คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 3 กลับจวน (1)
ช่างพูดจาใหญ่โตเสียจริง
แต่ครั้นเสิ่นเจี้ยลองคำนวณอายุของอีกฝั่าย
แล้ว อีกสองเดือนก็จะได้เข้าพิธีสวมกวาน
สมควรคุยเรื่องวิวาห์ได้แล้วจริงๆ
เขากล่าวระคนหัวเราะ “ที่เจ้ามีความคิด
เช่นนี้ ท่านโหวรู้หรือไม่?”
“รู้”
เยี่ยนหลินแนบกระบี่อยู่ข้างเอว ขยับหมุน
ข้อมือพร้อมหวดแส้ม้า ท่วงท่าสง่างาม
วังหลวงอยู่เบื้องหน้าแล้ว
เขาปลดกระบี่ประจำกายของตัวเองลงก่อน
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อบอกว่า ตระกูลเจียง
เป็นตระกูลบัณฑิตมาทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งบัดนี้
ใต้เท้าเจียงยังเป็นรองเสนาบดีกรมคลังอีกด้วย
นับว่าเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ยามฝั่าบาททรง
ขึ้นครองราชย์ในช่วงแรกนั้น ใต้เท้าเจียงเป็นคน
ลอบส่งใต้เท้าเซี่ยเข้าเมืองหลวง ถือว่ามีผลงาน
ต่อฝั่าบาท นอกจากนี้ยังเป็นสหายกับเซียนเซิง
ในเมื่อนางเป็นบุตรีภรรยาเอกแห่งจวนตระกูล
เจียงก็พอฝืนได้ว่ามีฐานะคู่ควรกับกระหม่อม
หลังผ่านพ้นพิธีสวมกวานในเดือนสิบเอ็ด
กระหม่อมจะขอให้คนไปสู่ขอถึงที่พ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กอย่างเจ้าปกติแล้วไม่สนใจไยดีบุรุษสกุล
ผู้ดีนิสัยเสเพลในเมืองหลวงพวกนั้น ส่วนสตรี
ตระกูลใหญ่ที่ทอดสะพานให้ เจ้าก็ไม่เหลือบแล
แม้แต่น้อย เปินหวังยังนึกว่าเจ้าอายุยังน้อย ไม่
รู้จักเรื่องรักใคร่ชายหญิง ใช้จิตใจอันสะอาด
บริสุทธิ์สยบความปรารถนาเสียอีก ผู้ใดจะคิดว่า
เบื้องหลังเจ้ากลับคิดเอาไว้เสร็จสรรพแล้ว ดูไม่
ออกเลยจริง ๆ !”
เสิ่นเจี้ยครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่ จากนั้นก็ค่อย ๆ
กระจ่างแจ้ง
“เมื่อคืนหลังจากข้าเมาสุราก็ไม่ได้กระทำการ
ล่วงเกินใด ๆ แค่ยามตื่นขึ้นมาเช้านี้มือไปแตะ
โดนบ่านางโดยไม่ได้เจตนาเท่านั้น ตัวเจ้ากลับรีบ
บอกข้าเรื่องสถานะความเป็นสตรีของนางแล้ว
ทั้งยังบอกว่าภายภาคหน้าตนเองจะสู่ขอนางอีก
ด้วย เยี่ยนหลิน นี่เจ้าออกจะปกปั้องมากเกินไป
หรือไม่?”
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเยี่ยนหลินจะเคยประกาศ
ไว้ว่า ‘ภรรยาสหายมิอาจรังแก’ ต่อมายัง
เตือนสติเสิ่นเจี้ยว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสตรี จากนี้
ไปควรรักษาระยะห่างกับนางบ้าง ถือเป็นการดึง
เจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาอยู่ในเขตแดนของตัวเอง
พร้อมลงตราประทับอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อตัดไฟเสีย
แต่ต้นลม ไม่ให้ผู้ใดบังเกิดความคิดมิควรอีก
ครั้นความคิดเล็ก ๆ ของตนถูกเปิดโปง
เยี่ยนหลินก็อดหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้ เขาตะเบ็ง
เสียงดังกว่าเดิม คล้ายกำลังซ่อนเร้นอะไร
บางอย่าง “ปกปั้องแล้วจะทำไม กระหม่อม
ยินดี!”
