คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 190 เข้าใจผิด
ข้าเองก็ไม่ผิดคำพูดผู้ใดเช่นกัน
เช่นกัน
ยามเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินถ้อยคำดังกล่าวก็ยัง
สับสนอยู่บ้าง ด้วย ไม่ทราบว่าเซี่ยเวยเคยให้
สัญญาใดแก่ใครไว้ กระทั่งภาพหนึ่งผุดขึ้นใน
ความทรงจำอันเลือนราง พร้อมกันนั้นเสียงใน
วันวานซึ่งนางเกือบลืมไปแล้วก็ดังอยู่ริมโสต
“ท่านรองราชครูเซี่ย เมื่อใดกีบเท้าอาชาแห่ง
ดินแดนภาคกลางจะ เหยียบย่ำด่านเยี่ยนเหมิน
เพื่อรับตัวองค์หญิงกลับมาเจ้าคะ”
“อีกไม่นานหรอก อีกไม่นาน”
พริบตานั้นดุจดังผิวน้ำแข็งปริแยกและบางสิ่ง
พลันพุ่งมาสัมผัส นาง เม้มริมฝีปากก่อนจะเผยอ
น้อย ๆ คล้ายต้องการกล่าวสิ่งใด
ทว่าเซี่ยเวยเก็บสายตากลับ
ใบหน้าเขาเรียบนิ่งเยือกเย็น ให้ความรู้สึก
ห่างเหินประหนึ่งเว้นระยะไกลจากผู้อื่นเป็นพันลี้
ก่อนนางทันได้เอ่ยปากเขาก็กล่าวเสริม
“ยิ่งกว่านั้น ข้ายังมีแผนการของข้าด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึง
เซี่ยเวยพูดว่า “อย่างแรกคือเยี่ยนหลินให้ค
วามสำคัญกับมิตรภาพเกินไป ความปรารถนาเก่า
ก่อนของเจ้าซึ่งยังไม่บรรลุ ข้าย่อมทำเป็น
มองข้ามได้ ทว่าเยี่ยนหลินอาจทำไม่ได้ ดังนั้น
หากเจ้าเอ่ยปากขอให้เขาช่วย เขาย่อม ดึงดัน
ตามความตั้งมั่นบุกน้ำลุยไฟเพื่อเจ้าเป็นแน่ การ
สงครามที่ด่าน ชายแดนอันตรายเหลือจะกล่าว
ขอเพียงเกิดเหตุไม่คาดฝันสักเล็กน้อย แผนการ
หลายปีของข้าล้วนต้องกลับกลายเป็นสูญเปล่า
พังทลายใน คราเดียว”
เสียงเขาเฉยชายิ่งกว่าเดิม
เขาลุกจากข้างโต๊ะ ดึงผ้าเช็ดมือด้านข้างมาใช้
แล้วเอ่ยว่า “คุณหนูรองหนิงมีพื้นนิสัยดื้อรั้น ข้า
จึงไม่อาจโน้มน้าวเจ้าไม่ให้ไปช่วยองค์หญิง อีกทั้ง
เพราะติดค้างน้ำใจในกาลก่อน ข้าจึงไม่อาจ
สังหารเจ้าเพื่อกำจัดภัยใน อนาคต ด้วยเหตุนี้ข้า
จึงตั้งใจเดินทางจากเมืองหลวงมาสู่จินหลิง ตัว
เจ้าเองแม้ไม่อาจจัดอยู่ในจำพวกฉลาดเฉลียว
เหนือคน แต่กระนั้นก็คงพอมองสถานการณ์ออก
สองวันที่ไม่ได้มาเจอข้านี้ พวกกิจการมากมาย
ใหญ่น้อยที่ดูแลอยู่ในมือน่าจะส่งคนไปจัดการ
เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงแทบไม่กล้าเชื่อว่าตนเพิ่งได้ยิน
สิ่งใด
นางผุดลุกฉับพลัน จ้องตรงไปยังเซี่ยเวย!
