คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 189 รักษาสัญญา
แม้เซี่ยเวยจะคลุมเสื้อไว้ กระทั่งว่าล้างหน้า
บ้วนปากบ้างแล้ว แต่บนกายก็มีแค่ชุดคลุมขาว
ตัวบางอันเรียบง่าย เรือนผมยึดหลวม ๆ ด้วยปิน
ไม้ สีเข้ม สีหน้าเรียบเฉย เทียบกับการแต่งกาย
เคร่งครัดยามปกติก็ดูจะเสริมความผ่อนคลาย
เข้าถึงได้ขึ้นมาบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงมองแล้วก็ทราบว่าเพิ่งตื่น
อย่างไรเสียเซี่ยเวยยามปกติจากปลายผมจด
ชายเสื้อก็ล้วนไร้ข้อให้ ใครตำหนิได้ทั้งสิ้น
เวลาเผชิญหน้าเซี่ยเวย ถึงอย่างไรนางก็ยัง
หวั่นเกรงอยู่มาก เมื่อเทียบกับท่าทีเหิมเกริมใน
อดีตแล้วจึงดูระมัดระวังอย่างยิ่ง นางขบคิดแล้ว
จึงเอ่ย ว่า “เรียนเซียนเซิง กินแล้วเจ้าค่ะ
ต้องโทษศิษย์ที่ไตร่ตรองไม่ถี่ถ้วน มิได้ ส่งคนมา
แจ้งล่วงหน้าก็มารบกวน หากเซียนเซิงไม่สะดวก
ศิษย์จะมาใหม่ วันหลังเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเหลือบมองนางในที่สุด
ความเงียบงันวาบผ่านแววตาเขา ริมฝีปากซึ่ง
เม้มแน่นเผยความ รำคาญใจ ทว่าเขาก็ทำเพียงชี้
ที่นั่งตรงข้ามเป็นเชิงบอกให้นั่ง พร้อมเอ่ย เรียก
“เตาฉิน เพิ่มชามตะเกียบอีกชุด”
ขณะเข้าประตูมาเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่กล้าเดิน
ไปใกล้นัก ร่างกายพลันแข็งทื่อเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่
ขยับ
เซี่ยเวยแค่นหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าจะยืนมอง
ข้ากินจนหมดหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้สติในที่สุด
สองปีที่ผ่านมา เซี่ยเวยเรียกได้ว่าซ่อนคมอยู่
ในราชสำนัก จู่ ๆ วันหนึ่งออกจากเมืองหลวง
มาถึงจินหลิง เห็นได้ชัดว่ามีธุระจะหารือกับนาง
อีกทั้งเวลายังกระชั้นจำต้องรั้งนางให้อยู่พูดคุย
หากนางไม่นั่งด้วยกันแต่คอย เซี่ยเวยกินข้าวต้ม
อยู่ด้านข้าง เช่นนั้นจะไม่กระอักกระอ่วนแย่
หรอกหรือ ต่อให้นางไม่กระอักกระอ่วน ข้าวต้ม
มื้อนี้ของอีกฝั่ายก็ไม่แน่ว่าจะกินได้ อย่างสบายใจ
เป็นนางที่เลอะเลือนเอง
หลายปีมานี้นับว่าสะสางปัญหามาไม่น้อย
คบค้าสมาคมกับผู้คนมา ตั้งมาก ไฉนพอพบหน้า
เข้าจึงทั้งประหม่าทั้งทำผิดพลาด กระทั่งเรื่องแค่
นี้ ยังคิดไม่ได้กันนะ
นางคับข้องใจอย่างอดไม่อยู่ ลอบด่าตัวเอง
แล้วรีบตอบ “เช่นนั้นต้องขอขมาเซียนเซิงแล้ว
จะปฏิบัติตามด้วยความเคารพเจ้าค่ะ” นางลังเล
ชั่วครู่ สุดท้ายก็เดินไปข้างโต๊ะแล้วนั่งลง
ตำแหน่งอยู่ตรงข้ามเซี่ยเวยพอดี
ระหว่างทั้งคู่มีโต๊ะตัวเดียวคั่นกลาง
