คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 196 หิมะมาเยือน
“…”
สิ่งที่ตอบกลับคือความเงียบอันเนิ่นนาน
แม้เซี่ยเวยจะนั่งหน้าซีดเผือดพิงหินผาสีเข้ม
ก้อนนั้น ร่างกายกลับ แข็งเกร็งเล็กน้อย ท่วงท่า
หยุดนิ่งปานอสูรร้ายกำลังออมแรงพร้อมรบ แวว
ตาคมปลาบแทบเสมือนดาบกระบี่หยุดอยู่ที่
นางในฉับพลัน
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่
นางรออยู่พักหนึ่งก็เห็นเซี่ยเวยค่อย ๆ กำคัน
ศรในมืออีกข้างทั้งที่ สีหน้าย่ำแย่สุดขีด แต่ก็ไร้
ท่าทีจะทำอะไรจริง ๆ ตามคาด
จึงส่งเสียง “ชิ” คราหนึ่ง
นางเข้าใจที่เขาทำเรื่องเช่นนี้ไม่ลง ทั้งยัง
คร้านจะใส่ใจเขาต่อ จึงมุ่งไปยังปั่าข้างลำธารโดย
ทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียวว่า “ข้าจะไปหาของกิน
หน่อย”
เรื่องบนโลกนี้ช่างประหลาดจริงแท้
ชาติก่อนนางอับจนหนทาง ยกน้ำแกงไปหา
พระอาจารย์ของฮ่องเต้ ผู้นั่งอย่างสง่างามในโถง
อันสว่างไสวเพื่อเสนอตัวให้โดยเฉพาะ ปรากฏว่า
เขาส่งยิ้มห่างเหินดุจหมอกควันแล้วขอให้นาง
‘สำรวมกิริยา’ ส่วนชาตินี้ นางรู้อยู่แก่ใจจึงหลบ
เลี่ยงนักปราชญ์ผู้ผุดผ่องราวกับหลีกหนีอสรพิษ
ไม่คาดคิดว่าอีกฝั่ายกลับตามหลอกหลอนโดยไม่
ทราบสาเหตุ จนถึงคราว นางเป็นฝั่ายถากถาง
เขาบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงบังเกิดความคิดหนึ่งในใจ…
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันนี่!
ภายในปั่าเขาอันกว้างใหญ่ แม้จะไร้ร่องรอย
ผู้คนแต่ใช่ว่าจะหาอาหารไม่ได้
สมัยเด็กนางอยู่ชนบทจึงชอบเที่ยวเล่นไปทั่ว
ดังนั้นจึงพอจะรู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเลาะตามลำธาร ทว่าก็ไม่กล้า
เข้าไปลึกเกิน เพียง เสาะหาแถวราวไพร โชคดีไม่
น้อยที่หาเจียงกั่ว[1]กินได้เจอหลายลูก เขย่งเท้า
หน่อยก็เด็ดลงมาได้
นางลองกัดคำหนึ่ง ส่วนที่เหลือห่อไว้ในอ้อม
อก
ออกไปครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานแต่ก็ไม่สั้น ตอน
กลับมาก็เห็นบนหินก้อน นั้นมีกระต่ายปั่าถูกถลก
หนังคว้านอวัยวะวางอยู่ ทั้งยังได้กลิ่นคาวเลือด
จากธารน้ำไหลข้างล่างจาง ๆ คันศรของเซี่ยเว
ยวางทิ้งไว้ด้านข้าง โลหิตสด บนลูกธนูดอกหนึ่ง
ยังไม่ทันเช็ดให้สะอาด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งดึงออก
จากร่าง กระต่ายปั่าเคราะห์ร้ายเมื่อไม่นานนี้
ส่วนเจ้าตัวนั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ข้างกองไฟที่เพิ่งก่อ
ใช้มีดสั้นลิดกิ่งใบบนปล้องไผ่แข็งท่อนหนึ่ง
มีดสั้นเล่มนั้น…
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยเห็นเลยระหว่างทาง
ทว่าเนิ่นนานมาแล้วนางอาจเคยเห็น ถึงขั้น
ว่าเคยใช้งานมาก่อน
นางเดินเข้าไปวางเจียงกั่วในอ้อมแขน มอง
กระต่ายซึ่งถูกถลกหนัง ผาดหนึ่ง ลอบขมวดคิ้ว
แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปาก เพียงนั่งลงข้างกองไฟ หยิบ
เจียงกั่วที่ก่อนหน้านี้ตนกัดไปขึ้นมางับ “มีดเล่มนี้
ของเซียนเซิงไม่เปลี่ยนมาหลายปีแล้วนะเจ้าคะ”
เซี่ยเวยไม่กล่าวคำ ตัดปล้องไผ่แล้วยก
กระต่ายปั่าตัวนั้นมาเสียบ
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตามอง “เป็นพ่อ
ครัวไม่สุขสบายกว่ามา ทรมานอยู่ในราชสำนัก
หรือไร”
เซี่ยเวยมองนางแวบหนึ่ง ยังคงไม่โต้ตอบ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่พูดต่อ
ขณะนี้แสงอรุณสว่างจ้า ทั้งสองหนีเอาชีวิต
รอดกันมาคืนหนึ่ง หมด สิ้นเรี่ยวแรงตั้งนานแล้ว
ท้องส่งเสียงร้องโครกคราก นั่งประจันหน้ากัน
ข้างกองไฟโดยไม่พูดจา มองกระต่ายตัวนั้นค่อย
ๆ ถูกเปลวเพลิงโลมเลียจนสุก
ทุกอย่างช่างแลดูเงียบสงบ
ราวกับว่าภยันตรายและการวิวาทเมื่อไม่นาน
มานี้ไม่เคยเกิดขึ้น
ทั้งสองต่างรู้ดีว่า…
ในไพรพฤกษ์รกร้าง คนย่อมไม่ต่างอะไรกับ
สัตว์
ณ ที่แห่งนี้ไม่มีทั้งคุณหนูรองเจียงและไม่มี
รองราชครูเซี่ยเวยอะไร ทั้งนั้น ยามอยู่ต่อหน้า
ความตายใครก็ไม่สูงส่งกว่าใคร ใครก็ไม่ต้องกลัว
ใคร ต่อให้มีกองทัพอันทรงแสนยานุภาพในมือ มี
ทรัพย์สินก่ายกองเป็นภูเขา เลากาในบ้าน ตอนนี้
ก็ต่างตัวคนเดียวอย่างแท้จริง กระทั่งความแค้น
เอย ความเกลียดชังเอย ความรักใคร่เอย ความ
โกรธเกรี้ยวเอย ต่างก็ดุจดั่ง ไอหมอกเช้านี้ ลอย
ล่องครู่เดียวก็สลายหายไปทางขอบฟั้า
ตอนรับขากระต่ายที่เซี่ยเวยฉีกส่งมาให้ เจียง
เสวี่ยหนิงยังขอบคุณ อย่างมีมารยาททีหนึ่ง
ปั่าเขาลำเนาไพรย่อมไร้น้ำมัน เกลือ
เครื่องปรุง หรือน้ำส้มสายชู ใด ๆ
ทว่าเซี่ยเวยกลับย่างกระต่ายกรอบนอกนุ่มใน
คุมไฟได้เยี่ยม ผิว ชั้นนอกสีเหลืองทองเคลือบชั้น
มันวาว พอฉีกชิ้นหนึ่งเข้าปากก็ยิ่งได้เนื้อ สัมผัส
ชั้นยอด พอจะได้กลิ่นหอมของกิ่งต้นสนที่เผาไหม้
อยู่ด้านล่างโชยกรุ่น
นางแทบกินนิ้วตัวเองเข้าไปด้วย
แม้ยากจะเทียบกับตอนมีเครื่องปรุงรสอยู่
ด้วยจริง ๆ ทว่าขณะนี้ ณ ที่แห่งนี้ ใน
สถานการณ์เช่นนี้ทิวทัศน์แบบนี้ ถือว่าเลิศรส
แล้ว
หลายปีที่ผ่านมาจะว่าอย่างไรเซี่ยเวยก็
นับเป็นขุนนางคนสำคัญประจำรัชกาล กล่าวเสีย
ดิบดีว่าวิญูชนควรอยู่ห่างจากห้องครัว แต่ฝีมือ
การ ทำอาหารของคนผู้นี้ไม่เห็นจะถดถอยเลย
หลังเจียงเสวี่ยหนิงกินพออยู่ท้องก็อดมองเขา
ไม่ได้
เซี่ยเวยเหยียบกองไฟให้ดับตั้งนานแล้ว
แม้แต่ร่องรอยการก่อไฟก็ถูกกวาดลงธารน้ำ ลุก
ขึ้นเอ่ยอย่างเฉยชาว่า “กินเสร็จแล้วก็ไป”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขามัดมีดสั้นติดข้อมืออีก
หน ตามด้วยหยิบคันศรรวมถึงลูกธนูที่ก่อนหน้านี้
ยิงใส่กระต่ายปั่ามาเช็ดให้สะอาดแล้วใส่กลับใน
แล่ง
เพียงแต่รูเลือดบนข้อนิ้วชี้ออกจะสะดุดตาอยู่
บ้าง
นางกลัวเหลือเกินว่าคนผู้นี้จะสิ้นใจกลางทาง
จึงถามว่า “แผลท่านไม่เป็นไรจริง ๆ หรือเจ้า
คะ”
เซี่ยเวยตอบ “หากเจ้าไม่ก่อปัญหาเพิ่มก็คง
หายดีไปแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางถึงกับสำลักทีหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแย้ม “ข้า
นึกว่าเซียนเซิงสลบไป เพราะพิษน่ะเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเหลียวมอง “แค่นั่งพักเท่านั้นเอง”
พูดจบก็เอ่ยต่อ “หากเจ้าแยกออกว่าอย่างไร
คือหมดสติ อย่างไรคือ พักผ่อน บางทีวิชาแพทย์
แบบแมวสามขา[2]นั่นอาจทำร้ายคนน้อยลงสัก
สองสามคน”
ก็ได้ เป็นความผิดของนางล้วน ๆ
ไม่รู้เหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทีเยือกเย็น
ของเขาแล้วหงุดหงิดนัก ต้องอดทนสักพักใหญ่ถึง
สะกดความอยากจะโต้เถียงลงสำเร็จ เก็บเจียงกั่ว
สองสามลูกที่ยังกินไม่หมดบนพื้นแล้วเดินตามเขา
ไป
ทั้งสองลุยข้ามธารน้ำเข้าสู่พงไพรอีกฟาก
ช่วงเวลาที่เร่งเดินทางน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
โบราณกล่าวไว้ว่า ‘ห้อม้ามองเขาจนม้าตาย
ได้[3]’ ก่อนหน้านี้เซี่ยเวย บอกว่า ข้ามเขาลูกนี้
ไปถึงจี่หนานเมื่อไรก็จะดี ทว่าปั่าเขาแห่งนี้ถึงจะ
มอง ไม่ค่อยไกล ครั้นเดินทางเข้าจริงหลายวันผัน
ผ่านก็ยังไม่เห็นปลายทาง
เวลานี้แม้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้มีนิสัยคุณหนู
อ่อนแอ ท้ายที่สุดแล้ว ร่างกายก็ทนลำบากไม่ไหว
นัก
ครั้นถึงวันที่สามฝั่าเท้าก็เสียดสีจนพุพอง
ต่อให้นางไม่อยากเป็นตัวถ่วงใคร แต่ก็ยากจะ
เดินเร็ว ๆ ไหว
วันนี้ทั้งสองต้องข้ามผ่านสันเขา
พื้นที่ภูเขาค่อนข้างสูงชัน
นางขึ้นไปไม่กี่ก้าวก็หลั่งเหงื่อเย็นไม่หยุด ฝั่า
เท้าเริ่มอ่อนแรง หากมิใช่เซี่ยเวยทางด้านข้างดึง
ไว้เกรงว่าคงร่วง
เจียงเสวี่ยหนิงอดยิ้มขื่นไม่ได้ มองไปยังผืนฟั้า
สูง ปิดบังความกังวลอันลึกล้ำพลางบอกเซี่ยเวย
“ทางด่านชายแดนรอให้ท่านไปคุมสถานการณ์
ส่วนองค์หญิงใหญ่ก็ตกอยู่ในอันตราย ข้าเป็นแค่
ตัวไร้ประโยชน์ หนทางนี้เดิมทีก็ยากจะเดินทาง
ท่านพาข้าไปด้วยเกรงจะทำให้เรื่องยิ่งแย่กว่าเก่า
ไม่สู้ทิ้งข้าไว้ที่นี่ส่วนท่านไปจี่หนานก่อนดีกว่า ข้า
จะอยู่ในเขาไม่เถลไถล ไว้ท่านจัดการธุระเสร็จ
ค่อยส่งคนมาหาข้าก็ได้เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยไม่พูดอะไร ดึงชายเสื้อตัวเองโดยแรง
เกิดเสียงดัง ‘แควก’
เขาฉีกเสื้อคลุมนักพรตสีขาวหิมะซึ่งเปือน
เปรอะไปแล้วบางส่วนออกมาเส้นหนึ่ง ก่อนจะ
ผูกข้อมือเจียงเสวี่ยหนิงแล้วมัดปลายอีกฝังเข้ากับ
ข้อมือตนเองแน่น กล่าวด้วยใบหน้าสงบนิ่งปาน
ผืนน้ำว่า “ไป”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าคนผู้นี้เสียสติไปแล้ว
นางเสนอวิธีการที่ดีสุดแล้วแท้ ๆ
เซี่ยเวยกลับไม่มีท่าทีจะพิจารณาหรือสนใจ
สักนิด ฉวยมือนางฉุดให้ เดินไปข้างหน้า
แต่แล้วเรื่องที่ทั้งคู่กลัวที่สุดก็เกิดจนได้…
ชั่วขณะที่สิ้นเปลืองกำลังมหาศาลขึ้นมายืน
บนสันเขา สายลมเหนือก็หวีดหวิวปะทะใบหน้า!
ขอบฟั้าทิศอุดรปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม
ยามทอดตามองจากที่สูงควรบังเกิดสภาวะ
ปลอดโปร่งอย่างยิ่งแท้ ๆ แต่ชั่วพริบตานี้เจียง
เสวี่ยหนิงกลับรู้สึกหนักอึ้งหายใจไม่ออกราวกับมี
ทัพใหญ่เข้าใกล้เขตแดน
นางมองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยยืนท่ามกลางสายลม ชุดนักพรตปลิว
ไสว จ้องมองเมฆาทั่วฟั้า ที่กำลังเคลื่อนมา
ดวงตากระจ่างอย่างหาได้ยาก
ประหนึ่งผงธุลีและพยับเมฆซึ่งแฝงฝังอยู่ลึก
ล้ำถูกสายลมเย็นเฉียบ พัดหายไปหมด
นางได้ยินสุ้มเสียงอันสุขุมของเขาแว่ว ๆ
“หนิงรอง หิมะจะตกแล้ว”
——————–
1. เจียงกั่ว หมายถึงผลเบอร์รี
2. แมวสามขา เป็นสำนวน หมายถึงมีความรู้
ความเชี่ยวชาญเพียงตื้นเขิน
3. ห้อม้ามองเขาจนม้าตายได้ เปรียบเปรยว่า
มองเห็นภูเขาแล้วแท้ ๆ แต่เดินทางจริง ๆ
ใช้เวลานานมาก จนม้าที่ขี่ตายไปแล้วภูเขา
ก็ยังตั้งอยู่ไกลโพ้น