คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 194 เผชิญอันตราย
จากจินหลิงสู่ด่านชายแดน เซี่ยเวยเดินทาง
ร่วมกับนางโดยอ้างว่าจะช่วยเจียงปั๋อโหยวรับตัว
กลับเมืองหลวง เมื่อครู่รถม้าคันที่หักเหสู่ทางแยก
คือรถม้าของเซี่ยเวย ส่วนเซี่ยเวยเองเข้ามาซ่อน
ในรถนางโดยไม่ส่งเสียง
เพียงอึดใจ เจียงเสวี่ยหนิงก็ประเมินได้…
ไม่ว่าคนที่ซุ่มดูอยู่คือผู้ใด ถึงอย่างไรก็คงมา
เพราะเซี่ยเวยเป็นแน่
ในรถเงียบถึงที่สุด
ขบวนม้าครึ่งหนึ่งตามรถม้าเซี่ยเวยห่าง
ออกไป แม้แต่สารถีอย่าง เจี้ยนซูก็ไม่ลงจากรถ
ด้านนอกมีเสียงกีบม้าย่ำทางหลวงเฉก
เช่นเดิม ทั้งยังมีเสียงกระซิบสนทนาของผู้คุ้มกัน
สองสามคนที่ติดตามอยู่ ได้ยินเสียงบดยามล้อรถ
ม้า เคลื่อนผ่านกลุ่มหญ้า มีกระทั่งเสียงลมหายใจ
ซึ่งถูกกดให้เบาและผ่อนลง อย่างระมัดระวังของ
เซี่ยเวยที่อยู่ใกล้อย่างยิ่ง…
รวมถึงการเต้นของหัวใจนางเอง!
กาลเวลาท่ามกลางความเงียบอันตึงเครียดถึง
ที่สุดนี้ คล้ายถูกลากยาวกว่าเคย
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ยากจะบอกชัดว่าผ่านไป
นานเท่าใดแล้ว
รู้สึกแต่ทั่วทั้งร่างชาไปหมด จากนั้นถึงได้ยิน
เตาฉินทางด้านนอกลอบเข้าใกล้ตู้โดยสารเงียบ ๆ
กดเสียงกล่าวว่า “คล้ายจะถูกล่อไปแล้ว เวลานี้
ยังไม่มีผู้ใดตามมาขอรับ”
คิ้วเซี่ยเวยขมวดแน่น ร่างกายอันเกร็งเขม็ง
กลับยังไม่ผ่อนคลาย
เจียงเสวี่ยหนิงขยับริมฝีปากด้วยต้องการเอ่ย
บางสิ่ง
ทว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อครู่ เซี่ยเวย
เกรงนางจะกรีดร้องตื่นตระหนกจนหลุดเผยพิรุธ
ครั้นยื่นมือมาปิดปากนางจึงกดแน่น ฝั่ามือทาบ
ริมฝีปาก บัดนี้เมื่อนางตั้งท่าจะเอ่ยวาจา ริม
ฝีปากที่ขยับจึงพลันชิดฝั่ามือเขา
เป็นสัมผัสอันอ่อนนุ่ม
แนบมายังส่วนบอบบางของฝั่ามือ เพิ่มความ
ลื่นและชุ่มชื้นขึ้นอีก หลายส่วน
เซี่ยเวยรู้สึกดุจมีกระแสไฟวิ่งผ่านฝั่ามือจนชา
น้อย ๆ
เขาเบนสายตามาจ้องนาง ดึงมือออกอย่าง
เชื่องช้า
เจียงเสวี่ยหนิงค่อยสูดหายใจเฮือกใหญ่ รีบ
ลุกขึ้นนั่งพิงผนังตู้รถและยกมือลูบอกที่กระเพื่อม
ขึ้นลงเพราะหัวใจเต้นแรง กระซิบถามเร่งร้อน
“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
รถม้าซึ่งแต่เดิมพอสำหรับบรรทุกหนึ่งคน
บัดนี้กลับมีสองชีวิต อีกทั้งเซี่ยเวยมีรูปร่างสูง
เมื่ออยู่ร่วมกับนางตู้รถจึงยิ่งคับแคบจนค่อนไป
ทาง เบียดเสียด
เขานั่งขัดสมาธิในห้องโดยสาร
ตอบแค่ว่า “ล่อเสือออกจากถ้ำ”
เจียงเสวี่ยหนิงแทบเผลอกลอกตามองค้อน
ผู้ใดบ้างไม่ทราบว่านี่คือแผนล่อเสือออกจาก
ถ้ำ
คำถามคือเสือที่ว่าคือเสือใด แล้วมาจากที่ใด
ต่างหาก!
