คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 198 มารฝัน (1)
สุดท้ายเซี่ยเวยก็ไม่ได้ถาม ตอบแค่ว่า “ข้าไม่
ง่วง”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นนั่งตรงข้ามกัน ก้มตัวดึง
กิ่งไม้สองสามกิ่งข้าง ๆ พลางพึมพำ “ข้าหลับไป
แล้วพักหนึ่ง ประเดี๋ยวจะคอยดูไฟให้เองเจ้าค่ะ
ท่าทางหิมะคงยังตกอีกสักพัก ถึงท่านไม่ง่วงก็
นอนเอาแรงหน่อยเถิด สภาพอากาศเช่นนี้ยิ่ง
พักผ่อนไม่พอยิ่งล้มปั่วยง่าย หากท่านล้มพับไป
คนลำบากมิใช่ข้าหรือไร”
คำพูดนี้แสลงหู
ค่อนข้างไม่ไว้หน้า
นางเองก็รู้ตัว ดังนั้นเมื่อพูดจบจึงเอาแต่ก้ม
หน้าก้มตาใส่ฟืนลงกองไฟโดยไม่ยอมเงยหน้ามอง
เซี่ยเวยหัวเราะเสียงทุ้มโดยไม่มีปีมีขลุ่ย มอง
นางเติมฟืนพลางเอ่ย เตือนแผ่วเบา “ติดไฟไม่ทัน
แล้ว โยนช้าลงหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางใจหายวาบ พอช้อนตาพบรอยยิ้มโค้งตรง
มุมปากของเซี่ยเวยก็ กลืนประโยค ‘ไม่ต้องให้
ท่านเตือนหรอก’ ที่ขึ้นมาถึงริมฝีปากกลับลงไป
คำรามเสียงค่อย “ข้ารู้แล้ว ท่านนอนไปเถอะเจ้า
ค่ะ”
เซี่ยเวยมองนางอยู่ครู่ใหญ่ ค่อย ๆ หลับตาลง
ในท้ายที่สุด
เขาไม่ได้ไปนอนบนหญ้าแห้ง
เพียงกอดอก เงยศีรษะเล็กน้อย เอนร่างพิง
ผนังถ้ำด้านหลัง
เซี่ยเวยไม่คิดจะหลับ
ทว่าค่ำคืนเช่นนี้ไม่ได้ลิขิตมาให้สงบเงียบ
แทบทันทีที่ปิดเปลือกตา ฝันร้ายเต็มไปด้วย
หยาดโลหิตไหลบ่าก็ยังคงปรากฏประหนึ่งพุ่งมา
กวาดม้วน รุนแรงดุจชนกำแพงผาสูงชัน ทลาย
ไม้ใหญ่เสียดฟั้าแล้วพาเขาไป…
ดิ้นรนสุดแรงปานใดก็ไม่อาจหลุดพ้น
เขาจมดิ่งสู่ห้วงฝันอันน่าหวาดหวั่น
ท่ามกลางแสงอรุณ แผ่นกระเบื้องเคลือบ
หลังคาวังเรียงรายซ้อนกันอย่างงดงาม
หิมะแรกขาวโพลน นำพาให้คนในวังปีติยินดี
สตรีผู้ยังอ่อนวัยหยุดเดินจัดแขนเสื้อให้เขา
พลางหัวเราะแผ่ว “หิมะตกเป็นลางบอกความ
อุดมสมบูรณ์ในปีถัดไป หนาวนี้หิมะตกแล้ว คง
เก็บเกี่ยวพืชผลไร่นาปีหน้าได้มาก เหล่าราษฎรก็
คงยิ่งผาสุก”
ดวงหน้านั้นคงสดใสงดงาม
ทว่าจะพยายามเช่นไร เขาก็จำภาพ
รายละเอียดได้เพียงเลือนราง ไม่อาจมองเห็นเค้า
โครงชัดเจน
มีแค่ความอบอุ่นกลางฝั่ามือเขาซึ่งยกขึ้น
เท่านั้นที่ประทับสลักลึก
แต่ละย่างก้าวเข้าสู่รั้ววังผ่านทางเดินทอดยาว
เขาขึ้นบันไดแล้ว ค้อมกายคำนับตามอย่างนาง
เหล่าผู้คนสวมแพรพรรณงดงามเชื้อเชิญร่ำ
สุรายินดีและสนทนาพาที
องค์รัชทายาทเสิ่นหลางพาพระสหายร่วม
ศึกษาคนอื่น ๆ เข้ามา แล้วลากเขาไปเล่นหมาก
รุกข้างตำหนัก
เขาเล่นไปสองสามกระดานก็ง่วง
สตรีนางนั้นเข้ามาให้ข้ารับใช้ในวังพาเขาไป
นอนหลับพักผ่อนในห้อง
เขาหลับฝัน
ฝันเห็นฤดูร้อน ท่านน้าชายโน้มกิ่งลูกไม้ต้น
ใหม่ เด็ดผลสดสีแดงปลั่ง ฝันเห็นตนนั่งดีดพิณใต้
ชายหลังคา ทำนองซึ่งเดิมเล่นไม่ได้เรื่องพลัน
ไพเราะนุ่มหู ฝันเห็นว่าในที่สุดห้องครัวก็ทำขนม
แผ่นท้อเลิศรสจานหนึ่ง เขา หัวเราะร่ายกจานจะ
วิ่งไปข้างนอก…
ก่อนจะลื่นไถลแล้วตื่นทันที
พอลืมตาก็พบว่าด้านนอกฟั้ามืดสนิทแล้ว
ห้องพักไม่มีข้าราชบริพารปรากฏตัวเลยแม้สักคน
มีแต่เสียงร่ำไห้แผ่วเบาแว่วมา
เขาลุกจากตั่งแล้วเดินออกไป เห็นข้าราช
บริพารอายุน้อยสองสามคนกอดกันน้ำตาไหล
พราก สะอื้นไม่หยุด สตรีอ่อนวัยนางนั้นอยู่กับ
หญิงผู้สวมมงกุฎหงส์บนศีรษะ มีนารีสวมชุดชาว
วังคนอื่นนั่งอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้านาง ปรากฏ
ร่องรอยระทมยากจะปกปิด ทว่ายามเห็นเขาก็ยัง
รักษารอยยิ้มไว้ ตามเดิมก่อนกวักมือให้เข้าไปหา
เขาถามว่าเกิดอะไรขึ้น
นางตอบว่าไม่มีอะไร ไม่ช้าก็จะดีเอง
เด็กอายุน้อยแม้ยังไม่ค่อยรู้ประสา ทว่าก็
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความหวาดหวั่นจาง ๆ ใน
อากาศ
แต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา
ยามเที่ยงคืน แม่ทัพองครักษ์เฝั้าประตูวังที่
เขาเคยพบก็รี่เข้ามาพร้อมชุดเกราะเปือนโลหิต
ฝั่ายนั้นคุกเข่าคำนับฮองเฮาพลางร่ำร้อง “เมือง
หลวงกำลังแตกพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาโปรดเสด็จ
เปิดทางลับลงสู่ตำหนักใต้ดินปกปั้ององค์รัช
ทายาทด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ดังนั้นพวกเขาจึงถูกปิดตา
ในความมืดมิด มีเพียงมือสตรีนางนั้นที่บีบมือ
เขาแนบแน่น
เมื่อผ้าผูกตาถูกแกะ พวกเขาก็มาอยู่ในห้อง
อันมืดทึบใต้ดิน ยังคง ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ย่ำ
เหนือศีรษะผสานกับเสียงดาบกระบี่ฟาดฟัน
ต่อเนื่องแทบสองวันสองคืนเต็ม
ก่อนหลับไปเขายังได้ยิน
ลืมตาตื่นอีกคราก็ยังได้ยินอยู่
จวบจนวันที่สามเสียงจึงค่อยซาลงจนไม่ได้ยิน
อีก
ผู้คนซึ่งซ่อนตัวในห้องมืดจนอิดโรยไปมาก
แทบร่ำไห้ด้วยความปีติยินดี
ทว่าฮองเฮากลับรับสั่งเฉียบขาดไม่อนุญาตให้
พวกเขาร้อง
สตรีอ่อนวัยดึงเขาเข้าสู่อ้อมกอด กล่าวว่า
ท่านน้าชายและบิดาล้วน เป็นแม่ทัพใหญ่คุม
กำลังพลนับแสน ไม่ช้าจะได้ข่าวแล้วรีบกลับมา
พา พวกเราไปจากที่นี่
เขาฟังแล้วกลับสงสัยมาโดยตลอดว่า หาก
กลับมาไม่ทันเล่า
แต่เมื่อเห็นสีหน้าอึมครึมของเสด็จอาฮองเฮา
สุดท้ายจึงไม่ได้เอื้อน เอ่ยคำ
ห้วงเวลาแห่งการรอคอยค่อย ๆ หมดไป
จนต่อมาก็แยกวันเวลาไม่ออก เหลือเพียง
ยามลืมตาก็จะได้ยินพวกเขาสนทนากัน หรือยาม
หลับตาก็จะฝันร้าย
ทว่าวันนั้นเขาไม่ได้นอนหลับอย่างหาได้ยาก
แว่วเสียงคล้ายมีคนออกไปตรวจสอบ
พอกลับมาพูดอะไรได้ไม่นานก็เกิดเสียงตวัด
ของมีคม บางสิ่งล้มลงบนพื้น ตามมาด้วยเสียง
โต้แย้งสะอื้นไห้ หนึ่งในเสียงเหล่านั้นคุ้นหู
เหลือเกิน
เขาที่ไม่ได้สวมรองเท้าค่อย ๆ ย่องออกมา
มีม่านลูกปัดช่วยบังร่าง
ครั้นเข้าไปใกล้จึงได้ยินชัดขึ้น
“ทูลฮองเฮา กบฏนิกายสวรรค์กับผิงหนาน
อ๋องเคลื่อนเข้ามารุกราน ด้วยจิตใจอันหยาบช้า
ฆ่าคนอย่างคลุ้มคลั่ง หากพวกนั้นไม่ได้ร่องรอย
ของ องค์รัชทายาท เด็กทั้งสามร้อยคนก็ยังมีทาง
รอด บางทีอาจมีชีวิตจนทัพ เสริมมาถึง! หาก
เป็นไปตามที่พระองค์ตรัส ไม่ว่าส่งใครไปก็เกรง
จะเกิด อันตรายกับเด็กสามร้อยคนนั้น! หากส่ง
ตัวจริงไป พวกเขาอาจสังหารเพื่อ ตัดไฟแต่ต้น
ลม หากส่งตัวปลอมไป ก็อาจทำให้อับอายจนลุ
แก่โทสะ เช่นนี้แล้วจะส่งตัวตายตัวแทนได้
อย่างไรเพคะ”
“พวกกบฏยื่นคำขาดต่อเมืองหลวงแล้ว! หาก
ไม่มีใครปรากฏตัว ชาวเมืองมิอลหม่านกันพอดี
หรือ”
“แต่ฮองเฮาเพคะ เขายังไม่พ้นเจ็ดขวบเลย
ด้วยซ้ำ…”
“แล้วองค์รัชทายาทโตนักหรือไร หรือเจ้าจะ
บังอาจให้ลูกข้าไปตาย”
“เช่นนั้นเหตุใดต้องเป็นลูกข้าด้วย?!”
“ก็เพราะลูกข้าเป็นเจ้าแผ่นดิน ส่วนเขาเป็น
ข้าแผ่นดิน! ข้าแผ่นดิน พลีชีพเพื่อเจ้าแผ่นดิน…
ฐานันดรต่าง ย่อมมีค่าไม่เท่ากัน!”
ด้วยเสิ่นหลางเป็นเจ้าแผ่นดิน ส่วนเขาคือข้า
แผ่นดิน
ด้วยฐานะที่แตกต่าง ค่าจึงไม่เท่าเทียม!
ข้าแผ่นดินต้องตายแทนเจ้าแผ่นดิน
เขายืนเงียบหลังม่านลูกปัด มองเห็นสตรีอ่อน
วัยผู้นั้นฟูมฟายปิมจะขาดใจ ปิดหน้าทรุดลงกับ
พื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ส่วนสตรีอีกนางสั่งเสียงเข้มและเย็นชา “ไป
ตามซื่อจื่อน้อยมา”
ขันทีด้านข้างค้อมกายแล้วเดินมาเปิดม่าน
ทางนี้ ครั้นเห็นเขายืนอยู่ก็อุทานตกใจ รีบหมอบ
ลงกับพื้นละล่ำละลักถามเสียงสั่นราวกับเห็นผี
“ซื่อจื่อ เหตุ เหตุใดมาอยู่ตรงนี้เล่า”
ร่างของเซียวฮองเฮาผู้สวมมงกุฎหงส์แข็งค้าง
ทันใด ความฉุนเฉียวบนใบหน้ายังไม่คลายทว่า
ยามหันมองเขาก็กลับสนิทสนมอบอุ่นเช่นปกติ
ซ้ำยังส่งยิ้มให้ “อะไรกัน นอนไม่หลับหรือ พอดี
เชียว อามีเรื่องจะปรึกษาเจ้า”
เขายืนนิ่ง ไม่ได้เดินไปหา
เซียวฮองเฮากลับเป็นฝั่ายเข้ามาใกล้ ย่อกาย
ลงตรงหน้า “ตำรา มหาปราชญ์ว่าไว้ พึงภักดีต่อ
เจ้าแผ่นดิน ยามนี้ข้างนอกมีคนเลวจะจับองค์รัช
ทายาท ตัวเจ้าเป็นสหายร่วมศึกษาของพระองค์
จะยอมแต่งกายเป็น องค์รัชทายาทออกไปแทน
หรือไม่”
บทที่ 198 มารฝัน (2)
เขาเงยหน้ามองมุมหนึ่ง
เสิ่นหลางผู้อายุไล่เลี่ยกันนั่งขดตัวสั่นอยู่ตรง
นั้น ครั้นสบตาเขาก็ เสหลบเล็กน้อย ทว่า
พริบตาเดียวก็จับจ้องมาอย่างดุร้าย ลุกพรวดขึง
ขัง “เจ้าแผ่นดินโปรดให้ข้าแผ่นดินตาย เจ้าจะ
บังอาจขัดขืนหรือ”
เซียวฮองเฮาตำหนิด้วยความหงุดหงิด “เงียบ
นะ!”
ครั้นหันกลับมาหาเขาใหม่ก็สวมสีหน้าใจดี
กล่าว “ข้ารู้ดี ซื่อจื่อ เฉลียวฉลาดมาแต่เด็ก เป็น
ผู้ที่เข้าใจอะไรได้มากที่สุดและรู้ว่าควรตกลง หรือ
ปฏิเสธ”
สตรีผู้ร่ำไห้สติแตกในที่สุด พุ่งมาทางนี้พร้อม
คร่ำครวญ “ไม่ อย่าไป!”
เซียวฮองเฮาโบกมือ
เหล่าขันทีที่ยืนในมุมมืดออกมาจับนางลากไป
ที่อื่น เขาได้แต่รู้สึกว่า คนพวกนี้คล้ายความมืด
ผืนนั้นเสียเหลือเกิน ยามก้าวออกมาดั่งโลหิตหลั่ง
พรูจากความมืดมิด แต่ยามขยับกายกลับไร้สุ้ม
เสียงดั่งศพเดินได้
นิ้วสวมปลอกตกแต่งงามประณีตของเซียว
ฮองเฮาวางเบา ๆ ลงบน ไหล่ของเขา จับตัวเขา
หันไปทางสตรีนางนั้นพร้อมหัวเราะกล่าว “ดูสิ
หลายวันมานี้มารดาเจ้าได้แต่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่จนอึด
อัดแย่แล้ว อึดอัดเจียนบ้า หากนางเจ็บเจ้าก็จะ
ปกปั้องนางใช่หรือไม่”
มือขององครักษ์กำกระบี่
ไม่รู้ชักจากฝักตั้งแต่เมื่อไร แสงคมสีขาวส่อง
สกาวในความมืด
พวกเขาจับกุมสตรีผู้บอบบาง
ทำให้นางไม่อาจส่งเสียงหรือดิ้นรน ได้แต่
ร้องไห้คร่ำครวญ
ดวงเนตรอันมีน้ำตานองคล้ายกำลังวิงวอน
เขากะพริบตาก่อนถอนสายตากลับมาช้า ๆ
ราวกับพบความสงบเย็นอันน่าประหลาด แล้ว
ตอบกลับ “ข้ายินดีไปแทนองค์รัชทายาท ข้า
แผ่นดินยินดีไปแทนเจ้าแผ่นดิน”
สตรีผู้อยู่ใกล้ตัวเขาหัวเราะอย่างพึงพอใจ
ส่วนสตรีผู้อยู่ห่างออกไปปิดหน้าโหยไห้
เขาจะเดินเข้าไปหา
ทว่ามีคนขวาง
เซียวฮองเฮามองเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนโบกมือ
ให้คนเหล่านั้นหลีกทาง
เขามาหยุดตรงหน้าสตรีโฉมสะคราญแล้วโอบ
กอดนางไว้ กล่าว แผ่วเบา “ท่านแม่ อย่ากลัวไป
เลย”
นางกลับสะอื้นหนักกว่าเก่า กอดเขาแน่นไม่
คลาย
จนมีคนมาจับแยก
เขาเห็นพวกนั้นลากนางไปทางอื่น ได้ยินเซียว
ฮองเฮาพูดขึ้นจาก ข้างหลัง “อาจะดูแลนางอย่าง
ดี”
มีขันทีถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ของเสิ่นหลางแล้ว
เปลี่ยนให้เขาสวม
นับตั้งแต่ถุงเท้า รองเท้า ไปจนถึงจี้หยก
ก่อนจะถูกผูกผ้าปิดตาอีกครั้ง เขาคุกเข่าโขก
ศีรษะสามคราไปทาง สตรีนางนั้นอย่างเงียบงัน
นางดิ้นอย่างบ้าคลั่งทว่ากลับดิ้นไม่หลุด
เวลานี้ความมืดประหนึ่งกลายเป็นขุมนรกไร้
ก้นบึ้ง
ส่วนเขาก็กำลังเดินงมเข้าไปท่ามกลางความ
มืดมิดนั้น
ครั้นได้ยินเสียงกลไกและทางลับเปิดออก ลม
หนาวระลอกหนึ่งก็ พัดโกรกใส่หน้า
เขาถอดผ้าไหมที่ปิดตา เดินออกจาก
ตำหนักเฉียนชิงเลียบลงตาม ขั้นบันไดหินทีละ
ก้าว ศพข้าราชบริพารเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ตาม
ซอกหิน หรือพื้นที่ต่ำมีโลหิตจับตัวแข็งและเย็น
เฉียบไม่ต่างจากก้อนอำพันสีแดงก่ำ
หิมะยังคงโปรยปรายจากฟากฟั้า
เขาไม่รู้ว่าหิมะตกมาตลอดไม่เคยหยุดเลยนับ
แต่เข้าวังวันแรก หรือว่าหยุดไปแล้วตกใหม่ รู้สึก
เพียงหนาวเหลือเกิน หนาวเสียจนปวดนิ้วมือ
ความฝันพังทลายขณะก้าวเดิน
ปุยหิมะขาวในค่ำคืนอันมืดมิด กลายเป็นผี
ร้ายที่ตะโกนใส่เขาสุดเสียง
ฉันพลันก็มีใบหน้าของคนแปลกหน้านับไม่
ถ้วนซ้อนกันในครรลองสายตา
มืดทะมึน ดุร้าย และเย็นชา
มีคนถามว่า “เจ้าคือเสิ่นหลางหรือ”
เขาตอบว่า “ข้าเอง”
ตามด้วยเสียงชักดาบยาวจากฝัก หิมะหวีด
หวิว เสียงหัวเราะเย็นเยียบเสียดกระดูกแผดดัง
“ฆ่า!”
ฆ่า…
ฉับพลันตรงหน้าก็ถูกลมหิมะขวางกั้น เขามา
ก้าวขาอย่างทุลักทุเลในลำน้ำสายหนึ่ง
แว่วเสียงลูกแมวลอยมาจากสายลมหิมะ
เขารีบพุ่งเข้าไปตะโกนถาม “พวกเจ้าอยู่ที่
ไหนกัน”
ไร้ผู้ใดตอบกลับ
เขาสะดุดหินก้อนหนึ่งล้มลงกับพื้น เมื่อลุก
ขึ้นมากลับพบว่าทั้งมือและร่างของตนเต็มไปด้วย
สีแดง…ที่แท้ใต้ฝั่าเท้านั้นหาใช่ลำน้ำไม่ หากแต่
เป็น ธารโลหิตซึ่งเจิ่งนองเป็นวงกว้าง สิ่งที่เท้าเขา
สะดุดก็หาใช่ก้อนหินไม่ แต่ เป็นท่อนแขนเล็ก ๆ
ข้างหนึ่ง
ความหวาดผวาพลันครอบงำจับจิต
เขาก้าวถอยหลัง
ทว่าสายลมแรงก็กวาดเข้ามาพัดพาทุกสิ่งที่
บดบังทัศนวิสัยออกสิ้น เผยกองภูเขาซากศพเด็ก
ขนาดย่อม ทั้งท่อนแขนขาที่ขาด ซากร่างอัน เย็น
ชืดกองทับถม ลำคอที่ถูกปาดจนสะบั้น ชิ้นส่วน
กะโหลกแหลกร้าว…
มีแมวสองสามตัวหมอบข้างบน กำลังก้มกิน
บางสิ่ง
พวกมันเนื้อตัวสกปรกมอมแมมทั้งยังผอมโซ
จนหนังหุ้มกระดูก รูป ศีรษะปูดโปนประหลาด
ยามหันมองเขาด้วยร่างแข็งตึง ซี่โครงสองข้าง
ภายใต้ขนแห้งหร็อมแหร็มก็นูนเด่น
สายตาหิวโหยแต่ละคู่ส่องแสงเรื่อเรืองใน
ความมืด
แม้แต่เสียงร้องยังแหบต่ำชวนสะอิดสะเอียน!
“เมี้ยว!”
เสียงร้องกรีดแหลมเสียดแทง
เงามืดดำพุ่งปราดมาหาเขาปานอสุนีบาต!
“ท่านแม่…”
เซี่ยเวยได้สติ นิ้วมือสั่นสะท้าน ตอนลืมตา
กองไฟยังคงลุกไหม้ ทว่า เขาแทบสัมผัสไม่ได้ถึง
อุณหภูมิใด อารามหวาดหวั่นต่อสิ่งที่เผชิญทำให้
ยัง ขยับตัวไม่ค่อยได้
จนหันเห็นปากถ้ำ…
แววตาเรืองแสงหลายคู่ส่องสว่างในความมืด!
มันคือแมวภูเขานับสิบที่ไม่รู้ว่ามารวมตัวตรง
ปากถ้ำตั้งแต่เมื่อใด มองเห็นเงาร่างได้ราง ๆ
ระหว่างกองกิ่งไม้ตรงปากถ้ำ จับจ้องพวกเขาด้วย
สายตาหิวกระหาย!
แทบจะเวลาเดียวกัน แมวปั่าตัวหน้าสุดพลัน
แยกเขี้ยวดุร้าย
มันส่งเสียงเกรี้ยวกราดแล้วพุ่งพรวดเข้ามาใน
ถ้ำดั่งเงาสีดำสายหนึ่ง!
เจียงเสวี่ยหนิงเติมฟืนมาเกือบครึ่งคืน จนครึ่ง
คืนหลังตอนฟั้าใกล้ จะสางก็ง่วงจนได้ เริ่ม
สัปหงกคอตกเป็นจังหวะ
เซี่ยเวยละเมอพึมพำบางอย่างจนนางสะดุ้ง
ตื่น
ดังนั้นจึงเห็นฝูงแมวปั่าขนพองหลังโก่งที่มา
ออกันหน้าถ้ำพอดี นาง พลันขนลุกชัน ความเย็น
วาบแล่นจากฝั่าเท้าไปตามไขสันหลังพุ่งสู่ ท้าย
ทอย!
ด้ามมีดสั้นของเซี่ยเวยที่เช็ดจนสะอาดเสียบ
อยู่ตรงซอกหิน
พริบตานั้นไม่ต้องคิดอะไรมาก เจียงเสวี่ย
หนิงดึงมีดมายืนขวางหน้าเซี่ยเวยกับแมวปั่าที่พุ่ง
เข้าใส่ปานฟั้าแลบ ตวัดฟันใส่มันทันที
ปราศจากวิธีการใด
ฉับ!
ดุจมีเสียงตัดขาดท่ามกลางคืนพายุหิมะ คม
มีดแหลมกรีดดวงตาของแมวตัวนั้น ลากยาว
แหวกผ่านครึ่งกระเพาะลำไส้ เลือดสกปรกสาด
พุ่งเลอะตัวนางในบัดดล ขณะเดียวกันแมวปั่าก็
ร่วงลงอย่างหมดสภาพ ครวญครางโหยหวนอยู่
บนพื้น!
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงขยับตามสัญชาตญาณ ไม่
นึกว่าจะได้เห็นเลือด ยิ่งไม่ต้องนึกถึงฉากละเลง
โลหิตอย่างนี้เลย หนังศีรษะชาหนึบแทบขย้อน
อาเจียน
ชั่วขณะนั้นนางอยากขว้างมีดทิ้ง
หวิดจะก้าวถอยหลังอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามภาพวันคืนเก่า ๆ กลับผุดขึ้นมา
มีเสียงพร่ำบอกว่าอย่าถอย พลังนั้นกระตุ้นให้
นางกำมีดแน่นอีกครั้ง บังคับตนไม่ให้ก้มมอง
พร้อมข่มกลั้นอาการคลื่นเหียน เตะซากแมวปั่า
บนพื้นซึ่งสิ้นเสียงไปแล้วให้ พ้นทาง
แมวปั่านอกถ้ำคำรามดุร้ายอีกครั้งทันใด!
เซี่ยเวยตัวเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดขาว เขามอง
ไม่เห็นสีหน้าของนางจึง ไม่อาจอ่านความคิด เห็น
แค่แผ่นหลังสั่นสะท้านพร้อมเสียงหอบหายใจถี่
ด้วยความกลัวถึงขีดสุด
นิ้วมือที่สั่นอย่างเห็นได้ชัดกำมีดแน่นไม่คลาย
เจียงเสวี่ยหนิงประหนึ่งคนโง่ ทำเป็นแกร่ง
กล้าเอาตัวมาบัง แล้วพูด กับเขาเสียงแหบพร่า
จนแทบไม่ได้ยิน “เซียนเซิง ข้าอยู่ตรงนี้”