คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 199 ทะเลทุกข์ผู้ใดจะข้ามได้ (1)
ซากแมวปั่าตัวหน้าสุดครูดกองกิ่งไม้ที่สะสม
ตรงปากถ้ำไถลไปกลาง ฝูงแมวด้านนอก แววตา
พวกมันวาวโรจน์สาดประกายเยี่ยงสัตว์ปั่า พากัน
แยกเขี้ยวเนื่องจากสัมผัสได้ถึงอันตราย
ทว่าข้างนอกหิมะยังคงตก
สถานที่อบอุ่นพอจะใช้หลบหิมะนั้นหายาก
ย่อมไม่มีผู้ใดอยากจาก ตรงนี้ไป พวกมันย่ำเท้า
อย่างไร้เสียงคล้ายยังคอยจ้องหาโอกาสเข้ามา
แมวปั่าบนเขามีกรงเล็บและเขี้ยวแหลมคมไม่
ต่างจากแมวบ้าน ท่วงท่าเยื้องย่างวนเวียนตรง
ปากถ้ำช่างเยือกเย็นและมืดมนน่าสยอนแสยง
ทว่าการเผชิญบุคคลประเภทเดียวกันก็ทำให้
พวกมันหวาดกลัว
เจียงเสวี่ยหนิงประจันหน้าทั้งที่เหงื่อกาฬเย็น
เยียบแตกพลั่กเต็ม หลัง นางยืนมาพักใหญ่จน
ท่อนขาสั่นเนื่องจากอาการตึงเกินพิกัด
ไม่
จะฝืนต่อไปก็ไม่ใช่หนทาง นางจำต้องขับไล่
เดรัจฉานเหล่านี้ไปให้พ้น
ไสหัวลึกเข้าไพรทึบห่างไกลผู้คน
เคยได้ยินเหล่าพ่อค้าเร่สัญจรในตลาดบอกว่า
สัตว์ปั่ากลัวไฟ
เจียงเสวี่ยหนิงกระชับมีดในมือพลางค่อย ๆ
มองกองไฟซึ่งยังคง ลุกโชนภายในถ้ำ ก่อนกัดฟัน
พุ่งคว้าท่อนไม้ติดไฟมาท่อนหนึ่ง หวดใส่ ฝูงแมว
ปั่าที่ล้อมหน้าถ้ำ!
อุณหภูมิแผดเผาเข้าใกล้กะทันหัน
ทำเอาเหล่าแมวปั่าโก่งหลังก่อนจะหลบออก
ข้าง
มีสองสามตัวหลบไม่ทันถูกไฟลามติดขน
ท่อนไม้ที่เผาจนแดงร้อน ลวกผิว พวกมันแผด
เสียงแหลมแล้วเผ่นหนีไปไกล
แมวปั่าไม่กี่ตัวมีหรือจะสู้มนุษย์ไหว
พอได้รับความเจ็บปวด ต่อให้ดุร้ายเพียงไหน
ก็ไม่กล้าบุกเข้ามาอีก แม้แต่ก้าวเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงถือท่อนฟืนติดไฟไล่ต้อน
พวกมันถอยออกไปข้างนอกที่มีลมกระโชก
และหิมะเย็นเยือก รับรู้ว่าถ้ำภูเขาแห่งนี้ไม่อาจ
ล่วงเข้า จึงครางอย่างไม่ยินยอมแล้วค่อย ๆ แยก
ย้าย แค่พริบตาก็ไม่เหลือร่องรอยบนผืนหิมะอีก
คงไปตามหาที่กำบังลมหิมะ แห่งอื่นแล้ว
ครั้นช่วงเวลาอกสั่นขวัญแขวนผ่านพ้นจึงค่อย
กลับสู่ความสงบ ในที่สุด
เจียงเสวี่ยหนิงหอบหายใจอย่างรุนแรง คิดจะ
กลับเข้าไปทว่าไม่รู้ เหตุใดถึงยืนไม่ขยับ ราวกับ
ทั้งร่างถูกตรึงไว้กับที่
จนกระทั่งจู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็จับแขนแล้วดึง
ร่างนางไป
อกเซี่ยเวยเสมือนมีกองไฟสุมแผดเผา
เขาประคองหลังศีรษะนางด้วยมือหนึ่ง รวบ
นางไว้ในอ้อมแขนก่อน ก้มประทับจุมพิตดูดดื่ม
แลบเลียริมฝีปากชอนไชตามไรฟัน รุกล้ำดุจ
เปลวเพลิงแผดลาม ทั้งหนักหน่วงดุดันและกดขี่
ข่มเหง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกหัวสมองว่างเปล่า
เซี่ยเวยประหนึ่งสัตว์ปั่าขย้ำกลืนกินนาง เขา
กระซิบว่า “ข้าชั่วช้า สามานย์นัก ไยเจ้าใจอ่อน
เช่นนี้”
สตินางยังไม่หวนเข้าที่ จวบจนถูกปลุกด้วย
การรุกรานอย่างรุนแรง ตนก็กลายเป็นเหยื่อที่ถูก
อ้อมแขนเขาพันธนาการโดยไม่อาจหลุดพ้น ไป
แล้ว ตกอยู่ในสภาพอับจนและสับสน
ก่อนหน้านี้เซี่ยเวยนั่งข้างกองไฟ ริมฝีปาก
และปลายนิ้วจึงหลงเหลือความอบอุ่นชั้นหนึ่ง
ทว่าเมื่อทาบทับพัวพัน เจียงเสวี่ยหนิงกลับสัมผัส
อุณหภูมิที่ลึกไปกว่านั้นไม่ได้เลย เพราะกายเขามี
แต่ไอเย็นเยียบแผ่ซ่าน
จุมพิตเร่าร้อนแจ่มชัดทว่าชวนสั่นสะท้าน
เขาแนบชิดดูดซับไออุ่นจากผิวเนื้อ
ท่อนไฟที่ถือถูกเขาจับโยนทิ้ง ทว่ามีดด้ามนั้น
ยังคามือ
เพราะกังวลเกินไปเจียงเสวี่ยหนิงจึงลืมวาง
ราวกับต้องกำไว้แน่นจึงจะปลอดภัย
เซี่ยเวยกลับไล้นิ้วตามข้อมือนาง ค่อย ๆ แกะ
ปลายนิ้วโค้งงอที่เกือบเป็นตะคริวของนางแล้วฝืน
ดึงมีดออก
ทว่านางกำเสียแน่น
แน่นจนฝั่ามือปรากฏรอยแดงเป็นแนว
เซี่ยเวยจึงผ่อนแรงจุมพิตให้นุ่มนวล จับจ้อง
นางด้วยแววตาลึกซึ้งก่อนกระซิบบอก “ไม่เป็นไร
แล้ว ส่งมีดให้ข้าเถิด”
หยาดน้ำตาไหลรินอย่างปราศจากสัญญาณ
เตือนล่วงหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มตัวสั่นระริก
ในที่สุดเขาก็ดึงมีดสั้นออกจากมือนางสำเร็จ
โยนมันลงกับพื้น ก่อนประคองกลุ่มผมดำขลับให้
หน้าผากนางมาแนบแผงอกตน ไหล่ผอมบาง
กระเพื่อมขึ้นลงพร้อมส่งเสียงสะอื้นผะแผ่วด้วย
ความพรั่นพรึงแทบแหลกสลาย
เซี่ยเวยยืนกะพริบตานิ่ง พลันคิดขึ้นมาว่า
หากได้ติดอยู่แต่ในภูเขา ไม่ออกไปชั่วชีวิตก็คงดี
ทว่าแทบทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ก็มีอีก
เสียงคำรามใส่เขาอย่าง บ้าคลั่ง…
เจ้ากล้าดีอย่างไร
เจ้ากล้าดีอย่างไร!
ชะตาทุกข์เข็ญเช่นเจ้าต้องทรมานกลางลม
ฝน ต้องกร้าวแกร่งมาค่อนชีวิต ไม่มีแม้สิทธิ์จะ
นอนหลับฝัน หนี้เลือดบัญชีแค้นยังไม่ทันชำระ
สะสาง ยังกล้ามีความคิดพรรค์นี้ได้อย่างไร
ต่อให้เจียงเสวี่ยหนิงอาจหาญเพียงใดก็ไม่เกิน
ระดับวิวาทมีปากเสียง กับคนในวังหรือ
ท้องตลาด ย่อมไม่เคยพบเจอเรื่องน่าหวาดผวา
สุดพิสดารอย่างแมวปั่าในคืนน่าอกสั่นขวัญหาย
เมื่อนางนิ่งลงถึงเพิ่งค้นพบว่าตนกลัวแทบ
ตาย
ร้องไห้จนหนำใจเสร็จก็ผลักเซี่ยเวยออก
กลับไปนั่งเติมฟืนใส่กองไฟ อีกครั้ง ทั้งยังโยนเอา
ๆ ไม่หยุดเสียด้วย
ภาพฉากนี้ออกจะบรรยายไม่ถูก
เซี่ยเวยค่อย ๆ หลุดหัวเราะ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นก็เงื้อกิ่งไม้ฟาดพื้น แหวใส่
อย่างดุร้าย “ขำอะไร ของท่าน คนกลัวแมวอย่าง
ท่านมีสิทธิ์มาขำด้วยหรือ หากไม่มีข้าคนนี้ ปั่านนี้
ท่านโดนพวกมันแทะเกลี้ยงไปแล้ว!”
เซี่ยเวยรู้ว่านางอารมณ์เสียเป็นเด็ก ๆ จึง
ไม่ได้ตอบโต้
เพียงหักท่อนไม้ที่นางโยนทิ้งเข้ากองไฟ
เจียงเสวี่ยหนิงเช็ดใบหน้าแล้วรู้สึกน้อยเนื้อ
ต่ำใจอยากร้องไห้อีก ร้องจนข้างนอกสว่างถึงรู้สึก
ท้องว่างโหวง จึงเดินดุ่มไปคว้ากระต่ายปั่าเสียบ
ไม้มาส่งให้เซี่ยเวยก่อนกล่าวอย่างพื้นเสีย “ข้าหิว
แล้ว”
แต่ไหนแต่ไรจะกินอาหารต้องให้เซี่ยเวยทำ
เขาเองก็รับมาโดยไม่ว่าอะไร
ทั้งสองเริ่มย่างกระต่าย
เจียงเสวี่ยหนิงกินไปมากเพื่อระงับอารมณ์
ส่วนเซี่ยเวยเหมือนไม่ อยากอาหาร กินเนื้อแค่
สองชิ้นก็วาง
หิมะข้างนอกคล้ายตกเบาลง ทว่าละอองหิมะ
ยังคงปลิวว่อน
ขาวโพลนทั่วทั้งหุบเขาและพงไพร
ทั้งยังมองไม่เห็นวิหคโบยบินและสัตว์ปั่าสัก
เท่าใด
หลังกินเสร็จ เจียงเสวี่ยหนิงก็ขมวดคิ้ว หยิบ
กิ่งไม้มาคำนวณกับพื้นว่าเสบียงอาหารเหลือกิน
ได้อีกเท่าไร เหลือฟืนไว้เผาอีกกี่วัน จากนั้น
ทบทวน ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ต๋าต๋า พริบตานั้นก็นึก
ถึงเรื่องของเสิ่นจื่ออีขึ้นมา
กิ่งไม้ที่วาดพื้นอยู่พลันชะงัก
นางหันมองเซี่ยเวยแล้วถามอย่างลังเล “ก่อน
หน้านี้ที่พวกท่านบอกว่า เยี่ยนหลินเร่งไป
ชายแดนก่อนเพื่อหาวิธีช่วยองค์หญิง แต่เป็นวิธี
ใดกันแน่ พวกเราล่าช้าอยู่กลางทางเช่นนี้จะไม่
กระทบหรือ”
เซี่ยเวยนั่งอยู่ตรงนั้นราวกับใจลอย ไม่ตอบคำ
เจียงเสวี่ยหนิงทวนคำถามของตนซ้ำ ขณะจะ
ขยับไปนั่งตรงกับเซี่ยเวย ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล
เป็นตรงไหนกันแน่นะ สมองคิดทบทวนแล้วมอง
เซี่ยเวยอีกครั้ง นางพบว่า…
เขากำลังนั่งมองหิมะ!
พื้นหิมะขาวโพลนให้ความรู้สึกอ้างว้างว่าง
เปล่า แสงจากฟากฟั้าส่องสะท้อนพื้นหิมะเข้าสู่
ครรลองสายตาทั้งหมด
เซี่ยเวยนั่งเงียบงันประดุจรูปปัน
ไม่รู้เพราะเหตุใด เจียงเสวี่ยหนิงพลันไม่
สบายใจยิ่งกว่าตอนก่อน เผชิญแมวปั่าด้วยซ้ำ
นางร้องเรียก “เซียนเซิง”
เซี่ยเวยตอบโดยไม่หันมา “ไม่มีผลนักหรอก”
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่สนใจคำตอบแล้ว
เพราะกำลังนึกถึงการคาดเดาอันน่ากลัวที่โหยว
ฟางอิ๋นเผยไว้ชาติก่อน ครั้นเห็นท่าทางตอนเซี่ย
เวยจ้องไปข้างนอกอยู่กับที่แล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียง
แฝงความประหวั่น “เซี่ยเวย!”
เซี่ยเวยถาม “ว่าอย่างไร”
นางหวาดกลัวจึงเข้าไปดึงเขาไม่ให้มองอีก
“ไม่ต้องดูแล้ว!”
เซี่ยเวยจับจ้องนางด้วยนัยน์ตาที่มีแสงเงา
วาบผ่าน “เจ้ารู้อะไรใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นเหมือนรัวกลอง “รู้ รู้
อะไร”
เซี่ยเวยหัวเราะ “ไม่รู้สิ เจ้ากลัวอะไรเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงฝืนทำเป็นนิ่ง “ข้าไม่ได้กลัว”
เซี่ยเวยยื่นมือไล้ปลายคางของนางเรื่อยมาถึง
ซอกคอ ฝั่ามือเย็นแตะ ผิวพรรณนวลใส สัมผัส
เส้นเลือดที่เดือดพล่าน แล้วจึงกล่าวเสียงเรียบ
“โกหก”
บทที่ 199 ทะเลทุกข์ผู้ใดจะข้ามได้ (2)
เจียงเสวี่ยหนิงตัวสั่น นางปัดมือเขาออก
กระชับเสื้อให้มิดชิดพลาง ถอยกรูด กล่าวเจือ
แววขุ่นเคืองอย่างคนขลาดแสร้งเข้มแข็ง “ท่าน
เสียสติ ไปแล้วหรือ!”
เซี่ยเวยกลับไม่เอ่ยคำใด
เขาไม่หันมองหิมะอีก ค่อย ๆ เอนพิงผนังถ้ำ
ตอนแรกเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่พบความ
ผิดปกติ
วันต่อมานางจึงพบว่า ที่แท้เสียงกลั้นไอเป็น
ครั้งคราวในความฝัน หาใช่ความฝันจริง ๆ ไม่
เซี่ยเวยเริ่มมีอาการไอ
ท่ามกลางสภาพอากาศหน้าหนาว ใบหน้าเขา
ซีดขาวจนสังเกตได้ด้วยตาเปล่า
วันที่สามเขาย่างเนื้อกวางแค่ครึ่งชิ้น
และในวันเดียวกัน หลังจากนางกรอกหิมะใส่
ถุงให้ละลายเป็นน้ำ ส่งให้เซี่ยเวย เขากลับรับไว้
ไม่อยู่ ทั้งยังชะงักค้างครู่หนึ่งกว่าจะหยิบได้
เวลานั้นเอง เจียงเสวี่ยหนิงจึงรู้สึกหนาวเยือก
เข้ากระดูก
ดวงตาคู่นั้นของเซี่ยเวยฉายแววผิดปกติ เขา
ค่อย ๆ จิบน้ำก่อนถาม นาง “ตอนนี้ข้าไร้
ประโยชน์แล้ว หากข้าเป็นเจ้าและฉลาดพอ ก็คง
เก็บของรอวันหิมะหยุดแล้วจากไปให้ไกล”
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด เหตุใดคนผู้นี้ถึงเป็น
เช่นนี้นะ
นางไม่กล้าเผยอารมณ์ใดมากนัก เพียงกล่าว
ว่า “อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะตายอยู่ที่นี่”
เซี่ยเวยไออีกครั้ง ริมฝีปากแย้มยิ้มบางพลาง
เอ่ย “ตายอยู่ที่นี่ไม่ดี ตรงไหนเล่า”
อย่างน้อยก็ดีกว่าเป็นหมากในมือคนอื่น
อยู่ด้วยตนเอง ตายด้วยตนเอง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกคล้ายฝันไป นางมองคน
ธรรมดาผู้นิ่งสงบตรงหน้า ความเศร้าสร้อยพลัน
เอ่อท้น
นี่คือเซี่ยเวยแบบที่นางไม่เคยพบทั้งสองชาติ
ทว่าเป็นไปได้อย่างไร
ไฉนเซี่ยเวยจึงเป็นเช่นนี้ได้…
นางถอยหลังหนึ่งก้าว รู้สึกราวกับมีหินก้อน
ใหญ่กดทับทรวงอกจน หายใจไม่ออก
ดังนั้นจึงหันหลังเดินออกจากถ้ำ
สายลมหนาวด้านนอกที่พัดมาทำให้อารมณ์
เย็นลง
เซี่ยเวยนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเลยตั้งแต่ต้น เขา
ปิดถุงน้ำอย่างเชื่องช้าก่อนจะพิงร่างเบา ๆ
เขาคิดว่า หากนางไปจริงก็ดีแล้ว
ทว่าไม่นานเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีกครั้ง
กระทั่งนางเข้ามาในถ้ำจึง กล่าวเสียงเย็น “ข้าง
นอกหิมะหยุดแล้ว แดดออกแล้วด้วย สักพัก
อากาศจะเริ่มอุ่น พวกเราจะได้เดินทางต่อในไม่
ช้า”
เซี่ยเวยส่งยิ้มที่แทบสัมผัสไม่ได้ จะเชื่อนางได้
อย่างไรเล่า
หิมะตกไม่หนาว หิมะละลายสิหนาว
หากแดดออกจริง หิมะที่ยังเต็มภูเขาคงทำให้
วันต่อมาลำบากแน่
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้พูดถึงเรื่องผละจาก ราว
กับไม่เคยได้ยินถ้อยวาจาอันใดของเซี่ยเวย
นับแต่วันนี้หน้าที่ย่างอาหารเป็นของนาง
เพียงแต่บางครั้งก็ไหม้ บางครั้งก็ไม่สุก ต้อง
พลิกไปมาหลายรอบกว่า จะหาที่เล็มกินได้
เซี่ยเวยไม่บ่นเลย
หรืออาจไม่มีแรงบ่นมากกว่า
อากาศที่หนาวกว่าเดิมทำให้เขาไอบ่อยและ
หนักขึ้นทุกทีจนคออักเสบ ครั้นหลับตาก็เจอภูตผี
ปีศาจหมู่มารอาละวาด ภูตภูเขาพรายน้ำเรือง
อำนาจ
เห็นสายตาหวั่นหวาดของเหล่าเด็กไร้เดียงสา
ที่ถูกมัดรวมกัน สลับกับคมดาบสูงตระหง่านปาน
ภูผาของกบฏผิงหนานอ๋องและนิกายสวรรค์…
ใบหน้าปีศาจบิดเบี้ยวเพราะความเกรี้ยว
กราด
พวกมันมัดเขาไว้บนกำแพงเมือง คมดาบจ่อ
คอหมายเอาชีวิต ข่มขู่ให้ทหารข้างล่างถอยทัพ
ตามมาด้วยภาพเหตุการณ์กองทหารนับพัน
อาชานับหมื่น ภูเขา ซากศพทะเลโลหิต
ใครบางคนเพรียกหาเขาท่ามกลางความมืด
เขาจึงเดินไปตามเสียงนั้น
ทว่ามือข้างหนึ่งยื่นจากความว่างเปล่ามาคว้า
แน่น ทุกย่างก้าวราวกับเหยียบคมมีดและตกใน
หม้อเดือด เขาอยากร้องออกมาสุดเสียง
ช่วยด้วย…
อย่างไรก็ตาม เสียงของเขากลับไร้ตัวตนใน
โลกนี้
เขาเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อนที่ร่างกำลังจะ
แตกสลาย ซ่อนตัวรอ จังหวะในความมืด หมาย
อาศัยแรงเฮือกสุดท้ายทะลวงออกจากร่างที่เต็ม
ไปด้วยบาดแผลนี้!
