คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 200 รอดต่อไป (1)
สุดท้ายเซี่ยเวยจึงค่อย ๆ ปล่อยนาง
ในความมืดมิดอันเงียบสงัด
มีเพียงเวลาที่ต่างฝั่ายต่างมองเห็นกันไม่
ชัดเจนเช่นนี้ถึงมีคนกล้าทลายเปลือกนอกที่ปกติ
หมดจดงดงาม แล้วเผยภายในซึ่งดำมืดเสียยิ่ง
กว่า อนธการ ให้ได้เห็นตัวตนอันจริงแท้ภายใต้
เปลือก
มือเขายังคงกอบกุมประสานนิ้วมือ
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ไปนอนสักครู่เถอะเจ้า
ค่ะ”
นิ้วเซี่ยเวยจึงค่อยเคลื่อนมายังข้อมือนางทีละ
น้อย ลูบไล้แผลเป็นที่ แทบไม่เหลือรอยพลาง
หลุบตา
เขาเอ่ย “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่แยแสเสียอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกมาเติมฟืนใส่กองไฟที่ใกล้
มอดแบบไม่สนว่าจะมีฟืนพอถึงวันพรุ่งนี้หรือไม่
เปลวไฟค่อย ๆ ลุกโชนขับไล่ความมืดภายในถ้ำ
อีกครั้ง ครั้นแล้วจิตใจถึงค่อย ๆ สงบ
นางตอบโดยไม่หันมอง “อย่างท่านคู่ควรกับ
ความตายด้วยหรือ”
เซี่ยเวยเงียบอยู่ข้างหลังนางพักใหญ่ก็หัวเราะ
เบา ๆ “เจ้าพูดถูก ข้า ไม่คู่ควร”
ราตรีนี้ผ่านไปอย่างสงบ
เซี่ยเวยหลับแล้วจริง ๆ
ทั้งยังไม่ฝันถึงสิ่งใดเลย
เจียงเสวี่ยหนิงกลับนั่งเหม่อเฝั้ากองไฟทั้งคืน
จวบรุ่งเช้าวันถัดมาเมื่อฟืนหมดกองไฟจึงมอดลง
ทีละน้อย เหลือเพียงเถ้าถ่านแดงสลัวควัน ลอย
กรุ่น
รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นเซี่ยเวยลุกมานั่งฝังตรงข้าม
ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ เขาออกปากเตือนเสียงเรียบ
“ย่างจนไหม้แล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มมอง
จริงตามนั้น เนื้อกวางเสียบไม้ไผ่เกรียมไป
แล้วแถบหนึ่ง ถึงขั้นส่งกลิ่นไม่พึงพิสมัย
นางพูดอย่างเบื่อหน่าย “ตามองเห็นไม่ชัดแท้
ๆ จมูกกลับไวนัก”
เซี่ยเวยไม่ถามว่านางรู้ได้อย่างไรเพราะเห็น ๆ
กันอยู่ทนโท่ ถามแค่ว่า “เหตุใดเมื่อคืนถึงไม่
รับปาก”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มเย็น “รับปากว่าจะตาย
พร้อมท่านน่ะหรือ”
เซี่ยเวยเงียบไปพักใหญ่ เทียบกับเมื่อคืนแล้ว
ท่าทีเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน คิ้วยาวจมูกโด่ง
ตาเรียวปากบาง ดูไม่แยแสทั้งยังไม่ปฏิเสธข้อ
สงสัยของนาง “ทำไมหรือ”
ยังมีหน้ามาถามอีกว่าทำไม
คนปกติที่ไหนจะอยากตายเล่า!
เจียงเสวี่ยหนิงออกแรงฉีกส่วนที่ไหม้เกรียม
นึกอยากตอกกลับสักหน่อย แต่สุดท้ายถ้อยคำที่
หลุดจากปากก็ยังประนีประนอมอ่อนข้ออยู่ดี
เพราะนางรู้ว่า เมื่อคืนคนคนนี้จริงจัง
นางจึงตอบ “ข้ากลัวเจ็บเจ้าค่ะ”
ใครจะคาดว่าเซี่ยเวยกลับถามต่อ “หากไม่
เจ็บเล่า”
ความตายจะไม่เจ็บได้อย่างไร
เจียงเสวี่ยหนิงมองเนื้อไหม้เกรียมชิ้นนั้น
เหม่อ ๆ สักพัก ก่อนมอง เซี่ยเวยอีกคราแล้วตอบ
จริงจังแบบหาได้ยาก “หากมีชีวิตอยู่ก็จะยังกิน
ดื่ม เพลิดเพลินกับอีกหลายสิ่งได้ไม่มีสิ้นสุด ข้าไม่
เพียงหวังอยากมีชีวิตอยู่ เท่านั้นนะ ยังหวังจะอยู่
ต่อไปให้นานขึ้นอีกสักนิดและมีอายุยืนขึ้นอีก สัก
หน่อยด้วย เซี่ยเซียนเซิง ประโยคนั้นของท่านข้า
เก็บมาคิดเป็นเวลา สองปีแล้ว ชีวิตคนเราบนโลก
นี้ไร้ซึ่งอิสระ ท่านกล่าวได้ถูกต้องจริง ๆ ข้าทั้ง
อาลัยองค์หญิง อาวรณ์เยี่ยนหลิน เป็นห่วง
ฟางอิ๋น…คนตั้งมากขนาดนั้นต้องการข้าและ
ชมชอบข้า จะให้ข้าตายข้าก็ทำใจไม่ลง หากอยู่
ต่อได้อีก สักวันข้าก็จะอยู่ ต่อให้ไม่ถึงหนึ่งวันทว่า
ชั่วยามเดียวก็เป็นสุขแล้วเจ้าค่ะ”
แต่ก่อนนางคิดว่าเซี่ยเวยเป็นผู้ประเสริฐ
ต่อมาก็คิดว่าเขาเป็นมารร้าย
แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย
เซี่ยเวยเองก็เป็นแค่คนสามัญเกิดมามีเลือด
เนื้อ เป็นดั่งที่หลี่ว์เสี่ยนว่าไว้ เขาแค่พยายาม
กระเสือกกระสนดิ้นรนในนรกบนดินแห่งนี้ มี
ชะตาชีวิต ที่เทียบคนธรรมดาอย่างนางไม่ได้เลย
ด้วยซ้ำ
ตอนเขาพูดคำว่า “มีเพียงข้าที่เข้าใจเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงมองเขา ออกอย่างแจ่มแจ้ง
ชาติก่อนโหยวฟางอิ๋นเดาไว้ไม่ผิด
ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวตนที่ไม่เคยได้รับการ
ยอมรับของเซี่ยเวยคือผู้สืบสายเลือดที่แท้จริงของ
เซียวและเยี่ยนสองตระกูล ติ้งเฟยซื่อจื่อผู้ที่
สวรรค์เมตตาจึงรอดชีวิตมาได้
ไม่จำเป็นต้องนับญาตินับมิตร
ไม่จำเป็นต้องเห็นแก่สัมพันธ์ครอบครัว
สายโลหิต
นับแต่ราชวงศ์และตระกูลเซียวใช้กลยุทธ์
ต้นหลี่ตายแทนต้นท้อผลัก เขาไปเผชิญชะตา
กรรมแทน เขาก็คือเซี่ยเวย ทิ้งชื่อเก่าสละแซ่เดิม
ไม่อาจ มีชีวิตสงบสุขอีกต่อไป ยามค่ำคืนไม่อาจ
ข่มตานอน ได้แต่อาบชโลมด้วย กองไฟแห่งความ
อาฆาตอันร้อนระอุ
โลกวิบัติ ผู้ประเสริฐไม่อาจดำรง
มีแต่ต้องเป็นมารร้ายถึงจะมีสิทธิ์ยืมธงทัพ
แห่งวีรชนผู้องอาจ มา กวาดล้างความอดสูที่เคย
ได้รับในวันวาน