เตาฉินนำชามตะเกียบเข้ามาเพิ่ม คว้าชามไป
หมายจะตักข้าวต้มให้ นาง
เซี่ยเวยไม่เหลือบมองด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวจับ
ตะเกียบงาช้าง คีบ รากบัวชิ้นหนึ่งใส่ชามพร้อม
เอ่ย “นางไม่มีมือหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วหนังตากระตุก
เตาฉินยิ่งหนังศีรษะตึงในบัดดล ไม่กล้า
แม้กระทั่งจะเคลื่อนสายตา ล่อกแล่กไปทางอื่น
ขานรับว่า “ขอรับ” เบา ๆ ก่อนจะรีบวางชาม
แล้วหลบออกไป
ท่าทางประหนึ่งเผชิญหน้าพญายมไม่มีผิด
เซี่ยเวยในอดีตรักษาอารมณ์ได้ดีเสมอ น้อย
นักจะมีเรื่องใดในใต้หล้า มาทำให้เขาตีสีหน้าเย็น
ชา กระทั่งชาติที่แล้วยกกำลังพลก่อกบฏ ฆ่าล้าง
เชื้อพระวงศ์ เขาก็ยังมีท่าทีนุ่มนวลอบอุ่น ไม่เผย
จิตสังหารสักเท่าใดนัก
ทว่าบัดนี้…
หากเปลี่ยนสถานการณ์เป็นสองปีก่อนตอนที่
นางยังไม่รับรู้สิ่งใด ชั่วอึดใจนี้เกรงว่าเจียงเสวี่ย
หนิงคงปันหน้ายิ้มเข้าไปปะเหลาะท่านรอง
ราชครูผู้นี้ให้ใจเย็นลงแล้ว มาบัดนี้แค่จะออก
นอกลู่นอกทางสักนิดยังไม่กล้า
นางทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น ปลุกปลอบ
ตนว่าบางทีเซี่ยเวยคงเพิ่ง ตื่น อารมณ์จึงไม่สู้ดี
นางรีบตักข้าวต้มไม่ถึงครึ่งชามให้ตนเอง กิน
น้อยๆ ทีละคำ
เซี่ยเวยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
คนแบบเขาแม้จะสีหน้าเย็นกระด้าง
อากัปกิริยาก็ยังทรงภูมินัก ชวนพิศเพลินตา เจียง
เสวี่ยหนิงจึงพานหวนนึกถึงยามเข้าเมืองหลวง
ครานั้น
ช่วงเวลาดังกล่าวเขายังมิใช่เซี่ยเซียนเซิงหรือ
รองราชครูเซี่ย
นางเพียงเข้าใจว่าเขาเป็นญาติห่าง ๆ ของ
จวนตระกูลเจียง เป็น คุณชายขี้โรคญาติฝั่ายนอก
ที่จะนอกไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ระหว่างทางเขา
กอดพิณขึ้นรถม้ามา แม้จะประหยัดถ้อยคำ แต่
อากัปกิริยากลับต่างจาก บรรดาเพื่อนเล่นใน
หมู่บ้านบนเขาของนาง เปรียบประดุจลมเย็น
กลาง ขุนเขา จันทร์แจ่มจรัสเหนือต้นสน
เดิมทีนางก็กระวนกระวายที่ต้องเข้าเมือง
หลวงอยู่แล้ว
คนในครอบครัวผู้ร่ำรวยสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
จะดูถูกตนที่เติบโตมา ในชนบทหรือเปล่านะ
นางไม่เคยศึกษาเรื่องอย่างจรรยามารยาท
หรือตำราพื้นฐาน ต่อให้ ฟังหญิงรับใช้ที่เดินทาง
มาด้วยกันเล่าตั้งมากโข นางก็ยังไม่เข้าใจสักอย่าง
…
ครั้นพบคนเช่นนี้ก็ทำให้ต้องก้มหน้าพินิจตน
อย่างอดไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ความหวั่นวิตกกับความรู้สึกด้อย
กว่าจึงทับซ้อนกัน กลับ กลายเป็นชนวนให้นาง
