คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 193 ล่อหลอกศัตรู
“ไปก็ไปสิ แพ้หมากแล้วแน่นักหรือ!”
เจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถม้าเซี่ยเวยมา ยิ่งคิดก็
ยิ่งฉุนเต็มทน นาง กัดฟันพึมพำเสียงเบาและเตะ
คานรถด้วยความเดือดดาล หมุนกายกระทืบเท้า
เดินกลับรถตัวเอง
เจี้ยนซูขับรถม้าโดยไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
เตาฉินเห็นนางก็ก้มหน้างุด
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดม่านพรึ่บ หย่อนก้นนั่งใน
รถ ยังคงรู้สึกถึงอารมณ์ที่ยากจะสงบ สมัยก่อน
ตอนอยู่เมืองหลวง ไยนางจึงรู้สึกว่าคนอย่างเซี่ย
เวยมีพื้นอารมณ์ไม่เลวกันนะ ช่วงเวลานับตั้งแต่
พบหน้าที่จินหลิงจวบจนร่วม เดินทางมาถึงบัดนี้
จะเรียกว่าอารมณ์แปรปรวนก็ยังได้! ก่อนหน้านี้
เห็น ยิ้มแย้ม ดูอารมณ์ดีอย่างยิ่งอยู่แท้ ๆ แทบ
จะทำให้นางลืมไปเลยว่าที่แท้ แล้วคนผู้นี้มี
สถานะเช่นใด เคยกระทำสิ่งใด และกระทำสิ่งใด
ได้บ้าง ผล กลายเป็นว่าแค่คำพูดประโยคเดียว
เขากลับชักสีหน้าไม่รักษาน้ำใจ!
ก็แค่เดินหมากเองมิใช่หรือ
ระหว่างทางต่อให้ไม่มีผู้ใดเล่นเป็นเพื่อนก็ไม่
ตายเสียหน่อย รอจนถึงด่านชายแดนสะสางเรื่อง
จบก่อนเถอะ ข้าผู้นี้หลีกได้ไกลเท่าใดก็จะไปให้
ไกลเท่านั้น!
เจียงเสวี่ยหนิงบ่นงึมงำ ทิ้งตัวลงหมายซุก
ศีรษะหลับไปทั้งอย่างนั้น แต่คิดไปคิดมาดวงหน้า
ชวนหงุดหงิดของเซี่ยเวยก็ยังวนเวียนในสมอง
นาง จึงมิเพียงไม่ง่วง ตรงข้ามกลับตื่นตัวกว่าเก่า
นับว่านางผูกใจเจ็บแค้นเซี่ยเวยแล้ว
เส้นทางหลังจากนั้นไม่ต้องให้เซี่ยเวยเป็นฝั่าย
ชักสีหน้าใส่ นางก็ชิง ชักสีหน้าก่อนเสียจุใจ หาก
ไม่ต้องพูดคุยก็จะไม่พูด หากต้องพูดก็จะมี เตา
ฉินกับเจี้ยนซูคอยเป็นคนกลางส่งต่อ ออกท่าทีไม่
คิดยุ่งเกี่ยวกับอีกฝั่ายชัดเจน
วันที่หนึ่งเดือนเก้า พวกนางเข้าสู่เขตเมืองไท่
อาน มณฑลซานตง
ทุกคนหารือแล้วตัดสินใจเข้าเมืองหยุดพัก
เพื่อพักผ่อนฟืนฟูสภาพร่างกายสักเล็กน้อย
ยามรถม้าผ่านประตูเมืองต้องจอดรับการ
ตรวจ เจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่ในรถคล้ายจะได้ยิน
เสียงอ้อนวอนจากด้านนอก
นางเลิกม่านมอง
ข้างกำแพงเมืองมีชาวบ้านชายหญิงรวมตัว
กันเป็นกลุ่ม ต่างล้อม หลวงจีนผู้แบกหีบบนหลัง
พร่ำซักถามไม่หยุด ชุดสมณะที่หลวงจีนสวมถูก
ดึงขาดจากการถูกผลักไปมา เขากำลังอธิบายบาง
สิ่งวิงวอนบางอย่าง แต่กระนั้นยิ่งเปล่งวาจาก็
คล้ายยิ่งปลุกเร้าความเดือดดาลของผู้คนโดยรอบ
ท้ายที่สุดสตรีซึ่งลากเด็กมาด้วยก็ถ่มน้ำลายรด
หน้าเขา อึดใจถัดมาชายร่างสูงใหญ่ด้านข้างก็เข้า
ชกหน้าหลวงจีน
สถานการณ์เมื่อปะทุก็เกินควบคุมทันที
สีหน้าของผู้คนที่รวมตัวกันคล้ายแฝงความ
หวาดกลัวทั้งยังปนโทสะ พอหนึ่งคนลงมือก็มีคน
เอาด้วย หมัดและเท้าระดมเข้าใส่ร่างของหลวง
จีน รูปนั้น
ความวุ่นวายมิใช่เล็ก ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงมองแล้วขมวดคิ้ว
ทางเข้าเมืองมีเจ้าหน้าที่เฝั้ายามอยู่แล้ว ครั้น
เห็นการทะเลาะวิวาทจึงไปยังฝังดังกล่าว ตะโกน
ดุด่าเข้าไปขวาง
เซี่ยเวยนั่งอยู่ในรถด้านหน้าจึงเห็นชัดกว่า
หน่อย
เจ้าพนักงานรายหนึ่งกำลังตรวจสอบให้พวก
ตนเข้าเมือง
เซี่ยเวยถามด้วยท่าทีสบาย ๆ “ฝังนั้นเกิด
เรื่องใดขึ้นหรือ”
เจ้าพนักงานตรวจใบอนุญาตเดินทางแล้ว
เห็นว่าคนกลุ่มนี้หากมิใช่ ผู้มากด้วยทรัพย์ก็เป็นผู้
มากด้วยยศ จึงไม่กล้าปล่อยปละละเลย แต่ครั้น
นึกถึงเรื่องในเมืองช่วงนี้ก็ส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้
ตอบว่า “ยังจะเป็น เรื่องใดเสียอีก ก็เรื่องเรียก
วิญญาณน่ะสิ”
เซี่ยเวยเลิกคิ้ว “เรียกวิญญาณหรือ”
เจ้าพนักงานเล่า “ท่านมาจากที่อื่นจึงไม่
ทราบ ช่วงก่อนหน้านี้วัดอู่ฝู ซึ่งอยู่นอกเมืองจะ
ซ่อมสะพาน สมณะใจทรามสองสามรูปกลับ
เขียนชื่อคน ลงบนกระดาษ แล้วนำไปติดลงบน
ตอม่อสะพานที่จะต้องทุบให้พัง นักพรตของ
อารามไท่ซวีเคยกล่าวไว้ การทำเช่นนี้ตรงกับ
พิธีกรรมของศาสตร์มืดศาสตร์มาร การเขียนชื่อ
คนลงกระดาษจะทำให้วิญญาณถูกเรียกเข้าไปใน
ตอม่อ สะพานที่มีวิญญาณมนุษย์สิงสู่เมื่อซ่อม
แล้วจะมั่นคงกว่าปกติ ตอนสมณะรูปนี้ถือบาตร
เดินไปเดินมาเมื่อครู่ก็มีคนพบว่าหีบของเขาซ่อน
ผมมนุษย์เอาไว้ หากมิใช่ข้าวของสำหรับนำมาทำ
ศาสตร์มืดแล้วจะเป็น อะไรได้อีก”
เจ้าพนักงานอีกกลุ่มเข้าไประงับสถานการณ์
แล้ว
ทว่าก็ต้านความเดือดแค้นของมวลชนไม่อยู่
โดยเฉพาะสตรีซึ่งลากเด็กมาด้วย เสียงนาง
ดังแหลม “หากเจ้าไม่ได้ คิดจะเรียกวิญญาณลูก
ชายข้า แล้วจะถามชื่อของเขาไปเพื่อเหตุใด ทั้งที่
ในหีบมีผมคนซ่อนอยู่แท้ ๆ แต่ยังกล้าปฏิเสธอีก!
หากเกิดอันใดกับลูกชายข้าขึ้นมาแล้วละก็ เจ้า
จะต้องชดใช้ด้วยชีวิต! ลากเขาไปขึ้นศาลเสียสิ
ลากเขา ไปขึ้นศาล!”
หลวงจีนถูกดึงทึ้ง ใบหน้าเขียวปืนหนึ่งม่วง
ปืนหนึ่ง ร่ำไห้กล่าว “อาตมาเพียงเห็นว่าบุตร
ท่านมีจิตใจงามจึงต้องการสวดขอพรให้เขา เท่า
นั้นเอง…”
ทว่าไร้คนฟังเขาชี้แจง
บรรดาเจ้าพนักงานระงับสถานการณ์อย่าง
ยากลำบาก รีบมัดตัวเขา ลากไปขึ้นศาล ครานี้
สตรีซึ่งอยู่ที่เดิมถึงกอดบุตรชายร้องไห้โฮ ส่วนฝูง
ชน ที่เหลือพากันรุมล้อมเจ้าพนักงาน ร่วมมุ่ง
หน้าสู่ศาลาว่าการ
เซี่ยเวยพินิจอยู่ชั่วครู่
เตาฉินกับเจี้ยนซูต่างหันมามอง
เขากลับระบายยิ้มแช่มช้า ปราศจากท่าที
แยแส ทิ้งม่านรถลงเบา ๆ และเอ่ยว่า “ไปกัน
เถอะ”
เวลานี้รถม้าของเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาใกล้แล้ว
ไม่น้อย ภาพนี้จึงเข้าสู่ครรลองจักษุพอดี
กล่าวไม่ถูกเลยจริง ๆ ว่าเป็นความรู้สึก
ประเภทใด
ยามมองคนกลุ่มนั้น ส่วนลึกในดวงตาของเซี่ย
เวยหม่นมืด แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความ
เวทนาหรือเยาะหยัน เขาหลุบตาลงนิ่ง ๆ
ความรู้สึก อื่นใดพลันเลือนหาย ถึงขั้นมีอารมณ์
ชวนสะท้านชนิดหนึ่งแผ่ซ่าน…
ความเฉยชา
เขียนชื่อคนลงบนกระดาษแล้วจะเรียก
วิญญาณมาหรือ
แค่คิดก็ย่อมทราบว่าเรื่องทำนองนี้เป็นไป
ไม่ได้
ชาวบ้านฟังวาจานักพรตแล้วกลับเชื่อหมดใจ
อย่างไร้ข้อกังขา ถึงขั้น เกิดความหวาดกลัว สตรี
ผู้นี้เพียงได้ยินหลวงจีนถามไถ่นามของบุตรก็
เอะอะโวยวายไม่หยุด ฝูงชนโดยรอบก็ยิ่งทั้ง
หวาดหวั่นและเดือดดาล ไม่ว่าอย่างไรก็ยินดีปัก
ใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมากกว่าเท็จ รุมต่อยตีเขา
แล้วลาก ขึ้นศาลโดยไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดี…
เจียงเสวี่ยหนิงหนาววาบในใจเล็กน้อย
โดยเฉพาะยามหวนนึกถึงสีหน้าของเซี่ยเวย
เมื่อครู่
ครั้นผ่านเข้าประตูเมือง เสียงเอะอะก็ห่างไกล
ไม่ทราบด้วยเหตุใด นางพลันหวนระลึกถึงเรื่อง
การขอปรับภาษีอากรของอำเภออิ๋นที่หลี่ว์เสี่ยน
เคยเล่าให้ฟัง…
จะมนุษย์ก็ดี จะโลกก็ดี เซี่ยเวยเห็นเช่นไรต่อ
สิ่งเหล่านี้กันแน่
ความหงุดหงิดเพราะเบื่อหน่ายซึ่งสะสมมา
หลายวันของนาง จู่ ๆ ก็ถูกสิ่งอื่นระงับ
ครั้นถึงโรงเตี๊ยม ทั้งคณะพากันพักผ่อน
ระหว่างทานอาหารเย็น เจี้ยนซูออกไปด้าน
นอก แล้วกลับมากล่าว อะไรกับเซี่ยเวยอยู่ครู่
หนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ไกลได้ยินไม่ค่อยชัด ทราบ
แค่ว่าเรื่อง ‘เรียกวิญญาณ’ คล้ายจะเป็นความ
ขัดแย้งของทางฝังนิกาย สวรรค์และฝั่ายพุทธ มี
คนคอยโหมไฟเติมเชื้อเพลิงอยู่เบื้องหลัง
นางนึกว่าเซี่ยเวยจะเคลื่อนไหว
คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้พอฟังจบแล้วก็จบเลย
ปราศจากท่าทีคิดจะยื่นมือเข้าไปแทรก
พวกนางพักที่โรงเตี๊ยมแค่ครึ่งวัน หลังให้
อาหารม้าและทานอะไรเสร็จก็เติมเสบียงกรัง
รวมถึงน้ำส่วนหนึ่ง ยามบ่ายก็ออกจากเมือง มุ่ง
ตาม ถนนหลวงสู่ทิศเหนือ
นางอดงุนงงไม่ได้ “จะไปตั้งแต่บ่ายเลยหรือ
ไฉนไม่พักสักวันเสียเลยเล่า”
เตาฉินยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ เขาขี่ม้า
ควบอยู่ข้าง ๆ ตอบ เพียงว่า “ยิ่งขึ้นเหนือยิ่ง
หนาว จวนจะเข้าฤดูเหมันต์แล้ว เราต้องรีบไป
ให้ถึงด่านชายแดนก่อนหิมะจะมาขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมุ่นคิ้ว
ครั้นขบคิดก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงเลิกใส่ใจ
ฟั้าค่อย ๆ มืด ขลุกอยู่ในรถไม่นานก็เริ่มง่วง
เดินทางไปได้เจ็ดแปดลี้นางก็หาว ชักอยาก
หลับจึงดึงผ้าห่มขนสัตว์ ผืนหนามาคลุมร่าง
เตรียมตัวนอน ผู้ใดจะคาดคิดว่าขณะกำลังจะ
ขยับตัว ม่านรถพลันถูกเปิดกลางความมืด ลม
ระลอกหนึ่งพัดเข้ามา ตามด้วย เงาหนึ่งที่ลอบ
เข้ามาในรถ!
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตะลึงในบัดดล!
พึงทราบว่าเตาฉินเจี้ยนซูและยอดฝีมืออีกสิบ
กว่าชีวิตล้วนตามขนาบอยู่ทั้งสองฝัง แต่เมื่อครู่
นางกลับไม่ได้ยินเสียงผิดปกติใดจากด้านนอก สัก
กระผีก กระทั่งว่ายามคนผู้นี้เข้ามารถม้าก็ยังมุ่ง
หน้าต่อ เช่นนั้นแล้วผู้ที่ เข้ามาจะต้องเป็นบุคคล
น่าพรั่นพรึงเพียงใดกัน
อึดใจนั้นนางเครียดเกร็งไปทั้งสรรพางค์กาย
ตั้งท่าจะกรีดร้อง
ทว่าความเคลื่อนไหวของผู้มาเยือนว่องไวหา
ใดเปรียบ เข้าประชิดใช้ มือปิดปากนางในครา
เดียว
ฝั่ามือติดจะเย็น ๆ มั่นคงและเปียมกำลัง
ดวงหน้าอีกฝั่ายเองก็เข้ามาใกล้ ความร้อน
จากลมหายใจบางส่วน รินรดใบหู เป็นผลให้นาง
ขนลุกซู่ตลอดร่าง ยามนี้ถึงได้อาศัยเสี้ยวแสงอัน
สลัวยิ่งจากนอกม่านรถที่ถูกพัดขึ้นจนมองเห็น
ส่วนหนึ่งของโครงหน้า คุ้นเคย
ที่แท้ก็เป็นเซี่ยเวย?!
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาอึ้ง ๆ ไม่กล้าขยับตัว
สุ่มสี่สุ่มห้าอีก
ใช่แล้ว
เห็น ๆ กันอยู่ว่าด้านนอกมีคนตั้งมากมาย
หากมิใช่เซี่ยเวย แล้วผู้อื่น จะปราศจากความ
เคลื่อนไหวแม้แต่น้อยได้อย่างไร
ทว่านี่มันสถานการณ์แบบใดกันแน่
นางสับสนอยู่บ้าง
ดวงหน้าหล่อเหลาของเซี่ยเวยแลพร่ามัว
ท่ามกลางความมืด ถึงกับ ดูคล้ายสัตว์ปั่าจำศีล
ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังประจันหน้าอันตรายที่
แฝงอยู่รอบทิศ ริมฝีปากบางของเขาเม้มแน่น
ดวงตาทั้งสองมองลอดรอยแยก แคบ ๆ ของม่าน
รถออกไปด้านนอกโดยไม่ปริปาก
เจียงเสวี่ยหนิงมองตาม
ต้องเพ่งเนิ่นนานถึงจะเห็น เบื้องหน้าคือทาง
แยกของถนนหลวง รถที่พวกนางอยู่ยังคงมุ่งขึ้น
เหนือ ทว่ารถม้าที่เซี่ยเวยโดยสารแต่เดิมกลับ
เลี้ยวสู่ทิศตะวันตกอย่างไร้เสียง ผ่านทางแยกไป
อีกเส้นทาง ค่อย ๆ เลือนหาย กลางเงาต้นไม้ที่
ซ้อนทับกัน!
เจียงเสวี่ยหนิงแม้ไม่นับว่าฉลาดล้ำเหนือคน
ทว่าเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้วจะยังไม่เข้าใจ
สิ่งใดอีก…
มีคนจับตามองพวกตนเข้าแล้ว
ชั่วขณะหนึ่งหัวใจนางเต้นดุจกระหน่ำกลอง
นางไม่กล้าขยับเขยื้อนด้วยกลัวว่าตนจะเผลอ
ไม่ทันระวังจนทำให้ เซี่ยเวยเสียแผน ปล่อยให้
เขาปิดปากและกดตนติดผ้าห่มขนสัตว์อ่อนนุ่ม
ไม่กล้าหอบหายใจแรงเสียด้วยซ้ำ