คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 195 อดีตดุจเมื่อวาน (1)
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเซี่ยเวยคล้ายไม่ค่อย
ปกติจริง ๆ
เดิมทีนางแค่ตั้งใจจะหยอกล้อ แต่ครั้นได้รับ
คำตอบเช่นนี้ก็เหมือน เพิ่มเงามืดหนักอึ้งเข้ามา
อย่างไรก็ดี เมื่อนางนึกดูอีกหน อันที่จริงแล้วตนก็
ไม่ได้กล่าวอะไรผิดไปเลย
ถึงอย่างไรสิ่งที่พูดก็เป็นความจริง
กาลก่อนตอนนางถูกรับตัวจากชนบทกลับสู่
เมืองหลวงก็มีเซี่ยเวย ร่วมทาง ต่างตรงที่นาง
เพียงกลับบ้าน ส่วนเซี่ยเวยปกปิดตัวตน ต้องเข้า
เมืองหลวงมาช่วยเสิ่นหลางชิงตำแหน่งรัชทายาท
อย่างเงียบเชียบ
เป็นธรรมดาที่จะไม่มีผู้ใดเปลืองแรงมาสังหาร
นาง
ผู้ที่มาลอบสังหารสร้างปัญหากลางทางครา
นั้น เห็นได้ชัดว่าพุ่งเปั้า ไปยังเซี่ยเวย
ส่วนสองปีก่อนนางไม่รอบคอบ เข้าไปพัวพัน
ในเหตุการณ์วางอุบาย ขุดรากถอนโคนนิกาย
สวรรค์ของเซี่ยเวย ระหว่างทางกลับจากทงโจว สู่
เมืองหลวง คณะเดินทางก็พบการลอบสังหาร
เช่นกัน
แน่นอนว่าหน่วยพลีชีพไม่ได้มาเพราะเจียง
เสวี่ยหนิงแต่อย่างใด
พวกเขาต่างมาเพื่อ ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ ที่สวรรค์
ประทานเมตตาให้ เคราะห์ดีมีโอกาสรอดชีวิตผู้
นั้น
สำหรับครั้งนี้ นางไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้วก็รู้สึก
ว่าตนไม่ได้ไปล่วงเกิน ผู้ใด ดังนั้นหากจะมุ่งหน้าสู่
ด่านชายแดนตามลำพังคงไม่มีทางไปกระตุ้น
ความสนใจใครเข้า
แย่หน่อยตรงที่ดันร่วมทางกับเซี่ยเวย
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้คิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเก่า
ถามอย่างอดไม่อยู่ว่า “ท่านทราบหรือไม่เจ้าคะ
ว่าใครกันอยากสังหารท่าน”
เซี่ยเวยถือเกาทัณฑ์พร้อมลูกศรสะพายหลัง
มุ่งหน้าต่อพลางตอบ “คนอยากสังหารข้ามี
มากมายเกินไป”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยอย่างจนใจ “ครั้งนี้เล่าเจ้า
คะ เตาฉินบอกว่าคนของนิกายสวรรค์…”
ไม่ ไม่ถูกต้อง
เตาฉินมิได้กล่าวเช่นนั้น
เอ่ยถึงตรงนี้ จู่ ๆ เส้นประสาทอันเครียดตึง
บางเส้นในสมองก็ไหวสั่น นางพลอยสะดุ้งตัวสั่น
สะท้านประหนึ่งถูกโยนลงน้ำซึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ตาสว่างโดยพลัน
ในช่วงเวลาวิกฤติก่อนหน้านี้ เตาฉินไม่ได้
กล่าวว่า ‘นิกายสวรรค์ไม่มีทางมีมือธนูที่เก่งกาจ
ขนาดนี้แน่’ แต่เป็น ‘ในนิกายไม่มีทางมีมือธนูที่
เก่งกาจขนาดนี้แน่’ !
นิกายสวรรค์ ในนิกาย
ต่างกันคำเดียว ความนัยเชิงลึกที่ซ่อนอยู่กลับ
ห่างเป็นหมื่นลี้!