นางทุกข์ทนกับคำว่า ‘ครอบครัว’ มาทั้งชีวิต
แล้วเซี่ยเวยไม่เป็น เช่นเดียวกันหรือไร
ดังนั้นหากเขาเข้าใจนาง นางก็เข้าใจเขา
แต่นางรู้ช้าไป ส่วนเซี่ยเวยอาจมองทะลุปรุ
โปร่งตั้งแต่ตอนทราบฐานะของนางขณะนั่งรถม้า
กลับเมืองหลวงด้วยกันเมื่อหลายปีก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเรื่องราวบนโลกช่าง
มหัศจรรย์เสียจริง พูดจบก็นึกถึงผู้คนที่ผ่านเข้า
มาในชีวิต บ้างฝากรอยแผลไว้ให้ บ้างก็เยียวยา
นางจากความเจ็บปวด
ดิ้นรนอยู่ตลอดเช่นนี้สิจึงเรียกว่าการใช้ชีวิต
นางพลันเปลี่ยนมามีท่าทีเปิดเผยและสงบนิ่ง
ประหนึ่งเข้าใจถ่องแท้ ถามเขาว่า “ท่านตาบอด
หิมะหรือ ยังพอมองเห็นกี่มากน้อยเจ้าคะ”
เซี่ยเวยนิ่งไปนาน เกรงจะกำลังวิเคราะห์คำ
ว่า ‘ทำใจไม่ลง’ ของนางอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงฉีกเนื้อส่วนดีชิ้นหนึ่งส่งให้
เซี่ยเวยไม่รับ กลับช้อนตาถาม “เมื่อคืนข้าสติ
เลอะเลือนจึงบุ่มบ่ามไม่ยั้งคิด แต่ดูเจ้าไม่ตกใจ
ไม่ถือสาเลยหรือไร”
ตกใจหรือ
ก็มีบ้าง
แต่หากจะบอกว่าถือสา ความจริงนางคล้าย
ไม่ใส่ใจขนาดนั้น พิจารณาแล้วจูบสองครั้งก็ทำไป
ด้วยอารมณ์ที่ปันปั่วนถึงขีดสุดเสียมากกว่า ไม่ได้
เกิดจากกามารมณ์เท่าไรนัก
ยามนี้นางมองเขาราวกับเห็นตนเองกระจ่าง
รูปร่างสูงโปร่งของเขาประดุจภูผาตระหง่าน
เจียงเสวี่ยหนิงจับจ้องเขาครู่หนึ่ง เก็บชิ้นเนื้อ
ที่เขาไม่รับมากัดเองคำ เล็ก ๆ แค่นเสียงเหอะ
กล่าวด้วยท่าทีจริงจังอันแทบไม่ค่อยปรากฏ
“เซี่ย จวีอัน ท่านไม่ได้ปั่วย ท่านแค่เสียสติไป
แล้ว”
เซี่ยเวยได้ฟังก็ยิ้ม
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจรอยยิ้มนี้อีกแล้ว และ
คร้านจะขบคิดด้วย นางทำเพียงยัดไม้ไผ่เสียบ
เนื้อซึ่งเหลือเล็กน้อยไว้ใกล้มือเขา ส่วนตนคาบ
เนื้อชิ้นเล็ก ๆ ลุกออกไปนอกถ้ำ
หิมะหยุดตกแล้ว
ซ้ำยังเริ่มละลายเล็กน้อย
แต่ครั้นย่ำลงบนพื้นหิมะก็จมลึกถึงครึ่งน่อง
เมื่อมองภูเขาไกล ๆ สลับทับซ้อน ก็พบว่าแม้
ระยะทางเหลืออีกไม่ มาก แต่สภาพเช่นนี้พวก
นางเองก็ยากจะมุ่งหน้าข้ามเขาไปถึงจี่หนาน
บทที่ 200 รอดต่อไป (2)
ทว่า…
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองภูเขาลูกไกล
ความจริงค่ำวานนี้นางมาดูแล้ว
เพียงแต่เวลานั้นแสงยังสลัวจนมองไม่ถนัด
ทว่ายามนี้ฟั้าสว่าง ทุกสิ่งที่พร่ามัวเมื่อ
คืนกลับมากระจ่างชัด
ฝังตะวันออกเฉียงใต้ของภูเขาลูกนั้นไม่ค่อยมี
หิมะ!
ครานี้แม้แต่ตาเปล่าก็ยังมองเห็นแถบสีเหลือง
เฉากระดำกระด่างตรงผืนปั่าทึบบนไหล่เขา…
หัวใจของนางกระตุกอย่างแรง สูดลมหายใจ
ลึก ๆ เฮือกหนึ่ง เนื้อ ชิ้นนั้นก็ไม่กินมันแล้ว นาง
รีบกลับเข้าถ้ำมาโพล่งบอกเซี่ยเวย “รีบเดินทาง
กลับกันเดี๋ยวนี้เลย อ้อมไปหลังเขาลูกนี้กันเจ้า
ค่ะ!”
เซี่ยเวยมองตามเสียงของนาง
ทว่าสีขาวจ้าสุดลูกหูลูกตาข้างหลังทำให้เขา
ต้องหลับตา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อธิบายเพิ่มเติม เริ่มเก็บข้าว
ของในถ้ำที่นำติดตัว ไปได้ กล่าวเร็วปรื๋อ “เมื่อครู่
ข้าเพิ่งเห็นว่า ภูเขาข้างหน้ามีหิมะเฉพาะตรง
ฟากตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนฝังตะวันออกเฉียง
ใต้ไม่มีหิมะเจ้าค่ะ! หาก พายุหิมะพัดจากทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือ เช่นนั้นสันเขาด้านหลังพวก
เรา ก็จะมีหิมะไม่มาก! อาจยังลำบากอยู่ แต่
อย่างน้อยท่านก็จะมองเห็น พวกเราจะไม่อด
ตาย!”
เซี่ยเวยนั่งนิ่งไม่ขยับ
เจียงเสวี่ยหนิงเก็บคันธนูหยิบถุงน้ำแล้วมอง
เขา ลังเลครู่หนึ่งก็คว้ามีดมาตัดชายเสื้อ ฉีกผ้า
แพรหางโจวออกเป็นเส้นเพื่อนำด้านหนึ่งมาผูก
ข้อมือ เขา ส่วนอีกด้านผูกกับข้อมือตนเอง
เขารู้สึกคุ้นเคยจึงเม้มริมฝีปากแย้มยิ้ม “ข้า
นึกว่าเจ้าจะเลอะเลือน หัวทึบจนลืมไปแล้วเสีย
อีก”
เจียงเสวี่ยหนิงคำรามเบา ๆ “ก็อยากจำไม่ได้
เหมือนกัน”
ใครจะอยากจดจำเรื่องชวนหงุดหงิดของอดีต
แสนทรหดกันเล่า
นางกล่าวต่อ “เดิมทีพวกเราอยู่ตีนเขา จาก
ฟากตะวันตกเดินอ้อม ภูเขาลูกนี้ไปก็พ้น น่าจะ
ใช้เวลาไม่นาน ถนนตรงตีนเขาเทียบกับสันเขา
แล้วเรียบกว่ากันมาก ข้าจะเดินนำ ส่วนท่านคอย
ตามมาแล้วกัน”
เซี่ยเวยถูกนางฉุดให้ลุก
ข้อมือทั้งสองคนผูกเชื่อมกัน ทว่าไม่มีอะไร
คั่นกลาง เขาจับมือของ เจียงเสวี่ยหนิงโดยไม่พูด
ไม่จา
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางหันมองเขา นึกอยากจะพูดบางอย่าง
ทว่าตอนเขาลุกขึ้น สายตานางก็เผลอเหลือบ
เห็นแขนเสื้อเขาสะบัด แล้วมีบางสิ่งร่วงลงมา
นางจึงบอก “ของท่านตกแล้ว”
เซี่ยเวยก้มมอง
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตอนนี้เขาคงเป็นเจ้า
‘เซี่ยตามัว’ จึงแสดงความเมตตาอย่างหาได้ยาก
ก้มลงเก็บแทนให้ มันเป็นห่อกระดาษขนาด
สองชุ่น ด้านนอกห่อเขียนด้วยพู่กันฝุั่นสีชาด ข้าง
ในเหมือนเป็นผงอะไรบางอย่าง มองเผิน ๆ
คล้ายซองยาตามร้านขายยา
แต่วิธีพับไม่ค่อยเหมือน
สัญลักษณ์สีแดงชาดนี้แปลกตายิ่งกว่า ทว่า
นางรู้สึกคุ้น ๆ คล้ายเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งให้เขา
พร้อมถามว่า “แม้จะไม่ได้ปั่วยก็ยังเตรียมยาไว้
หรือเจ้าคะ”
นิ้วมือเซี่ยเวยที่รับห่อกระดาษสี่เหลี่ยมแข็ง
ค้างไปชั่วอึดใจ
แต่เขาไม่ได้แสดงพิรุธ เก็บกลับเข้าไปในแขน
เสื้อคล้ายไม่มีอะไร เกิดขึ้น “โรคทางใจก็ถือว่า
ปั่วยเช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วไม่ได้เก็บไปคิดให้มาก
ความ นึกอยากดึงมือตนออกจากมือเขา แต่
เนื่องจากข้อมือทั้งคู่ผูกกันอยู่ อีกทั้งสายตาเขาก็
ไม่ค่อย ดี สุดท้ายจึงไม่ปล่อยมือแต่กลับจับตอบ
อย่างใจกว้าง แล้วเดินออกจากถ้ำ
เดิมทีถ้ำบนภูเขาไม่ได้อยู่ตำแหน่งสูง
ออกมาแล้วก็เดินมุ่งไปทางทิศตะวันตก
เหยียบจมหิมะที่กองทับถม เพิ่งเดินไม่เท่าไรลม
หนาวก็พัดเข้ามาตามคอและแขนเสื้อจนตัวสั่น
สะท้าน รองเท้าที่จมลึกในหิมะทำเอาสองขาเย็น
จนปวด ถึงขั้นค่อย ๆ ชาและไร้ ความรู้สึก
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
ยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ ชนหรือสะดุดก้อนหิน
ต้นไม้ ขยับทีก็หน้าทิ่มเฉาะหิมะเข้าปากไปทั้งคำ
บางครั้งแม้แต่เซี่ยเวยยังถูกนางลากลงไปด้วย
จนตอนนี้นางชักจะเกลียดกระทั่งชื่อของตน
ขึ้นมา
ร่างที่หนาวสะท้านเกินต้านทานจนริมฝีปาก
คล้ำยังคงคุยเล่นกับเซี่ยเวย “ข้าขบคิดมาตั้งแต่
ก่อนแล้วว่า ท่านคงเกลียดที่ข้าชื่อเจียงเสวี่ยหนิง
ไม่น้อย เพราะเจอกันแต่ละทีมีแต่เรื่องไม่ดี
ทั้งนั้น”
เซี่ยเวยกล่าว “ไม่เกลียด”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “ฝืนใจหรือเปล่าเจ้า
คะ”
แม้คราหิมะตกเซี่ยเวยจะอาการไม่ปกติ แต่
สภาพร่างกายก็ดีกว่านางไม่รู้ตั้งเท่าไร พอเห็น
นางทรงตัวไม่อยู่ก็ยังมีแรงมาประคอง ก่อนตอบ
ว่า “เจ้าก็ไม่ได้ชื่อเจียงเสวี่ยเสียหน่อย”
เสวี่ยหนิง[1]
หิมะช่วงสุดท้ายของเหมันตฤดู บรรจบกับ
สายลมต้นวสันต์ เป็นหิมะ ที่หยุดแล้ว สงบแล้ว
และละลายแล้ว
ไยจะไม่ชอบเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงลองขบคิดก็เห็นด้วย นางสูด
หายใจเฮือกแล้วเดินหน้า ต่อ กล่าวเพียง “งั้น
ควรถือว่าข้าเป็นดาวนำโชคของท่านสิ มันก็จริง
นะ เพราะข้าช่วยท่านถึงสองครั้งนี่นา หากไม่มี
ข้า ท่านที่มีนิสัยแบบนี้…”
หัวสมองพลันปรากฏภาพเซี่ยเวยเมื่อชาติ
ก่อน
ฝีเท้าของนางหยุดชะงัก ภาพตอนตัวเอง
พยายามขอพบเซี่ยเวยเมื่อ ชาติก่อนผุดขึ้นมา
ขยายใหญ่จนถึงขีดสุดก่อนจะหยุดค้างที่ถ้วยเล็ก
ลวดลายวิจิตรหลายใบบนถาดมุมโต๊ะ เวลานั้นมี
กระดาษที่ร่างด้วยหมึก พู่กันสีแดงแผ่นหนึ่งร่วง
อย่างแผ่วเบาลงบนถาด…
ในที่สุดนางก็นึกออกแล้วว่าคุ้นตรงไหน
ภายในวังมักมีของเช่นนี้อยู่เสมอ
แต่นางไม่เคยนึกโยงเซี่ยเวยเข้ากับสิ่งนี้เลยสัก
ครั้ง
เซี่ยเวยเห็นนางไม่ขยับก็พลอยหยุด “เป็น
อะไรไป”
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ หันมา มองเขาด้วย
สายตาผิดหวังระคนเสียใจ กรามขบแน่นด้วยกลัว
จะแสดงอาการหนาวสั่น
นางยื่นมือไปหาเขา “เอามาให้ข้า”
เซี่ยเวย “เอาอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงหมดความอดทนในที่สุด ตวาด
ทั้งขอบตาแดงก่ำ “ผง ห้าศิลา เอามาให้ข้า!”