ดวงตาใสกระจ่างถึงขั้นแฝงโทสะอยู่หลาย
ส่วน เรื่องที่นางมาเยือน อีกฝั่ายย่อมใคร่ครวญ
มาแล้ว
สองวันก่อนเซี่ยเวยมาถึงก็บอกนางว่า จะไป
ด่านชายแดน
เดิมทีโหยวฟางอิ๋นตระเตรียมเงินก้อนโต
เตรียมเข้าร่วมการแย่งชิง ใบอนุญาตค้าเกลือปี
หน้า ฝั่ายราชการกลับหาข้ออ้างส่ง ๆ ไม่ยอมให้
พวกนางมีส่วนร่วม ส่วนหลี่ว์เสี่ยนที่ลำบากดั้น
ด้นมาถึงที่นี่และเดิมทีควร ยื่นมือเข้าแทรกกลับ
ไม่ได้ลงเงินไปมากมาย
นี่คือการยืนยันสิ่งใดเล่า
ยืนยันว่าจู่ ๆ เงินของหลี่ว์เสี่ยนก็บังเกิดเหตุ
จำเป็นต้องใช้กับอย่างอื่น ซ้ำยังไม่ปรารถนาให้
ทรัพย์ของพวกนางถูกส่งมอบแก่ราชสำนักเพื่อ
ช่วงชิง ใบอนุญาตค้าเกลือในปีหน้า!
กิจใดเล่าต้องรีบเร่งไปด่านชายแดน
กิจใดเล่าต้องการเงินทองมากมาย
คำตอบที่เป็นไปได้ที่สุด นั่นคือคิดจะเปิด
สงครามกับต๋าต๋า!
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เซี่ยเวยจะไร้ความคิด
ดังกล่าว ข่าวที่เสิ่นจื่ออี ถูกขังในต๋าต๋าและร้องขอ
ความช่วยเหลือจากราชสำนักก็พิสูจน์แล้วว่า เป็น
ความจริง ในเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเคยมอบสัญญา
แก่นางก็ย่อมไปทำตามสัญญาให้เป็นจริง
เป็นดังที่เซี่ยเวยกล่าวไว้ไม่มีผิด…
หากปราศจากหนทางอื่น นางคงหวังให้ฝัง
เยี่ยนหลินมอบความ ช่วยเหลือได้
วันนั้นหลังครุ่นคิดอยู่นาน นางก็ให้โหยว
ฟางอิ๋นกับเหรินเหวยจื้อรีบแจกแจงรายการเงิน
ทองในครอบครองทั้งหมดที่ใช้งานได้ รวมถึง
สินทรัพย์ ที่แปลงเป็นเงินได้ในเร็ววัน
ทั้งหมดเพื่อให้นำไปใช้งานได้ไวที่สุด
แต่นางคาดไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเวยจะมองขาดใน
ผาดเดียว ทั้งยังพลิก เปลี่ยนคำพูดเผยเบื้องหลัง
ว่าเป็นอุบายอันไร้หัวใจเช่นนี้!
“เป็นข้าที่หลงลืมไป”
ความอุ่นจางที่เอ่อขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจเจียง
เสวี่ยหนิงถูกหิมะน้ำแข็ง จับแช่ในบัดดล นิ้วมือที่
ทิ้งข้างกายกำแน่น น้ำเสียงแฝงการเสียดสี
“แผนอันยิ่งใหญ่ของเซียนเซิงเดิมทีก็มิใช่สิ่งที่
คนธรรมดาจะคาดคิด แล้วจะมีหัวใจเช่นคน
ธรรมดาได้อย่างไร”
เซี่ยเวยยังคงหลุบตา มิได้อธิบาย
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทีของเขาปราศจาก
อารมณ์ความรู้สึกถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ เมื่อ
ครู่นางก็ช่างหลงเข้าใจไปได้ว่าในใจคนผู้นี้อาจยัง
หลงเหลือความอบอุ่นอ่อนโยนอยู่บ้าง น่าขันสิ้น
ดี!
เปลือกนอกของนักปราชญ์ จิตใจของมารร้าย
นางถึงกับหลงเชื่ออย่างง่ายดายเสียได้ ทว่า
หากตัดเซี่ยเวยทิ้ง แล้ว นางจะยังหวังกับผู้ใดได้
อีกเล่า
ชีวิตขององค์หญิงใหญ่กำลังตกอยู่ในอันตราย
นางปราศจากทางเลือกอื่นโดยสิ้นเชิง
เวลานี้เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่า
ตนโกรธแค้นเซี่ยเวยหรือตนเองมากกว่ากัน นาง
ถอยหนึ่งก้าว ค้อมกายให้เซี่ยเวยตามธรรมเนียม
กระแสเสียงเย็นกระด้างกว่าเก่า “ศิษย์ดุจปลาใน
ร่องถนนที่แห้งเหือด[1] เซียนเซิงมีปณิธานสูงส่ง
ศิษย์ได้รับความเมตตาจากท่านก็นับเป็นโชคดี
หนักหนาแล้ว เรื่องวางแผนช่วยคนศิษย์จึงยิ่งไม่
ต้องพะวง ส่วนเรื่อง ทรัพย์สินเงินทองศิษย์ล้วน
แจกแจงเสร็จสิ้น ยามค่ำสมุดบัญชีคงจะส่งมาถึง
มือเซียนเซิงเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแล้ว
โปรดอภัยศิษย์ที่เสีย มารยาท จำต้องกลับไป
เตรียมการสักเล็กน้อย ขอตัวลาก่อนเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยวางผ้าแพรที่ใช้เช็ดมือ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ยินเขาเอ่ยสิ่งใดจึงถือเสีย
ว่าเขายอมรับโดยปริยาย ค้อมกายเสร็จก็สะบัด
แขนเสื้อ ตรงออกจากห้องด้วยใบหน้าเย็นชา
ด้านนอกหลี่ว์เสี่ยนเพิ่งกลับมา
ทั้งคู่จึงประจันหน้าพอดี
ถึงอย่างไรก็ไม่ได้พบกันมาสองปี หลี่ว์เสี่ยน
เห็นใบหน้าเฉิดฉัน เยียบเย็นทีแรกยังอึ้งไป ครู่ต่อ
มาถึงค่อยตระหนักได้ว่าเป็นผู้ใด
เดิมทีเขาคิดจะทักทายสักหน่อย ใครจะคิดว่า
เจียงเสวี่ยหนิงกลับ เหลือบมองเขา แค่นหัวเราะ
เย็น ๆ แล้วจากไปเลย
หลี่ว์เสี่ยนเหมือนหัวใจกระตุก
เขาหมุนกายกลับ มองตรงไปยังหน้าต่างห้อง
ที่เซี่ยเวยอยู่อีกครา เขาลังเลชั่วครู่ ในที่สุดจึงยก
ชุดบัณฑิตตัวยาวของตนอย่างเบามือ รวบรวม
ความกล้าก้าวเข้าไป
เซี่ยจวีอันดูแล้วหาได้ผิดแปลกไปจากปกติไม่
หลี่ว์เสี่ยนหัวเราะหยันแล้วเข้าไปหา “เมื่อครู่
เห็นคุณหนูรองหนิงผู้นั้นของเจ้า นางกลับไปแล้ว
หรือ”
เซี่ยเวยชำเลืองมองตอบ “ธุระเป็นอย่างไร”
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกแหย่ไม่สนุก ทว่าดูจากสีหน้า
ของคุณหนูตระกูลเจียง ยามออกไปเมื่อครู่ต้อง
อารมณ์ไม่ดีมากเป็นแน่ เขาจึงไม่กล้าหาเรื่องใส่
ตัวต่อ เอ่ยเพียงว่า “หลังได้รับสารลับหลายวัน
ก่อน ข้าก็รุดไปถึงหวงโจว สะสางธุระให้
เรียบร้อยล่วงหน้า เมื่อวานเยี่ยนซื่อจื่อออก
เดินทางสู่ด่าน ชายแดน เตรียมจัดกระบวนทัพ
ก่อนแล้ว เซี่ยจวีอัน ต๋าต๋าครานี้มีแต่ พลทหาร
ชั้นยอด มิได้ต้องคอยประคองลมหายใจรวยริน
อยู่ใต้กีบเหล็กแห่งดินแดนภาคกลางเหมือนเช่น
ในอดีต หากสงครามครั้งนี้ไม่ราบรื่น เราย่อม ไม่
เหลือแรงสู้อีกเลยนะ!”
ตลอดสองปีมานี้ เซี่ยเวยวางหมากอย่างไร้ที่ติ
สำหรับนิกายสวรรค์ซึ่งนำโดยว่านซิวจื่อที่อยู่
ทางใต้ เขาแสร้งรักษา น้ำใจ มิได้แตกหักกับพวก
นั้น บางโอกาสยังอำนวยความสะดวกให้ด้วย
ส่วนฝั่ายพุทธซึ่งนำโดยสมณะหยวนจีที่อยู่
ทางเหนือ เขาไม่หันไป แยแส เลี่ยงการปะทะ
บาดหมาง ปล่อยให้เติบใหญ่
เมิ่งหยางกับสมณะหยวนจีติดค้างหนี้แค้น
สังหารภรรยากันอยู่ เซี่ยเวยก็เข้าไปลอบขวางไว้
ฮ่องเต้ละเลยราชกิจ เอาแต่จดจ่อกับการชิง
ไหวชิงพริบกับขุนนาง ข้าราชบริพาร ราษฎรย่อม
ร้องทุกข์ทั่วท้องถนน นิกายสวรรค์จึงได้ทีขยาย
อิทธิพลจนเข้มแข็ง และเพราะมีสมณะหยวนจีจึง
ทำให้วัดไปั๋หม่าถูก สถาปนาเป็นวัดอารักษ์แคว้น
มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ชาวบ้าน
บังเอิญสมณะหยวนจีมีแค้นเก่ากับว่าน
ซิวจื่อพอดี
แน่นอนว่าพุทธนอกรีตกับเต๋านอกรอยย่อม
ต้องรบรากันไม่หยุด
เซี่ยเวยซ่อนคมรอเวลาอยู่ระหว่างกลาง ทั้ง
ลอบเกณฑ์กำลังและ ช่วยเหลือเยี่ยนหลิน รอให้
สองฝังนั้นผลาญกำลังและต่อสู้จนบอบช้ำกัน ทั้ง
คู่ แม้ในที่สุดฝั่ายใดคว้าชัย ก็เป็นได้แค่ชัยชนะอัน
ลำเค็ญไม่ต่างจาก แพ้พ่าย
เมื่อถึงเวลาเขาย่อมคว้าเอาผลประโยชน์ไป
ครอง
เช่นนี้จะได้ไม่ต้องเปลืองกำลังทหารมาก ทำ
เพียงยกพลขึ้นเหนือไปก่อการกบฏอันสะท้านฟั้า
สะเทือนดิน!
ทว่ามาบัดนี้เพียงเพื่อองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
เสิ่นจื่ออี ถึงกับจะขยับ หมากอย่างเยี่ยนหลิ
นก่อนเวลาเพื่อนำไปรับมือต๋าต๋าและช่วยองค์
หญิง ออกมา!
ตามความเห็นหลี่ว์เสี่ยน การทำเช่นนี้เท่ากับ
สมองมีปัญหาโดยแท้
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล้าพูดจากับเซี่ยเวยให้
ไม่น่าฟังเกินไปนัก งึมงำว่า “แม้แต่ราชสำนักยัง
ไม่ยินดีจะยื่นมือช่วยเหลือองค์หญิงใหญ่เลย เจ้า
กับข้าก็เป็นแค่คนนอก มิหนำซ้ำอนาคตก็ยังต้อง
ก่อกบฏใหญ่ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรสิ่งที่ไหลเวียน
อยู่ในกายนางก็คือสายโลหิตแห่งเชื้อพระวงศ์ แม้
ยอมฝั่าความเสี่ยงที่จะทำการใหญ่ล้มเหลวไป
ช่วยนางออกมา ทว่ารอจนเจ้า ทำลายเมืองหลวง
และสังหารเชื้อพระวงศ์ได้แล้ว ตัวนางในสถานะ
นั้นไม่กระอักกระอ่วนแย่หรือ จะวางตนอย่างไร
เล่า”
กล่าวอีกอย่างคือ สำหรับพวกเขา การช่วย
เสิ่นจื่ออีกลับจะให้โทษนับร้อย ทั้งยังไร้ประโยชน์
สักอย่าง!
หลี่ว์เสี่ยนมาถึงก็พล่ามเสียมากมาย เซี่ยเวย
บังเกิดความเอือมระอา เล็กน้อย เขาเอื้อมมือไป
ยกชาที่เย็นแล้วตรงมุมโต๊ะส่งให้อีกฝั่าย “เจ้าไม่
กระหายหรือ”
หลี่ว์เสี่ยนขมวดคิ้ว “ข้าไม่กระหาย”
ถึงจะกล่าวไปเช่นนั้นก็ยังรับมา ดื่มอึกหนึ่ง
ตามสัญชาตญาณ
รสชาเข้มจัด แฝงกลิ่นอย่างชาที่ชงมานาน
หลี่ว์เสี่ยนพ่นพรวดในพริบตา ไม่อยากเชื่อ
เลยจริง ๆ “คนแซ่เซี่ย ชานี้เย็นแล้วนี่! ชาเก่ายัง
จะกล้าส่งให้ข้าอีก!”
เซี่ยเวยกลับนึกถึงแต่สีหน้ายามผุดลุก
ฉับพลันของสตรีในห้องเมื่อครู่ แววตานางคล้าย
จะเจือ…ความผิดหวังกระนั้นหรือ
จะบอกว่านางไม่ได้เห็นเขาเป็นน้ำหลากสัตว์
ร้าย คิดว่าเขายังเหลือ ทางเยียวยาน่ะหรือ
ผิดหวังก็ใช่ว่ามีอะไรไม่ดี เซี่ยเวยหลับตา
อย่างเชื่องช้า รู้สึกเหนื่อย แล้วจริง ๆ เขานั่งกด
ขมับอันขมวดตึงเบา ๆ อยู่ใต้หน้าต่าง กล่าวว่า
“หากเป็นชาร้อนก็อุดปากเจ้าไม่อยู่ ดึกอีก
หน่อยหนิงรองจะส่งสมุดบัญชีมา พรุ่งนี้ข้าจะ
ออกเดินทางสู่ด่านชายแดนตามแผน แนวหลัง
ต้องลำบากเจ้าวางแผนให้สอดคล้อง เสบียงและ
เครื่องใช้สัมภาระคือสิ่งสำคัญสูงสุดของ กองพล
จะเกิดเหตุไม่คาดฝันไม่ได้เด็ดขาด”
“สมุดบัญชีของฝังคุณหนูรองหนิงหรือ”
หนังตาหลี่ว์เสี่ยนกระตุกทันใด นึกในใจว่า
เจียงเสวี่ยหนิงจะส่งสมุด บัญชีมาเพื่อสิ่งใดกัน
ทว่าหลังจากความคิดนี้แวบผ่าน เขาก็นึกถึงสี
หน้า ย่ำแย่ยามจากไปของเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมาได้
ลางสังหรณ์ไม่สู้ดีพลันผุด ขึ้นมา
เขาถาม “เจ้าบอกนางเช่นไร”
เซี่ยเวยหลุบตาตอบ “หากคิดจะช่วยเสิ่นจื่ออี
นอกจากข้าแล้วก็ไม่มี ผู้ใดช่วยนางได้”
หลี่ว์เสี่ยนสูดลมหายใจเหน็บหนาว
ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าเขาจะคืนสติ ชักขัด
ใจความไร้พัฒนาการขึ้นมา ครามครัน กระทืบ
เท้ากล่าว “แต่ทั้ง ๆ ที่เจ้า…เช่นนี้แล้วจะทำให้
คุณหนู เขาพึงใจได้อย่างไรหา?!”
เซี่ยเวยกลับไม่ปริปาก
ลมสารทฤดูส่งเสียงโชยพัด ใบอู๋ถงเหลืองแห้ง
ปลิดปลิว
เมืองจินหลิงยามพลบค่ำถูกโอบคลุมกลาง
แสงสนธยาสีเหลืองนวลสว่างไสว
เรือเล็กสองสามลำลากอวนล่องตามแม่น้ำ
กลับขึ้นฝัง
สรรพสิ่งล้วนผ่อนคลายสงบสุข
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงที่ออกจากเรือนพักกลับ
เดือดพล่านด้วยไฟโทสะ พอโดยสารรถม้ากลับถึง
ร้านเสียไปั๋ ความขุ่นเคืองก็ยิ่งทะยานใส่ ต้อง
ขว้างแจกันดอกไม้ในโถงรับแขกไปสามสี่ใบถึงจะ
ฝืนกลับมาสงบลงได้บ้าง
นางกระดกชาครึ่งถ้วย แล้วจึงให้คนส่งสมุด
บัญชีไปยังเรือนพักที่ เซี่ยเวยอยู่ ก่อนจะสั่งคนให้
ไปเรียกโหยวฟางอิ๋นมาหา ส่งมอบงานต่าง ๆ แก่
อีกฝั่าย
แม้จะส่งสมุดบัญชีไปแล้ว แต่อีกหลายอย่าง
ต้องมีคนจัดการ
นางต้องไปด่านชายแดนด้วยตนเอง ดังนั้น
ทางดินแดนภาคกลางจึง ต้องเหลือโหยวฟางอิ๋น
ไว้คอยดูแล ทำเช่นนี้จึงจะรักษาเรื่องที่สมควร
จัดการทั้งเล็กใหญ่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้
โหยวฟางอิ๋นได้ยินก็ชะงัก “ไฉนคุณหนูจะ
ปล่อยให้ข้าเป็นคนสะสางธุระทุกอย่างเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงสั่งคนให้เก็บสัมภาระแล้ว
บอกเพียงว่า “ข้าจะออก เดินทางพรุ่งนี้”
โหยวฟางอิ๋นตกตะลึง “ท่านจะไปที่ใดเจ้า
คะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “ไปด่าน
ชายแดน”
โหยวฟางอิ๋นอึ้ง “แต่ แต่รีบร้อนขนาดนี้เชียว
ท่านจะไปพรุ่งนี้…”
เจียงเสวี่ยหนิงประคองกล่องไม้ใส่ดินมาวาง
ลงหีบสัมภาระอย่าง ทะนุถนอม เหลียวกลับไป
มองโหยวฟางอิ๋นพร้อมเอ่ยว่า “เหลือเวลาไม่มาก
หากต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้ายังช่วยองค์หญิงออกมา
ไม่ได้ หลังจากนั้นจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”
ชาติก่อนยามต๋าต๋าเปิดสงคราม คือช่วงเวลา
ที่องค์หญิงประสบ เคราะห์จนสิ้นชีวิต!
และนี่ก็หมายความว่า…
หากต้องการพลิกโชคชะตาของชาติที่แล้ว
โดยช่วยองค์หญิง ไม่ว่า อย่างไรพวกนางก็ต้องรีบ
ชิงโอกาสก่อนที่ต๋าต๋าจะประกาศศึกกับดินแดน
ภาคกลาง เป็นฝั่ายเปิดสงครามอันเหนือความ
คาดหมายของทุกคนจู่โจม ต๋าต๋าเสียเอง!
——————–
1. ปลาในร่องถนนที่แห้งเหือด เป็นสำนวน
หมายถึงตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน