คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 191 มุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็ง (1)
ต๋าต๋าอยู่ทางเหนือของดินแดนภาคกลาง
หลายสิบปีก่อนถูกกีบเหล็กของราชวงศ์ต้าเฉียน
โจมตีจนล่าถอย ทำให้ต้องถอนตัวจากทะเลทราย
ใต้ นับแต่นั้น หลายปีที่ผ่านมายอมจำนนต่อ
ดินแดนภาคกลาง มิได้รุกราน ชายแดนอีก แผ่น
ดินต๋าต๋าไพศาลรกร้าง ราษฎรดำรงชีพด้วยการ
ร่อนเร่ น้อยนักจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีเพียง
แม่น้ำเอ้อหลุนไหลผ่านอาณาเขต เนื่องด้วย
บริเวณนี้มีน้ำและหญ้าอุดมสมบูรณ์ ครั้นเดือนปี
ล่วงผ่านไปผู้คนก็รวมตัวกันจนเป็นชุมชน
เมืองหลวงต๋าต๋าสร้างบนบริเวณส่วนเว้า
ตอนกลางของแม่น้ำเอ้อหลุนนี้เอง
ตกกลางคืน ด้านในกระโจมประดับเชือกไหม
ถักห้าสีและจุดโคมไฟ มองจากไกล ๆ เหมือน
โคมประทีปใหญ่ยักษ์
ห่างออกไปเห็นหมู่เนินเขาขนาดเล็ก
ด้านบนของหนึ่งในเนินเขาที่หันไปทางใต้ ยัง
พอมองเห็นอาชาพันธุ์ดี ตัวสูงใหญ่ที่มีสตรีสวม
ชุดหู[1]ยืนนิ่งงันอยู่ด้านข้างได้อย่างเลือนราง
หญิงรับใช้เดินมาจากไกล ๆ ครั้นแลเห็นเงา
หลังบอบบางก็แทบหลั่งน้ำตาโดยพลัน
นางสงบอารมณ์อย่างยากลำบาก ประดับ
รอยยิ้มบนใบหน้าก้าว เข้าไปหา ตะโกนไป
ข้างหน้าอย่างร่าเริงสดใส “องค์หญิง ฟั้ามืดแล้ว
ลม ยามค่ำแรงขนาดนี้ พระองค์ระวังอย่าทรงตา
กลมจนเสียสุขภาพเชียวนะ เพคะ กลับเข้าด้าน
ในกระโจมกันเถอะเพคะ!”
เสิ่นจื่ออียืนนิ่งไม่ขยับ
นางทอดสายตามองไกลไปยังบ้านเกิดทาง
ตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งถูก ฝุั่นควันพร่ามัวและความ
มืดสีม่วงเข้มกลืนกิน ถามแค่ว่า “ยังไม่มีข่าว
คราวหรือ”
แดนเหนือเหน็บหนาว อากาศแห้ง พายุทราย
ยิ่งแรงนัก
ปราศจากสภาพแวดล้อมเหมาะแก่การ
ดำรงชีวิตเช่นดินแดน ภาคกลาง ร่องรอยความ
ลำบากทิ้งไว้บนแก้มซึ่งเคยบอบบางงดงามอย่าง
ยากจะหลีกเลี่ยง แม้ยังคงเพริศพรายไม่สร่าง
ทว่าปรางแก้มซึ่งเคย ค่อนข้างอวบอิ่มก็ซูบลงไม่
น้อยจนเกือบเหมือนติดกระดูก
แต่เทียบกับความเปลี่ยนแปลงทางรูปลักษณ์
แล้ว สิ่งชวนสะท้านขวัญที่สุดเกรงว่าคงเป็น
นัยน์ตาคู่นั้น
สีของท้องนภายามพลบค่ำอันหมองหม่นดุจ
หยดน้ำหมึกสะท้อนสู่ เบื้องลึกของนัยน์ตานาง
ท่าทีสดใสในวันวานเลือนหายเกือบหมดสิ้น
จากการเคี่ยวกรำของ ความทุกข์ทน ทว่าก็
เหมือนดั่งมีดซ่อนในฝัก มีปลายแหลมคมของการ
ข่มกลั้นอันไม่เคยปรากฏมาก่อน!
หญิงรับใช้ย่อมทราบดีว่าตลอดหลายปีมานี้
องค์หญิงต้องเผชิญสิ่งใดมาบ้าง
ยามแรกเข้าราชสำนักซยงหนู มีนางข้าหลวง
มาด้วยถึงยี่สิบกว่าคน
ทว่าไม่ถึงหนึ่งปีกลับเหลือเพียงสี่ เหล่าคนที่
ลาจากบ้างหนีไปด้วยทนความทุกข์ยากของ
ทะเลทรายเหนือไม่ไหว บ้างขอลาเพราะคิดถึง
บ้านเกิด ซึ่งอยู่ไกลออกไปเป็นหมื่นลี้ บ้างต้อง
เผชิญบทลงโทษด้วยการทรมานจากชนชั้นสูง
ของต๋าต๋าจนไม่อาจยืนหยัดไหว…
ดูภายนอกสูงศักดิ์หนักหนา เป็นถึงองค์หญิง
แห่งแคว้นผู้มาอภิเษก สมรสเชื่อมสัมพันธ์
ทว่าภายใต้มงกุฎราชนิกุลอันเลิศล้ำ กลับเป็น
พันธนาการอัน โหดเหี้ยม!
หากจะกล่าวว่าเป็นองค์หญิงของราชวงศ์
พระชายาแห่งต๋าต๋า มิสู้ กล่าวว่าเป็นนักโทษผู้ไม่
อาจตัดสินชีวิตตนคงจะถูกกว่า
สาวใช้ไม่อาจทำใจร้ายบอกกล่าวข่าว
ภายนอกที่ทราบมา เดินเข้าไป ดึงแขนเสื้อองค์
หญิงเบา ๆ “สารลับเพิ่งส่งไปไม่นาน แม้จะถึง
ด่านชายแดนแล้วคนเหล่านั้นก็คงมิกล้า
เคลื่อนไหวตามอำเภอใจ จำต้องส่งต่อไปยัง เมือง
หลวงเพื่อรายงานฝั่าบาทก่อนจึงจะตัดสินใจได้เพ
คะ พระองค์ทรงเป็นองค์หญิงแห่งต้าเฉียน เป็น
สายโลหิตราชนิกุล ฝั่าบาทและไทเฮาจะต้องมี
รับสั่งให้ส่งกำลังพลเข้าตีซยงหนูเพื่อช่วยพระองค์
ออกไปแน่นอนเพคะ!”