ผู้ใดกันจะกล่าวว่า ‘ในนิกาย’ แทนที่จะกล่าว
ว่า ‘นิกายสวรรค์’
เปลือกตาเจียงเสวี่ยหนิงกระตุก มองเซี่ยเวย
ที่เดินอยู่ด้านหน้า
เซี่ยเวยกลับเสมือนไม่รับรู้ว่าภายใต้ถ้อยคำที่
หยุดกะทันหันของนาง เก็บซ่อนความตกตะลึงไว้
มากเพียงใด หรืออาจไม่สนใจแต่แรก เอ่ยแค่
“พวกคนนิสัยชั่วช้าในยุทธภพแม้ซ่อนหัวก็ยังเผย
หาง[1] ไม่มีทางฝึกคนเก่ง เช่นนี้ออกมาได้หรอก
คำนวณดูแล้วคงไม่พ้นราชสำนัก แต่จะเป็นผู้ใด
ล้วนไม่สำคัญ ถึงครานั้นสังหารให้สิ้นก็ไม่มีปลา
หลุดแหแล้ว”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก
เซี่ยเวยหัวเราะอยู่เบื้องหน้า “ข้านึกว่าเจ้า
พอจะเข้าใจโฉมหน้าที่แท้จริงของข้าแล้วเสียอีก”
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่คาดเดาได้กับมารู้จริงๆ
กับหูน่ะให้ความรู้สึก แตกต่างกัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากจะเข้าใจเขาไป
มากกว่านี้แล้ว
ยิ่งรู้มาก อันตรายก็ยิ่งมากตาม ชาติก่อนนาง
เข้าไปพัวพันในความ ขัดแย้งลึกเกินไป ชาตินี้
หากช่วยองค์หญิงเสร็จสิ้นแล้วนางก็ไม่มีความ
ต้องการใดอีก
นางกวาดตามองปั่าทึบรอบกาย ไม่เห็น
เส้นทางเลยสักนิด ในใจ บังเกิดความกังวล
พร้อมกันนั้นก็เบนหัวข้อสนทนาโดยไม่เปลี่ยนสี
หน้า ถามว่า “พวกเราไม่ย้อนกลับหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยตอบ “ช้าเร็วพวกเขาย่อมต้องรู้ว่าใน
รถม้าไม่มีคน คำนวณ สักเล็กน้อยก็รู้แล้วว่าพวก
เราหลบหนีกันตั้งแต่เมื่อไหร่ จากนั้นต้องจัด
กระบวนล้อมอย่างแน่นหนาตรงเส้นทางก่อน
หน้านี้แน่ ถ้าย้อนกลับไปก็ เท่ากับเดินสู่กับดัก
ด้วยตนเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงมุ่นคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นเราจะไป
ทางใดกันเจ้าคะ”
เซี่ยเวยตอบ “เมืองจี่หนาน”
คิ้วเจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วแน่นกว่าเก่า อด
กังขาไม่ได้ “เซียนเซิง ทราบทางหรือ”
เซี่ยเวยหักกิ่งไม้ที่ขวางทาง ตอบอย่างผ่าเผย
ว่า “จากไท่อานขึ้นเหนือคือจี่หนาน แค่ต้องข้าม
ผ่านปั่าเขานี้ไปเท่านั้น สถานที่ที่อันตรายที่สุดคือ
สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แม้ทราบแก่ใจว่าภูเขามี
เสือ แต่ก็ยังมุ่งหน้าสู่เขา ที่มีเสือนั้น”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจาโดยสิ้นเชิง
แม้ทราบแก่ใจว่าภูเขามีเสือ แต่ก็ยังคงมุ่ง
หน้าสู่เขาที่มีเสือนั้น?
สวรรค์ที่รู้ว่าถ้าเกิดพลั้งเผลอขึ้นมาจะถูกฝัง
ร่างในท้องเสือหรือเปล่า!