เด็ดขาดเพียงนี้เชียว
เสิ่นเจี้ยได้ยินแล้วอดหัวเราะไม่ได้
ทั้งสองหยุดอยู่ที่หน้าประตูอู่
เยี่ยนหลินส่งมอบกระบี่ประจำกาย ร่วม
เดินทางไปกับเสิ่นเจี้ย ผ่านประตูฮุ่ยจี๋ซึ่งอยู่ทาง
ขวามือเพื่อไปยังตำหนักเหวินหวา
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือก็คือเสิ่นหลางเป็นเสด็จพี่
ของเสิ่นเจี้ย ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อสี่ปีก่อน
ไม่ว่าราชวงศ์ใด ปีที่เปลี่ยนรัชศกย่อม
ล่อแหลมและอันตรายเป็นล้นพ้น
ปีที่เสิ่นหลางขึ้นครองราชย์ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ยามนั้นอดีตฮ่องเต้ทรงพระประชวรจนสติ
เลอะเลือน มีพระราชดำรัสสั่งกักบริเวณเสิ่น
หลางให้อยู่แต่ภายในวังหลวง ต่อมาก็ไม่รู้ว่าเลอะ
เลือนจนถึงขั้นคิดส่งเขาไปดินแดนศักดินาได้
อย่างไร ทำให้เหล่าขุนนางที่อยู่ใต้สังกัดเสีย
กระบวนทันที โชคดีที่เซี่ยเวยเข้าเมืองหลวงพอดี
เขาจัดการให้ขุมกำลังภายในเมืองหลวงของเสิ่น
หลางมั่นคง แล้วเชิญแพทย์ที่มีชื่อเสียงมารักษา
อาการประชวรของอดีตฮ่องเต้จนหายดี นี่จึงทำ
ให้อดีตฮ่องเต้มีพระราชโองการยกราชบัลลังก์ให้
องค์ชายสามเสิ่นหลาง ถือว่าเซี่ยเวยได้สร้าง
ผลงานอันยิ่งใหญ่จริง ๆ
เซี่ยเวย นามรองจวีอัน ถือกำเนิดใน
ตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองจินหลิง
เป็น ‘เซี่ย’ ในกลอนว่า ‘กาลก่อนหวังเซี่ย
รุ่งโรจน์ นางแอ่นโผผิน[1]’
เพียงแต่เมื่อถึงรัชกาลปัจจุบัน ตระกูลเซี่ยก็
จวนจะล่มสลายไปเสียแล้ว
เขาอายุยี่สิบปีก็สอบติดจิ้นซื่อ[2] และได้เข้า
ประจำสำนักราชบัณฑิตหลวง หลังจากนั้นไม่
นานกลับมีข่าวการเสียชีวิตส่งมาจากเมืองจินหลิง
แจ้งว่ามารดาเซี่ยล้มปั่วยเสียชีวิตภายในเรือน ดัง
นั้นเซี่ยเวยจึงต้องกลับเมืองจินหลิงเพื่อไว้ทุกข์ให้
มารดาสามปี
สามปีต่อมาเขาอายุยี่สิบสาม ได้กลับเมือง
หลวงอย่างลับ ๆ มาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้
พอดี
พลิกฟืนสถานการณ์ที่ย่ำแย่ไม่เป็นท่าให้ฟืน
คืนได้ภายในช่วงเวลาอันสั้น ช่วยเสิ่นหลางขึ้น
ครองราชบัลลังก์อย่างราบรื่น ทั้งยังกลายเป็นคน
ที่เจ้าผู้ปกครองพระองค์ใหม่เชื่อใจมากที่สุด
ควบคู่ไปกับสมณะนามว่าหยวนจี
ผู้ที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่แท้จริงในมือเช่นเขา
กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรอง
ราชครูขององค์รัชทายาท[3]
วังหลวงปราศจากองค์ชายมาช้านาน ดังนั้น
จึงไม่ต้องถวายการสอนแด่องค์ชาย แต่ถวายการ
สอนแด่ฮ่องเต้แทน พูดได้ว่า ‘แม้ไร้ยศของ
มหาราชครู แต่ก็เป็นมหาราชครูอย่างแท้จริง’
ช่วงนี้อากาศยามฤดูสารททวีความหนาว
เหน็บ เสิ่นหลางเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่สู้ดี เคย
เรียกสามขุนนางใหญ่ประจำสำนักมหาบัณฑิต
[4]เข้าวังเป็นการลับอยู่หลายครั้ง
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าสนทนาเรื่องอะไรบ้าง
ทว่านับตั้งแต่เดือนที่แล้ว เสิ่นหลางก็มีพระ
ราชโองการเรียกตัวเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในราชสกุล
ให้เข้าวังเพื่อร่วมฟังการบรรยายประจำวัน
ร่วมกับเขา นี่ยังรวมถึงพี่น้องทั้งหลายของเขา
และรวมถึงเสิ่นเจี้ยอีกด้วย
เมื่อเยี่ยนหลินและเสิ่นเจี้ยมาถึงเบื้องหน้า
ตำหนักเหวินหวา การบรรยายประจำวันก็เริ่มไป
ระยะหนึ่งแล้ว
ครั้นหวงเต๋อหัวหน้าขันทีผู้เฝั้าประตูเห็นทั้ง
สองมาก็รีบเข้าไปหาพร้อมค้อมกาย รีบพูดกด
เสียงเบาว่า “วันนี้เหตุใดท่านอ๋องกับท่านโหว
น้อยถึงมาสายเช่นนี้ บรรยายไปได้สองเค่อ[5]แล้ว
ท่านทั้งสองเข้าไปตอนนี้จะต้องถูกท่านรอง
ราชครูเห็นแน่!”