มีเสียงกระวนกระวายแว่วมาจากส่วนลึกของ
ม่านหมอกไพศาล เสียงนั้นพร่ำเพรียกหา “จงมี
ชีวิตอยู่ จงรอดต่อไป จงมีชีวิตอยู่ให้ได้!”
อีกเสียงหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดหัวเราะชั่ว
ร้าย “เจ้าสมควรตายไปนานแล้ว! ทุกข์ทรมาน
อย่างนี้ เหตุใดไม่ตายไปเสีย?!”
เหตุใดไม่ตายไปเสีย?
เหตุใดไม่ตายไปเสีย?
เหตุใดไม่ตายไปเสีย?!
ปีศาจยังคงวนเวียนในฝันร้าย งอกออกมา
จากส่วนลึกของร่างกาย ผูกรัดจิตวิญญาณดุจตา
ข่ายยักษ์
เขาปราศจากดาบหรือกระบี่
ซ้ำยังไม่มีใครมาได้ยิน
จนกระทั่งตกอยู่ในสภาวะที่มองไม่เห็นและ
ไม่ได้ยินอะไรเลยก็มีมือ เย็นเฉียบแตะแนบข้อมือ
เซี่ยเวยรู้สึกถึงความสั่นเทาจนในที่สุดก็ดิ้นหลุด
จากฝันร้าย
เขาคว้าจับมือนี้ไว้แน่น!
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงแค่จะตรวจชีพจร เนื่อง
ด้วยเห็นเขาสติเลื่อนลอยจนไม่อาจแยกแยะ
กลางวันกลางคืน ไหนเลยจะคาดถึงความ
เปลี่ยนแปลง เช่นนี้ หัวใจแทบหยุดเต้นก่อนร้อง
อุทาน “ท่านฟืนแล้วหรือ”
เขาจับแรงเกินไปจนนางเจ็บ นางจึงดิ้นขัดขืน
เล็กน้อย
ทว่าเขากลับยิ่งคว้าแน่น “เจ้าจะไปไหน”
เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำชวนให้คนฟังใจสั่น
ขณะนี้เป็นยามดึก
แม้พวกเขาจะประหยัดฟืนที่เก็บมา ทว่า
ตอนนี้ก็เหลือไม่กี่ท่อน
กองไฟมืดสลัวอย่างที่สุด
ถึงขั้นส่องโครงหน้าของทั้งคู่ไม่ค่อยชัด
กลุ่มก้อนความรู้สึกไม่ปลอดภัยแล่นจากก้น
บึ้งหัวใจเจียงเสวี่ยหนิง อีกครา นางรู้สึกได้ถึง
สายตาที่จับจ้องแน่วนิ่ง ทว่ายังคงกล่าวอย่างสงบ
“ไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะอยู่ตรงนี้”
เซี่ยเวยกล่าว “เจ้ามันจอมหลอกลวง โกหก
จนเป็นนิสัย”
เขาสอดประสานนิ้วมือทั้งห้าเข้ากับนาง
บังคับให้มือทั้งสองจับกัน แน่น ส่วนลึกของ
นัยน์ตาอันสงบนิ่งราวห้วงสมุทรลึกแฝงความบ้า
คลั่งที่มี มานานอย่างเลือนราง เขาเชยคางนาง
แล้วบดขยี้จูบลงโทษ
จุมพิตแฝงรสโลหิต
เขาขบกัดริมฝีปากนางแล้วกวาดลิ้มรสเลือด
หวานล้ำ ดุนบังคับลิ้นนางให้ปลดปล่อยอารมณ์
อย่างหมดเปลือก ทำเอานางขาดอากาศแทบ
สำลัก
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจการกระทำของเขาจนตัว
แข็งทื่อ
ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงในความมืด เขาทับ
ตัวนางจากด้านบนแล้ว ก้มมอง
นิ้วหัวแม่มือของเซี่ยเวยปาดริมฝีปากที่ได้
แผลของนางแรง ๆ จวบจนเห็นความเจ็บปวดใน
แววตานางจึงค่อย ๆ ผ่อนมือ ก่อนถามว่า “เหตุ
ใดเจ้าถึงชอบจางเจอ เขาไม่รู้อะไรสักสิ่ง มีเพียง
ข้าที่เข้าใจเจ้า”
กระแสเสียงแหบพร่าประดุจเกสรดอกหญ้า
ปลิวตามลมในฤดูวสันต์
ทว่ายามเสียงนั้นกระทบโสตกลับทำให้เจียง
เสวี่ยหนิงตัวสั่นเทา
นางตระหนักในท้ายที่สุดว่าภายใต้ผิวหนัง
ของนักปราชญ์มีความเสื่อมทรามและมืดมิดซุก
ซ่อนลึกล้ำไม่รู้ตั้งกี่ปี เป็นความอดกลั้นเหมือน ผู้
ถูกคุมขังและความหัวรั้นเหมือนคนที่มีสภาวะ
ทางจิตไม่ปกติ…
เซี่ยเวยทาบทับร่างนางจนชิดติดผนังถ้ำอัน
กลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง เย็นเฉียบ
ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงข้างใบหูระเรื่อยลง
มาตามซอกคอ
ฝั่ามืออีกข้างของเขาแนบก้านคอระหง กอบ
กุมลำคอแสนบอบบาง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้า
อยากทำอะไรที่สุด”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกถึงบางสิ่งที่ร้อนวูบตกสู่
ช่องคอแล้วไหลลงไป
นางตัวสั่นเทิ้ม
เซี่ยเวยกลับกล่าวราวกับละเมอชิดริมหู “ข้า
อยากฆ่าเจ้า”
ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าหัวใจของตนเป็นดั่ง
กำแพงเมืองที่ชุบทองคำ
เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่น ไม่ได้เหลียวมองท่าที
ของนาง น้ำเสียง เย็นชาลึกล้ำเจือความสิ้นหวัง
ทั้งยังแฝงการสะกดจิตกล่อม ทว่าไม่รู้กำลังสะกด
จิตนางหรือตนเองกันแน่ “เจียงเสวี่ยหนิง จงอยู่
ที่นี่และตายไป พร้อมกันกับข้า ดีหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงปิดเปลือกตาลงช้า ๆ
ขณะนี้ นางรู้สึกว่าคนที่ทำให้ตนหวาดกลัวมา
ครึ่งชีวิตช่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง กระทั่งน่า
สมเพชนัก!
นางอยากตบเขาให้ได้สติสักฉาด
ทว่าน้ำตากลับร่วงริน
อารมณ์ร้อนแรงบ้าคลั่งของเขาห่อหุ้มนางไว้
ภายใน พานให้นึกถึง วันคืนอันตรากตรำที่ผ่าน
มา ลำคอของนางราวกับถูกบางสิ่งปิดกั้นจน
เกือบสำลัก “ไม่ดี เซี่ยจวีอัน ไม่ดีเลยสักนิด ข้า
ช่วยท่านไว้ ชีวิตนี้ไม่ใช่ของท่าน แต่เป็นของข้า!
ข้ายังไม่ตกลงสักหน่อย…”
อย่าทำตัวขี้ขลาด
อย่าให้ข้าต้องดูถูกท่านเลย