บังคับตนวางมาดข่ม เชิดคางสูง เป็นปฏิปักษ์กับ
เขา ดูแคลนเขา แสดงความเป็นศัตรูอันแรงกล้า
กับคนเช่นเขา
นางจงใจปัดถ้วยชาเขาตก ฉีกบันทึกทำนอง
พิณเขาขาด…
แต่ในใจลึก ๆ ก็คุมความรู้สึกด้อยกว่าไม่อยู่
นางลอบเลียนแบบเขา คิดศึกษาไว้เผื่อจะได้สิ่งใด
ติดมาบ้าง ถึงเมืองหลวงแล้วจะได้ทำให้ผู้อื่นมอง
นางสูงขึ้นอีกหน่อย
นางยังจำตอนฉวยโอกาสขณะเซี่ยเวยไม่อยู่
ในรถ ฉีกบันทึกทำนอง พิณเขาทิ้งได้ คนปั่วย
ออดแอดที่ตลอดทางแทบจะไม่ปริปากผู้นั้นก็ถือ
บันทึกทำนองพิณที่ถูกฉีกหายไปหลายหน้ามา
ถามนางอย่างที่ไม่เคยทำ “ฝีมือเจ้าหรือ”
นางแกล้งโง่ “เรื่องใด”
อีกฝั่ายได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ค่อย ๆ เยียบเย็น
บนหลังมือที่บีบบันทึก เห็นเส้นเลือดดำนูนขึ้นมา
น้อย ๆ ทว่าทันใดนั้นก็ส่งยิ้มให้ “ครานี้ข้าจะ ถือ
ว่าเจ้าอายุยังน้อยไม่รู้ความ หากยังมีครั้งหน้าอีก
เจ้าก็ลองดูสิ”
กล่าวตามตรง แม้คนแซ่เซี่ยจะมีใบหน้าอม
โรคและท่าทางเหมือน ไม่ค่อยมีแรง แต่ถึง
อย่างไรก็มีต้นทุนด้านรูปโฉม เมื่อยิ้มออกมาแล้ว
จึงดูดี ยิ่งนัก นางที่ยังเยาว์วัยจึงตาพร่าอย่างยาก
จะควบคุม พร้อมกันนั้นสันหลังก็หนาววาบ
บังเกิดความรู้สึกเสมือนถูกเขย่าขวัญ
ทว่าอีกฝั่ายกล่าวจบก็หมุนกายกลับเข้ารถ
เจียงเสวี่ยหนิงหาได้เก็บวาจานั้นมาใส่ใจไม่
เข้าใจว่าคนผู้นี้พูดข่มไปอย่างนั้นเอง เขามันแค่
ญาติห่าง ๆ ที่อาศัยใต้ชายคาผู้อื่น ส่วนนางเป็น
ถึง บุตรีขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงเชียวนะ เขาจะ
กล้าทำอะไรล่ะ
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เพียงกล้าฉีกบันทึก
ทำนองพิณของเขา ภายหลัง ขณะทุกข์ยากก็ยัง
ทำลายพิณของเขาด้วยความเดือดดาล แต่ไม่เห็น
คนผู้นี้ จะทำอะไรตนจริง ๆ
จวบกระทั่งหวนคืนเมืองหลวงได้พักใหญ่
นางจึงรับรู้สถานะของ เซี่ยเวยโดยบังเอิญ
พริบตานั้น ไอเยียบเย็นก็ทะยานจากฝั่าเท้า
พุ่งสู่ขอบหน้าผาก นาง หนาวจนตัวสั่นสะท้าน
เพิ่งบังเกิดความหวาดกลัว
ผู้ไม่รู้คือผู้ไม่กลัวจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงกินข้าวต้มเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียง
ครั้นนึกถึงตรงนี้ปากก็ กัดช้อนหลุดขำ
เซี่ยเวยได้ยินจึงเงยหน้ามอง
เจียงเสวี่ยหนิงใจลอยไปชั่วขณะจึงเผลอตัว
แสดงนิสัยดั้งเดิม ครั้น สบสายตาเซี่ยเวยเข้า
ร่างกายก็แข็งทื่อทันควัน
สายตาเซี่ยเวยหยุดลงบนช้อนที่นางกัดอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงจึงวางด้วยความกระดาก
