คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 197 ภูตผีร่อนเร่
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ท่านจะมุ่งหน้าต่อหรือ”
บอกไม่ได้เลยว่าพวกนางจะโชคดีสวรรค์เป็น
ใจให้ฝั่าพ้นไปก่อนหิมะ ห่าใหญ่ปิดทางภูเขาหรือ
เปล่า หรือบางทีหิมะอาจตกไม่หนักสักครู่ก็หยุด
ไม่กระทบต่อการเดินทาง
ทว่าเซี่ยเวยส่ายศีรษะ
หลังจากเพ่งมองเบื้องหน้าออกไปไกลโพ้นพัก
ใหญ่โดยไม่ตอบคำใด เซี่ยเวยก็เพียงหันหลังกลับ
ทางเดิม เดินเลียบลงข้างสันเขา
เจียงเสวี่ยหนิงยืนจ้องมองแผ่นหลังของเขา
จากที่สูง อีกฝั่ายอยู่ ท่ามกลางหุบเขาและท้องทุ่ง
ราวกับนกกระเรียนตัวหนึ่ง
การเร่งเดินทางท่ามกลางพายุหิมะที่กำลังมา
เยือนเสี่ยงเกินไปโดยแท้
แต่ถึงกระนั้นการจะหาที่พักชั่วคราวก็ไม่ได้
ปลอดภัยอย่างแท้จริง
หากพายุหิมะรุนแรงและยาวนาน พวกนาง
คงได้แต่นั่งวิตกและ ครุ่นคิดว่าอาจต้องอดอยาก
หนาวตายกันหรือเปล่า
…ทั้งสองกรณีนี้ล้วนเกิดขึ้นได้ แล้วเหตุใดเซี่ย
เวยจึงเลือกกรณีหลังเล่า
นางจำได้ว่าเซี่ยเวยไม่ชอบหิมะตก
แต่เป็นเพราะเหตุผลเท่านี้จริงน่ะหรือ
เจี่ยงเสวี่ยหนิงมุ่นคิ้วเล็กน้อย นางยืนอยู่ชั่ว
ครู่ก่อนข่มความสงสัย ลงในท้ายที่สุด ตามเขา
กลับทางเดิม
เวลานี้เมฆอันมืดทะมึนกระจายไปทั่ว
เดิมทีภูเขาไม่มีแสงสว่างนักอยู่แล้ว ครั้น
พยับเมฆเคลื่อนคล้อยมา บรรยากาศจึงยิ่งค่อย ๆ
เต็มไปด้วยความน่าอึดอัดกระวนกระวาย
ใบไม้นิ่งไม่ขยับไหว
มดแมลงเดินหลีกลี้ราวกับรีบร้อนอยู่บนผิว
ดินซากใบไม้
พวกนางใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะพบถ้ำแห่ง
หนึ่งบริเวณตีนเขาทาง ด้านหลัง บนผาหินมี
ร่องรอยทางน้ำไหลกัดเซาะ ซ้ำยังมีหินหลายก้อน
ร่วง อยู่ตรงปากถ้ำ ผิวด้านนอกต้องลมพัดโกรก
ยาวนานจนแปรสภาพ
ถ้ำลึกไม่เกินสองจั้ง กว้างหนึ่งจั้ง
ตัวถ้ำสูงแค่จั้งกว่า บางแห่งค่อนข้างเตี้ยจน
จำต้องก้มศีรษะจึงจะผ่านได้ อีกทั้งยังมีพื้นผิว
ตะปุั่มตะปาขรุขระยิ่งนัก
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงปัดกวาดฝุั่นและก้อนหินที่
ระเกะระกะคร่าว ๆ ก็พบเศษขนสีดำขี้เถ้าหลาย
กระจุก เหมือนเป็นขนที่กระต่ายปั่าสลัดทิ้งไว้
พายุฝนครั้งก่อนคงมีสัตว์เล็กบางส่วนเข้ามาหลบ
นับว่าพวกนางมายึดที่ผู้อื่นเสียแล้ว
ทว่าก็เป็นการดี
ยามออกไปหาหญ้าแห้งปลายสารทฤดู
จำนวนมากมาปูพื้น นางคิดว่าหากค่ำ ๆ มีสัตว์
เล็กอย่างพวกมันเข้ามาติดกับดักก็พอดีเลย ได้ลง
ท้องนางกับเซี่ยเวยแน่นอน จะได้ไม่ต้องออกไป
หาของกินเอง
บางทีหิมะอาจตกครู่เดียวหยุด หรืออาจตก
นานและไม่หยุดก็ได้ ต่อให้เป็นแบบใดพวกนางก็
ยังกลัวหนาวกับกลัวหิวอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงจัดถ้ำเสร็จ
เรียบร้อยก็ไปหาเก็บกิ่งไม้แห้งจนทั่ว
ส่วนเซี่ยเวยหิ้วเกาทัณฑ์เข้าปั่าลึกในภูเขา
จวบจนโพล้เพล้ เจียงเสวี่ยหนิงจึงเห็นอีกฝั่าย
เดินจากซอกเขาฝัง ตรงข้ามมาแต่ไกล
มือของเขาหิ้วท่อนไม้ไผ่เสียบไก่ปั่าถอนขนตัว
หนึ่งกับกระต่ายปั่าที่ ถลกหนังเรียบร้อยอีกตัว
ทั้งยังมีกวางขนาดย่อมเสียบอยู่อีกฟากของไม้ไผ่
ด้วย
สีหน้าเขาเรียบเฉย แม้ว่าชุดคลุมนักพรตจะ
เปรอะเปือนโลหิตไม่น้อยก็ตาม
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุกอย่างห้ามไม่อยู่
หลายวันมานี้ต้อง ขอบคุณฝีมือธนูของเซี่ยเว
ยเป็นอย่างมากที่ล่าสัตว์ปั่าในภูเขามาเติมให้ อิ่ม
ท้องได้ ทว่าเดิมทีตัวเขาเป็นคนรักสะอาด ทั้งยังรู้
ว่านางทนเห็นเลือด ไม่ค่อยไหว เมื่อล่าเสร็จจึง
มักจะแล่เนื้อถลกหนังเสียตรงนั้นเพื่อไม่ให้นาง
เห็น ซ้ำยังแล่ไม่ให้เลือดเปือนตัวสักหยด
ทว่าบัดนี้…
นางสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติราง ๆ และรู้สึกใจ
หายจับจิต
เซี่ยเวยไม่สนใจเลือดที่เปือนกายแม้แต่น้อย
หลังจากสอดไม้ไผ่เสียบเนื้อที่ช่องหินอย่างเฉย
เมย เขาก็ออกไปอีกหนเพื่อหักช่อกิ่งพุ่มไม้
มากมายมากองตรงปากถ้ำ ทำเป็นกำแพงครึ่ง
ด้านที่ไม่แน่นหนานักสำหรับบัง ลมหิมะบางส่วน
จากนั้นจึงนั่งลงแล้วเริ่มก่อไฟ
ตลอดทุกขั้นตอนเซี่ยเวยไม่เปล่งวาจาสักคำ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันสัมผัสได้ถึงความอึดอัด
อันยากจะอธิบาย
เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากพายุหิมะ
แต่มาจากคนตรงหน้า
นางเพียงหาพื้นที่พอสะอาดนั่งลงตรงหน้าเขา
โดยไม่เอ่ยคำใด กอดเข่าพลางจ้องอย่างเงียบงัน
ม่านราตรีโรยตัวโดยไร้สุ้มเสียง
สายลมหวีดหวิวไม่ขาดสายอยู่ด้านนอก
แสงในถ้ำมืดสลัวลง
ใบหน้าของเซี่ยเวยเองก็พลอยเลือนรางไม่
ชัดเจน
ทว่าเมื่อหินเหล็กไฟเริ่มส่งเสียงเคาะและก่อ
ประกาย
เค้าโครงหน้าอันเย็นชาและนิ่งเฉยก็เริ่มวูบ
วาบสลับกันระหว่างสว่าง กับมืด ประเดี๋ยวต้อง
แสงสาดก็พลันสว่าง อีกประเดี๋ยวก็จมสู่ความมืด
หลังจากไฟวูบลงอีกคราราวกับจมสู่การฉุดรั้งมิรู้
จบ จวบจนสะเก็ดไฟร่วงสู่กองหญ้าแห้ง ลูกไฟสี
แสดแดงก็ค่อย ๆ ลุกไหม้ ความมืดรอบบริเวณ
ถูก ขับไล่ทีละน้อย ครั้นแสงสาดทั่วกายเขาอยู่
ด้านหน้า ก็เหลือแค่เงาส่ายไหวบนผนังถ้ำอัน
เว้าแหว่งตะปุั่มตะปาทางด้านหลัง
ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ครั้นถึงช่วงสุดท้าย
เมื่อไฟลุกโชน เจียง เสวี่ยหนิงจึงผ่อนลมหายใจ
คลายกังวล
เซี่ยเวยมองมา
แต่นางกลับหลบสายตาเสมองนอกถ้ำแทน
ก่อนอุทานเบา ๆ “หิมะ ตกแล้ว!”
ในที่สุดก็ตกจนได้
ท้องฟั้าครึ้มยามดึกราวกับม่านผืนใหญ่มืด
ทะมึนที่ถูกสายลมคมกริบกรีดกระชากเป็นปาก
ขนาดมหึมา แหวกช่องให้เกล็ดหิมะนับพันล้าน
โปรยปราย สายลมพัดพาปุยหิมะให้ปลิดปลิวดุจ
ขนห่าน
กระทั่งว่ามีบางส่วนตกสุมบนกิ่งไม้หน้าปาก
ถ้ำ
ดูท่าไม่ถึงชั่วยามก็คงปกคลุมไปทั่วจน
กลายเป็นขุนเขาสีเงินยวง
เจียงเสวี่ยหนิงมองอยู่ครู่หนึ่ง แม้ใจจริงจะ
รู้สึกหนักอึ้งทว่ายังแสร้ง ยิ้มผ่อนคลาย “ดูท่า
พวกเราคงต้องติดอยู่ที่นี่ ออกไปไหนไม่ได้สัก
พัก”
นางนึกว่ายามนี้เซี่ยเวยคงหันไปดูหิมะแล้ว
แต่พอนางหันกลับมา สายตาของเซี่ยเวยกลับ
ยังจับจ้องนางเช่นเดิม จึงบังเกิดความเงียบสงัด
ประหนึ่งกลีบหิมะที่ถูกลมหอบเข้าถ้ำ
เขาไม่มองด้านนอกเลยแม้แต่แวบเดียว
หลังจากเห็นรอยยิ้มฝืดฝืน ตรงมุมปากของเจียง
เสวี่ยหนิงค่อย ๆ จางหาย เขาก็เพียงหลุบตาลง
อีกครั้งแล้วโยนฟืนเข้ากองไฟ
เซี่ยเวยหักกิ่งไม้หลายท่อนราวกับเป็นเรื่องที่
ไม่ได้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรง จากนั้นใส่เข้ากองไฟเพิ่ม
ไปอีก ใบไม้ที่ยังไม่แห้งสนิทถูกไฟลามเลีย กิ่งไม้
เหล่านั้นแอ่นงอก่อนส่งเสียงแตกแผ่วเบา
ตัวถ้ำพลันสงัด
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งเฝั้ากองไฟเช่นเดียวกับเขาผู้
อยู่ฟากตรงข้าม ไม่มีใครเอ่ยคำทำลายความเงียบ
อีก
เปลวไฟระริกไหว แผดเผาอยู่ในเงาสะท้อน
ส่วนลึกของดวงตา
เวลานี้ถึงกับมีความปกติแบบวิถีชีวิตทั่วไป
ปรากฏ ณ สถานที่ซึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอก
ถ้อยคำใด ๆ ล้วนไร้ซึ่งความหมาย นางกับเซี่ย
เวยดั่งมีความเงียบที่ต่างฝั่ายต่างรู้อยู่แก่ใจ ทั้งไม่
มีสิ่งใดให้สนทนาและไม่มี สิ่งใดอยากคุย
นางเองก็เติมฟืนให้กองไฟเป็นครั้งคราว
ทว่าห้วงความคิดเหมือนจะล่องลอย ความ
ทรงจำขมขื่นสดใสไกลใกล้ทั้งหมดหลั่งไหลมาไม่
ขาดสาย
เจียงเสวี่ยหนิงซุกใบหน้ากับวงแขนพลางมอง
เปลวเพลิงลุกโชน กระทั่งรู้สึกถึงความเหนื่อยล้า
ที่สั่งสมมาตลอดการเดินทาง ความง่วงงุนจึง
ค่อยๆ คืบคลาน
ไม่รู้เช่นกันว่าเปลือกตาปิดลงเมื่อใด
ในสติอันรางเลือนคล้ายแว่วเสียงผู้ใด
พยายามกลั้นไอ
จวบจนลืมตาอีกครา จึงพบว่าตนเอนนอน
แอ้งแม้งบนกองหญ้าแห้งนุ่มที่ปูไว้ ชุดคลุม
นักพรตเปือนเลือดแห้งกรังห่มบนบ่า ใน
ขณะเดียวกัน ชุดคลุมตัวนอกของเซี่ยเวยก็ลดลง
หนึ่งชิ้น อีกฝั่ายยังคงนั่งอยู่หน้ากองไฟ ตามเดิม
หว่างนิ้วหนีบกิ่งไม้เรียวยาวครึ่งท่อน นั่งมอง
เปลวเพลิงโดยไม่ขยับเขยื้อน
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด นางคงยังจิตใจดีมี
เมตตาเกินเหตุอยู่บ้าง
ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกแสบปลายจมูกนิดหน่อยได้
อย่างไร
นางขยับริมฝีปากจะพูดบางสิ่ง ทว่ามองเสี้ยว
หน้าต้องแสงไฟของ เซี่ยเวยแล้วกลับไม่เอื้อนเอ่ย
หยัดกายขึ้นพับชุดคลุมผืนนั้นส่งให้เขา “ขอบคุณ
เจ้าค่ะ แล้วท่านไม่นอนสักหน่อยหรือ”
เซี่ยเวยหันมามอง รับชุดคลุมไว้ทว่าไม่ได้นำ
กลับไปใช้ต่อ
ปลายนิ้วสัมผัสความอบอุ่นบางเบาที่
หลงเหลือบนผืนผ้านุ่ม ๆ
เวลานั้น เขานึกอยากถามเหลือเกินว่า เจียง
เสวี่ยหนิง เจ้าเชื่อว่า โลกนี้มีภูตผีร่อนเร่หรือไม่
ณ เมืองที่ร้างไร้ผู้คน ในคืนหิมะตกอันโล่งสงัด
นั่น
ข้าไม่กล้าข่มตานอน