การดั้นด้นกลางภูเขาช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง
นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงว่าครั้น
กวาดตามองรอบด้านก็พบแต่พงไพรหนาทึบ ลม
หนาวโหยหวน ทางบนภูเขาขรุขระสูงชัน เดินได้
ไม่นานก็ต้องหอบด้วยความเหนื่อยเจียนขาดใจ
เซี่ยเวยแขนยาวขายาว เบิกทางอยู่ข้างหน้า
แรกเริ่มเจียงเสวี่ยหนิงยังสนทนากับเขาบ้าง
ต่อมาก็เริ่มหมดทั้ง อารมณ์และกำลัง ยังไม่พ้น
สองเค่อหน้าผากก็มีเหงื่อผุดพรายเป็นชั้น
เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทำได้แค่ก้มหน้าเดินต่อ ย่ำ
ตามรอยเท้าที่เซี่ยเวยทิ้งไว้ เบื้องหน้า ก้าวทีละ
ก้าวอย่างโรยแรง
กลางเขายามดึกเงียบเชียบ ทุกสรรพสิ่งไร้
สำเนียง
กิ่งไม้แห้งและใบไม้เปือยทับซ้อนเป็นพรมชั้น
หนากลางปั่า บริเวณที่ ตื้นจะจมลงไปได้ถึงครึ่ง
ฝั่าเท้า บริเวณที่ลึกจะฝังขาคนไปได้ถึงครึ่งท่อน
เสียงมุ่งหน้าของพวกนางถูกขับให้ดังอย่างไร้
สิ้นสุดท่ามกลางความ โล่งกว้างเงียบสงัด
บางครายังถึงขั้นชวนกังขาว่ามิใช่เสียงตน
ทว่ามีสิ่งอื่นตามหลังมา
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างเคยคุ้นหาใดเปรียบ
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าตนลืมเลือนไปนานแล้ว
ทว่ายามสถานการณ์ดุจเดียวกันและชะตาอัน
คล้ายคลึงมาเยือนอีกครั้ง บรรดาความทรงจำไร้
สาระในอดีตต่างปรากฏจากซอกหลืบที่ถูกความ
มืดปกคลุมมานาน
ประดุจโขดหินเผยตัวหลังน้ำลด
แม้จะเปลี่ยนแปรจากรูปลักษณ์เดิมไปแล้ว
เพราะกระแสน้ำกัดเซาะ ฝุั่นทรายทับถม กระทั่ง
ยังเคลื่อนขยับจากตำแหน่งเดิมด้วยซ้ำ แต่มันก็
ยังคงดำรงอยู่ อยู่มาโดยตลอดไม่เคยหายไป มี
เพียงยามสภาพแวดล้อมปราศจากความวุ่นวาย
รบกวน โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันน่าพรั่นพรึง
เช่นนี้ คนจึงตระหนักได้ถึงความเล็กกระจ้อยร่อย
ของตนโดยแท้ และเผชิญหน้า ส่วนลึกของจิตใจ
อันเต็มไปด้วยบาดแผลอย่างแจ่มแจ้ง
เซี่ยเวยไม่ได้ยินนางเอ่ยวาจามาครู่ใหญ่
ได้ยินเพียงเสียงก้าวย่ำไม่สม่ำเสมอจาก
ด้านหลัง บางคราเข้าใกล้อยู่ บ้าง บางครั้งก็
ค่อนข้างไกลห่าง
อาการหอบค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
ทว่านับแต่ต้นจนจบกลับไม่ได้ยินคำขอให้
‘ช้าลงหน่อย’ หรือ ‘รอ เดี๋ยว’ ใด ๆ สักคำ
นางเพียรสุดกำลังเพื่อตามฝีเท้าเขาให้ทัน
เซี่ยเวยพลันรู้สึกราวกับหวนคืนสู่ช่วงเวลา
แรกเริ่มในคราวนั้น
——————–
1. แม้ซ่อนหัวก็ยังเผยหาง เป็นสำนวน
หมายถึงทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่เปิดเผย
ตัวตนหรือความสามารถแท้จริง
บทที่ 195 อดีตดุจเมื่อวาน (2)
เขาหันกลับไปมอง
เจียงเสวี่ยหนิงถูกทิ้งห่างอยู่เบื้องหลัง ชุดที่
เคยงามประณีตโดนกิ่งไม้และพุ่มหนามโดยรอบ
กรีดขาดไปส่วนหนึ่งขณะก้าวเดิน แลดูน่าเวทนา
อยู่บ้าง ผมดำขลับซึ่งเคยถูกหวีขึ้นไปตกระลงมา