เมื่อวานดื่มสุราด้วยความสำราญใจ ไหนเลย
จะจำได้ว่าวันนี้ต้องมาฟังการบรรยายประจำวัน
เสิ่นเจี้ยกับเยี่ยนหลินสบตากัน รู้สึกปวดเศียร
เวียนเกล้า
เซี่ยเวยผู้เป็นอาจารย์ท่านนี้แต่ไหนแต่ไรมาใช้
ทั้งพระเดชและพระคุณ ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่า
‘ได้รับสืบทอดความเป็นปราชญ์จากยุคโบราณ’
สายตาเขามีแต่ความเข้มงวดและเที่ยงตรง
ครั้งก่อนกระทั่งเหยียนผิงอ๋องซึ่งได้รับความ
โปรดปรานจากฝั่าบาทมาสายไปเพียงครึ่งเค่อก็
ยังไม่กล้าเผยตัว ได้แต่แอบเข้าไปทางประตูข้าง
ตำหนักอย่างเงียบ ๆ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเซี่ยเว
ยกลับจับได้คาหนังคาเขาและขานชื่อออกมา
กลางห้อง ต้องการให้อีกฝั่ายท่อง ‘ตำราเผิงตั่ง[6]’
ที่ตนบรรยายไปเมื่อวานรอบหนึ่ง
เหยียนผิงอ๋องอายุน้อยชอบเที่ยวเล่น ไหน
เลยจะท่องได้
จำต้องยืนอึกอักอยู่ตรงนั้นครึ่งค่อนวันจน
ใบหน้าแดงก่ำ
เซี่ยเวยปราศจากโทสะ เขาเชิญเหยียนผิง
อ๋องกลับไปนั่งประจำที่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
บอกว่าเมื่อวานตนอาจบรรยายซับซ้อนมาก
เกินไปจนอีกฝั่ายไม่อาจจดจำไหว จึงขอน้อมรับ
ผิดเอง
——————–
1. กาลก่อนหวังเซี่ยรุ่งโรจน์ นางแอ่นโผผิน
หมายถึงทายาทสกุลเก่าแก่อย่างหวังเซี่ยซึ่ง
เคยรุ่งโรจน์ในอดีต
2. จิ้นซื่อ หรือ บัณฑิตขั้นสูง เป็นระดับ
บัณฑิตที่ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งซึ่งจัดขึ้น
ทุก ๆ สามปี อันดับหนึ่งจะได้ตำแหน่งจ้วง
หยวน (จอหงวน) อันดับสองได้ปั๋างเหยี่ยน
อันดับสามได้ทั่นฮวา เป็นต้น
3. รองราชครู เป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่คอย
ให้การสนับสนุนราชครู
4. สำนักมหาบัณฑิต หมายถึง องค์กรใน
ระบบราชการของจักรวรรดิจีนช่วงราชวงศ์ห
มิง โดยนิตินัยแล้วเป็นหน่วยประสานงาน แต่
โดยพฤตินัยเป็นสถาบันสูงสุดในการปกครอง
มีสถานะเหนือหกกรม
5. 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที
6. ตำราเผิงตั่ง เนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง โดย
เป็นบทความด้านการแบ่งพรรคแบ่งฝั่ายที่มี
ชื่อเสียงมากที่สุด
บทที่ 3 กลับจวน (2)
เมื่อเหยียนผิงอ๋องนั่งลงแล้วก็รู้สึกละอายใจ
เป็นล้นพ้น
วันนั้นหลังจากกลับถึงจวน เหยียนผิงอ๋อง
อ่านตำราอย่างคร่ำเคร่งทั้งคืน วันต่อมาไม่ได้มา
ตำหนักเหวินหวาสายอีกแม้แต่น้อย ไม่เพียงท่อง
‘ตำราเผิงตั่ง’ ได้อย่างคล่องแคล่ว ยังท่อง ‘การ
ว่ากล่าวตักเตือนถังไท่จงสิบเรื่อง[1]’ ได้อีกด้วย
ทำให้คนต้องมองเขาใหม่
นับจากนั้นก็ตั้งใจศึกษาหาความรู้
ต่อให้เหยียนผิงอ๋องจะกระทำเรื่องอับอาย
ขายหน้ามากสักเพียงใด ถึงอย่างไรเขาก็อายุ
เพียงสิบสี่เท่านั้น ยังแย้งได้ว่าตนเป็นเพียงเด็ก
น้อยที่ไม่รู้ความ
ทว่าเยี่ยนหลินกับเสิ่นเจี้ยอายุไม่น้อยแล้ว พึง
รู้จักมีศักดิ์ศรี
ครานี้พวกเขาจึงมองประตูตำหนักเหวินหวา
เมื่อได้ยินเสียงบรรยายซึ่งแว่วออกมาจากข้างใน
เบา ๆ ขนหัวก็พลันลุกชัน รู้สึกกลัวขึ้นมาหน่อยๆ
ยังเป็นหวงเต๋อที่ฉลาดหัวไว หลังจากขบคิด
อยู่ครู่หนึ่งก็เสนอความคิดให้ “แต่ไหนแต่ไรมา
ท่านรองราชครูจะเอาเรื่องกันตรงนั้น ครั้นเวลา
ล่วงเลยไปก็จะไม่ถือสาหาความอีก และไม่เคย
คิดบัญชีเก่ากับผู้ใด วันนี้กองพระราชพิธีส่งพิณ
โบราณมาคันหนึ่ง ฝั่าบาทพระราชทานให้ท่าน
รองราชครู ประเดี๋ยวต้องทดลองเล่นพิณช่วงพัก
ดื่มน้ำชาหลังจากบรรยายไปแล้วสองคาบ ท่าน
รองราชครูชมชอบพิณมาก ไม่สู้ท่านอ๋องกับท่าน
โหวน้อยโปรดรออีกสักครู่ รอให้รองราชครู
บรรเลงพิณแล้วกลับเข้าไป คิดว่าคงพอจะ
กล้อมแกล้มไปได้”
เสิ่นเจี้ยและเยี่ยนหลินพลันรู้สึกว่ามีทางรอด
แล้ว รีบคารวะเขาพร้อมเอ่ยว่า “ขอบคุณกงกง!”
