนึ่งคำและบุญคุณหนึ่งวันจาก
เซี่ยเซียนเซิง มีโอกาสได้ยินว่าเซียนเซิงอยู่จินห
ลิง จึงตั้งใจมาคารวะ”
คนตรงทางเข้าคล้ายจำนางได้ กล่าวว่า
“ท่านมาสามคราแล้วนะ ขอรับ”
ฝานอี๋หลานออกอาการเกรงใจ “รบกวน
นำไปแจ้งด้วยเถิด”
คนตรงทางเข้าจึงตอบ “เช่นนั้นท่านรอสักครู่
ขอรับ ข้าจะลองดู”
ฝานอี๋หลานกล่าวขอบคุณ มิได้แสดงอาการ
ใจร้อน แค่มองคนผู้นั้น ออกไปและยืนคอยกับที่
รูปโฉมนางมิได้ดึงดูดสายตานัก ทว่า
ความรู้สึกสูงส่งไม่แยแสลาภยศสรรเสริญที่แผ่
จากกายกลับน่าอิจฉาเหลือประมาณ
ครั้นเข้าไปใกล้ เจียงเสวี่ยหนิงจึงเห็นได้ถนัด
ว่าสิ่งที่นางถือคือหนังสือรวมบทกวี
ใช่แล้ว
ในอดีตฝานอี๋หลานครอบครองพรสวรรค์ด้าน
การประพันธ์อันโดดเด่น นางเคยเข้าร่วมคัดเลือก
พระสหายร่วมศึกษาในเรือนหยางจื่อ ใครจะ
คาดคิดว่าถ้อยคำ “วังหลวงปราศจากบทกวีที่ดี”
ประโยคเดียวของเซี่ยเวยจะส่งนางให้ตกจากการ
คัดเลือกอย่างง่ายดาย ตรงกันข้ามก็คล้าย
เตือนสติและเกื้อหนุนให้นางได้รับการกล่าวขาน
ว่าเป็นสตรีอัจฉริยะที่บัณฑิตต่าง ชื่นชมเป็นเสียง
เดียวกันเช่นทุกวันนี้
ก่อนหน้านี้ฝานอี๋หลานกระสับกระส่ายอยู่
บ้าง ขณะเจียงเสวี่ยหนิง ยังอยู่ห่าง นางกำลังคุย
กับคนตรงทางเข้า มิได้รับรู้แต่อย่างใด
กระทั่งอีกฝั่ายเข้ามาใกล้ค่อยรู้สึกตัว
หลังจากความตื่นตกใจผ่านพ้น นางก็พินิจให้
ดี คลี่ยิ้มออกมาทันที “คุณหนูรองเจียง เหตุใด
เจ้าเองก็มาเช่นกันเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงหลบเลี่ยงประเด็นเรื่อง
จุดประสงค์ของตน คำนับ ทักทายเล็กน้อย ก่อน
จะถามกลับแทน “คุณหนูฝาน สิ่งนี้คือ?”