เซี่ยเวยถาม “หัวเราะสิ่งใด”
ตอนแรกเจียงเสวี่ยหนิงคิดจะตอบไปส่ง ๆ
ทว่าเห็นใบหน้าเย็นเป็น น้ำแข็งของเซี่ยเวยไม่ได้
ประดับรอยยิ้มชวนให้รู้สึกดุจอาบลมวสันตฤดู
เช่น ในอดีต ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงไม่คุ้นชิน ทั้ง
ยังรู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง กอปรกับ นางยังไพล่นึกไปถึง
ความยากลำบากที่เสิ่นจื่ออีอาจต้องเผชิญก็ยิ่งอึด
อัด ใจเป็นล้นพ้น ในที่สุดจึงกล่าวอย่างเชื่องช้า
“เพียงจู่ ๆ ก็รู้สึกว่า สรรพสิ่ง ไม่เหมือนเก่า คน
เองก็เปลี่ยนแปรเจ้าค่ะ…”
แม้ประทินโฉมเบาบาง ดวงหน้านางกลับ
ยังแจ่มจรัสสะดุดตา
เครื่องหน้าสะคราญโฉมหลังจากสองปีล่วง
ผ่านยิ่งงามสะพรั่งประดุจดอกท้อสวยสดบน
ปลายกิ่ง ยามแพขนตาหนาหลุบลงเล็กน้อย ใน
เงา อ่อนจางที่ทอดลงมีความกังวลแฝงอยู่เงียบ ๆ
เซี่ยเวยพลันนึกถึงซิ่งเขียวผลน้อยบนขอบ
หน้าต่างในฤดูร้อนครานั้น
ความงุ่นง่านอันเบาบางในส่วนลึกของหัวใจ
ถาโถมขึ้นมาอีกครา
เขาเคยเตือนจางเจอว่าหากพะว้าพะวังก็อย่า
ไปตอแยนาง แต่ห่วง ของเขาเคยน้อยกว่าจาง
เจอด้วยหรือ ท้ายที่สุดก็ยังก้าวล้ำเส้น เผยเค้า
ลางออกมาจนได้ มิใช่สิ่งที่ควรกระทำเลยจริง ๆ
เซี่ยเวยผู้ไม่ได้อยากอาหารนักมาตั้งแต่แรก
วางช้อนกระเบื้องขาวเล็กบนขอบชาม เกิดเสียง
กระทบแผ่วเบาเป็นคราแรก ก่อนจะกล่าวว่า
“เจ้า อ่านสารลับที่ข้ามอบให้หรือยัง”
นิ้วเจียงเสวี่ยหนิงสั่นเล็กน้อย “อ่านแล้วเจ้า
ค่ะ”
นางหวนนึกถึงเนื้อหาภายในสารลับฉบับนั้น
ขอบตาพลันแดงก่ำ เอ่ยติดสะอื้น “ร้ายดีอย่างไร
ก็ทรงเป็นถึงองค์หญิงในราชวงศ์ สืบสายโลหิต
เชื้อพระวงศ์ อีกทั้งฮ่องเต้ก็ยังเป็นพระเชษฐาร่วม
อุทร แล้วเหตุใดฝั่าบาทถึงสะบั้นสายสัมพันธ์
ครอบครัว ไร้หัวใจได้ขนาดนี้?!”
สารลับนั้นเดิมเป็นรายงานด่วนจากด่าน
ชายแดน บรรยายความเรื่องราชสำนักต๋าต๋า
ประการแรก เรื่องชนกลุ่มน้อยบริเวณ
ชายแดนที่มีใจทะเยอทะยาน โฉดชั่ว สองปีเริ่ม
ฝึกฝนไพร่พล แอบตั้งกองทัพ เกรงว่าจะเกิด
ความ เคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่เป็นผลดีต่อดินแดน
ภาคกลาง ประการที่สอง องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
ตั้งครรภ์แล้ว ในครรภ์คือเลือดเนื้อหมานอี๋ เนื่อง
ด้วยนางตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ทางต๋าต๋า
กำลังจะเปลี่ยนแปลง จึง ลอบส่งข่าวสารมาขอ
ความช่วยเหลือจากราชสำนัก หวังว่าจะช่วยให้
นาง ฉวยโอกาสหนีภัยออกมาจากราช
สำนักต๋าต๋าก่อนสงครามจะปะทุ!
นั่นเป็นการร้องขอความช่วยเหลือจากเสิ่นจื่อ
อี
ชาติที่แล้วนางทราบเพียงจุดจบ แต่ไม่ทราบ
ว่าในฐานะองค์หญิง ผู้ต้องอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี เสิ่นจื่ออีจะเคยส่งจดหมายมาขอ
ความช่วยเหลือจากราชสำนักก่อนเรื่องอุบัติด้วย
ยิ่งไม่ทราบเลยว่าฮ่องเต้ เสิ่นหลางผู้เป็นพระ
เชษฐาของเสิ่นจื่ออีจะกล้าให้คำตอบเช่นนี้…
พระราชทานแพรขาวสามฉื่อ สุราพิษหนึ่ง
จอก!
ก่อนต๋าต๋าจะทันเคลื่อนไหวให้ชิงจบชีวิต
ตัวเองเสีย จะได้เลี่ยงมิให้ ตกต่ำกลายเป็นเชลย
จนเป็นที่ลบหลู่หมิ่นเกียรติ นางต้องรักษา
เกียรติยศ แห่งองค์หญิง เกียรติภูมิแห่งแผ่นดิน!
เซี่ยเวยได้อ่านสารลับก่อนนานแล้ว ถามนาง
เรียบ ๆ ว่า “พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางสู่ด่าน
ชายแดน เจ้าจะไปด้วยหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “เหตุผลที่เซียนเซิงจะ
ไปคืออันใดเจ้าคะ”
เซี่ยเวยหลุบตา “หากเจ้าปราศจากคำตอบใน
ใจ วันนี้จะมาเพื่อการใดเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ตอบ
เซี่ยเวยจึงกล่าว “หากองค์หญิงใหญ่ไม่
สิ้นพระชนม์ ครั้นถึงต้นวสันต์ ปีหน้าเปิดสงคราม
พระองค์ย่อมทรงตกเป็นเชลย กลายเป็นผลัก
ราชวงศ์ เข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ช่วงแรกที่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงนี้ราชสำนัก
จำเป็นต้องกักตุนเงินทองและเสบียง ทั้งยังต้อง
เร่งเตรียมกำลังรบ มีหรือ จะเริ่มสงครามก่อน
เวลาเพื่อช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง เจ้าต้องการรับองค์
หญิง กลับ หรือรับโลงศพองค์หญิงกลับ ทุกอย่าง
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเพียง ชั่วขณะเดียวแล้ว
นะ”
แม้คาดเดาได้มาตั้งแต่แรก ทว่ายามเซี่ยเวย
เอ่ยวาจาดังกล่าว เจียง เสวี่ยหนิงก็ยังคงใจสั่น
สะท้าน บังเกิดความหวั่นวิตกยากจะสงบใจ
ประหนึ่งถูกดึงสู่กลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก…
วิธีการใดเล่าจะรับตัวองค์หญิงกลับมาได้โดย
มิใช่ได้รับโลงศพมาแทน
ความรู้สึกถาโถมล้นอก นางหลับตากำมือ
แน่น
เซี่ยเวยพลันหลุดขำ “กลัวหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงกัดฟันกรอด “ไม่มีทางเจ้า
ค่ะ!”
เซี่ยเวยจะเป็นผู้ชนะผู้ยิ่งใหญ่ตอนท้ายที่สุด
มาตั้งแต่แรก บัดนี้ เยี่ยนหลินปีกกล้าแล้ว แม้ก่อ
การก่อนกำหนดก็ใช่จะไร้โอกาสชนะเสีย ที่ไหน!
ยิ่งกว่านั้นนางจะเอาแต่เบิกตามององค์หญิงถูกสั่ง
ไปตายได้เช่นไร
นางรับปากไว้แล้ว
จะประคองดินบ้านเกิดหนึ่งกอบมือนั้นไป
ต้อนรับหวนคืนมาตุภูมิ!
เพียงแต่…
เจียงเสวี่ยหนิงลืมตาช้า ๆ “ข้ารับปากองค์
หญิงไว้แล้ว ย่อมไม่อาจ เสียสัจจะ ทว่าเซียนเซิง
เล่าไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้วแน่หรือเจ้าคะ”
รอยยิ้มเซี่ยเวยจางลง มองตอบพลางกล่าวเนิบช้า
“ข้าเองก็ไม่ผิด คำพูดผู้ใดเช่นกัน”