เมื่อกล่าวจบก็ค่อย ๆ แอบไปรอที่ตำหนักข้าง
*****
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่รู้ว่าเยี่ยนหลินกับเสิ่น
เจี้ยเข้าวังไปฟังบรรยายประจำวันในตอนนี้จะ
เกิดเหตุการณ์เช่นไร
เมื่อพวกเขาสองคนจากไปแล้ว นางก็รีบเดิน
กลับจวนเช่นกัน
ตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ภายในเมืองหลวง
สมัยเด็กนางเคยเดินจนเกือบหมดแล้ว ทว่ายามที่
เพิ่งออกมาจากโรงเตี๊ยมกลับยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่
บ้าง จับทิศทางไม่ค่อยถูก ยังดีที่เดินไม่ถึงสอง
ก้าวความทรงจำเก่าก็ค่อย ๆ หวนคืนดังเดิม ไม่
นานนักก็หาถนนเส้นที่ใช้กลับจวนตระกูลเจียงได้
บนถนนมีผู้คนสัญจรขวักไขว่
บรรดาพ่อค้าหาบเร่แผงลอยต่างยิ้มร่าร้อง
เรียกลูกค้าเสียงดัง
มีเด็กน้อยชูหุ่นน้ำตาลปันวิ่งไล่จับกันอย่าง
สนุกสนาน…
ความมีชีวิตชีวาของโลกมนุษย์แผ่พุ่งเข้า
ปะทะใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิง ร่างกายที่เขม็ง
เกลียวอยู่แต่เดิมของนางผ่อนคลายลงอย่างช้า ๆ
สุดท้ายจึงรู้สึกได้ว่าการย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่
นั้นคือเรื่องจริง ไม่ใช่ภาพความฝันอันสับสนยาม
เผชิญหน้ากับเสิ่นเจี้ยและเยี่ยนหลินเช่นที่เกิดขึ้น
เมื่อก่อนหน้า
ยามนี้นางไม่ใช่ฮองเฮา
และไม่ต้องอยู่แต่ภายในตำหนักคุนหนิงที่
ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงทั้ง สี่ด้านแห่งนั้นอีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงเดินอยู่บนถนนสายนี้ราวกับ
มัจฉาหวนสู่วารี แม้แต่ฝีเท้าก็เร็วรี่ขึ้นมา
จวนตระกูลเจียงอยู่ในตรอกไหวซู่ ไม่
จำเป็นต้องเดินไกลมากมายนัก เพียงประเดี๋ยว
เดียวก็มองเห็นประตูใหญ่สีแดงชาดนั่นแล้ว
ว่ากันตามความสัตย์จริง นางไม่ได้มี
ความรู้สึกอันลึกซึ้งต่อจวนตระกูลเจียงสักเท่าไร
อย่างไรเสียนางก็เพิ่งกลับเมืองหลวงเมื่อตอนอายุ
สิบสี่ปี ก่อนหน้านี้เจริญวัยอยู่ในบ้านพักที่ทงโจว
ได้รับการเลี้ยงดูโดยหว่านเหนียงซึ่งเป็น
อนุภรรยาของเจียงปั๋อโหยวผู้เป็นบิดา
หากใช้คำพูดท่านแม่ของนาง ก็คือถูกเลี้ยงดู
จนเสียคนไปแล้ว
ชาติกำเนิดของเจียงเสวี่ยหนิงมีเรื่องให้เล่า
ขานเล็กน้อย
เดิมทีนั้นนางถือกำเนิดจากเมิ่งซื่อ[2]ภรรยา
เอกของบิดา สมัยนั้นยามเมิ่งซื่อตั้งครรภ์ เจ้าตัว
กำลังไม่ถูกกับหว่านเหนียงอยู่พอดี
หว่านเหนียงเป็นโซ่วหม่าแห่งเมืองหยางโจว
ถูกคนส่งมาให้บิดา จากนั้นก็เลื่อนชั้นเป็น
อนุภรรยาและได้รับความโปรดปรานจากบิดา
เป็นอันมาก ซ้ำยังกำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน
ตามที่หว่านเหนียงเล่าให้ฟัง เมิ่งซื่อมักคอย
จับผิดด้วยต้องการจะไล่อนุภรรยาผู้นี้ไปอยู่
ชนบท
ทว่าหว่านเหนียงเองก็หาใช่ผู้ที่จะตอแยได้
เช่นกัน
ครั้นเห็นจุดจบว่าตนคงต้องถูกขับไล่ไปยัง
บ้านพักที่ทงโจวตามกำหนดแน่นอนแล้ว หว่าน
เหนียงจึงตัดสินใจทำให้ถึงที่สุด ฉวยโอกาสช่วง
ชุลมุนขณะที่เมิ่งซื่อคลอดในคืนเดียวกัน
สับเปลี่ยนบุตรีของตนกับของเมิ่งซื่อไปเสีย
นับจากนั้นบุตรีของหว่านเหนียงก็กลายร่าง
กลายสภาพเป็นคุณหนูภรรยาเอกแห่งจวน
ตระกูลเจียง มีกินมีใช้ อยู่อย่างสุขสบาย ได้ศึกษา
มารยาทพิธีการ มีนามว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ส่วนบุตรีของเมิ่งซื่อกลับต้องติดตามหว่าน
เหนียงไปยังบ้านพักในชนบท ปล่อยตัวปล่อยใจ
ตามสบายท่ามกลางปั่าเขาลำเนาไพร ด้วยเหตุนี้