ฝานอี๋หลานไม่เก็บไปคิดให้มากความ ตอบ
นางว่า “เมื่อวานซืนมาถึง จินหลิง ระหว่างทาง
เห็นเซี่ยเซียนเซิงเข้า ยังเอ่ยว่ามองผิดไปแล้วสิ
พอ ไถ่ถามจึงค่อยทราบว่าเป็นเรื่องจริง ข้าเคย
ติดหนี้บุญคุณคำชี้แนะจาก เซียนเซิง มิกล้า
หลงลืม จึงรวบรวมงานเขียนต่ำต้อยของหลายปี
นี้มาคารวะเซียนเซิง ประการแรก เพื่อแสดง
ความขอบคุณต่อพระคุณของเซียนเซิง ประการที่
สอง เพื่อขอให้เซียนเซิงช่วยชี้แนะเพิ่มเติมอีก
เล็กน้อย ทว่าสอง ครั้งก่อนล้วนชี้แจงว่าเซียนเซิง
พักผ่อนอยู่ ข้าจึงไม่กล้ารบกวนและมาอีกหน
วันนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ฝานอี๋หลานเอ่ยแล้วก็ยังข้องใจ “จะว่าไปก็
แปลก เมื่อวานซืนข้ามา ตอนบ่าย หลังจากได้ยิน
ว่าเซียนเซิงพักผ่อนอยู่ เมื่อวานจึงจงใจมาแต่
เช้าตรู่ ก็ยังบอกอีกว่าเซียนเซิงพักผ่อนอยู่
เช่นเดิม…”
เมื่อวานซืนถึงเมื่อวาน
ในใจเจียงเสวี่ยหนิงดุจปันปั่วนด้วยรสอันยาก
จะแยกแยะ นางเองก็ ไม่รู้ว่าตอบฝานอี๋หลาน
ด้วยอารมณ์เช่นไร ระบายยิ้มแช่มช้าพูดว่า “บาง
ที คงเพิ่งถึงจินหลิง เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทางจึง
ล้าเกินไปกระมัง”
เพิ่งถึงจินหลิงหรือ
ฝานอี๋หลานเหลือบมองอย่างค่อนข้างแปลก
ใจ
เวลานี้ค่อยตระหนักได้กะทันหัน เจียงเสวี่ย
หนิงเพียงถามจุดประสงค์การมาของตน แต่อีก
ฝั่ายกลับไม่เคยอธิบายจุดประสงค์ของตัวเอง
นางจึงคิดจะถามให้รู้กันไป
เวลานี้เองเจี้ยนซูผู้สวมชุดรัดรูปสีเขียวเข้มก็
ก้าวออกมา เขาตั้งใจ จะไปทำธุระข้างนอกและ
ถือโอกาสเชิญฝานอี๋หลานกลับ เมื่อก้าวพ้นประตู
ก็เอ่ยว่า “คุณหนูฝาน เซียนเซิงยังคงพักผ่อน
รบกวนท่านมาใหม่วันหลัง เถิด”
เสียงพูดเพิ่งสิ้นสุด เขาก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิง
ยืนอยู่ข้าง ๆ
ฝานอี๋หลานเผยสีหน้าผิดหวังในบัดดล
เสี้ยวความเสียดายวาบผ่านดวงตา ค้อมกาย
กล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะมาขอเยี่ยมคารวะ
ใหม่วันหลัง”
สายตาของเจี้ยนซูกลับมาหยุดที่เจียงเสวี่ย
หนิง “คุณหนูรองหนิง…”
เมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำที่เขาบอกฝาน
อี๋หลานแล้ว นางจึงพูดว่า “เช่นนั้นไว้ข้ามาใหม่
พรุ่งนี้”
เจี้ยนซูหาได้ต้องการจะสื่อเช่นนี้ไม่
อย่างไรเสียเขาก็ประจักษ์สภาพเซียนเซิงฝัง
ตนเมื่อสองปีก่อนเองกับตา จึงทราบว่าเจียงเสวี่ย
หนิงพิเศษปานใด
เขารีบเอ่ยทันควัน “มิใช่ขอรับ ท่านโปรด
คอยสักครู่”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก ฝานอี๋หลานเองก็มองมา
เจี้ยนซูไม่เหลือเวลาอธิบาย หมุนกายเข้า
เรือนพักแล้วกลับออกมา อย่างว่องไว ฝีเท้า
รีบเร่งอยู่บ้าง ยามมาถึงทางเข้าอีกหนยังหอบ
