คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 192 ออกไปเสีย (1)
ดังคำกล่าวที่ว่าผู้ยอมถูกมีดแทงซี่โครงทั้งสอง
ฝังเพื่อมิตรสหาย บ่อยครั้งยังต้องถูกมิตรสหาย
กับคนในดวงใจมิตรสหายแทงอีกสองหนด้วย
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกว่าชีวิตน้อย ๆ ของตนจบสิ้นแล้ว
เขาอัดอั้นตันใจ ทั้งยังไม่กล้าโยนความซวย
กลับคืน
ล้อเล่นหรืออย่างไร คนแซ่เซี่ยเข้าข้างอีกฝั่าย
สุดโต่งปานนั้น แล้วจะ ยังเชื่อเขาลงหรือ หากเขา
กล้าว่าเจียงเสวี่ยหนิงสักประโยค มีแต่สวรรค์
เท่านั้นที่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา
หลี่ว์เสี่ยนเค้นสมองจะหาข้ออ้างเหมาะ ๆ ให้
ตัวเอง
ใครเล่าจะคาดว่าเซี่ยเวยกลับดูไม่มีความ
ผิดปกติอันใด คลี่ยิ้มบางดุจฝุั่นลอยล่องเอ่ยต่อไป
ว่า “เมื่อไม่ได้ว่าง เช่นนั้นยังไม่รีบกลับไปทำงาน
อีกหรือ”
หลี่ว์เสี่ยนตะลึงงัน “เอ๋”
เซี่ยเวยกลับมองเขาอีกด้วยซ้ำ เปลี่ยนทิศ
ทางเดินมุ่งหน้าไปทางเจียง เสวี่ยหนิงและกล่าว
ต่อ “การเดินทางนี้ที่ข้าหวนกลับมาจินหลิงเป็น
การ กลับบ้านเกิดบูชาบรรพบุรุษ ที่ร่วมทางกับ
เจ้า ฉากหน้าอธิบายเพียงบังเอิญพบกันด้วย
โชคชะตา ข้ากับใต้เท้ารองเสนาบดีเจียงเป็น
สหายเก่าก่อน ข้าจึงถือโอกาสพาเจ้าติดตามมา
ด้วย การเดินทางจากนี้จึงจะไม่ได้วิ่งตรงสู่ด่าน
ชายแดน แต่ไปตามเส้นทางกลับเมืองหลวงก่อน
เวลาใดควรเปลี่ยน เส้นทางไปสู่ตะวันตกไว้ค่อยดู
ระหว่างทาง”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งไปชั่วอึดใจ เพิ่งจะเข้าใจ
ความหมายของเขา
ก่อนหน้านี้นางยังสงสัยอยู่เลยว่าขุนนางคน
สนิทของโอรสสวรรค์อย่างเซี่ยเวย จู่ ๆ วันหนึ่ง
ออกจากเมืองหลวงมา ไม่รู้มีสายตาจับจ้องมาก
ขนาดไหน หากปราศจากเหตุผลอันเหมาะสมก็
เกรงว่าจะไม่เป็นการดี นาง หลงลืมไปเลยว่าฉาก
หน้าของคนผู้นี้คือลูกหลานตระกูลเซี่ยแห่งจินห
ลิง การเดินทางกลับมายังจินหลิงเพื่อเซ่นไหว้
บรรพบุรุษเป็นข้ออ้างที่เพียงพอเสียยิ่งกว่าอะไร
การที่เขาร่วมเดินทางไปพร้อมนางจึงพลันมี
คำอธิบาย
อย่างไรเสียนางก็จากเมืองหลวงมาสองปีแล้ว
หากจะบอกว่าเจียง ปั๋อโหยวคิดรับตัวกลับไปก็
นับว่าฟังขึ้น
ถึงอย่างไรคนผู้นี้ ไม่ว่าเวลาใดก็มักไตร่ตรองถี่
ถ้วน…
ใช้นางมาเป็นเกราะกันภัยนี่เอง เจียงเสวี่ย
หนิงพึมพำในใจ แต่ เปลือกนอกตอบรับว่องไว