นางจึงไม่รู้จักกฎเกณฑ์ของกุลสตรีตระกูลใหญ่แม้
สักกระผีกเดียว
และบุตรีผู้โชคร้ายของเมิ่งซื่อผู้นี้ย่อมเป็น
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่แล้ว
ยังดีที่หว่านเหนียงปฏิบัติต่อนางไม่เลวนัก ทั้ง
สอนนางร่ำเรียนเขียนอ่าน และสอนนางแต่งหน้า
เล่นเครื่องหอม มิได้กระทำทารุณกรรมแต่อย่าง
ใด
ยามนี้เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงลองครุ่นคิดดูให้ดีจึง
พบว่าแผนการของหว่านเหนียงล้ำลึกยิ่งนัก
เนื่องจากสี่ปีก่อนหว่านเหนียงล้มปั่วยหนัก
นางส่งจดหมายฉบับหนึ่งมุ่งตรงเข้าเมืองหลวง
เผยความจริงเรื่องแผนแมวดาวสับเปลี่ยนองค์
ชาย[3]
จวนตระกูลเจียงถึงกับชุลมุนปันปั่วน
หลังจากสืบหาความจริงก็มีคนเดินทางมา
จากเมืองหลวง
ทว่าหว่านเหนียงคร้านจะเสียเวลาเสวนากับ
พวกเขา ทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า ‘เสียใจก็สายไปเสีย
แล้ว’ จากนั้นก็ลาจากโลกนี้ไป เหลือทิ้งไว้เพียง
ความวุ่นวาย
เมิ่งซื่อเคียดแค้นหว่านเหนียงเหลือแสน แต่
ท้ายที่สุดหว่านเหนียงก็ไม่ได้ทารุณกรรมบุตรีของ
นาง ทั้งยังทิ้งคำพูดเอาไว้อีกว่า ‘เสียใจก็สายไป
เสียแล้ว’ เป็นหลักฐานยืนยันว่านางสำนึกแล้ว
เมิ่งซื่อไม่อาจถือสาหาความกับคนที่ตายไปแล้ว
ได้อีก
และยิ่งไม่อาจนำโทสะไปลงที่เจียงเสวี่ยฮุ่ย
ด้วย
เนื่องด้วยจวนตระกูลเจียงเป็นตระกูลมีหน้ามี
ตา เมื่อเกิดเรื่องราวฉาวโฉ่ขึ้นเช่นนี้จึงไม่กล้าทำ
เรื่องให้เอิกเกริกนัก ถึงแม้คุณหนูใหญ่จะถือ
กำเนิดจากหว่านเหนียง ทว่าเมิ่งซื่อก็เลี้ยงดูด้วย
ตนเองมาตั้งแต่แบเบาะ สง่างามกอปรด้วยจรรยา
มารยาท บังเกิดสายสัมพันธ์มารดาและบุตรีไป
แล้ว เด็กน้อยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราว
ครั้งแต่ก่อนโน้น หากหวนคืนสู่สถานะบุตรี
อนุภรรยา เกรงว่าอาจเป็นที่หัวเราะเยาะของ
ผู้คน ส่วนเรื่องวิวาห์ก็เกรงว่าจะยากลำบาก
เช่นเดียวกัน
ดังนั้นในจวนตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างจึง
ร่วมกันวางแผน เลือกวิธีการประนีประนอมมาวิธี
หนึ่ง
นั่นคืออ้างว่าตอนเด็กเจียงเสวี่ยหนิงได้รับการ
ทำนายดวงชะตาจากหลวงจีนว่าก่อนอายุสิบสี่จะ
ประสบเภทภัย จำต้องหลีกลี้ให้ไกลห่างจาก
ความเจริญรุ่งเรืองถึงจะผ่านคราวเคราะห์ไปได้
จึงต้องส่งนางไปยังบ้านพักเพื่อเลี้ยงดูให้เป็นเด็ก
สาวชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
ยามนี้สิบสี่ปีผ่านพ้น ย่อมถึงเวลารับตัวกลับ
จวน
จวนตระกูลเจียงจึงมีบุตรีภรรยาเอกจำนวน
สองคนเช่นนี้
ตอนที่เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งกลับจวนตระกูล
เจียงนั้น ยังนับว่าประพฤติตนอยู่ในกรอบ เมิ่งซื่อ
ให้ร่ำเรียนสิ่งใดก็ร่ำเรียนสิ่งนั้น พยายามทำตัวให้
สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เนื่องจากรอง
เสนาบดีเจียงบังเกิดจิตเมตตาของบิดา เวทนา
สงสารบุตรีผู้มีชะตาอาภัพมากเป็นพิเศษ ด้วย
รู้สึกผิดบาปอยู่ภายในใจหลายส่วน จะกี่มากน้อย
ก็ตามใจนางอยู่บ้าง
——————–
1. การว่ากล่าวตักเตือนถังไท่จงสิบเรื่อง
เป็นเนื้อหาฎีกาที่เว่ยเจิงเขียนเพื่อมอบให้
ถังไท่จงในสมัยราชวงศ์ถัง จุดประสงค์เพื่อ
โน้มน้าวให้ถังไท่จงระแวงภัยแม้ยามสงบ ใช้
ชีวิตมัธยัสถ์ และกระทำคุณความดี
2. ซื่อ หมายถึงชื่อตระกูล คนสมัยโบราณไม่
เรียกสตรีที่แต่งงานแล้วด้วยชื่อ แต่จะเรียก
ด้วยแซ่ของตระกูลเดิมตามด้วยคำว่าซื่อ
3. แมวดาวสับเปลี่ยนองค์ชาย เป็นเรื่องเล่า
ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือเกี่ยวกับสนมหลิวใส่
ความสนมหลี่ว่าให้กำเนิดรัชทายาทเป็นแมว
ดาว โดยได้นำองค์ชายตัวจริงไปทิ้งน้ำ
จุดประสงค์เพื่อชิงตำแหน่งฮองเฮา ปัจจุบัน
นำมาใช้เปรียบเทียบถึงการนำตัวปลอมหรือ
ของปลอมมาแทนของจริง
บทที่ 3 กลับจวน (3)
นานวันเข้าเจียงเสวี่ยหนิงจึงเริ่มมีนิสัยโอหัง
และเอาแต่ใจ
แม้แต่เจียงเสวี่ยฮุ่ย นางก็ยังรังแก
ต่อมาเมื่อได้รู้จักกับเยี่ยนหลินก็ยิ่งไม่มีผู้ใด
ควบคุมได้อีก
เมื่อเรื่องปลอมตัวเป็นบุรุษถูกเปิดโปง เมิ่งซื่อ
โมโหจนด่าทอนางว่าสมกับที่นังแพศยาหว่าน
เหนียงเลี้ยงดูมาเสียจริง
ในที่สุดเจียงปั๋อโหยวก็รู้สึกว่านางล้ำเส้น
เกินไปบ้างแล้วเช่นกัน
แต่กระนั้นก็ไม่อาจห้ามปรามมิให้เยี่ยนหลิน
พานางออกไปเที่ยวเล่นได้ หนุ่มน้อยเยี่ยนห
ลินเคยมาเยี่ยมคารวะที่จวนตระกูลเจียงคราหนึ่ง
หลังจากบอกกล่าวเจียงปั๋อโหยวเรียบร้อย
ภายในจวนก็ยอมรับการกระทำ นี้อย่างเงียบ ๆ
หากเจียงเสวี่ยหนิงปลอมตัวเป็นบุรุษก็จะถูก
เรียกว่า ‘คุณชายเจียง’ ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่าง
ร่วมกันปิดบัง ให้ถือว่าจวนตระกูลเจียงมีบุคคลผู้
นี้อยู่จริง
ดังนั้นเมื่อนางกลับมาตอนนี้ คนเฝั้าประตูจึง
ตกใจจนตาเหลือก รีบก้มหน้างุด พูดอย่างขลาด
กลัวว่า “คุณชายกลับมาแล้วหรือขอรับ”
ที่ดินในเมืองหลวงราคาสูงลิบลิ่ว แม้เจียงปั๋อ
โหยวจะครองตำแหน่งมากอำนาจอย่างรองเสน
บดีกรมคลัง แต่อย่างไรก็เป็นเพียงขุนนางขั้นสาม
ไม่กล้าแสดงความมั่งคั่งภายในบ้านให้เป็นที่
ประจักษ์มากเท่าใดนัก เรือนสี่ชั้นจึงมีขนาดเล็ก
ทว่าประณีตงดงาม
เจียงเสวี่ยหนิงพอจะจดจำได้ว่าสถานที่ที่
ตนเองพักอาศัยอยู่เป็นเรือนตะวันตก
และที่อยู่ติดกันก็คือเรือนของเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ชาติก่อนขณะเพิ่งกลับคืนสู่จวน นางได้พบกับ
เจียงเสวี่ยฮุ่ย เนื่องด้วยมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
เป็นทุนเดิมผนวกกับความอิจฉา จึงทำตัวร้าย
กาจโดยเอาเรื่องที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยเป็นบุตรีอนุมาหา
เรื่องและปล่อยให้บ่าวไพร่กลั่นแกล้งรังแกอีกฝั่าย
นางชิงโอกาสของเจียงเสวี่ยฮุ่ยในการเข้าวัง
หลวงเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา
นางแย่งชิงแม้กระทั่งงานวิวาห์ของเจียงเสวี่ย
ฮุ่ยเสียด้วยซ้ำ…
ที่จริงแล้วผู้ที่เสิ่นเจี้ยพึงใจอยู่แต่เดิมคือเจียง
เสวี่ยฮุ่ย เพียงแต่เขามีผ้าเช็ดหน้าเป็นของแทนใจ
แค่ผืนเดียว ทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นของคุณหนูคนใดใน
ตระกูลเจียงกันแน่ ด้วยเหตุนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึง
สบโอกาส
ต่อมาเจียงเสวี่ยฮุ่ยแต่งกับจิ้นซื่อผู้หนึ่ง และ
ติดตามเขาออกจากเมืองหลวงไป
ช่วงปีใหม่ที่เหล่าสตรีสูงศักดิ์ต้องเข้าวังเพื่อ
ถวายพระพร เจียงเสวี่ยหนิงมีโอกาสได้พบนาง
อีกครา ทว่าก็อยู่ห่างไกล
เพียงได้ยินว่านางมีชีวิตที่เป็นสุขพอสมควร
บัดนี้ได้พบ ‘พี่หญิง’ ซึ่งคล้ายจะช่วงชิงชีวิตที่
เดิมทีควรเป็นของนางอีกครั้ง จะกี่มากน้อยเจียง
เสวี่ยหนิงก็บังเกิดความรู้สึกอันสลับซับซ้อนอยู่
บ้าง คิดว่าเมื่อกลับถึงห้องของตนแล้วอาจลองคิด
หาวิธีดูว่าจะใช้ท่าทีเช่นไรในการปฏิบัติตัวต่อ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยดี
ทว่านางเพิ่งเดินถึงใต้ระเบียงชายคาเรือนก็ได้