นางสูดหายใจลึก เรียบเรียงเงื่อนงำของ
สถานการณ์ช่วงนี้ จู่ ๆ พลันนึกถึงเรื่องที่ได้ยินใน
โรงเตี๊ยมเมืองไท่อาน ความคิดพลันผุดวาบ
“นิกาย สวรรค์หรือเจ้าคะ”
บนฝั่ามือยังหลงเหลือร่องรอยความชื้นกับสี
ชมพูดอกอิงเถาจาง ๆ
ภายในพื้นที่คับแคบ แฝงกลิ่นหวานของ
เครื่องประทินโฉมเบาบาง
นิ้วเซี่ยเวยสั่นเบา ๆ หนังตาก็พลอยกระตุก
เขาคว้าผ้าเช็ดหน้าปัก ลายด้านข้างมาเช็ดออก
ช้า ๆ หัวคิ้วขมวดแน่นสุดขีด “คงไม่ผิดไปจากนี้
สักเท่าไหร่”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดจะถามต่อตามสัญชาตญาณ
ว่า เหตุใดนิกายสวรรค์ต้องอยากไล่สังหารเขา
ด้วย
ทว่าพอช้อนตามองเซี่ยเวยซึ่งอยู่ไม่ไกล นางก็
บังเกิดความรู้สึกว่า ท่าทางก้มศีรษะต่ำของเขา
แฝงความสงบลึกและอันตรายที่ก่อตัว พลัน นึก
ถึงชาติที่แล้วขึ้นมา เวลานั้นนิกายสวรรค์ถึงกับ
กล้าลอบสังหารฮ่องเต้ ด้วยซ้ำ!
แค่ลงมือกับขุนนางคนสนิทของโอรสสวรรค์
อย่างเซี่ยเวยจะนับเป็น อะไรได้
ธรรมดาเสียยิ่งกว่าอะไรจริง ๆ
นางถอนใจกล่าว “พวกโจรเร่ร่อนกลุ่มนี้
นับว่าใจหาญกล้าเทียมฟั้า จริงเชียว ทว่าเมื่อคิด
ดูแล้วบนทางหลวงนี้พวกเขาคงไม่กล้าทำตัว
โจ่งแจ้ง เกินไป จำนวนคนก็คงมีไม่มาก ปกติแล้ว
เซียนเซิงวางแผนนำหน้าศัตรู เตรียมการรับมือ
ล่วงหน้าเสมอ ไม่เห็นมีอันใดให้กังวลเลยนี่เจ้า
คะ”
เจียงเสวี่ยหนิงมั่นใจในตัวเซี่ยเวย
เซี่ยเวยกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่เอื้อนเอ่ย
ด้วยเหตุนี้ หัวใจเจียงเสวี่ยหนิงจึงสะดุดครา
หนึ่ง รับรู้ได้ราง ๆ ว่าเรื่องอาจไม่เรียบง่ายถึง
เพียงนั้น
เป็นดังคาด ทั้งสองนั่งเงียบในรถได้ไม่ถึงสอง
เค่อ ทันใดนั้นเตาฉิน ที่อยู่ด้านนอกก็ตะโกน
“หยุดก่อน”
ทุกคนรีบดึงบังเหียน
รถม้าหยุดลงเช่นกัน
รอบด้านพลันเงียบสงัด
ทางหลวงนี้ห่างจากเมืองไท่อานมากแล้ว เข้า
ใกล้ช่องเขาหนึ่งที่ขนาบด้วยเทือกเขาซึ่งทอดยาว
ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก แทบมองไม่เห็น
บ้านเรือนอีก เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน
ปั่าได้ถนัดชัด
ทว่าเมื่อทอดมองยังทิศที่พวกเขาจากมา…
กลางปั่ากลับมีฝูงนกหานยา[1]โผบินอย่าง
แตกตื่น ทั้งยังมีเสียงกีบม้า แว่วมาไม่ไกล!
รูม่านตาเตาฉินหดรั้งฉับพลัน ชักดาบยาวที่
มัดอยู่ข้างอานม้าแทบจะทันที สบถบางคำเบา ๆ
แล้วกล่าวกับสารถีด้านหน้า “ตามมาแล้ว รีบไป
เร็ว!”
สารถีฟาดแส้ลงบนตัวม้าดัง ‘เพียะ’
ม้าพลันยกกีบทั้งสี่ห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่ง
ครานี้ส่ายกระแทกแรงกว่าเก่ามากทีเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ทันระวังจึงล้มไปข้างหน้า
ทันที
เคราะห์ดีเซี่ยเวยคอยระวังอยู่ตั้งแต่แรก ยื่น
มือรองหน้าผากนางได้ ทันเวลา ช่วยไม่ให้ศีรษะ
กระแทกขอบหน้าต่างจนอาจเสียโฉม
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เหลือเวลามาร้องเจ็บ กุม
ศีรษะเอ่ยว่า “อย่าบอกนะเจ้าคะว่าฝังเจี้ยนซูค
วามแตกแล้ว”
เสียงของเซี่ยเวยต่ำถึงขีดสุด “ไม่มีทางเร็ว
ขนาดนั้น”
ฝังเจี้ยนซูแบ่งคนไปครึ่งหนึ่ง แม้จะดูไม่มาก
ทว่าแต่ละคนล้วนเป็น ยอดฝีมือความสามารถ
เทียบเท่าสิบคน ต่อให้ถูกจับได้จนเกิดการปะทะ
คนที่ตามมาก็ไม่มีทางจัดการยอดฝีมือทั้งหมดได้
ทั้งยังไม่อาจเปลี่ยนทิศมาไล่ตามพวกตนในเวลา
อันสั้นขนาดนี้ด้วย!
ขณะความคิดวิ่งวน จู่ ๆ อีกหนึ่งลางสังหรณ์
อัปมงคลพลันผุดขึ้นมา
เซี่ยเวยเปิดม่านรถ ตะโกนเสียงเย็น “เตาฉิน
ม้า!”
เตาฉินอึ้งงันชั่วครู่ ทว่าอาศัยประสบการณ์
และความรู้ใจจากการ ติดตามเซี่ยเวยมาหลายปี
ไม่กล่าวสิ่งใดก็ตบอานม้าใต้ร่าง กระโจนร่างเปิด
ที่ให้ทันที ส่วนตัวเองก็ทะยานร่างเหยียบบนคาน
รถม้า
เซี่ยเวยพลิกกายขึ้นม้าทันใด
จากนั้นตะโกนเข้าไปด้านในรถ “หนิงรอง
ออกมา!”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้งผวา ไม่ทันมีเวลาขบคิด
ด้วยซ้ำว่าสรุปแล้วเกิด เรื่องไม่คาดฝันใดอีก รีบ
มุดออกจากรถ
ยังไม่ทันยืนมั่นคงเอวก็ถูกจับรวบ
เบื้องหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ รู้สึกฟั้าดิน
หมุนคว้างตอนถูกเซี่ยเวย ดึงขึ้นหลังม้า จากนั้น
กอดให้นั่งตรงหน้าเขา!
แทบจะเวลาเดียวกันนี้เองที่เสียงกีบม้า
เบื้องหลังแจ่มชัด
คล้ายมีผู้ใดตะโกนแว่ว ๆ
จากนั้นเสียงสั่นสะเทือนตัดอากาศ ‘ฟึบ ๆ ๆ
ๆ’ ก็ดังตามติด ที่แท้ คือศรเตียวหลิง[2]หลายสิบ
ดอกแหวกอากาศ!
ปึก! ปึก!
ครึ่งหลังของตู้รถม้าแทบกลายเป็นเม่นทันที!