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ออกเดินทาง
เถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ลงจากรถตั้งแต่ต้น เวลานี้
จึงขานรับอีกหน เตรียมมุดกลับเข้าไป
ทว่าก่อนจะหมุนกาย นางเหลือบมองหลี่ว์
เสี่ยนอย่างอดไม่อยู่
จริง ๆ เลย เห็นท่าทางประดุจเจอศัตรูใหญ่
ของคนผู้นี้เมื่อครู่ ทำเอา นึกว่าพวกตนเผลอ
ละเมิดข้อห้ามใดของเซี่ยเวยโดยไม่ได้ตั้งใจจนจะ
บังเกิดเรื่องใหญ่เสียแล้ว พลอยให้นางประหม่า
ตามไปด้วยเลย
ผลสรุปคือไม่เห็นจะมีอะไร
สมองของคนผู้นี้ไม่มีปัญหาแน่นะ
สายตาเพียงแวบเดียวแม้จะเรียบง่ายและ
แสนสั้น ทว่าหลี่ว์เสี่ยนหัวไวตั้งเท่าใด หลังจาก
ชะงักไปก็พลันเข้าใจ ลิ้มรสได้ถึงความกังขาและ
ความดูแคลน ชั่วขณะนั้นรู้สึกขื่นขมทว่าพูดไม่
ออกโดยแท้ ได้แต่มองฉุน ๆ โดย ทำสิ่งใดไม่ได้
ไม่รู้เซี่ยเวยรู้สึกว่าภาพเหตุการณ์นี้สนุกดีหรือ
เปล่าจึงหัวเราะ
หลี่ว์เสี่ยนยิ่งคับอกคับใจเหลือแสน
เตาฉินเจี้ยนซูล้วนอยู่ด้วย คนหนึ่งขับรถ คน
หนึ่งขี่ม้า
คนติดตามยังมีผู้คุ้มกันสวมชุดคล่องตัวอีกสิบ
กว่าราย ล้วนเคยพบเห็นขณะอยู่ที่หอกวนหลาน
คราวก่อน แต่ละคนเป็นยอดฝีมือ ต่างติดตามอยู่
ข้างรถม้าทั้งสองคัน
เวลานี้ฟั้าเพิ่งเริ่มสว่าง ประตูเมืองคลุมด้วย
ชั้นหมอกบาง
เซี่ยเวยเองก็ขึ้นรถ
ขบวนเดินทางอันยิ่งใหญ่เดินทางออกจาก
เมืองไปเช่นนี้เอง
เหมือนดังคำของเซี่ยเวย หากภาพที่พวกตน
มุ่งตรงไปยังด่านชายแดนตะวันตกเข้าสู่สายตาผู้
ที่พอรู้ความ ก็ย่อมยากจะไม่หลุดเผยพิรุธจนอาจ
ไปขัดขวางการใหญ่ การเดินทางนี้จึงไม่ได้มุ่งไป
ยังเมืองฉูโจวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทว่าไป
ตามถนนหลวงสู่หยางโจว
เมื่อคืนวานเจียงเสวี่ยหนิงหลับไม่สนิท นาง
ได้นอนชดเชยบนรถม้า พอดี
สองปีมานี้ออกเดินทางไม่น้อย ตู้รถจึงจัดแจง
จนอยู่สบาย ไม่ได้รู้สึก ไม่คุ้นต่อแรงกระแทก
เพียงแต่ตื่นมาอีกทีก็เบื่อหน่าย
แรก ๆ ยังเลิกม่านรถมองด้านนอก ทว่า
ทิวทัศน์เจียงหนานก็มีอยู่ เท่านี้ ฟั้าจะมีต้นไม้
งอกออกมาหรือก็ไม่ พื้นจะมีเมฆลอยอยู่หรือก็
เปล่า ครั้นมองเยอะเข้าก็พานรู้สึกว่าไม่เห็นมีสิ่ง
ใดแปลกใหม่
ตลอดทางนอกจากเร่งเดินทางแล้ว ก็มีแต่ให้
ม้าหยุดพักเท้า
ส่วนผู้คน เวลามากกว่าครึ่งใช้บนรถ
นางทำได้แค่อ่านตำรา