ยินเสียงตวาดแว้ดดังมา
เห็นชัดว่าเป็นเสียงของหญิงวัยกลางคน
“คุณหนูใหญ่กล่าวเช่นนี้ช่างน่าขันเสียจริง
เรือนของพวกข้ามีคนมาก เรือนท่านมีคนน้อย
พวกข้าเอารายรับประจำเดือนไปมากสักหน่อย
แล้วจะเป็นไรไปเล่าเจ้าคะ?”
“ท่านมีสถานะเช่นไรยังไม่รู้ตัวอีกหรือ?”
“อย่าว่าแต่ท่านเลย ต่อให้คุณหนูรองมาเอง
ข้าก็ไม่กลัว! ข้าน่ะนะ สมัยก่อนเป็นคนที่ไปรับ
คุณหนูรองกลับมา นางเชื่อฟังคำพูดของข้ามาก
ข้าให้นางไปตะวันออก นางก็ไม่กล้าไป
ตะวันตก!”
“เจ้า!”
สตรีสวมชุดเปั้ยจื่อ[1]สีฟั้าอมเขียวปักลาย
ดอกบัวยืนอยู่ใต้ระเบียงชายคา ใบหน้ารูปไข่ห่าน
คิ้วดั่งใบหลิว ถึงแม้องคาพยพบนใบหน้าจะไม่ได้
งามพิลาสทรงเสน่ห์เช่นเจียงเสวี่ยหนิง แต่บริเวณ
หว่างคิ้วก็กอปรด้วยกลิ่นอายแห่งความสง่างาม
ทว่ายามนี้กลับเผยโทสะออกมาเล็กน้อย
นี่คือเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ด้านหลังนางมีเด็กสาวตัวน้อยสวมเสื้อคลุม
แขนกุดตัวยาวยืนอยู่ผู้หนึ่ง ส่วนผู้ที่ยืนห่าง
ออกไปอีกสามก้าวตรงเบื้องหน้าเป็นหญิงวัย
กลางคนซึ่งแต่งกายด้วยเครื่องประดับมีราคา ไฝ
ดำใต้ริมฝีปากเสริมความใจจืดใจดำขึ้นมาอีก
หลายส่วน มุมปากด้านข้างยกขึ้น สายตายาม
มองเจียงเสวี่ยฮุ่ยเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและไม่
แยแส
ขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงเดินผ่านมานั้น นางยืน
อยู่ข้างหลังพอดี อีกฝั่ายจึงมองไม่เห็น
ครั้นได้ยิน ‘เชื่อฟังคำพูด’ ประโยคนั้น เจียง
เสวี่ยหนิงพลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย…
เหตุใดนางถึงไม่เคยรู้เลยว่าตนเองเคยเชื่อฟัง
คำพูดของผู้ใดด้วย
หญิงวัยกลางคนผู้นี้คือหวังซิ่งจยา ทำหน้าที่
ปรนนิบัติรับใช้อยู่ภายในเรือนของเจียงเสวี่ยหนิง
เดิมทีปรนนิบัติเมิ่งซื่อ ในอดีตเคยไปรับตัวนาง
กลับมาจากบ้านพักจริง ๆ ระหว่างทางถือว่าได้
ดูแลนางอยู่บ้าง
ต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงจึงไปขอคนผู้นี้มาจาก
เมิ่งซื่อ
นับจากนั้นหวังซิ่งจยาก็กระทำเหมือนเจียง
เสวี่ยหนิงเป็นบุพการีที่กลับชาติมาเกิด แทบ
อยากจะคุกเข่าเลียนางเสียด้วยซ้ำไป
แล้วเหตุใดยามอยู่ลับหลังถึงมีพฤติกรรม
เช่นนี้ได้
หวังซิ่งจยามองไม่เห็นเจียงเสวี่ยหนิง แต่เจียง
เสวี่ยฮุ่ยที่ยืนอยู่ตรงข้ามกลับมองเห็นอย่าง
ชัดเจน
เพียงชั่วเสี้ยวพริบตาก็ทำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยใจ
หายวาบไปกว่าครึ่งแล้วจริง ๆ
น้องสาวที่อยู่ในจวนผู้นี้เป็นนางมารร้ายผู้
เลื่องชื่อ ปรากฏตัวในช่วงเวลาสำคัญที่กำลังทุ่ม
เถียงกันอยู่พอดี เกรงว่าคงได้ก่อเรื่องก่อราวให้
อับอายขายหน้าโดยไม่แยกแยะผิดถูกชั่วดีอีกแน่
เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงเสวี่ยฮุ่ยแข้งขา
อ่อนยวบ ตัวสั่นงันงก กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า
“คะ คารวะคุณหนูรอง…”
หวังซิ่งจยาร่างแข็งทื่อในบัดดล ยามหมุนกาย
กลับมา ความยโสโอหังและการประชดประชันที่
มีอยู่ก่อนหน้านี้ล้วนปลาสนาการไปสิ้น รอยยิ้ม
ประดับเต็มใบหน้า ทั้งกระตือรือร้นและประจบ
สอพลอ ตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น “อุ๊ยตาย คุณหนู
รองของข้า ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ! บ่าวตุ๋น
น้ำแกงไก่ดำเอาไว้ ซ้ำยังเตรียมขนมไส้สับปะรดที่
ท่านชอบมากที่สุดเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ!”