เล็กน้อย “เซียนเซิงเพิ่งตื่นเมื่อครู่ เชิญท่านเข้า
มาเถิดขอรับ”
ฝานอี๋หลาน “…”
คำพูดนี้มิได้บอกตน นางจำแนกได้อย่าง
ง่ายดาย
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบไปชั่วครู่เช่นกัน จากนั้น
ก้าวจากข้างกายฝาน อี๋หลานขึ้นบันได เข้าสู่ด้าน
ในเรือนพัก
เจี้ยนซูคำนับฝานอี๋หลานก่อนจะกลับเข้าไป
เดินขึ้นหน้านำทางให้ เจียงเสวี่ยหนิง
ที่แห่งเดิมเหลือฝานอี๋หลานลำพัง
นางยืนอยู่นอกประตูเรือนพักคล้ายจมในห้วง
คิด รสปร่าบาง ๆ ผุดในหัวใจ ทว่าครู่ถัดมาก็คลี่
ยิ้มแล้วปล่อยผ่าน หนังสือรวมบทกวีซึ่งประพันธ์
อย่างบรรจงที่นำมาด้วยถูกโยนทิ้งอย่างง่ายดาย
ประหนึ่งน้ำหนักเบาเท่า กลีบเมฆา ขณะเดียวกัน
ก็ไม่รู้สึกติดใจอันใดเลย
*****
เซี่ยเวยถูกเจี้ยนซูปลุก นอกหน้าต่างเป็นเวลา
พลบค่ำฟั้ามืดสลัว แต่ ถึงกระนั้นก็อุ่นกว่าแดน
เหนืออยู่บ้าง ไอน้ำชื้นลอยล่องในอากาศ เขาลุก
ขึ้นนั่ง เหม่อลอยไปชั่วครู่ แล้วจึงระลึกได้ว่านี่
ไม่ใช่อากาศของเมืองหลวง
แจกันเหมย[1]เสียบกิ่งหอมหมื่นลี้สีส้ม
นิทราครานี้คล้ายจะหลับไปนานทีเดียว
ข้าวต้มจากครัวผ่านการต้มแล้วเปลี่ยนถ้วย
เปลี่ยนถ้วยแล้วนำไปต้มใหม่
ครั้นฟังเจี้ยนซูเอ่ยจนจบ เขาจึงหยิบเสื้อมา
คลุมกายก่อนจะลุกขึ้น
เตาฉินยกข้าวต้มร้อนที่เตรียมไว้มาวางบน
โต๊ะทันที ตั้งกับข้าวจำพวกกับแกล้มหลายจาน
ไม่กล้าจัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เนื่องด้วย
ตลอดการเดินทางมาจินหลิงเซี่ยเวยไม่ได้กินสิ่งใด
เป็นกิจจะลักษณะจริง ๆ หากจัด เตรียมอาหาร
มันเกรงว่าจะกินไม่ลง ทั้งยังอาจไปทำร้าย
ทางเดินอาหาร ข้าวต้มคู่เครื่องเคียงเท่านี้จะ
วางใจได้มากกว่า
เขาเองก็เหนื่อยจะเอ่ยวาจา เพียงนั่งลงกิน
ข้าวต้ม
ไม่นานนักเจี้ยนซูก็พาเจียงเสวี่ยหนิงมาถึง
เซี่ยเวยแก้มขาวซีด กิน ข้าวต้มได้ไม่ถึงครึ่งชาม
กล่าวโดยไม่ช้อนสายตาขึ้นด้วยซ้ำ “เข้ามา”
ไม่ว่าอารมณ์บนใบหน้าหรือน้ำเสียงยาม
เอื้อนเอ่ย ล้วนยังเหมือนยามดำรงฐานะเป็น
อาจารย์ของนางที่เมืองหลวงเมื่อปีนั้นไม่มีผิด
ประดุจการเผชิญหน้าภายในเรือนปีตู๋ไม่เคย
เกิดขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวเข้ามา ค้อมกายคารวะ
อาจารย์อย่างเรียบร้อย “คารวะเซียนเซิง”
เขาได้ยินแล้วก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใด มือหนึ่งถือ
ช้อนกระเบื้องขาว คนชามข้าวต้มตรงหน้า มอง
ควันขาวที่ค่อย ๆ ลอยขึ้น ไม่แม้แต่จะถามนางว่า
ใคร่ครวญมาแล้วได้ความว่าอย่างไร กลับเอ่ยถาม
ว่า “กินข้าวมาหรือยัง”
——————–
1. ปลาในร่องถนนที่แห้งเหือด เป็นสำนวน
หมายถึงตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน