คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 20 เลือกพิณ (1)
ความเจริญรุ่งเรืองของจวนชิงหย่วนปั๋อ
ถดถอยลงทุกวัน เยี่ยนหลินซึ่งเป็นลูกหลานของ
ตระกูลใหญ่ย่อมรู้ดี เรื่องที่บุตรีอนุภรรยาจวนปั๋อ
‘ตกน้ำ’ ในงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางวันนั้นคนรู้
กันทั่ว มิหนำซ้ำตอนนั้นยังมีคำพูดอันน่าตื่นตะลึง
ของเจียงเสวี่ยหนิงมาประกอบด้วย
หญิงรับใช้ลงโทษคุณหนู บ่าวรังแกเจ้านาย
จวนชิงหย่วนปั๋อถือว่าขายหน้าจนหมดสิ้น
แล้ว
เพียงแต่เพื่อไม่ให้ผู้อื่นซุบซิบนินทาว่าจวนปั๋อ
ของพวกเขาทารุณกรรมบุตรีอนุภรรยา ฉากหน้า
จึงไม่ค่อยกล้าสร้างความลำบากแก่บุตรี
อนุภรรยาอย่างเปิดเผยอีก แต่เกรงว่าลับหลังคง
ทรมานนางยิ่งกว่าเดิมไม่น้อย
จวนหย่งอี้โหวมีเยี่ยนหลินเป็นบุตรภรรยาเอก
เพียงคนเดียว มิหนำซ้ำเมื่อเขาอยู่ในวังหลวงก็ยัง
ได้รับความโปรดปรานมาก วิธีการอันชั่วช้า
ภายในเรือนหลังย่อมไม่เฉียดใกล้ตัวเขา ถึง
กระนั้นต่อให้ไม่เคยกินเนื้อสุกรก็ต้องเคยเห็นสุกร
วิ่ง การแก่งแย่งชิงดีภายในเรือนหลังมีสิ่งใดบ้าง
เยี่ยนหลินยังพอรู้
อย่างไรเสียท่านพ่อก็มีอนุภรรยาและลูกของ
อนุภรรยาอยู่หลายคน
เขารู้สึกว่าหนิงหนิงออกจะใส่ใจบุตรี
อนุภรรยาจากจวนปั๋อซึ่งพบกันโดยบังเอิญผู้นี้
มากเกินไปหน่อย จึงอดเตือนอย่างเสียมิได้ “เจ้า
ใจดีมีเมตตามากเกินไปแล้ว ใต้หล้านี้มีคนที่ทั้งโง่
เขลาทั้งซุ่มซ่าม อีกทั้งยังไม่รู้จักทำเพื่อตัวเอง
เช่นนี้ไม่รู้ตั้งเท่าไร ช่วยคนแล้วก็แล้วไปเถอะ นี่
ยังหวังว่านางจะเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่อีก
หรือ? ต้องรู้นะว่าสภาพของคนเราล้วนมีต้นสาย
ปลายเหตุ หากนางมีความสามารถก็คงไม่ต้องมี
จุดจบเช่นการตกน้ำก่อนหน้านี้แล้วกระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงถอนสายตากลับมา “ก็เพราะ
ตัวเองเป็นคนช่วย จึงใส่ใจกว่าคนทั่วไปสักหน่อย
และหวังว่านางจะดีกว่าเดิมสักหน่อยเช่นกัน แต่
ที่เจ้าพูดมาก็ถูกต้อง ข้าพยายามเต็มที่แล้ว ไหน
เลยจะควรยุ่มย่ามให้มากกว่านี้อีก”
พูดจบนางก็พ่นลมหายใจเบา ๆ คราหนึ่ง
คล้ายจะใช้สิ่งนี้คลายความไม่สบอารมณ์
บางอย่างที่เกิดขึ้นภายในใจ
จากนั้นถึงกล่าวกับเยี่ยนหลิน “พวกเราเข้า
ไปดูพิณกันดีกว่า”
ร้านโยวหวง[1] ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าร้านแห่งนี้มี
เพื่อพิณโดยเฉพาะ
ถึงแม้จะตั้งอยู่กลางตลาดอันคึกคักซึ่งนับเป็น
เขตที่ดินราคาแพงในเมืองหลวง แต่กลับต้องเดิน
เข้าไปในตึกซึ่งดูไม่สะดุดตาริมถนน แล้วขึ้นบันได
มาชั้นสองก่อนจึงมองเห็นกรอบปั้ายไม้ไผ่อัน
เรียบง่ายและสูงสง่านั้นได้
‘โยวหวง’ สองคำนี้ใช้หมึกสีดำบริสุทธิ์เขียน
ลงบนไม้ไผ่
เนื่องจากพิณเป็นวัตถุสูงสง่า ดังนั้นในบรรดา
ลูกค้าที่มาดูพิณ ผู้ที่แสร้งว่ารักชอบพิณมักทำ
วางมาดสูงส่งสง่างาม ส่วนผู้ที่รักชอบพิณโดยแท้
จะไม่ชอบความอึกทึกคึกคัก การตกแต่งและ
รูปแบบเช่นนี้จึงเหมาะสมพอดี
เห็นชัดว่าเยี่ยนหลินไม่ได้มาสถานที่แห่งนี้
เป็นครั้งแรก เขาพาเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไป
อย่างคุ้นเคย
มีบุรุษแต่งกายเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งถือที่คีบ
กำยานอยู่หน้าเตาจุดกำยานบริเวณหัวมุมพอดี
สิ่งที่กำลังจุดคือพิมเสนชั้นดี
กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยอบอวลทั่วร้านโยวหวง
บัณฑิตผู้นั้นได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันหน้า
กลับมา เมื่อเห็นว่าเป็นเยี่ยนหลินก็ยิ้มให้ วางที่
คีบกำยานอย่างเบามือ จากนั้นก็เดินไปยัง
อ่างทองเหลืองด้านข้างเพื่อล้างมือไปพลางเอ่ย
วาจาไปพลาง “ซื่อจื่อมาได้เสียที ข้ากำลังคิดอยู่
ว่าถ้าหากท่านยังไม่มาอีก ข้าจะเอาพวกพิณนั่น
ออกมาขายแล้วนะ”
เยี่ยนหลินหัวเราะพรืด “ถึงอย่างไรก็เป็นร้าน
ขายพิณ ช่วยเก็บกลิ่นอายของคนหน้าเงินที่
แผ่ซ่านออกมาทั้งร่างกลับไปได้หรือไม่?”
บัณฑิตผู้นั้นไม่แยแสแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยว่า
“ท่านคิดว่าข้าเปิดร้านพิณเพื่อทำการกุศลอย่าง
นั้นหรือ? จะดีดพิณต้องชำระล้างร่างกาย ต้อง
ล้างมือ ต้องจุดกำยาน อีกทั้งยังต้องใช้พิณชั้น
ยอดอีก มีสิ่งใดที่ไม่ต้องใช้เงินบ้าง?”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าคนผู้นี้แปลกประหลาด
ไม่เหมือนใคร จึงอดมองหลายครั้งไม่ได้
บัณฑิตผู้นี้ผอมซูบ รูปโฉมธรรมดา มองเจียง
เสวี่ยหนิงแวบหนึ่งก็พลันตระหนักได้ “นี่คือแม่
นางที่จะมาดูพิณสินะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยวาจา
เยี่ยนหลินกล่าวด้วยความหงุดหงิด “เลิกพูด
มากได้แล้ว พิณล่ะ?”
บัณฑิตเลิกคิ้วเล็กน้อย สัมผัสได้ว่าเยี่ยนหลิน
มีความรู้สึกต่อสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา เขาจึงไม่ได้เก็บ
สายตา กลับมองเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่มอีกหลายหน
ก่อนจะหมุนกายเดินเข้าไปในห้อง อุ้มพิณจำนวน
สี่คันที่เก็บอยู่ข้างในออกมาทยอยวางเรียงรายบน
โต๊ะตัวยาวภายในร้าน จากนั้นก็ปลดถุงห่อพิณที่
ห่อหุ้มทีละถุง แล้วเรียกให้เยี่ยนหลินเข้ามาดู
“เดิมทีหาพิณมาได้ห้าคัน มีอยู่คันหนึ่งทำขึ้นโดย
กู้เปินหยวนแห่งเจียงหนิง แต่ไปถึงช้าเกิน ตอน
คนของข้าไปถึง กู้เปินหยวนก็มอบพิณใหม่คันนั้น
ให้เซี่ยจวีอันไปแล้ว”
กู้เปินหยวนเป็นช่างทำพิณที่มีชื่อเสียงมาก
ที่สุดในขณะนี้
โดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนการทำพิณ
สลับซับซ้อนมาก ตั้งแต่การเลือกวัสดุไม้ไปจนถึง
การร้อยสายและการทดสอบเสียง ทำพิณหนึ่งคัน
อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงหนึ่งปี หากต้องสร้าง
ด้วยความวิจิตรบรรจงและพิถีพิถัน ก็ต้องใช้เวลา
ถึงสองปีหรือกระทั่งสามปี
ช่างทำพิณถือเป็นช่างฝีมือ ดำรงชีพด้วยสิ่งนี้
สองปีทำพิณได้หนึ่งคันย่อมหิวตายแน่ ดังนั้น
ช่างทำพิณจำนวนมากจะเตรียมไม้ชั้นดีเอาไว้
แล้วผลิตสิบคันหรือยี่สิบคันในคราวเดียว ถึงแม้
ขั้นตอนการทำพิณจะต้องใช้เวลาสองปีดังเดิม
แต่สองปีนี้ก็ทำพิณได้จำนวนมาก
ทว่าปีนี้กู้เปินหยวนอายุหกสิบกว่า ถึงวัยไม้
ใกล้ฝัง กำลังวังชาสู้บรรดาช่างทำพิณวัยหนุ่ม
ไม่ได้ ไม่อาจทำพิณจำนวนมากพร้อมกันได้อีก
ต่อไป โดยพื้นฐานแล้วต้องสองถึงสามปีจึงจะทำ
พิณออกมาได้คันสองคัน
อย่างไรเสียผู้คนสมัยนี้ก็มักไล่ตามหาสิ่งของ
อันหาได้ยาก
ช่วงสองปีที่ผ่านมาผู้คนที่ใช้เงินทองนับพันชั่ง
เพื่อให้ได้พิณมาครองมีจำนวนนับไม่ถ้วน
เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพิณคันใหม่นี้ยังไม่ทัน
เผยโฉม เสียงยังไม่ได้เปล่งสักกระผีก ชายชรา
กลับมอบให้เซี่ยเวยไปแล้ว ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนที่
ลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เยี่ยนหลินเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่คลั่งไคล้พิณสัก
เท่าไร แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของกู้เปิน
หยวนเช่นกัน เขาจึงนิ่งอึ้งทันที “มอบให้?”
“อา ให้เปล่า ๆ เลยทีเดียว” ในที่สุดบัณฑิตผู้
นั้นก็แสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย หัวเราะ
เย้ยหยันคราหนึ่ง แต่จากนั้นความยินดีในหายนะ
ของผู้อื่นก็ฉายวาบหลายส่วน “ก่อนหน้านี้มีกลุ่ม
กบฏผิงหนานอ๋องลอบสังหารขุนนางราชสำนักใน
เมืองหลวงอีกครั้งไม่ใช่หรือ? พิณของเซี่ยจวีอัน
สร้างมาสามปี วันนั้นเลือกสายชั้นดีจากร้านข้าไป
ตั้งหลายเส้น กะว่าหากมีเวลาว่างก็จะร้อยสายให้
เรียบร้อยเพื่อลองเสียง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด
ระหว่างทางกลับขึ้นไปที่เหลาเฉิงเซียวอะไรนั่นจึง
เจอพวกกบฏเข้าให้ คนไม่เป็นอะไร แต่พิณคัน
ใหม่ยังไม่ทันร้อยสายให้เสร็จก็ถูกคนใช้ดาบฟัน
เสียแล้ว ชิ จะเดือดดาลหรือนิ่งเฉยข้าไม่ทราบ
แต่ได้ยินคนเล่ากันว่าเขาไม่ได้ไปฟังราชกิจเช้าถึง
สองวันเชียว พอกู้เปินหยวนรู้เรื่องนี้เข้าก็สั่งให้
คนเดินทางไกลจากเจียงหนิงเพื่อมอบพิณให้เขา
ถึงเมืองหลวง นี่ไม่เท่ากับว่าต้องมอบของให้อีก
ชิ้นโดยไม่ได้เงินเพิ่มอย่างนั้นหรือ!”
เยี่ยนหลินเอ่ย “เจ้าคงไม่ได้เสียดายพิณ
หรอกนะ?”
บัณฑิตผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง “ซื้อ
พิณด้วยทองพันชั่ง เผลอประเดี๋ยวเดียวข้าก็เพิ่ม
ราคาเป็นเท่าตัวเอามาขายให้ท่านได้แล้ว เจ้า
เซี่ยจวีอันมันตัดหนทางทำมาหากินของข้า!”
——————–
1. โยวหวง แปลว่า ปั่าไผ่ทึบ บทกวีชื่อ
‘เรือนในปั่าไผ่’ ของหวังเหวยมีเนื้อความ
ตอนหนึ่งว่า ‘ข้านั่งอยู่ในโยวหวง (ปั่าไผ่ทึบ)
เพียงลำพัง ดีดพิณพลางขับขานบทเพลง’
บทที่ 20 เลือกพิณ (2)
“อะแฮ่ม”
เยี่ยนหลินกระแอมคราหนึ่ง อยากจะพูด
เหลือเกินว่า ‘เปินซื่อจื่อ[1] เหมือนพวกใช้เงิน
สุรุ่ยสุร่ายที่โดนหลอกได้ง่ายดายพวกนั้นหรือ’
แต่เมื่อคิดดูแล้วไม่พูดจะดีกว่า
เซี่ยเวยเป็นรองราชครูขององค์รัชทายาท
ยามนี้ยังดูแลการบรรยายประจำวันในวังหลวง
อีก นับเป็นอาจารย์เขาครึ่งหนึ่ง
ทว่ากับบัณฑิตน่ะไม่ใช่
บัณฑิตผู้นี้เป็นเจ้าของร้านโยวหวง เดิมทีสอบ
จิ้นซื่อปีเดียวกับเซี่ยเวย มิหนำซ้ำยังเป็นชาวเมือง
จินหลิงเหมือนกัน แซ่หลี่ว์นามว่าเสี่ยน นามรอง
จ้าวอิ่น ตลอดเส้นทางการสอบที่ผ่านมาเซี่ยเวย
ได้อั้นโส่ว[2]เขาได้อันดับสอง เซี่ยเวยได้เจี่ยหยวน
[3] เขาได้อันดับสอง เซี่ยเวยได้ฮุ่ยหยวน[4] เขาได้
อันดับสอง แม้แต่ตอนเข้าสภาฮั่นหลินก็ยังถูกกด
อยู่ขั้นหนึ่ง
ดังนั้นคนจึงกล่าวล้อกันว่า ‘เซี่ยหนึ่งหลี่ว์
สอง’
หลี่ว์เสี่ยนเป็นบัณฑิตฐานะยากจนนิสัยยอม
หักไม่ยอมงอ ยิ่งสู้เซี่ยเวยไม่ได้มากเท่าไรก็ยิ่งต้อง
ขับเคี่ยวกับเขามากเท่านั้น ตัวเองถึงจะมี
ความสุข
คิดไม่ถึงว่าจะมีข่าวงานศพแจ้งมาจากจินหลิง
เซี่ยเวยกลับบ้านไปจัดงานศพ ซ้ำยังต้องไว้ทุกข์
ถึงสามปี หลี่ว์เสี่ยนกลายเป็นอันดับหนึ่ง
กะทันหัน แต่กระนั้นกลับรู้สึกว่าสภาฮั่นหลินไร้
ความหมายโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
อยู่ไปอีกหนึ่งปีก็ลาออกจากราชการ
ได้ยินคนลือกันว่าเหมือนจะกลับไปจินหลิง
ด้วย
สี่ปีก่อนเซี่ยเวยหวนคืนสู่ราชสำนักอีกครั้ง
เนื่องจากช่วยสนับสนุนเสิ่นหลางซึ่งเป็นฝั่าบาท
พระองค์ปัจจุบัน บัดนี้จึงดำรงตำแหน่งเป็นถึง
รองราชครู ส่วนหลี่ว์เสี่ยนกลับเหมือนหมดความ
สนใจต่อแวดวงราชการแล้ว แม้จะกลับมาเมือง
หลวงเช่นกัน แต่ก็มาเปิดร้านพิณเพื่อขายพิณ
แทน ประหนึ่งกระเรียนปั่าล่องเมฆาอย่างอิสระ
ผู้ที่เคยอยู่ในสภาฮั่นหลินมาทำการค้าเช่นนี้
ช่างเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น
สหายเก่าในเมืองหลวงจำนวนหนึ่งไม่กล้าเชื่อ
เช่นกัน จึงมาอุปถัมภ์อยู่บ่อยครั้ง
ไม่นานนักร้านพิณแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงทั้งในและ
นอกราชสำนัก
และย่อมค่อย ๆ มีคนพบว่าเมื่อเทียบกับการ
เป็นขุนนางผู้ซื่อตรงแล้ว หลี่ว์เสี่ยนกลับเป็น
‘พ่อค้าหน้าเลือด’ แบบแน่วแน่ ลับหลังมีคำพูด
ประโยคหนึ่งว่า ‘จิ้นซื่อขายพิณ ไม่ซื้อไม่ได้
เด็ดขาด’ เห็นได้ว่าทำการค้าได้ร้ายกาจเพียงใด
นั่นหมายความว่าหลี่ว์เสี่ยนและเซี่ยเวยเป็น
สหายเก่าที่เคยคบหากันมา พูดจาปาว ๆ ต่อว่า
‘เซี่ยจวีอัน’ ได้โดยปราศจากความเกรงใจ ทว่า
เยี่ยนหลินได้รับการสั่งสอนจากเซี่ยเวยจึงต้อง
คำนึงถึง ‘สูงต่ำ’ สองคำนี้
เขามองพิณสี่คันตรงหน้า ถามขึ้นมาว่า
“พวกนี้เล่า?”
หลี่ว์เสี่ยนจึงแนะนำพิณทีละคัน ทว่าตลอด
ขั้นตอนสายตากลับไปอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
เป็นส่วนใหญ่ มีหลายประโยคที่กล่าวกับนาง
เช่นกัน ด้วยรู้อย่างถ่องแท้ว่า ‘คนสำคัญ’ ของ
การค้าในวันนี้อยู่ที่ใด
เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่ชอบพิณจริง ๆ
ชาติก่อนขณะร่ำเรียนพิณ สตรีจากบรรดา
ตระกูลสูงศักดิ์ต่างพยายามเผยหน้าค่าตากับเซี่ย
เวยสุดแรงเกิดจึงพากันเข้าเรียนสม่ำเสมอ ส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงก่อนหน้านี้ถือว่าตนมีเยี่ยนหลินอยู่
จากนั้นก็ถือว่าตนมีเสิ่นเจี้ย จึงไปฟังเขาบรรยาย
เพียงไม่กี่ครั้ง ต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องร่ำเรียนเข้า
จริง ๆ ก็มีเพียงนางที่ทั้งลำบากทั้งเหน็ดเหนื่อย
กว่าคนอื่น
หากถามนางว่าในบรรดาพิณเหล่านี้นางชอบ
คันไหน
นางอยากจะตอบเหลือเกินว่าไม่ชอบสักคัน
ยังดีที่เยี่ยนหลินรู้ว่าก่อนหน้านี้นางไม่ได้ร่ำ
เรียนพิณตั้งแต่ตอนอยู่จวนแล้ว หลังจาก
พิจารณาคร่าว ๆ จึงเลือกพิณโบราณอายุสาม
ร้อยกว่าปีนามว่า ‘เจียวอัน’ มา และเนื่องจาก
ผ่านสภาพอากาศมานานหลายปี กอปรกับ
แรงสั่นสะเทือนยามดีดพิณ ตัวพิณจึงแตกลายไป
หมด เสียงต่ำทุ้มหนัก เสียงสูงกระจ่างชัด
แต่ราคาก็น่าตระหนกเช่นกัน
หลี่ว์เสี่ยนยิ้มเล็กน้อยพลางชูสามนิ้วให้
เยี่ยนหลิน เจียงเสวี่ยหนิงสูดลมหายใจหนาว
เหน็บเฮือกหนึ่ง
เยี่ยนหลินกลับเห็นเป็นเรื่องปกติ สั่งให้คนนำ
ตั๋วเงินมาชำระเงิน จากนั้นสวมถุงพิณด้วยตนเอง
ก่อนจะส่งให้ถึงมือเจียงเสวี่ยหนิงแล้วเอ่ยว่า
“ถึงแม้พวกเจ้าเข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาขององค์หญิง และเซี่ยเซียนเซิงก็ถือว่าเป็น
ผู้มีจิตใจกว้างขวาง แต่เรื่องความรู้และเรื่องพิณ
นั้น กลับไม่มีทางปล่อยปละละเว้นโดยง่ายด้วย
เหตุผลที่ว่าพวกเจ้าเป็นสตรีโดยเด็ดขาด ขณะ
ฟังเซี่ยเซียนเซิงบรรยาย จะต้องมีสติให้เต็มที่
ท่านไม่ได้เล่นพิณในวังบ่อยครั้งเท่าใด ข้าโชคดี
เคยได้ฟังสองสามหน ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สมัยก่อน
ที่เจ้าไม่อยากเรียนพิณ นั่นต้องเป็นเพราะเซียน
เซิงผู้สอนพิณไม่ดีอย่างแน่นอน การเข้าวังครั้งนี้
ไม่แน่เจ้าอาจจะชอบก็ได้นะ”
ดังนั้นจึงต้องมีพิณชั้นยอดคันหนึ่ง
แต่เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินวาจาประโยคนี้
ของเขา หางตาก็กระตุกเล็กน้อย ชาติก่อนไม่มี
ผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดหลังจากนางเข้าวังแล้วถึงไม่
ยอมเรียนพิณ นั่นเป็นเพราะเซี่ยเวย
ระหว่างทางมาเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อน เซี่ยเวยอุ้ม
พิณอยู่คันหนึ่ง
นางนึกว่าคนผู้นี้เป็นญาติห่าง ๆ ของจวน
ตระกูลเจียงเสียด้วยซ้ำ เขาสวมชุดสามัญสีขาว
ทั้งตัว นอกจากพิณคันหนึ่งแล้วก็ปราศจากสิ่งใด
อีก ท่าทางเองก็ขี้โรค แม้จะโดยสารรถคัน
เดียวกับนาง แต่กลับไม่ใคร่จะสนใจผู้คน เวลา
ส่วนใหญ่ล้วนหลับตาพักผ่อน มีเพียงยามหยุดพัก
ระหว่างทางเป็นบางครั้งที่เขาจะบรรเลงพิณ
เจียงเสวี่ยหนิงฟังไม่เข้าใจ และรู้สึกไม่ถูก
ชะตากับอีกฝั่าย
ยามนั้นเพิ่งจะรู้ชาติกำเนิดตนเอง และเพิ่งรู้
ว่าที่บ้านยังมี ‘พี่สาว’ ซึ่งใคร ๆ ต่างชื่นชมอยู่ผู้
หนึ่ง ด้วยระหว่างทางกลัวว่าบ่าวไพร่ที่มารับตัว
นางจากเมืองหลวงจะดูแคลนเพราะไม่ได้ร่ำเรียน
กฎเกณฑ์อันใดมา ความหวาดกลัวภายในใจทำ
ให้นางต้องแสดงกิริยาเยี่ยงคุณหนูใหญ่เพื่อ
สำแดง ‘ศักดิ์ศรี’ ที่มีน้อยนิดจนน่าสงสารของตน
คุณหนูใหญ่อยู่สูงส่ง ใช้อำนาจบารมีสั่งการ
คน
ดังนั้นนางจึงทำตัวสูงส่งกว่าผู้ใด ใช้อำนาจ
บารมีสั่งการผู้อื่น และ ‘ผู้อื่น’ ที่ว่าก็รวมถึง ‘เซี่ย
เวย’
นางเติบโตมาจากบ้านนอกคอกนา ไม่ได้
เรียนรู้กฎเกณฑ์อันใดทั้งสิ้น แต่คนผู้นี้ยามยืน
เดิน นั่ง นอนล้วนมีระเบียบแบบแผน ไม่ว่ากิริยา
ยามยกตะเกียบขณะร่วมรับประทานอาหาร หรือ
ว่ายามพิงอยู่ในรถม้าเพื่องีบหลับก็ไม่เสีย
กระบวนแม้แต่น้อย ทุกสิ่งทำให้นางเห็นแล้วรู้สึก
เป็นทุกข์
ตอนนั้นนางรู้สึกว่าคนผู้นี้ดูยาจกทว่าสง่างาม
ผ่านไปอีกเนิ่นนานถึงจะเต็มใจยอมรับว่า
สาเหตุที่ทำให้นางทุกข์ เป็นเพราะถึงแม้นางจะ
ไม่เข้าใจ แต่ก็รับรู้ได้ว่าสิ่งใดคือความแตกต่าง
ระหว่างเมฆากับดินโคลน และความห่างชั้นนี้ก็
คือความต่างระหว่างตัวนางผู้ซึ่งเติบใหญ่ใน
ชนบทกับเมืองหลวงอันแสนเจริญรุ่งเรืองที่นาง
กำลังเดินทางไปถึงนั่นเอง
แต่มนุษย์เราก็มักไม่ยินดีจะยอมรับความจริง
แม้ว่าภายหลังจะได้เป็นฮองเฮา นางก็ยังไม่
ยินดีจะพบเห็นเซี่ยเวย นอกจากนี้นามของเซี่ย
เวยก็มักถูกเชื่อมโยงกับพิณ พานให้นางไม่ยินดี
จะเห็นพิณตามไปด้วย
ช่วงเวลาที่นางตื่นตระหนกมากที่สุด อยู่ใน
สภาพน่าอดสูที่สุดในชีวิตล้วนถูกคนผู้นี้พบเห็น
ทั้งสิ้น ขอเพียงเห็นคนผู้นี้ก็จะหวนนึกถึงเรื่องราว
ในอดีตพวกนั้น
และนี่คือสิ่งต้องห้ามสูงสุดของนางในชาติที่
แล้ว
ผู้ใดจะรู้บ้างว่าเซี่ยเวยในยามนั้นมองนางเช่น
ไร
ฮองเฮาองค์ปัจจุบัน กาลก่อนก็เป็นแค่เด็ก
สาวบ้านปั่าที่ต่อให้สวมเสื้อคลุมมังกรก็ไม่เหมือน
รัชทายาท
ขอเพียงนึกขึ้นมาได้ก็อับอาย ดังนั้นเจียง
เสวี่ยหนิงจึงถือว่าอดีตช่วงนี้ไม่เคยดำรงอยู่
เซี่ยเวยผู้ล่วงรู้จิตใจคนอย่างลึกซึ้งน่าจะรู้
ความคิดของนาง
ต่อให้มีสถานะสูงล้ำในราชสำนักและเข้าออก
วังหลวงอยู่เสมอ แต่เขาก็ปรากฏตัวเบื้องหน้า
นางน้อยครั้งนัก ทั้งยังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย
ส่วนเรื่องรอยแผลเป็นบนข้อมือ นางเชิญ
หมอหลวงมาเขียนเทียบยา ทายาด้วยความใส่ใจ
อยู่สองปี ก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
ยามนี้กลิ่นพิมเสนลอยอบอวลภายในร้าน
กลิ่นหอมลอยเอื่อยทอดยาวไกล ทำให้คน
จิตใจสงบ
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา หลุบตามอง ‘เจียว
อัน’ ที่ถูกส่งมาใส่มือตนคันนั้น พลันคิดขึ้นมาว่า
หากไม่ใช่เพื่อจางเจอ บางทีจวบจนนางสิ้นชีวิต
และถูกกลบฝังในดินก็คงไม่มีวันเอ่ยกับใครว่า
นางเคยมีบุญคุณปั้อนโลหิตให้เซี่ยเวย
เพียงแต่…
ในชาติก่อนหลังจากเกิดเหตุในวังหลวงแล้ว
เซี่ยเวยมือแปดเปือนโลหิต ไม่เคยแตะต้องพิณอีก
เลย
——————–
1. เปินซื่อจื่อ เป็นคำแทนตัวของซื่อจื่อ
2. อั้นโส่ว หมายถึง ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง
หรือสูงสุดในบรรดาบัณฑิตที่เข้าสอบในระดับ
ท้องถิ่น
3. เจี่ยหยวน หมายถึง ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่ง
หรืออันดับสูงสุดของการสอบระดับมณฑล
4. ฮุ่ยหยวน หมายถึง ผู้ที่สอบได้อันดับ
สูงสุดของการสอบระดับแคว้น จัดการสอบ
ในเมืองหลวง