อย่างไรเสียก็คาดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหนทาง
ยาวไกล เลยพกหนังสือ อ่านเล่นจำนวนหนึ่งมา
อ่านระหว่างทาง
ทว่าการอ่านหนังสือบนรถม้าใช้สายตาหนัก
เกินทน อีกทั้งหนังสือ อ่านเล่นก็ใช่ว่าอ่านได้ไม่มี
เบื่อ เพิ่งผ่านไปหกเจ็ดวันก็ถูกนางพลิกเปิดเกือบ
หมด
“เฮ้อ เบื่อจริง…”
เจียงเสวี่ยหนิงนอนแผ่หลาในตู้รถ นางปา
หนังสือเล่มสุดท้ายใส่มุม จ้องลายเนื้อไม้บน
เพดานแล้วเปล่งเสียงถอนใจยาว
ครั้นเลิกม่านรถมอง เบื้องนอกคือหญ้าเหี่ยว
แห้งสุดสายตา
พวกนางเคลื่อนขบวนขึ้นเหนือมากว่าพันลี้
แล้ว ทัศนียภาพแห่ง เจียงหนานค่อย ๆ ผันแปร
อากาศหนาวกว่าเดิมทุกขณะ ใบไม้สีแดงบนเขา
ห่างไกลล้วนมีน้ำค้างแข็งหนาวเหน็บจับตัวเป็น
ชั้นบาง ๆ
รถม้าของเซี่ยเวยอยู่ด้านหน้าห่างไปไม่ไกล
ตลอดทางที่ผ่านมานอกจากหยุดรถเพื่อพัก
เหนื่อยกินอาหารที่สถานีพักม้าหรือโรงเตี๊ยม
พวกนางก็อยู่บนรถตนเองกันแทบตลอด ยากนัก
จะได้พบหน้า ประดุจไม่รู้จักกันก็ไม่ปาน กระทั่ง
ว่าแทบไม่ได้สนทนากันเลย ด้วยซ้ำ
ยามว่างงานเอามาก ๆ บางครั้งเจียงเสวี่ย
หนิงจะนึกถึงคนผู้นี้ ขบคิดคำถามที่เกี่ยวโยงกับ
เขา
อาทิ นางทราบจริงหรือว่าเซี่ยจวีอันเป็นคน
เช่นใด
คนผู้นี้ดุจดั่งหมอกหนาบนขุนเขาอย่างไม่ต้อง
สงสัย
ยากจะคาดเดา ไม่อาจประเมิน
เขาประพฤติตนรู้กาลเทศะ น้อยครั้งนักจะ
ขาดความเคารพต่อผู้ใด มีความสูงศักดิ์ประดับ
ร่างราวกับเป็นสิ่งติดตัวมาแต่กำเนิด ต่อให้ทราบ
ว่าชาติก่อนเขาเคยเข่นฆ่าก่อกรรมมามากเพียงใด
อีกทั้งโหดเหี้ยมอำมหิต เพียงใด แต่เขาก็คู่ควร
กับคำยกย่องว่าเป็น ‘ผู้สืบทอดวิถีปราชญ์’ อย่าง
ยากจะปฏิเสธจริง ๆ
บางครั้งนางก็คิดไปถึงขั้นที่ว่า ตอนเผชิญหน้า
เซี่ยเวยในเรือนพักเวลานั้น นางเดือดดาลหรือ
ผิดหวังมากกว่ากัน
ทั้งใช้อำนาจกดดันผู้อื่น มากเล่ห์เจ้าอุบาย
หัวใจไร้ความรู้สึก เพื่อ รักษาภาพรวมของ
สถานการณ์ถึงจะพานางไปช่วยชีวิตองค์หญิงที่
ด่านชายแดน ด้วยเหตุนี้นางย่อมบังเกิดโทสะจาก
การถูกควบคุมอยู่ในกำมือของผู้อื่น แต่ถึงกระนั้น
เมื่อไตร่ตรองลึกลงไปก็ใช่ว่านางหมดหวังกับเซี่ย
เวยเสียทีเดียว
คล้ายรู้สึกว่าเขาไม่ควรเป็นเช่นนั้น
แม้ไม่อาจเข้าใจตัวตนของเขาได้โดยง่าย จิต
ใต้สำนึกของเจียงเสวี่ยหนิง กลับคล้ายรู้สึกว่าเขา
อันตรายและมากอุบายก็จริง ทว่าก็มีขอบเขต
และ หลักการของตน ไม่มีวันเหมือนพวกคนชั่ว