เตาฉินตัดลูกธนูสองดอกในดาบเดียว แรง
สะเทือนส่งผลให้หว่าง นิ้วโปั้งกับนิ้วชี้ชาไป
ชั่วขณะ พลันบังเกิดความพรั่นพรึงกับตกตะลึง
หลาย ส่วน เขาบอกเซี่ยเวยว่า “ในนิกายไม่มีทาง
มีมือธนูที่เก่งกาจขนาดนี้แน่ ขอรับ!”
ลูกศรโฉบว่อนวุ่นวาย มองไม่ถนัดนักในความ
มืดแห่งราตรี
ความอำมหิตพลันก่อตัวจากก้นบึ้งของหัวใจ
เซี่ยเวย
เสียงลมแหวกอากาศดังข้างหู ปลายคิ้วเขา
หนาวเสียดแทงดุจน้ำแข็ง ชั่วพริบตาก็ดีดนิ้วใส่
ความมืดข้างกาย!
ผึง!
ลูกศรซึ่งพุ่งทะยานเข้ามาในความมืดถูกดีด
กระเด็น
เจียงเสวี่ยหนิงรับรู้ได้เพียงความเย็นสายหนึ่ง
วาดผ่านผิวแก้ม ที่แท้ ก็เป็นศรดอกนั้นที่เฉียดใบ
หูนาง อันตรายยิ่ง!
ทหารที่ไล่ตามยังไม่ทันปรากฏตัว ห่าลูกศรก็
มาถึงก่อน!
ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่าทางด้านหลังมีคนมากมาย
เท่าใด
นิ้วเซี่ยเวยกำเชือกบังเหียนแน่น เหลือบมอง
ปั่าทึบในขุนเขาลึกทาง ตะวันตก ใคร่ครวญฉับไว
ก่อนจะสั่งอย่างเฉียบขาดด้วยน้ำเสียงที่แทบ จับ
เป็นน้ำแข็ง “พวกเจ้ามุ่งหน้าต่อไป!”
เตาฉินขานตอบทันที “ขอรับ!”
เจียงเสวี่ยหนิงยังขวัญเสีย ไม่ทันตกผลึก
ความหมายที่แท้จริงของ วาจาเซี่ยเวยก็พลันเห็น
เขาวกหัวม้ากลับ พานางห้อสู่กลางปั่าลึกอันเงียบ
สงัดด้านข้าง!
ปั่าเขามีเงาไม้ปกคลุมทับซ้อน บรรยากาศ
อึมครึมมืดหม่น อาชาที่ ตื่นตระหนกควบตะบึงไว
ว่อง
แทนที่จะเหมือนม้าพาพวกตนลอดผ่านปั่า
กลับกลายเป็นเสมือนว่า ปั่าทึบที่ทั้งลึกและเงียบ
เชียบเป็นฝั่ายพุ่งเข้าหาแทน ลมหนาวที่ตีเข้าหน้า
กลืนทับถ้อยคำของเจียงเสวี่ยหนิงจนต้องขดกาย
สั่นในอ้อมแขนทั้งสอง ของเซี่ยเวยและหลับตา
แน่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่นานเสียงประจัญบานก็ดังมาจากด้านหลัง
บางคราปะปนด้วยเสียงร้องครวญครางของ
มนุษย์
เพียงแต่เสียงสับสนวุ่นวายเกินไปจนยากจะ
ตัดสินสถานการณ์การ สู้รบ
เซี่ยเวยไม่หันศีรษะกลับไปสักครั้ง
ใจเย็นจนแทบใกล้เคียงความเลือดเย็น
ม้าทะยานตรงไปยังส่วนลึกของปั่า
แม้ลูกศรของเหล่ามือสังหารที่ลอบโจมตีเมื่อ
ครู่จะมาถึง ตัวคนก็ยัง ห่างจากพวกเขาระดับ
หนึ่ง กลางความมืดเช่นนี้พวกนั้นจึงไม่อาจ
แยกแยะ ได้ในทันทีว่าทั้งคู่ออกจากรถม้ามาแล้ว
อีกทั้งไม่อาจมั่นใจได้ด้วยว่ามีม้า ตัวหนึ่งหายไป
จากกลุ่มหรือไม่…
นี่คือโอกาสรอดชีวิตที่ดีที่สุด!