จะต้องช่วยข้าอย่างแน่นอนหรือ
สายตาที่ทอดไปไกลของเสิ่นจื่ออีเคลื่อนต่ำ
ปลายฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้ ร่วงโรยเปลี่ยนสี ผืน
หญ้าแห้งกว้างไกลจนสุดขอบฟั้า นางมองทุ่งหญ้า
ซึ่ง ถูกม้ากัดแทะใต้เท้า โน้มตัวเด็ดรากหญ้าเน่า
เปือยขึ้นมาจากดินสีดำเหลือง ทันใดนั้นก็คลี่ยิ้ม
ดอกโบตั๋นในวังหลวงมีคนคอยดูแลอย่าง
พิถีพิถัน ลมมิเคยได้ต้อง ฝนมิเคยได้อาบ
ทุ่งหญ้าแห่งทะเลทรายอุดรกลับหยั่งรากลึก
กลางดินแห้งแล้ง ละทิ้งสีสันงดงาม วางตนไว้ต่ำ
นัก เพียงปรารถนาเสี้ยวผืนดินให้เหลือที่สำหรับ
ดำรงชีวิตท่ามกลางการรุกรานของความแห้งและ
ความหนาวเหน็บ
ลมเหนือที่ไล้ผ่านทำให้นิ้วมือนางเย็นเป็น
น้ำแข็ง
นางมองรากหญ้า เปล่งเสียงถอนใจยาว “ข้า
เคยนึก หากแปลงกายเป็นต้นหญ้า ถึงอย่างไรสัก
วันฤดูใบไม้ผลิที่เฝั้าคอยก็ต้องมาถึง ทว่าฤดู ใบไม้
ร่วงนี้ก็ดี ฤดูหนาวก็ดี ต่างยาวนานเกินไป นาน
เกินไปทั้งสิ้น…”
ห่างไกลออกไป เสียงเปั่าแตรยามค่ำดังขึ้น
ข้างหมู่กระโจม
ท่ามกลางสายลมหอบพัดกลับฟังประหนึ่ง
เสียงครวญไห้ลากยาว ไม่มีผิด
เสี้ยวแสงอาทิตย์สุดท้ายบนลาดเขาค่อย ๆ
เลือนลับ ในที่สุดเงาร่าง ของเสิ่นจื่ออีจึงหลอม
เป็นเนื้อเดียวกับความมืดมนอนธการอันไร้
ขอบเขต จนไม่อาจแยกได้อีกต่อไป
*****
คืนก่อนจะออกเดินทาง เจียงเสวี่ยหนิงฝัน
ร้าย
ฝันเห็นตนเองยืนอยู่บนกำแพงเมืองหลวงสูง
ตระหง่าน ใบหน้าผู้คน รอบข้างล้วนพร่ามัวไม่
แจ่มชัด เสียงเองก็ดังสลับเบา อึกทึกยากจะ
แยกแยะ นางคล้ายพยายามจำแนกบางสิ่งจาก
กลางเสียงเหล่านั้น
นั่นคือเสียงร่ำไห้จากสุดปลายถนนสายยาว
ขบวนเกียรติยศขาวดุจหิมะจนดูราวกับแม่น้ำ
สายบางอย่างยิ่งค่อย ๆ เคลื่อนมาใกล้ โลงศพโอ่
อ่าทว่าเคร่งขรึมลอยบนแม่น้ำโดยไร้เสียง
นางอยู่บนกำแพงเมือง ทั้งที่ห่างกันไกลโพ้น
กลับมองเห็นกระจ่างชัด
ชั่วอึดใจที่มองเห็นเต็มตา จู่ ๆ กำแพงเมืองใต้
เท้าก็พังทลาย
นางร่วงตกจากที่สูง พลันตะโกนลั่นอย่างตื่น
ตระหนก “ไม่…”
นางผุดนั่งบนเตียงฉับพลัน เหงื่อเย็นอาบ
หน้าผาก ความรู้สึกแปลกประหลาดพร่ามัวในฝัน
ยังคงวนเวียนในกาย เจียงเสวี่ยหนิงนั่งด้านใน
ม่านเตียงอยู่นาน ก่อนจะลูบอกช้า ๆ ความ
หวาดกลัวยังไม่เลือนหาย
นางลุกขึ้นมาผลักเปิดหน้าต่าง มองออกไป
ด้านนอก
ท้องฟั้าแห่งเจียงหนานเพิ่งรุ่งสาง
โคมไฟหนึ่งแขวนตรงระเบียงทางเดินอย่าง
เดียวดาย
ร้านเสียไปั๋อยู่ในตรอกอูอี ละแวกนี้ปราศจาก
ร้านค้า เวลาเช่นนี้ไม่มี ทั้งชาวบ้านผู้ใช้แรงงานที่
มีชีวิตยากลำบากหรือคนเร่ขายของทำงานหาม
รุ่งหามค่ำ บรรยากาศเหลือแต่ความเงียบสงัด ตัด
ขาดจากโลกราวกับเกาะอันโดดเดี่ยว
วันนี้ต้องมุ่งหน้าสู่ด่านชายแดนแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าที่สุดแล้วฝันของตนจะ
ส่อเค้าลางถึงสิ่งใด ทั้งยัง ไม่ปรารถนาจะคาดเดา
ว่ามนุษย์แต่ละคนมีโชคชะตาของตนรออยู่
หรือไม่ นางทราบเพียงว่าหากต้องการ
เปลี่ยนแปลง นอกจากมุ่งตรงไปข้างหน้าแล้วก็ไม่
มีทางเลือกอื่นอีก
แม้ต้องเจรจาขอหนังจากเสือ หรือเป็นผีชาง
รับใช้เสือ[2]ก็ตาม!
ปลายยามเหม่า สาวใช้สองคนยกสัมภาระ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงออกจากร้านเสียไปั๋
รถม้าคันหนึ่งจอดอยู่นอกประตูตรงเวลา
ฟั้าใกล้รุ่งยังไม่สว่างเสียทีเดียว
ผู้ยืนข้างรถม้าไม่ใช่ทั้งเตาฉิน ไม่ใช่ทั้งเจี้ยนซู
กลับเป็นหลี่ว์เสี่ยนซึ่ง สวมชุดบัณฑิตตัวยาว
พ่อค้าใจคดจากเมืองหลวงผู้นี้ ครอบครอง
ความรู้และประสบการณ์อย่างที่คนรุ่นเดียวกัน
ยากจะเทียบหรือหวังเอื้อมถึง เอาแต่คิดคำนวณ
อย่างหน้าเลือดแต่บุคลิกภายนอกยังสุขุมสง่างาม
ทำให้ผู้ไม่รู้ถึงเบื้องลึกในหัวใจหลงชื่นชม ครั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาก็ชะงักฝีเท้า
เมื่อวานหลี่ว์เสี่ยนพบหน้านางคราหนึ่งนอก
ห้องเซี่ยเวยในเรือนพัก บัดนี้ประสานมือคำนับ
กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “คุณหนูรองหนิงเห็นข้าคนแซ่ห
ลี่ว์ ดูเหมือนจะไม่ยินดีสักเท่าใดนะ”
แท้จริงแล้วเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้มีอคติอะไรกับ
เขามากมาย ทว่า เมื่อวานสนทนากับเซี่ยเวยจน
อารมณ์ย่ำแย่เกินไป
——————–
1. ชุดรูปแบบชนเผ่าหู ประกอบด้วย เสื้อทรง
สั้นแนบลำตัว กางเกงขายาว และรองเท้า
หนัง
2. ผีชางรับใช้เสือ เป็นสำนวน หมายถึงช่วย
คนชั่วทำเรื่องไม่ดี มีที่มาจากเรื่องเล่า
เกี่ยวกับคนที่ถูกเสือกัดตาย แล้ววิญญาณ
กลับมาช่วยเสือทำร้ายคนอื่นต่อ
บทที่ 191 มุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็ง (2)
แต่ไหนแต่ไรมานางไม่ยินดีถูกผู้อื่นกดศีรษะ
ให้ทำงาน
บัญชีทั้งเล็กใหญ่แน่นอนว่าสะสางเรียบร้อย
จริงอยู่ที่นางหมายมาด จะทุ่มทรัพย์สินทั้งหมดที่
มีเพื่อช่วยองค์หญิง แต่ความมุ่งมั่นนั้นมิได้รวมถึง
การถูกข่มขู่ควบคุม ทว่าเซี่ยเวยกลับใช้องค์หญิง
ใหญ่มาบีบคั้นนาง
ดังนั้นยามนี้เมื่อได้เจอกุนซือสุนัขอันดับหนึ่ง
ของเซี่ยเวย จึงไม่ได้ สำราญใจนัก
ท่าทีนางไม่เป็นมิตรแต่อย่างใด เพียงคำนับ
ตอบแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เมื่อวานมอบหมายงาน
ให้ฟางอิ๋นและบอกให้นางรั้งอยู่เจียงหนานแล้ว
หากเถ้าแก่หลี่ว์มีงานจะมอบหมาย นางย่อมรับ
ฟังและปฏิบัติตาม กิจการ ข้ามีสารพัด แม้
สินทรัพย์จะไม่มากแต่เงินสดหลักแสนก็ควักให้ได้
เวลานี้ เถ้าแก่หลี่ว์ควรยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้นแต่ก็ยัง
มาด้วยตนเอง หรือว่ามีบัญชีใด ที่ไม่เห็นด้วยและ
ต้องการมามอบคำชี้แนะ”
หลี่ว์เสี่ยนส่ายศีรษะ “ไม่ใช่เรื่องนั้น”
พึงทราบว่าเรื่องที่เขาปรากฏตัวที่นี่เวลานี้ ถูก
ปิดเป็นความลับแม้แต่ กับเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้ว “อ้อ”
หลี่ว์เสี่ยนมองนางอย่างแฝงความนัย “ข้ามา
ที่นี่เพราะมีเรื่องจะ ฝากฝัง”
มีเรื่องหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วงุนงง
ทว่าวันนี้ต้องขึ้นเหนือแล้ว นางนัดพบกับเซี่ย
เวยนอกเมืองจินหลิง ยามเฉินสองเค่อจึงไม่เหลือ
เวลาให้เสียมากนัก
นางถาม “เรื่องยาวหรือเรื่องสั้น”
หลี่ว์เสี่ยนชะงัก “เล่าแล้วมันยาว”
เจียงเสวี่ยหนิงโบกมือ “ข้าต้องรีบไป เช่นนั้น
เชิญเถ้าแก่หลี่ว์ขึ้นรถ เดินทางไปเล่าไปเถิด”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
สายตาเบือนไปยังรถม้าคันนั้นแล้วหน้าแทบ
เขียว ราวกับสิ่งที่กำลัง มองไม่ใช่รถม้าโครงสร้าง
แข็งแรงห้องโดยสารกว้างขวาง ทว่ากำลังมองคุก
โทษตาย
เจียงเสวี่ยหนิงแปลกใจ “เถ้าแก่หลี่ว์ไม่ขึ้นมา
หรือ”
หลี่ว์เสี่ยนกดห้ามหนังตาที่กระตุกตุบ กัดฟัน
กรอด นึกในใจว่าตนก็ใช่จะดวงซวยจนถึงขั้นอีก
ประเดี๋ยวต้องถูกจับได้คาหนังคาเขาเสียหน่อย