สองสามปอยอย่างยุ่งเหยิง นางเก็บท่อนไม้มาใช้
แทนไม้เท้า ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้สูงเช่นเขา ทั้ง
ยังไม่ได้กำยำแข็งแรงเป็นพิเศษจึงก้าวเดินด้วย
ความลำบากยิ่ง ทำได้แค่กัดฟันแน่น ค้ำยันตน
ด้วยความทระนงไม่ยอมศิโรราบอันเป็นนิสัยซึ่ง
ฝังลึกถึงกระดูก
ประดุจหญ้าปั่าในทุ่ง
เงียบงัน ยืนหยัด
ท่าทีดังกล่าวซ้อนทับกับภาพของเด็กสาวน่า
สงสารที่เคยถือตนอวดดี ผู้นั้นอย่างง่ายดาย
เทียบกับเมื่อหกปีก่อน นางเพียงตัวสูง
กว่าเดิมบ้าง รูปร่างหน้าตาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
เนื้อแท้หามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไม่
ทว่าจู่ ๆ เซี่ยเวยก็นึกขึ้นได้ เดิมทีนางควร
เป็นบุปผาในสวน มิใช่หญ้าในทุ่ง
ยามเดินเข้าไปใกล้ เหนือศีรษะคือกลุ่มเงาไม้
สูง บดบังแสงดาวซึ่ง ไม่ได้มากมายมาแต่เดิมใน
คืนลมหนาวหอบพัด เจียงเสวี่ยหนิงมองสิ่งที่อยู่
ใต้ฝั่าเท้าไม่ค่อยชัดอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ทันระวังก็
ชนรากไม้ซึ่งยื่นโผล่ผิวดิน จากต้นไม้ด้านข้าง
พลันพลัดเซ
เซี่ยเวยยื่นมือเข้ามาประคอง
สองฝั่ามือสอดกุม
ทุกสิ่งเฉกเช่นวันวานก็ไม่ปาน
ทว่ายามนั้นนางคงเม้มปากแน่น ขมวดคิ้ว ต่อ
ให้ต้องล้มกับพื้นก็จะ ปัดมือเขาออกให้ได้ ทว่า
บัดนี้เด็กสาวที่เติบโตขึ้นแล้ว นางเงยหน้าเหลือบ
มอง เงียบไปชั่วครู่ก็เอ่ยกับเขาว่า “ขอบคุณเจ้า
ค่ะ”
ดูคล้ายไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ทว่าก็คล้ายมี
บางสิ่งเคลื่อนหมุนไป อย่างเงียบงัน
เส้นทางต่อจากนั้นยิ่งเงียบเชียบกว่าเก่าอย่าง
ยากจะอธิบาย
คนทั้งสองต่างเก็บงำความรู้สึก ล้วนไม่เอื้อน
เอ่ยสิ่งใด
บางครั้งหากเดินไวไป เซี่ยเวยจะหยุดเท้า
คอยครู่หนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้ดึงดันแสร้ง
ทำเป็นเข้มแข็ง หากพบเนินเขาหรือห้วยใดข้าม
เอง ไม่ได้ก็จะคว้ามือเซี่ยเวยที่ยื่นมาหา พยายาม
สุดกำลังไม่ให้ตนเป็นฝั่ายถ่วงการเดินทาง
เซี่ยเวยกล่าวว่า “ต้องข้ามแนวเขานี้ไปก่อน
หิมะจะตก”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงนึกถึงคำพูดของเตาฉิน ก่อน
หิมะจะมา ต้องรีบมุ่งสู่ด่านชายแดน
ยามเตาฉินเอ่ย นางมิได้ขบคิดลึกซึ้ง
ทว่ายามถ้อยคำที่แทบไม่ต่างกันออกจากปาก
ของเซี่ยเวย นางพลันบังเกิดข้อสันนิษฐานอันไม่
เป็นมงคลนัก
เซี่ยเวยไม่อธิบายสิ่งใด ด้านหน้ามีกิ่งไม้ยื่น
เอียงขวางทางเขาจึงเอื้อม มือไปหา เพิ่งจะหักกิ่ง
ไม้ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวสวบสาบ บางสิ่งส่ง
เสียงดัง ‘ฟั่อ’
แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ความเจ็บแปลบคม
ปลาบพลันแล่นจาก บริเวณใกล้ฝั่ามือตรงนิ้วชี้
ขวา
รูม่านตาเขาหดโดยพลัน
บางสิ่งกัดเขาเข้า ทว่าในความมืดเขากลับไม่
ส่งเสียงใด พลิกมือใช้ รอยแตกแหลมคมของกิ่ง
ไม้ที่หักแทงใส่ร่างเย็น ๆ อ่อนนุ่มนั้นอย่างแรง