ไม่รู้ว่าควบไปข้างหน้านานแค่ไหนแล้ว ผืนปั่า
รกเรื้อขึ้นทุกขณะ บนพื้นเริ่มปรากฏพุ่มไม้หนาม
เตี้ย เส้นทางบนเขามีลักษณะลาดลง ม้า ไม่ถนัด
ลงเนินจึงเริ่มไม่ยอมไปต่อ
เซี่ยเวยพลิกกายลงจากม้า ยื่นมือให้เจียง
เสวี่ยหนิง “ลงมา”
เจียงเสวี่ยหนิงวางมือลงบนฝั่ามือเขาตามจิต
ใต้สำนึก
เขาออกแรงทาบอีกมือบนเอวนางเพื่อ
ประคองลงจากม้า ครั้นนางยืนมั่นคงดีแล้ว เขาก็
ไม่ได้กล่าวอันใด เพียงฉวยแล่งธนูที่แขวนกับอาน
ม้าลงมาสะพายหลัง จากนั้นใช้คันธนูหวดบั้นท้าย
ม้าอย่างแรง
ม้าเจ็บปวดจนร้องฮี้ ยกกีบหน้าตะบึงเร็วรี่เข้า
ปั่าไป
ตลอดทางชนกิ่งไม้หัก เหยียบย่ำใบไม้เน่า
เปือย
ทิ้งร่องรอยอันแจ่มชัดไว้เบื้องหลัง
เซี่ยเวยไม่ได้ไปตามทิศนั้น กลับเดินไปตาม
ทางลงเนินเขา
เจียงเสวี่ยหนิงสับสน “พวกเราหนีไปเช่นนี้
แล้วฝังเตาฉินจะทำเช่นไรเล่าเจ้าคะ ไหนจะเจี้ยน
ซูอีก!”
เซี่ยเวยไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับมา “ไม่ถึง
ตายหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงใจสั่นสะท้าน เดินตามเขา
อย่างค่อนข้างอ่อนล้า ทันใดนั้นก็รู้สึกว่า
สถานการณ์อเนจอนาถนี้คุ้น ๆ อย่างอธิบายไม่
ถูก นางจึง หัวเราะอย่างเจืออารมณ์เยาะหยัน
ตนเอง “นับว่าข้าได้ค้นพบแล้วเจ้าค่ะ ติดตาม
เซียนเซิงนี่นะไม่มีคืนวันสุขสงบเลย ทั้งที่เคยร่วม
ทางด้วยกันมาก็แค่สามหน ทว่าแต่ละหนล้วน
ประสบเคราะห์ ยามก่อนถูกลอบจู่โจม ยามนี้ ก็
ถูกลอบสังหาร ชีวิตน้อย ๆ ถูกมัดไว้กับปลาย
ดาบหมดสิ้นแล้ว!”
“…”
ฝีเท้าเซี่ยเวยพลันหยุด
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ทันระวังจึงชนเข้า กระแทก
แผ่นหลังหยัดตรงของ เขาพอดี เจ็บจนอดแยก
เขี้ยวไม่ได้ นางเงยหน้าขึ้น “เซียนเซิง?”
เซี่ยเวยชำเลืองมา กลางปั่าเขามีเพียงเศษ
เสี้ยวของแสงดาวสาดส่อง ลงมาจากรอยแยก
ของกิ่งใบ ทอดลงบนลาดไหล่ เงาร่างเงียบงัน
คล้าย หลอมเป็นเนื้อเดียวกับไพรอันหม่นมืด
เจียงเสวี่ยหนิงพลันบังเกิดความประหม่า
“ข้าไม่ได้…”
เซี่ยเวยหมุนกายกลับอย่างเงียบเชียบ เอ่ยแค่
ว่า “เจ้ากล่าวถูกแล้ว”
ติดตามข้าไม่มีจุดจบที่ดีหรอก
——————–
1. นกหานยา หมายถึงนกแจ็คดอว์
2. ศรเตียวหลิง เป็นลูกศรจีนโบราณชนิดหนึ่ง
ปีกทำจากขนเหยี่ยว