เซี่ยเวยไม่รู้ว่านางเดาออกได้อย่างไร
เขากะพริบตาช้า ๆ “หนิงรอง ข้ามีเรื่อง
อยากจะบอกเจ้ามานานแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขาเขม็งและยังคงยื่นมือไว้
เซี่ยเวยถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะ
เงื้อมือสับต้นคอนางให้ หมดสติ พึมพำเสียงค่อย
คล้ายแว่วไกลห่าง “เจ้าย่างเนื้อได้กระเดือกยาก
จริง ๆ”
นางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาทำอะไรลงไป
ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนดับวูบ นางล้มยวบ
เซี่ยเวยกางแขนรับทันที มองสีขาวโพลนรอบ
ๆ แล้วได้แต่คิดว่า หนก่อนนางเป็นหมอกำมะลอ
ที่รักษาจนเขากลับเมืองหลวงมาเกือบครึ่งปี ก็ยัง
ทนดมกลิ่นโลหิตไม่ได้ มาหนนี้นางเป็นแม่ครัวตัว
ปั่วน กินเข้าไปแล้วก็ชวนให้กังขาว่าเนื้อที่นาง
ย่างกับเนื้อที่ตนย่างเป็นคนละชนิดกัน…
แม่นางน้อยไม่ไหวเลยจริง ๆ
เขาพกผงห้าศิลาไว้กับตัวก็จริง
แม้พูดยากว่าไม่คิดอยากจะลองสักครั้ง
แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่เคยลองจริงสัก
หน่อย
หนิงรองช่างกังวลเกินเหตุ แสดงท่าทาง
เหมือนพร้อมแตกหักกับเขา ได้ทันทีด้วยซ้ำ ยัง
ต้องรีบออกเดินทางอยู่แท้ ๆ กลับไม่รู้จัก
เรียงลำดับ ความสำคัญหน่อยเลยหรือ
เซี่ยเวยพลิกนิ้วคีบกระดาษห่อผงนั้นขึ้นมา
ถึงอย่างไรก็ยังหนาวสั่น
เขามองเจียงเสวี่ยหนิงในอ้อมกอดแล้วหลุบ
ตา ไม่ได้สนใจของสิ่งนี้เท่าเมื่อก่อนแล้ว เพียงกัด
ฉีกมุมหนึ่งตรงซองกระดาษกลืนยาทั้งหมดในห่อ
ผ่านไปสักพักจึงเริ่มรู้สึกอุ่นจนถึงขั้นร้อนผ่าวตาม
แขนขา ทำให้เขารู้สึกว่า ลมหิมะรอบตัวคล้าย
เบาลงมาก
ในที่สุดเซี่ยเวยก็แย้มยิ้ม ก้มลงจุมพิตแผ่วเบา
ตรงหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นน้อย ๆ ก่อนจะแบกนาง
ขึ้นหลังอย่างระมัดระวังและเดินมุ่งหน้าไป
——————–
1. ชื่อของเจียงเสวี่ยหนิง ‘เสวี่ย’ (雪) ตัว
เดียวหมายถึงหิมะ ส่วน ‘หนิง’ (宁)
หมายถึงสงบนิ่ง ดังนั้น ‘เสวี่ยหนิง’ จึงอาจ
ให้ความหมายได้ว่าหิมะที่สงบแล้ว