พลันกลั้นใจหลับตาตามขึ้นรถม้า
คนทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน
เจียงเสวี่ยหนิงสั่งสารถีว่าไปนอกเมือง ก่อน
จะหันศีรษะมาถาม หลี่ว์เสี่ยน “เถ้าแก่หลี่ว์มี
เรื่องฝากฝังอันใด”
นิ้วหลี่ว์เสี่ยนวางบนเข่า มองพินิจเจียงเสวี่ย
หนิงขึ้น ๆ ลง ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ยว่า “หลายปีมานี้คุณหนู
รองหนิงค้าไหมขนส่ง เกลือ เดินทางไปทั่ว
แผ่นดิน ไม่ทราบเคยได้ยินที่แห่งหนึ่งนามว่า
‘อำเภอ อิ๋น’ หรือไม่”
เป็นดังหลี่ว์เสี่ยนกล่าว หลายปีมานี้เจียงเสวี่ย
หนิงเคยไปเยือน สถานที่มาไม่น้อย
แผนที่ดินแดนภาคกลางโดยภาพรวมล้วน
สลักในสมอง
นั่นเป็นสถานที่ไม่ใหญ่นักแห่งหนึ่งในเมืองห
นิงโป มณฑลเจ้อเจียง
นางขบคิดก่อนตอบ “เคยได้ยิน ทว่าไม่เคย
ไป”
หลี่ว์เสี่ยนปรากฏสีหน้าหวนรำลึก ยิ้มบาง ๆ
แล้วเล่าว่า “บอกเล่า ตามตรง คนแซ่หลี่ว์เคยไป
เยือนสถานที่แห่งนั้นสมัยวัยหนุ่มที่ท่องศึกษา ไป
ทั่ว ผู้คนวิสัยซื่อตรงเรียบง่าย เป็นหมู่บ้านชนบท
อันสงบสุข แต่หลายปีก่อนนายอำเภอผู้หนึ่งเข้า
รับตำแหน่ง หลายปีนั้นจัดเก็บภาษี มีกฎอันมิได้
ลงเป็นลายลักษณ์อักษรหนึ่งคือ ชาวบ้านทั่วไป
เวลาจ่ายภาษี ให้ใช้กระดาษขาวห่อเงินลงชื่อแล้ว
หย่อนลงในกล่อง ส่วนผู้ดีชนบทกับเศรษฐีเมื่อ
จ่าย ภาษีกลับให้ใช้กระดาษแดงห่อเงินลงชื่อ
แล้วค่อยใส่ลงกล่องเช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังถึงตรงนี้ก็มุ่นคิ้วหน่อย ๆ
แม้นางไม่รู้เหตุผลที่หลี่ว์เสี่ยนเล่าเรื่องเหล่านี้
ทว่าการใช้กระดาษ ต่างสีมาจำแนกภาษีระหว่าง
ชาวบ้านทั่วไปกับเศรษฐีและผู้ดี แค่คิดก็ทราบว่า
ฝังเจ้าหน้าที่มีลับลมคมใน
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนเล่าต่อก็ไม่ผิดคาด “ตราบใด
เป็นกระดาษแดงจ่ายภาษี เจ้าหน้าที่ก็จะดูแล
ตามกฎหมาย แต่หากพบกระดาษขาวจ่ายภาษี
เจ้า พนักงานในศาลาว่าการจะเรียกร้องเก็บเงิน
จากชาวบ้านเพิ่มจากระดับที่ ราชสำนักกำหนด
เรียกว่าค่าน้ำชาแก้เหนื่อยมอบแก่บรรดา
เจ้าหน้าที่ แรกเริ่มเพียงเพิ่มมาหนึ่งในสิบ ต่อมา
ต้องให้สองในสิบ”
เจี่ยงเสวี่ยหนิงกล่าว “ขุนนางสุนัขช่างใจถึง
นัก”
หลี่ว์เสี่ยนเผยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว สุนัขช่างใจ
กล้าบ้าบิ่น ดังนั้นยิ่งนานไปภาษีก็ยิ่งหนักข้อ
เหล่าชาวบ้านซึ่งไม่พอใจจนทนไม่ไหวจึงเริ่มก่อ
เหตุ รวบรวมคนยื่นคำร้อง บังเอิญมีผู้รู้หนังสือ
จำแนกอักษรเป็นเดินทางผ่าน ที่แห่งนี้พอดี เมื่อ
ได้ทราบว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไป
ตาม กฎหมาย จึงเขียนคำฟั้องแทนพวกเขา
เหล่าคนที่เกี่ยวข้องล้วนยกให้คนผู้นี้เป็นหัวหน้า
ออกจากชนบทเข้าเมืองไปขึ้นศาลาว่าการ
เรียกร้องให้ เจ้าหน้าที่รักษามาตรฐานอากรโดย
ยกเลิกการแยกกระดาษแดงกระดาษ ขาว”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “ขุนนางมีทหารอยู่ในมือ
เรื่องที่พวกชาวบ้านจะ ก่อความวุ่นวายน่ะทำง่าย
แต่ถ้าคิดจะให้บรรลุผลอาจไม่ง่ายดายปานนั้น
บัณฑิตผู้นี้เล่าเรียนมาจนรู้กฎหมายแท้ ๆ ยังจะ
เข้าไปยุ่งกับกงการของผู้อื่นอีก เกรงว่าจะหาเรื่อง
ใส่ตัวแล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนมองนางผาดหนึ่ง รอยยิ้มจางลง
บางส่วน
พูดแค่ว่า “ไม่ผิด ก็แค่กลุ่มชาวบ้านจากบ้าน
นอกที่เชิญคนให้เขียนคำฟั้องออกหนังสือ
ประณาม นายอำเภอจะเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา
ได้ อย่างไร ดังคำกล่าวว่าเชือดไก่ให้ลิงดู
นายอำเภอไม่ปล่อยให้อธิบาย กุมตัวคนผู้นี้เข้า
คุกทันที ตั้งข้อหา ‘รวมตัวก่อความไม่สงบ’
กฎหมายราชสำนัก น่ะ การรวมตัวก่อความไม่
สงบมีโทษหนัก เบาสุดยังต้องรับโทษตัดศีรษะ
ทันที”
คิ้วเจียงเสวี่ยหนิงขมวดเข้าหากัน
นางรับรู้ได้ว่าเรื่องที่หลี่ว์เสี่ยนเล่ามาเป็นแค่
เรื่องรอง เกรงว่าการ กล่าวถึงคนผู้นี้ต่างหาก
เรื่องหลัก
นางกลอกดวงตาขบคิด จากนั้นถึงถาม “หรือ
คนผู้นี้ที่พูดถึงคือเจ้า เอง”
หลี่ว์เสี่ยนส่ายศีรษะทันที “คนแซ่หลี่ว์เป็น
เพียงคนหยาบ มุ่งหาผลได้หลบเลี่ยงผลเสีย หาก
พบเจอเรื่องเช่นนี้คงเดินหลบแทบไม่ทัน จะเข้า
ไปย่ำน้ำขุ่นได้เช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ออกความเห็น “จากนั้น
เล่า”
หลี่ว์เสี่ยนกล่าว “ทั้งที่คนผู้นี้ร้องขอความ
เป็นธรรมเพื่อชาวบ้าน แต่ จู่ ๆ กลับถูกตัดสิน
โทษให้บั่นศีรษะทันที ผู้ใดบ้างในหมู่บ้านจะไม่
บังเกิด โทสะ ซ้ำยังเผชิญปีแล้ง ปัญหาภายใน
ภายนอกรุมเร้าประสบความ ลำบาก ด้วยโทสะที่
โหมกระพือก็ถึงกับรวบรวมผู้คนได้มากมาย พา
กันบุก ตัวเมืองไปปิดล้อมศาลาว่าการอำเภอ
อย่าว่าแต่เรื่องไปช่วยคนออกมาเลย ยังลากตัว
นายอำเภอออกมาจากศาลาว่าการมารุม
ประชาทัณฑ์อีกด้วย จากนั้นก็คุมตัวเขาไปนอก
ศาลเจ้าประจำเมืองเพื่อให้อับอายต่อหน้า
ธารกำนัล บังคับเขาให้เขียนประกาศว่าต่อจากนี้
จะรักษาภาษีอากรให้เสมอกัน สุดท้ายจึงใช้คบ
เพลิงเผาศาลาว่าการอำเภอ”
ดั่งคำกล่าวที่ว่า จริงอยู่ที่สภาพแวดล้อม
ย่ำแย่ก่อให้เกิดประชากร โฉดชั่ว วิถีชาวบ้าน
เรียบง่ายแต่ก็พากันลุกฮือได้เช่นกัน เจียงเสวี่ย
หนิง เอ่ยว่า “คราวนี้คงได้เจอเคราะห์ใหญ่
ทีเดียว”
หลี่ว์เสี่ยนถอนใจแผ่วเบา “ผู้ใดว่าไม่ใช่เล่า
แต่ละเรื่องแต่ละความ ล้วนมีโทษตัดศีรษะแขวน
ประจานทั้งสิ้น ยิ่งโทษเผาศาลาว่าการอำเภอยิ่ง
เทียบเท่าวางแผนก่อกบฏ ในเมื่อนายอำเภอทำ
ขนาดนี้ แน่นอนว่าให้ดำรงตำแหน่งต่อไปไม่ได้อีก
ทางหน่วยผู้ดูแลท้องถิ่นส่งนายอำเภอคนใหม่มา
อย่างรวดเร็ว นามว่าโจวกว่างชิง คุณหนูรองหนิง
เคยไปหนิงโป คงทราบ กระมังว่าบัดนี้เขามี
ตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมือง มีฝีมือไม่น้อยเลย
ทีเดียว”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกสงสัย “เขาจัดการอย่างไร”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “เมื่อโจวกว่างชิงเข้ารับ
ตำแหน่ง ก่อนอื่นก็เรียก ชาวบ้านที่ก่อความ
วุ่นวายมาหาแล้วถามทีละคนว่า คิดก่อกบฏ
หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันหนาวเยือกในส่วนลึกของ
หัวใจ
หลี่ว์เสี่ยนเยาะหยัน “บรรดาชาวบ้านก่อเรื่อง
ด้วยไฟโทสะที่พุ่งขึ้น ศีรษะ กระทั่งใจเย็นลงถึง
เพิ่งนึกได้ว่าโทษเผาศาลาว่าการอำเภอมีความผิด
ฐานคิดก่อกบฏ ไหนเลยจะกล้ายอมรับ เดิมที
พวกเขาแค่ต้องการลดอากร ให้เสมอกัน ครั้นอยู่
ต่อหน้าโจวกว่างชิงย่อมปฏิเสธท่าเดียว โจวกว่าง
ชิง ซักถามจนรู้ต้นสายปลายเหตุกระจ่างแล้วก็
ตะคอกถามหน้าถมึงทึงว่า ศาลาว่าการก็เผาไป
แล้ว ยังเรียกไม่คิดก่อกบฏอีกหรือ ชาวบ้านไม่ได้
มีประสบการณ์มาก ความรู้ก็ไม่ได้กว้างขวาง เกิด
หวั่นวิตกจนพากันถาม โจวกว่างชิงว่าควรทำเช่น
ไรจึงจะเหมาะสม”
ชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย การเผาศาลาว่าการถือ
เป็นความบ้าบิ่นชั่ววูบ เผชิญสถานการณ์ที่มีดาบ
พาดคอเช่นนี้ ผู้ใดจะมิหวั่นเกรงกลัวตายบ้างเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงเดาผลลัพธ์ได้
นางเอ่ย “ทั้งปลอบทั้งขู่ ไม่ต้องเปลืองแรงก็
สงบเรื่องได้แล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนแค่นหัวเราะ “แค่เท่านี้เสียที่ไหน!
โจวกว่างชิงรับราชการ มาหลายปี ทราบดีว่าเป็น
ขุนนางต้องปกครองประชาชน ทว่าภาษีมาจาก
ราษฎร หากสืบสาวความผิดคนมากมายขนาดนี้
ก็เกรงว่าแรงกดดันของ ทางการจะจุดชนวนให้
ประชาชนแข็งข้อ เขาจึงแนะนำคนทั้งหลายว่า
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตเพียงนี้แล้ว ทางราช
สำนักย่อมต้องส่งผู้แทน พระองค์มาตรวจสอบ
หากพวกเจ้ากลัว มิสู้ชิงล้างความผิดเสียก่อน
ดีกว่า จงเขียนคำร้องไปยังศาลาว่าการอำเภอ
ประกาศว่าพวกเจ้ามิได้เข้าเมืองมาก่อเหตุวุ่นวาย
เขายังกล่าวอีกว่าจะปรับระดับอากรให้ทันที
ขอให้พวกเขา ส่งมอบอากรของปีนี้โดยไวที่สุด
เพื่อเป็นที่ประจักษ์ว่าหาได้มีใจคิดกบฏ ไม่ ด้วย
เหตุนี้เอง เมื่อข้าหลวงและทหารผู้แทนพระองค์
มาตรวจก็เข้าทาง จับโจรเอาหัวโจก จับได้แค่
หัวหน้าผู้นั้นโดยมาไม่ถึงพวกที่เหลือ”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เว้นช่วงไป
เจียงเสวี่ยหนิงนับถือเป็นที่สุด “แยกกลุ่มเพื่อ
สงบเรื่อง อีกทั้งยังทอนกำลังและข่มขู่ เสียดาย
แต่คนที่ยุ่งเรื่องชาวบ้านผู้นี้คงต้องรับเคราะห์”
หลี่ว์เสี่ยนฟังเสียงล้อรถบดพื้น รวมถึงเสียงที่
เริ่มคึกคักของย่านการค้าที่เคลื่อนผ่าน คลี่ยิ้มบาง
“ไม่ถึงเจ็ดวันคำร้องลบล้างความเกี่ยวพันหลาย
ร้อยฉบับก็ส่งถึงโต๊ะโจวกว่างชิง อธิบายว่าตนมิได้
ก่อความวุ่นวาย พร้อม น้อมรับงานที่ได้รับ
มอบหมายและปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการจ่าย
ภาษี เช่นปกติ ขีดเส้นแบ่งเขตระหว่างตนกับ
‘หัวโจก’ ผู้นั้นอย่างชัดเจน คน ผู้นี้เมื่อถูกช่วย
ออกมาก็ไม่มีใครรู้เบาะแสอีก ทางราชการจึงติด
ประกาศ ออกหมายจับ เสนอรางวัลสามร้อย
ตำลึงโดยไม่อนุญาตให้ใครให้ที่หลบซ่อน ทั้งยัง
เรียกชุมนุมชาวบ้านให้มารายงานเบาะแสของเขา
ต่อราชการ”
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบไป
จู่ ๆ พลันรู้สึกโศกเศร้าอยู่บ้าง “ชาวบ้านหา
เลี้ยงปากท้องครอบครัว เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็น
ตายผู้ใดเล่าจะไม่หดถอย นี่เป็นเพียงธรรมชาติ
ของมนุษย์ แต่อย่างไรเสียคนผู้นี้ก็เคยช่วยเหลือ
พวกเขา คงไม่ถึงขั้นรายงานต่อเจ้าหน้าที่หรอก
นะ”
หลี่ว์เสี่ยนหัวเราะลั่น “คุณหนูรองหนิงก็พูด
มาแล้วนี่ว่าสิ่งนี้เป็น ธรรมชาติของมนุษย์ ครั้นมี
เงินทองกองตรงหน้าจิตใจคนย่อมสั่นคลอน อีก
ทั้งเมื่อจับตัวไม่ได้หนึ่งวัน เรื่องก็จะจบไม่ได้ไปอีก
วัน แล้วทราบได้ อย่างไรว่าจะไม่โยนโทษกลับมา
ยังชาวบ้านอีกหน ด้วยเหตุนี้ไม่ถึงสามวัน ก็มีคน
รายงานเจ้าหน้าที่”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกล่าวคำใดไม่ออก
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ยตามสบาย “ทว่าท้ายที่สุดคนผู้
นี้ก็ไม่ได้ถูกทางราชการ ส่งเจ้าหน้าที่ไปจับมา
เขาเข้ามอบตัวด้วยตนเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึง
เรื่องนี้เหนือความคาดหมายยิ่งนัก “เป็นไป
ได้อย่างไร”
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ย “ยามนั้นข้าก็คิดเช่นนี้ จะ
เป็นไปได้อย่างไร”
บ่ายวันนั้นสายลมอ่อนโชยและแสงอาทิตย์
เจิดจ้า
ภายในตัวเมืองอำเภอทุกอย่างยังคงเป็นเช่น
ปกติ พลุกพล่านเอะอะ
หลี่ว์เสี่ยนอยู่ในโรงเตี๊ยม กำลังครุ่นคิดเรื่อง
การเกลาบทกลอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเจ้าพนักงานของ
ศาลาว่าการวิ่งผ่านถนนใหญ่พลางร้องตะโกน
กล่าวว่าหัวโจกผู้รวมคนก่อการประท้วงจะไป
มอบตัวด้วยตนเอง บัดนี้มุ่งสู่ศาลาว่าการอำเภอ
แล้ว
ตลอดท้องถนนว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่ง
ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวพากันมุ่งหน้าไป
ตรงประตูศาลาว่าการอำเภอซึ่งสร้างใหม่มี
ศีรษะคนผลุบโผล่ ผู้ชม อัดแน่นราวกับกำแพง
โจวกว่างชิงนั่งอยู่บนแท่นผู้ว่าการซึ่งอยู่เบื้อง
สูง
หลี่ว์เสี่ยนเบียดอยู่กลางฝูงชน ทว่ามองระดับ
ล่างของห้องโถง
แต่ไหนแต่ไรมาเขายึดคติเรื่องใดไม่เกี่ยวกับ
ตนก็จงเมินเฉย คิดแต่ว่า คนผู้นี้เข้าไปพัวพันจน
พาตัวเองลงไปจุ่มโคลนจนชุ่มโชกก็นับว่าโง่เขลา
พอแล้ว บัดนี้ยังมามอบตัวด้วยตนเองอีก ไม่
ทราบเป็นหนอนหนังสือหรือ คนสมองทึบแบบใด
กันแน่
กระทั่งได้ยลเต็มตา กลับต้องอึ้งงัน
คนผู้นั้นยืนอยู่เบื้องล่างแท่นผู้ว่าการ สวมชุด
นักพรตขาวประหนึ่ง หิมะ รูปร่างสูงโปร่งสะดุด
ตา ดูสงบลุ่มลึกดุจบ่อน้ำ ตั้งตระหง่านดั่งภูผาสูง
รูปโฉมหล่อเหลางามสง่า
ไหนเลยจะมีท่าทางอย่างผู้ร้ายหัวรุนแรงแม้
ครึ่งส่วน
มีเพียงความเป็นตัวเองอันไม่นำพาครึ่งหนึ่ง
และความสงบอันไม่ สะทกสะท้านครึ่งหนึ่ง ต่อ
ให้ยืนอยู่กลางศาลาว่าการซึ่งกำลังจะนำภัยมาสู่
ตน ทั้งยังถูกสายตาผู้คนจับจ้อง ก็ยังปราศจาก
ความร้อนรนไม่เป็นสุข
ผิดกับชาวบ้านรอบด้าน แต่ละคนรีบหลบ
สายตาสีหน้าละอาย
วันนั้นโจวกว่างชิงขึ้นว่าความด้วยตนเอง
หลี่ว์เสี่ยนคิดว่าโจวกว่างชิงคงไม่ต่างจากตน
จำเหตุการณ์วันนั้นได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
“สิ่งที่ตนกระทำลงไป คนผู้นี้ล้วนยอมรับทุกสิ่ง
โจวกว่างชิงแม้จะออกแผนสร้างความบาดหมาง
ทางใจให้คนแตกหักกัน แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าคน
ผู้นี้จะมามอบตัว เวลานั้นคงรู้สึกว่า อันชายชาตรี
สมควรเป็นเช่นนี้ จึงออกวาจายกย่องยกใหญ่ว่า
เขากระทำสิ่งใดก็รับผิดชอบสิ่งนั้น ส่วนตัวเขา
กลับมองบรรดาชาวบ้านอยู่นาน แต่ละคนไม่กล้า
สบตา ตรง ๆ พากันก้มหน้าหลบ คนผู้นี้นิ่งสงบ
จนดูอารมณ์ไม่ออก จากนั้นจึง กล่าวประโยค
หนึ่ง”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังจนตกในภวังค์ ถามโดยไม่
รู้ตัวว่า “กล่าวสิ่งใด”
ลมพัดม่านรถเลิกขึ้น คนสัญจรเดินกัน
ขวักไขว่
สายตาหลี่ว์เสี่ยนทอดมองนอกหน้าต่าง เมื่อ
หวนนึกถึงเรื่องดังกล่าว ก็รู้สึกเหมือนตกอยู่ใน
ห้วงฝัน เอ่ยปากตอบ “เขากล่าวว่า พอใต้หล้า
สงบ แล้ว ข้าจึงย่อมถูกต้มเสีย!”
พอใต้หล้าสงบแล้ว ข้าจึงย่อมถูกต้มเสีย!
ในบันทึกประวัติศาสตร์ ครั้นถึงคราว
เข้าตาจนหานซิ่น[1]เคยกล่าวไว้ว่า ‘กระต่ายเจ้า
เล่ห์ตาย จึงต้มสุนัขล่าเนื้อ วิหคหมดฟั้า จึงเก็บ
ธนูดี รัฐศัตรู ล้มพ่าย ขุนนางผู้ออกอุบายย่อม
สิ้นบุญ’
ดั่งคำกล่าวที่ว่าใต้หล้านี้คนมุ่งมาเพราะ
ผลประโยชน์และแยกย้าย เพราะผลประโยชน์
เช่นกัน ใจหมู่ชนจะอุ้มชูหรือต่อต้าน แปรเปลี่ยน
เพียง ชั่วลมหายใจ
เจียงเสวี่ยหนิงจมอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่ได้
กล่าวคำ
หลี่ว์เสี่ยนถาม “คุณหนูรองหนิงเห็นว่าคนผู้นี้
เป็นเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงเพ่งมองเขาครู่ใหญ่จึงค่อยเอ่ย
“เถ้าแก่หลี่ว์มาครานี้ กล่าวเองว่ามีธุระ ซ้ำยัง
เป็นผู้มีอุดมการณ์สูงส่งมากความรู้ความสามารถ
ใต้หล้ามีผู้ที่เจ้ายกให้สถานะสูงกว่าไม่มาก ข้าไม่
เคยทราบเลยว่าที่แท้ เซี่ยเซียนเซิงก็มีอดีตเช่นนี้”
นางเดาออกแล้วดังคาด
หลี่ว์เสี่ยนหลุดเสียงทอดถอนใจอย่างห้ามไม่
อยู่
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเฉยชายิ่ง “เพียงแต่เรื่องนี้
เกี่ยวข้องกับข้าเช่นไร”
หลี่ว์เสี่ยนจ้องนางนิ่ง ๆ หวนนึกถึง
ภาพลักษณ์ผิดปกติสุดขีดช่วง สองปีมานี้ของเซี่ย
เวย เขาเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยว่า “กาลก่อนคน
แซ่หลี่ว์เคยสอบขุนนางผ่านจนได้เป็นจิ้นซื่อ แต่
กลับยินยอมอุทิศตนเป็นลูกน้อง ของเซี่ยจวีอัน
คุณหนูทราบเหตุผลหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “แม้เขาจะไม่มีทางชนะ
ได้ตลอด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันพ่ายแพ้ มิใช่
เพราะเหตุผลนี้หรอกหรือ”
หลี่ว์เสี่ยนอึ้งงันเป็นอันดับแรก ต่อมาถึงหลุด
หัวเราะ “ที่ว่ามาก็ ไม่ผิด”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะหยันเบา ๆ
หลี่ว์เสี่ยนกลับกล่าวต่อ “ทว่าไม่ใช่เท่านั้น
หรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “หรือเคารพนับถือ
ลักษณะนิสัยเขาด้วย”
หลี่ว์เสี่ยนเงียบไปชั่วครู่ แล้วกล่าวเนิบ ๆ
“กล่าวไปเกรงว่าท่านคง ไม่เชื่อ ที่ข้าอุทิศชีวิต
เช่นนี้มิใช่แค่เพราะนับถือความแข็งแกร่งของเขา
แต่คล้ายระหว่างทางพบคนจมน้ำจึงคิดจะช่วย
ฉุดขึ้นมามากกว่า”
คนจมน้ำ ช่วยฉุดขึ้นมาหรือ
คนแซ่เซี่ยเล่ห์เหลี่ยมโหดเหี้ยมเพียงใด ไหน
เลยจะต้องการให้คน รอบข้างมาคอยสงสาร
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าสมองหลี่ว์เสี่ยนต้องมี
ปัญหา
หลี่ว์เสี่ยนกล่าว “ที่ผู้น้อยมา เพียงเพราะรู้สึก
ว่าฟั้าดินก็เหมือนเตา เรื่องโลกีย์ก็ไม่ต่างจากแดน
ชำระบาป เซี่ยจวีอันดิ้นรนอยู่ในนั้น เป็นแค่คน
น่าสงสารผู้หนึ่ง การเดินทางไกลสู่ด่านชายแดนนี้
เดาเหตุไม่คาดฝันได้ยาก หากบังเกิดอุบัติเหตุใด
ขึ้นจริง เตาฉินเจี้ยนซูแม้จะอยู่ด้วย แต่คนแซ่หลี่ว์
กลับรู้ว่าอาจช่วยไม่ได้เสมอไป ด้วยเหตุนี้จึงตั้งใจ
มาวอนขอคุณหนูรองหนิงจากใจจริง ให้มีใจ
เมตตาแห่งพระโพธิสัตว์ ช่วยฉุดเขาขึ้นมาเถิด”
เดิมทีนี่เป็นเพียงคำฝากฝังทั่วไป ทว่าฟังแล้ว
รู้สึกหนักอึ้งไม่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจนัยแฝง “จะเกิดเหตุ
ไม่คาดฝันกระไรได้”
หลี่ว์เสี่ยนก็หวังให้ร่องรอยเงื่อนงำตลอดสอง
ปีที่ผ่านมานี้ตนตื่นตูม ไปเอง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่
เหมาะจะอธิบายเจียงเสวี่ยหนิง จึงกล่าวแค่ “ขอ
ให้คนแซ่หลี่ว์คิดมากไปเองแล้วกัน”
กล่าวจบกลับได้ยินคนขับรถม้าด้านนอก
ตะโกน “ถึงประตูเมืองแล้วขอรับ”
เขาสะดุ้งเฮือก อีกนิดก็หวิดจะกระโดดผลุง
ชนเพดานห้องโดยสาร กระทืบเท้าพูดอย่างนึก
เสียใจนัก “แย่แล้ว แย่แล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงมึนงงเต็มที “สิ่งใดแย่หรือ”
หลี่ว์เสี่ยนไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เลิกม่านรถตั้ง
ท่าจะมุดออกไป
ทว่าเวลานี้รถม้าหยุดแล้ว
ประตูเมืองจินหลิงอยู่ตรงหน้านี้เอง
รถม้าของเซี่ยเวยคอยอย่างเงียบเชียบอยู่ข้าง
กำแพงเมือง
เขาสวมชุดนักพรตสีเขียวเข้มยืนอยู่ข้างรถ
จับจ้องหลี่ว์เสี่ยนที่มุด ออกมาจากรถม้าของเจียง
เสวี่ยหนิง รูม่านตาหดลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบ
มองเจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่ในรถ บนใบหน้าซึ่งแต่
เดิมไร้อารมณ์ใดเผยรอยยิ้มบาง กล่าวเรียบ ๆ
กับหลี่ว์เสี่ยน “ดูเหมือนเจ้าจะว่างมากนะ”
หลี่ว์เสี่ยนขนลุกชัน!
ตัวลงจากรถม้า ปากเอ่ยทันควันจนแทบจะ
เป็นปฏิกิริยาตอบโต้โดย ไม่รู้สึกตัว “คุณหนู
รองหนิงเชิญข้าขึ้นรถม้าเองหรอก!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ไม่สิ ถึงข้าจะเชิญเจ้าขึ้นรถเอง แต่เรื่องนี้
สำคัญด้วยหรือ
นางยังคิดตามไม่ทัน ขณะกำลังตั้งใจจะกล่าว
ว่า ‘เป็นเช่นนั้น’ ก็พลันหันไปสบตาเซี่ยเวยเข้า
พอดี
ไม่รู้ด้วยเหตุใด ทั่วสรรพางค์กายจึงสั่น
สะท้าน
ชั่วพริบตานั้น ด้วยสัญชาตญาณที่มีต่อ
อันตรายก็ทำให้นางปฏิเสธ แล้วโยนความผิดตาม
จิตใต้สำนึก “ไม่ใช่นะเจ้าคะ เถ้าแก่หลี่ว์ต่างหาก
กล่าวว่ามีเรื่องต้องพบข้า!”
หลี่ว์เสี่ยน “?????”
ถึงกับไม่กล้าเชื่อหูเลยว่าเพิ่งได้ยินสิ่งใด!
พริบตานั้นเขาหันไปจ้องเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
เดือดดาล…
ไฉนมาโยนภาระกันอย่างขอไปทีแบบนี้เล่า
คดีนี้มีคนตายได้เชียวนะเข้าใจหรือไม่!
ทว่าเวลานี้สายตาของเซี่ยเวยก็เคลื่อนกลับมา
จับอยู่ที่เขาเรียบร้อย “หลี่ว์เสี่ยน?”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เจ้าไม่ได้เป็นอะไรกับคุณหนูเขาสักหน่อย ยัง
จะมาทำตัวหึงหวงอยู่ได้ เลิกเรียกข้าเสียทีเถอะ
ขืนยังเรียกอีกข้าจะตายมันตรงนี้ให้เจ้าดู!
——————–
1. หานซิ่น หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อฮั่นสิน
เป็นแม่ทัพผู้ทำงานรับใช้หลิวปัง มีส่วน
สำคัญในการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นและได้รับ
การยกย่องเป็นหนึ่งในสามวีรบุรุษต้นยุคฮั่น