เกิดเสียง ‘ฉึก’ แผ่ว ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงที่ตามหลังมาไม่ทันเห็น ถาม
ขึ้นว่า “เซียนเซิง มีอะไร หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยกลัวนางเสียขวัญจึงขว้างมันไปไกล ๆ
ตอบแค่ว่า “ไม่มีอะไร”
ทั้งสองมุ่งหน้าต่อกันเกือบสองชั่วยาม ถึง
อย่างไรก็เป็นเพียงร่างกายมนุษย์ปุถุชน นานเข้า
ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา
เคราะห์ดีอยู่บ้างที่หากผ่านเส้นทางตรงหน้า
ไปก็ข้ามเขาลูกนี้ได้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงตามเซี่ยเวยมุดออกมานอกปั่า
มองเห็นหุบเขาลึก ระหว่างภูเขาสองลูก ลำธาร
ใสไหลลดเลี้ยวลงมาจากไกล ๆ ทางตะวันออก
เริ่มสว่างเป็นสีขาวโพลนอย่างท้องปลา แสงรุ่ง
อรุณสายบางส่องลงมาจาก เงาร่มไม้ หมอกจาง
ๆ ลอยล่องราวผ้าโปร่งบาง ในสายตาของคนที่
ลำบากดั้นด้นมาตลอดทาง ภาพนี้กลับคล้ายแดน
เซียนเหนือโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน
นางปีติเป็นล้นพ้น รีบวิ่งลงไปทันใด ก่อนจะ
นั่งยอง ๆ ข้างสายธาร และก้มลงวักน้ำใส่แก้มที่
เปือนคราบสกปรก ถอนหายใจด้วยความผ่อน
คลาย
จากนั้นค่อยนึกถึงเซี่ยเวยขึ้นได้
นางหันกลับไปร้องเรียก “เซียนเซิงเจ้าคะ
เราพักกันที่นี่…เซียนเซิง?”
เซี่ยเวยไม่ได้ตามมา
ยามเจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับไปก็เห็นเขา
นั่งหลับตาพิงหินภูเขาโล้นตรงเนิน แม้ได้ยินเสียง
นางแล้วก็มิได้ลืมตามอง
รออยู่ชั่วครู่ เขาก็ยังนั่งนิ่งไม่ขยับ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเดินย้อนขึ้นเนิน ร้องเรียก
ซ้ำว่า “เซียนเซิง?”
เซี่ยเวยเผยอเปลือกตาเบา ๆ
แสงอาทิตย์แรกแห่งวันทาบทอดวงหน้าเขา
ถึงกับเผยความซีดขาว อย่างคนอมโรค
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบเข้าใจว่าเขาหลับไปแล้ว
นางยื่นมือหมายจะวาง ลงบนไหล่ ทันใดนั้นกลับ
เห็นว่าบนนิ้วชี้มือขวาที่ห้อยตกบนเข่ามีรูโลหิต สี
แดงเข้มสองจุดอันน่าตื่นตะลึง!
พริบตานั้น เจียงเสวี่ยหนิงรับรู้ถึงความหนาว
สะท้านเสียดกระดูก
สายธารเยียบเย็นไหลลงจากแก้ม
นางจดจ้องดวงหน้าสงบนิ่งตรงหน้าเงียบ ๆ
บังเกิดความโศกเศร้าที่ ใกล้เคียงความตื่น
ตระหนก นิ่งค้างไปชั่วครู่ถึงค่อยตระหนักได้ จับ
ฝั่ามือ เซี่ยเวยแบบแทบจะสั่นระริก อมข้อต่อ
นิ้วชี้เขาแล้วดูดอย่างแรง
รสคาวเค็มพลันหลั่งออกมาจากรูโลหิต
นางอมไว้คำเล็ก ๆ แล้วถุยทิ้งทางด้านข้าง
ในใจร้อนรนอย่างไร้ที่มา
แพขนตาเซี่ยเวยไหวระริก เขาลืมตามองนาง
อย่างสงบ แล้วเอ่ยอย่างปราศจากคลื่นอารมณ์
“เจ้ายังกลัวคนตายมากอยู่อีกหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน
ริมฝีปากนางเย็นเล็กน้อย ทว่าปลายลิ้น
สัมผัสได้ถึงความอุ่น บัดนี้เมื่อเงยหน้าจึงสบเข้า
กับดวงตาสงบลึกล้ำอันมีสติครบถ้วน ไม่ได้ต้อง
พิษงู ไม่ได้สลบไสลแม้สักนิด!