ระหว่างเอ่ยวาจายังยื่นมือเข้าหาเจียงเสวี่ย
หนิงด้วยความเอาใจใส่ คล้ายต้องการจะประคอง
นางอีกด้วย
บนข้อมือนั้นสวมกำไลหยกเขียววงหนึ่ง
ตัวหยกกระจ่างใส สีสันงดงามแวววาว
มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นหยกเขียวเหอ
เถียน[2]ชั้นยอด
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามอง รูม่านตาหดรั้ง
ทันที…
กำไลวงนี้…
ชาติที่แล้วหว่านเหนียงจับมือนางก่อนที่จะลา
จากโลกนี้ไป ขณะนั้นแม้นางจะรู้ว่าหว่านเหนียง
ไม่ใช่มารดาบังเกิดเกล้าและเป็นคนชั่วที่ลักพา
ตนเองมา แต่ถึงอย่างไรก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาตั้ง
หลายปี มิหนำซ้ำยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของ
เรื่องราว นางเลยไม่ได้รู้สึกเคียดแค้นหว่านเหนียง
นางนึกว่าหว่านเหนียงมีเรื่องต้องการกล่าว
กับนาง
ผู้ใดจะคาดคิดว่าหว่านเหนียงกลับยัดกำไลวง
นี้ใส่มือนางพร้อมพูดวิงวอน “หนิงหนิง อี๋เหนียง
[3]ขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่ง หากเจ้ากลับจวนไปแล้ว
เมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ ช่วยมอบสิ่งนี้ให้นางแทนข้า
ทีเถอะ…”
ยามนั้นเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็น
ราดรดศีรษะ
และบางทีความริษยาที่นางมีต่อเจียงเสวี่ยฮุ่ย
อาจเริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นได้
หว่านเหนียงจากไป ตัวนางกลับจวนตระกูล
เจียง ทว่านางกลับทิ้งกำไลวงนี้ไว้ในกล่อง ยอม
ให้มันแหลกสลายดีกว่าจะยอมมอบให้เจียงเสวี่ย
ฮุ่ย
ต่อมานางประสบกับเรื่องราวมากมาย เมื่อ
นึกถึงหว่านเหนียงและเรื่องราวต่าง ๆ ในกาล
ก่อน ครั้นต้องการตามหากำไลวงนี้อีกครั้งก็หาไม่
เจอแล้วจริง ๆ
คิดไม่ถึงว่ากลับมาอยู่ที่หวังซิ่งจยาได้
เจียงเสวี่ยหนิงมองหวังซิ่งจยาอย่างสงบนิ่ง สี
หน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นยากจะคาดเดา
หวังซิ่งจยายังคงแย้มยิ้ม “ดูท่านแต่งตัวเข้าสิ
คงออกไปเที่ยวเล่นมาอีกแล้วสินะเจ้าคะ บ่าวจะ
พาท่านกลับเรือน…”
แต่กระนั้นยามที่นางช้อนดวงตาขึ้นสบกับ
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิง ไม่รู้เพราะเหตุใดสัน
หลังถึงเย็นวาบขึ้นมาทันที
เจียงเสวี่ยหนิงไม่มองเจียงเสวี่ยฮุ่ยที่ยืนอยู่
ด้านข้าง เพียงเหยียดมุมปากเบา ๆ เหลือบมอง
หวังซิ่งจยาพลางเอ่ยว่า “เหตุใดเมื่อก่อนจึงไม่รู้
ว่าเจ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้ การแสดงที่ใช้
ทักษะอันล้ำเลิศอย่างการเปลี่ยนหน้าก็ยังทำได้
ด้วย”
——————–
1. ชุดเปั้ยจื่อ เป็นชุดสตรีในยุคโบราณ มี
ลักษณะเหมือนเสื้อกั๊กตัวยาว
2. หยกเหอเถียน ได้รับการขนานนามว่า
เป็นหนึ่งในสี่ยอดหยกของจีน
3. อี๋เหนียง เป็นตำแหน่งและคำเรียก
อนุภรรยา