ช้าสองหน้าโดยแท้เด็ดขาด
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องรถม้าด้านหน้า ใจลอยไป
ชั่วครู่ กระทั่งลมหนาว สายหนึ่งพัดเข้าใส่ใบหน้า
จึงค่อยได้สติ
นางจะคิดมากปานนี้ไปเพื่อเหตุใด
อย่างไรเสียหลังจากช่วยองค์หญิงเสร็จสิ้นก็
ทางใครทางมัน หลบเร้น ให้ไกลกันเป็นพอ เซี่ย
เวยจะเป็นคนเช่นไรล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก
ไม่สู้ใคร่ครวญว่าจะผ่านเส้นทางยาวไกลน่าเบื่อ
หน่ายนี้อย่างไรยังจะเหมาะสมกว่า
ครั้นขบคิด สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงก็เลื่อน
ไปจับที่เตาฉินทาง ด้านข้างของมันเอง
ชายหนุ่มชุดฟั้าสะพายคันธนูและลูกศรบน
หลัง ขี่ม้าตามอยู่ข้าง ๆ รถม้าของนาง
นางพิงกายบนกรอบหน้าต่างพร้อมร้องเรียก
“เตาฉิน”
เตาฉินหันกลับมา ครั้นเห็นนางกวักมือเรียก
หาก็เหลียวมองรถม้าของเซี่ยเวยด้านหน้าก่อน
ตามสัญชาตญาณ ลังเลชั่วครู่ก่อนจะวกหัวม้า
กลับมา ขี่ขนาบรถม้านาง เข้าใกล้ระดับหนึ่งแล้ว
จึงถาม “คุณหนูรองหนิงมีเรื่องใด จะมอบหมาย
หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา “เจ้าเดินหมากเป็น
หรือไม่”
เตาฉินตัวแข็ง ตอบว่า “เป็นขอรับ เล็กน้อย”
สองตาเจียงเสวี่ยหนิงเป็นประกาย “เยี่ยมไป
เลย ขึ้นรถ!”
หนังตาเตาฉินกระตุกไม่หยุด “ท่านต้องการ
ทำสิ่งใด”
บทที่ 192 ออกไปเสีย (2)
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจว่านี่มันปฏิกิริยาแบบ
ใด ไฉนมีท่าทางประหนึ่งเจอศัตรูน่าพรั่นพรึง
เหมือนหลี่ว์เสี่ยนคนขี้ขลาดนั่นไม่มีผิด แต่งงก็
ส่วนงง นางยังคงยกกระดานหมากที่วางอยู่ในตู้
รถขึ้นมาอยู่ดี กล่าวว่า “ระหว่าง ทางน่าเบื่อนัก
มาเดินหมากเป็นเพื่อนข้าสักตาสองตา”
เตาฉิน “…”
เขาเหลือบมองเจียงเสวี่ยหนิงอย่าง
เคร่งเครียด รู้สึกว่าตนซวยซ้ำ ซวยซ้อนจริง ๆ ไม่
เหลือความกล้าจะคุยต่อสักครึ่งประโยค เขาจึงไม่
ตอบ เสียเลย ใช้ขาหนีบท้องม้าเร่งมันควบขึ้น
หน้าทันที
เจียงเสวี่ยหนิงเคยรู้สึกว่าปกติคนข้างกายเซี่ย
เวยไว้หน้านางพอ สมควร ล้วนปฏิบัติตามที่บอก
ทั้งนั้น ครั้นเห็นเตาฉินเคลื่อนไหว ตอนแรก ยัง
นึกว่าเขาจะตอบตกลงเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเขาดัน
ผละออกไปทั้งอย่างนั้น
ครั้นตั้งใจมองอีกหนจึงพบว่าเจ้านั่นตรงไปยัง
รถม้าของเซี่ยเวยทาง ด้านหน้า!
ตัวเขาขยับหาหน้าต่างรถ คลับคล้ายเข้า
ประชิดตู้รถม้าพร้อมกล่าว กับคนข้างในสองสาม
ประโยค
ไม่นานก็กลับมา
เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันตระหนักถึงความ
ร้ายแรงของสถานการณ์ เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “แค่
จะเดินหมากสักครั้งยังต้องขอคำอนุญาตจาก
เซียนเซิงของพวกเจ้าอีกหรือ”
เตาฉินมองนาง “เซียนเซิงเชิญท่านไปพบ
ขอรับ”
“…”
พริบตาเดียวสีหน้าของนางก็แข็งค้าง จากนั้น
ค่อย ๆ พังทลาย
ครั้นเผชิญสายตากล่าวโทษที่จ้องเขม็ง เตา
ฉินพลันรู้สึกร้อนตัวอย่าง ไร้ที่มา ก้มศีรษะช้า ๆ
ขณะทวนคำเสียงเบา “เซียนเซิงเชิญท่านไปพบ
ตอนนี้เลยขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากตายเหลือเกิน ไม่ได้รู้สึก
แบบนี้มานานแล้ว
นางวางกระดานหมากอย่างเชื่องช้า ยามให้
สารถีจอดริมทางเพื่อลง จากรถก็ฉีกมุมปากส่งยิ้ม
ให้เตาฉิน “ภักดีต่อเซียนเซิงของพวกเจ้าถึงเพียง
นี้เชียว นับว่าข้าได้จำขึ้นใจแล้ว”
เตาฉินไม่กล้าตอบแม้ครึ่งคำ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปยังรถม้าของเซี่ยเวย
ครั้นเลิกม่านรถก็พลันเห็นกระดานหมากวาง
อยู่ หมากขาวดำกระจัด กระจายบนกระดาน ใน
มือเซี่ยเวยยังถือตำราเดินหมากด้วย ที่แท้ก็กำลัง
ศึกษารูปแบบหมาก
พอนางเข้ามาในรถ ความถือดีก็สลายวับ เอ่ย
เสียงเบาว่า “เซียนเซิง มีธุระอยากพบข้าหรือเจ้า
คะ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาขึ้นมอง “อยากเดิน
หมากไม่ใช่หรือ”
ฉับพลันเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกเหมือนกำลังกิน
หวงเหลียน
เซี่ยเวยชี้ที่นั่งตรงหน้าส่ง ๆ “เตาฉินบอกว่า
เจ้าเบื่อ นั่งสิ”
ข้าแค่เบื่อ ไม่ได้อยากรนหาที่ตายสักหน่อย!
เตาฉินกล่าวเช่นใดไปกันแน่
เจียงเสวี่ยหนิงคำรามในใจ ทว่าท่าทีต่อหน้า
เซี่ยเวยกลับเหมือน มะเขือม่วงแช่น้ำค้างแข็ง
[1]ก็ไม่ปาน ท้ายที่สุดก็นั่งลง
เซี่ยเวยถาม “อยากถือหมากขาวหรือหมาก
ดำ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองกระดานหมาก รู้สึกเวียน
ศีรษะ
เซี่ยเวยเอ่ย “หมากขาวมีโอกาสชนะมากกว่า
เจ้าถือหมากขาว แล้วกัน”
ความทรมานของเจียงเสวี่ยหนิงยิ่งทบทวี
“ไม่เดินหมากล้อมได้หรือไม่เจ้าคะ”
มือเซี่ยเวยที่กำลังจะหยิบกล่องหมากขาวส่ง
ให้พลันชะงัก เขามองนาง หางคิ้วเลิกขึ้นน้อย ๆ
“เช่นนั้นเจ้าอยากลงหมากใด หมากรุกจีน หรือ
หมากซวงลู่”
เจียงเสวี่ยหนิงยกมืออย่างไร้ความมั่นใจ “ถ้า
เป็นหมากรุกห้าเม็ด[2]…”
เซี่ยเวย “…”
ไยจู่ ๆ เขาเกิดแรงดลใจอยากปากล่องหมาก
ขาวใส่หน้านางกันนะ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนอยู่ห่างจากความ
ตายไม่ไกลแล้ว
เซี่ยเวย!
นี่คือเซี่ยเวยเชียวนะ!
เซี่ยจวีอันผู้วางกลยุทธ์เบื้องหลังและนำชัยสู่
ศึกที่อยู่ไกลห่างจากตัว เป็นพันลี้!
นางถึงกับกล้าเสนอเดินหมากที่เด็กน้อยเล่น
กันอย่างหมากรุกห้าเม็ดกับเซี่ยเวย!
ทว่า…
การเล่นหมากล้อมเปลืองสมองตั้งขนาดนั้น
นางไม่อยากเล่นเลยจริง ๆ
หลังเอ่ยว่า “หมากรุกห้าเม็ด” จบ เจียงเสวี่ย
หนิงก็มุดศีรษะหมายจะหลบสายตาอันแจ่มชัด
ของเซี่ยเวย
เซี่ยเวยไม่เอื้อนเอ่ยเป็นเวลานาน
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเก็บเม็ดหมากบนกระดาน
แบ่งหมากขาวดำเรียบร้อย วางกล่องหมากขาว
ข้างมือนางอีกคราแล้วเอ่ยว่า “ลงเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้า “ลงอันใด”
หางตาเซี่ยเวยกระตุก กล่าวลอย ๆ เสียงเบา
“หากเจ้าไม่ลง ข้าจะ โยนเจ้าลงไปจากรถ”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้ง ไม่ปริปากอีก นางคลำ
เอาหมากขาวเม็ดหนึ่งมาวางตรงกลางกระดาน
หมาก
นี่คือจุดเทียนหยวน
หากเป็นหมากล้อม ใครกล้าลงตำแหน่งนี้ถ้า
มิใช่คนโง่ก็คงเป็น อัจฉริยะ
ทว่านางไม่ใช่ทั้งสองฝังอย่างแน่นอน
นางมองเซี่ยเวยอย่างระมัดระวัง
เซี่ยเวยจ้องหมากเม็ดนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะคลำ
หมากดำมาวางข้าง หมากนาง
เจียงเสวี่ยหนิงมองแล้วคิดในใจว่า เยี่ยม วิธี
ลงหมากของหมากรุก ห้าเม็ด!
นางจึงเริ่มยินดีเล็ก ๆ ลงต่ออย่างชำนาญมือ
ทันใด
เซี่ยเวยเดินหมากล้อมยอดเยี่ยม เจียงเสวี่ย
หนิงทราบดี
แต่นางก็คิดว่าหมากรุกห้าเม็ดเรียบง่ายกว่า
หมากล้อม แม้เซี่ยเวย จะมีฝีมือเดินหมากล้ำเลิศ
ทว่าประเภทหมากแสนสามัญเช่นนี้ไม่แน่ว่าจะ
นำฝีมือเช่นนั้นมาใช้ได้สักหน่อย เทียบเท่ากับ
นางฉุดเซี่ยเวยลงมาอยู่ระดับเดียวกับตน ต้อง
อาศัยประสบการณ์เอาชนะอีกฝั่ายได้แน่
ทว่าลงไปลงมาหมากกลับยิ่งเพิ่ม บริเวณที่
ต้องคำนึงถึงก็เพิ่มตาม นางมัวแต่สนใจมุมบน
ขวา ไม่คาดคิดว่าหมากด้านซ้ายจะเรียงเป็น
กระบวนแล้ว เซี่ยเวยวางหมากดำอีกเม็ดบน
กระดาน พลันเชื่อมห้าเม็ดเรียงกัน
นางแพ้
เจียงเสวี่ยหนิงอึดอัดคับอก เห็นว่าตนแพ้ไม่
มากจึงรู้สึกไม่ยอม “เล่นอีกตาเจ้าค่ะ ๆ”
เซี่ยเวยมองมาแวบหนึ่ง ไม่กล่าวคำใด คัด
แบ่งเม็ดหมากไปพร้อมนาง
ทั้งสองลงหมากกันอีกตา
หนนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังคงพลาดไปเล็กน้อย
ถูกเซี่ยเวยดักก่อนหนึ่ง ก้าว ได้แต่กุมข้อมือ
ตัวเองด้วยความเสียดายหนักหนา ในใจไม่
ยอมรับความพ่ายแพ้
กระทั่งตาที่สาม นางมุมานะวางแผน
พยายามปกปิดแผนการ เดินหมาก ใช้ความคิด
สุดความสามารถเพื่อวางอุบาย ลงหมากชักจูงให้
เซี่ยเวยเดินผิดแผนของตน ก่อนจะมองเซี่ยเวย
โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าดูว่าเขา รับรู้หรือไม่
เซี่ยเวยคล้ายไม่ทันสังเกต วางหมากลงบน
ตำแหน่งที่นางหวังเข้า จริง ๆ
กระทั่งนิ้วเขาผละจากเม็ดหมาก ในที่สุดเจียง
เสวี่ยหนิงก็หลุดหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่พร้อมวาง
หมากก้าวถัดมาที่ตนเตรียมไว้ตั้งแต่แรก เอ่ยว่า
“ฮ่า ๆ เซียนเซิงหลงกลแล้ว ตานี้ข้าชนะ!”
เซี่ยเวยยังคงไม่กล่าวสิ่งใด ดวงหน้าเรียบเฉย
ทว่าในสายตาเจียงเสวี่ยหนิง นี่คือการฝืนทำ
เป็นเก่งเพื่อรักษาหน้า
นางหาได้ใส่ใจไม่
เก็บหมากอย่างดีอกดีใจจนหลงลืมความไม่
ยินยอมพร้อมใจตอนถูกเซี่ยเวยลากตัวมา ใจจด
ใจจ่ออยู่แต่กับการแพ้ชนะตรงหน้า
ว่ากันโดยรวม ถึงอย่างไรเซี่ยเวยก็ชนะ
มากกว่า
ทว่าทุก ๆ สามสี่ตา บางคราจะแพ้สักหน
เจียงเสวี่ยหนิงยามพ่ายแพ้จะขมวดคิ้วแน่น
ยามชนะก็ใช่จะได้มา โดยง่าย
ด้วยเหตุนี้จึงยากจะดึงตนออกมา
เล่นจนติดลม
โดยเฉพาะตอนเอาชนะเซี่ยเวยได้เป็น
บางครั้ง นางก็ปิดความลิงโลดแทบไม่มิด ความ
เบื่อหน่ายอมทุกข์ถูกชะล้างสิ้น ไม่ต้องถามเลยว่า
รื่นรมย์เพียงใด
จวบกระทั่งมาถึงตาที่สิบสาม นางก็ชนะอีก
หน
ยามวางหมากตัวสุดท้ายตัดสินชะตา สีหน้า
แววตาเจียงเสวี่ยหนิงมีแต่ความปรีดา
นางสุขียิ่ง “ทักษะหมากล้อมของเซียนเซิงนั้น
น่าทึ่ง แต่ครั้นเปลี่ยน มาเล่นหมากรุกห้าเม็ดที่
เป็นของเด็กเล่นเยี่ยงนี้ก็คงนำมาใช้ไม่ได้เสียแล้ว
สิท่า อย่างท่านน่ะเรียกว่า ‘ปราชญ์ผู้รอบรู้ขบคิด
พันครา ย่อมพลาดเสีย หนึ่งหน’ ส่วนอย่างข้า
เรียกว่า ‘คนโง่เขลาขบคิดพันครา ย่อมถูกเสีย
หนึ่งหน’ ”
เซี่ยเวยมองนาง ก่อนก้มดูกระดานหมาก
ลมพัดม่านรถขึ้น แสงอาทิตย์ยามบ่ายปลาย
สารทฤดูทอดกายอย่างเกียจคร้านลงบนหมาก
ขาวดำไม่เป็นระเบียบมุมหนึ่ง แต่ละเม็ดเกิด
ประกายมันวาววูบไหว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองไล่ตามแสงออกไปด้าน
นอก สายน้ำขุนเขา แผ่นดินอุดมพันลี้
ห่านปั่าบินลงใต้เร็วรี่เคลื่อนผ่านไปลิบ ๆ
เมื่อได้ยินประโยค “คนโง่เขลาขบคิดพันครา
ย่อมถูกเสียหนึ่งหน” ของนาง มุมปากก็โค้งขึ้น
น้อย ๆ แสงแดดรำไรสะท้อนในดวงตา ส่วนลึก
ของนัยน์ตานั้นสงบสุขอย่างไม่เคยมี กระทั่งคิ้วตา
ซึ่งงามดุจภาพวาด น้ำหมึกยังค่อย ๆ ผ่อนคลาย
ดุจเค้าโครงของเทือกเขาอันไกลโพ้น
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังจะเก็บหมาก พอเงยหน้า
มาพบก็รู้สึกคล้ายเห็น น้ำแข็งหิมะหลอมละลาย
ลงต่อหน้า นางจึงถึงกับตาพร่าจังงัง
เซี่ยเวยที่เป็นเช่นนี้ ดูดีเกินไปหน่อยจริง ๆ
ชั่วขณะนั้นเสมือนนางมิใช่ผู้กำลังควบคุม
ร่างกายตนเอง ไม่รู้ว่า ห้วงคิดส่วนใดเลอะเลือน
จึงพึมพำออกมาจากใจ “หากเซียนเซิงเป็นเพียง
เซียนเซิงตลอดไปก็คงดีสิ…”
“…”
เซี่ยเวยได้ยินจึงหันกลับมามอง
รอยโค้งน้อย ๆ บนมุมปากค่อย ๆ ลบเลือน
เมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิงตกในภวังค์จนหลุด
เปล่งความในใจ นางจึงยัง ไม่ทันรู้สึกตัว กระทั่ง
สายตาเขาหยุดลงบนใบหน้าตนนั่นละถึงเพิ่งจะ
สะดุ้งได้สติ ร่างกายแข็งทื่อในบัดดล
ใบหน้าเซี่ยเวยปราศจากอารมณ์ใดอีก
ความอ่อนโยนน่าลุ่มหลงเมื่อครู่คล้ายแค่คิด
ไปเอง เขาหลุบตาอย่างเฉยชาเอ่ยว่า “เจ้าไสหัว
ไปเสีย”
——————–
1. มะเขือม่วงแช่น้ำค้างแข็ง เป็นสำนวน
หมายถึงมีท่าทางไร้เรี่ยวแรง เหมือนมะเขือ
ที่โดนน้ำค้างแข็งแล้วผิวนอกอ่อนยวบ
2. รุกห้าเม็ด ผู้เล่นจะวางตัวเดินบนตำแหน่ง
บนกระดานที่มีเส้นตัดกัน ผู้ใดเรียงได้ห้าตัว
ในแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวทแยงมุม
สำเร็จก่อนเป็นฝั่ายชนะ