“ท่าน!”
ชั่วอึดใจนั้น ประหนึ่งว่าคนที่ถูกงูกัด
กลายเป็นนางเสียเองก็ไม่ปาน นางโยนมือเขาทิ้ง
ทันควัน ถอยออกไปด้านหนึ่งและมองเขาอย่าง
ระแวด ระวังระคนโมโห
เซี่ยเวยเก็บมือกลับอย่างเชื่องช้า
นิ้วมือยังเหลือความอุ่นตกค้าง
สายตาเขาหยุดที่เจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่เบือน
ไปไหนขณะอ้าปากอม ปากแผลซ้ำ หลังปลายลิ้น
ลิ้มรสโลหิตจึงกล่าวเนิบนาบ “หมอแสวงบุญ ที่
เป็นนักต้มตุ๋นเมื่อตอนนั้นไม่เคยสอนเจ้าแยกแยะ
เลยหรือ เช่นนี้ไม่มีพิษหรอก”
เขากำลังเยาะหยันเรื่องที่นางกรีดข้อมือปั้อน
โลหิตอย่างโง่เขลาใน สมัยนั้น!
อกเจียงเสวี่ยหนิงกระเพื่อมขึ้นลง ฉุนจนพูด
ไม่ออก
แต่สายตาของเซี่ยเวยกลับทำให้นาง
หวาดกลัวเสียยิ่งกว่าถูกงูพิษจับจ้อง กระทั่งเสียง
ของเขายังแฝงความสงบเย็นเยียบอันชวนสั่น
สะท้าน “ข้าคือ เซียนเซิงของเจ้า แม้จะละแล้ว
ซึ่งความใคร่แห่งชายหญิงเพื่ออุทิศตนต่อ
การศึกษาพุทธและเต๋า ทว่าก็ไม่เคยเป็น
นักปราชญ์จิตใจประเสริฐอันใด ปั่าเขารกร้าง
เช่นนี้ คนก็ไม่ต่างจากสัตว์ปั่า หากเจ้ายังอยาก
ตบแต่งแก่คนดี ไม่ยินดีถูกข้าปิดปากหลังเกิดเหตุ
ก็คงต้องขอแนะนำเจ้าให้อยู่ห่างจากข้า สัก
หน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่คนโง่ เพียงได้ยินคำว่า
‘ความใคร่แห่งชายหญิง’ เปลือกตาก็กระตุก
ทว่ามนุษย์เมื่อถูกบีบคั้นถึงขีดสุดก็จะเกิดผล
ตรงข้าม
จากหวาดกลัวถึงขีดสุดจึงกลับกลายเป็น
โทสะ
ทั้งที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้วแท้ ๆ ปากของ
คนแซ่เซี่ยก็ยังไม่เปล่ง วาจาอย่างมนุษย์สักครึ่ง
ประโยค ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าอาการนั้นมอง
อย่างไรก็เหมือนคำว่า ‘เสแสร้ง’ นางเองก็ไม่รู้ว่า
ตัวเองเกิดบ้าอะไรขึ้นมา แค่นหัวเราะเอ่ยเสียง
เย็น “จริงหรือเจ้าคะ เซี่ยเซียนเซิงควบคุมจรรยา
มารยาทตนได้ดีนัก ถึงเรื่องอื่นจะทำไม่เป็น แต่
เรื่องปากอย่างใจอย่างกลับฉกาจฉกรรจ์จริงเชียว
ไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ ยังไม่ทราบเสียหน่อย
ว่า ผู้ใดจะลักหลับผู้ใด ผู้ใดถูกเอาเปรียบกันแน่!”