คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 21 นายจ้างของโหยวฟางอิ๋น (1)
พิณคันหนึ่งราคาถึงสามพันตำลึง ทว่ายาม
เยี่ยนหลินจ่ายเงินกลับไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย
ทรัพย์สินจวนหย่งอี้โหวมีมากเพียงใดย่อม
เห็นเป็นที่ประจักษ์
ชาติก่อนงมงายไม่รู้ความ เยี่ยนหลินดีต่อนาง
อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ส่วนนางเองก็เสพสุข
กับความดีของเยี่ยนหลินอย่างเปิดเผย
ตรงไปตรงมา แต่เมื่อย้อนเวลามาเกิดใหม่ นาง
กลับรู้ว่าตนไม่อาจตอบแทนความรักอันแสนจะ
บริสุทธิ์ใจของเด็กหนุ่มได้ และไม่อาจรับความดีนี้
อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาได้เช่นกัน
พิณคันนี้นางไม่ควรรับไว้
แต่ขณะกำลังจะปฏิเสธและเรียกให้ถังเอ๋อร์ห
ยิบตั๋วเงินออกมาชำระค่าพิณ เจียงเสวี่ยหนิงพลัน
ลังเลขึ้นมาอีกครา หลังจากไตร่ตรองก็สะกดกลั้น
ความคิดก่อนหน้านี้ลงไปเสีย ยอมรับพิณคันนี้มา
อย่างเงียบงันโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
หลี่ว์เสี่ยนรับตั๋วเงินแล้วก็นับทีละแผ่น
ใบหน้าเปียมรอยยิ้ม กล่าวกับเยี่ยนหลินว่า “รู้อยู่
แล้วว่าท่านโหวน้อยมือเติบมาก ลูกค้ามีอยู่เต็ม
เมืองหลวง แต่ผู้ที่ข้าหลี่ว์จ้าวอิ่นอยากจะพบมาก
ที่สุดก็คือท่าน! วันหลังต้องมาบ่อย ๆ นะขอรับ
ต้องรู้ว่าเมื่อเล่นพิณแล้วจะติดใจ หากชอบแล้ว มี
ตัวแรกย่อมต้องมีตัวที่สอง เรียนพิณไม่พอ วัน
หลังยังอยากจะเรียนการทำพิณอีกด้วย ไม่ว่า
อย่างไรก็ขอให้มาร้านข้า อยากได้สิ่งใดก็มีสิ่งนั้น
รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านโหวน้อยมาเสียเที่ยว
แน่”
เยี่ยนหลินกลอกตาค้อน ส่วนเจียงเสวี่ยหนิง
กลับตะลึงงัน แทบไม่กล้าเชื่อหูของตัวเอง…
หลี่ว์จ้าวอิ่น!
นั่นไม่ใช่หลี่ว์เสี่ยน หนึ่งในพรรคพวกคน
สำคัญที่สุดในการก่อกบฏยึดวังหลวงของเซี่ยเวย
หรอกหรือ
เยี่ยนหลินดูแลกองทหาร หลี่ว์เสี่ยนดูแล
การเงิน
ต่อมาเยี่ยนหลินได้เป็นผู้บัญชาการควบคุม
ทหารรักษาพระองค์ ส่วนหลี่ว์เสี่ยนได้เลื่อน
ตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษจากเซี่ยเวยขณะนางถูก
กักบริเวณในวังหลวง กลายเป็นบุคคลแรกที่จาก
จิ้นซื่อไปเป็นพ่อค้า และจากพ่อค้ากลับมาเป็นขุน
นาง ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังคนใหม่…
ชาติก่อนเพื่อรักษาชีวิต โหยวฟางอิ๋นจึง
บริจาคทรัพย์สมบัติของตนเองจำนวนแปดส่วน
ให้ราชสำนักเพื่อถมท้องพระคลัง ซึ่งกำกับดูแล
โดยคนผู้นี้
ขณะเข้ามาภายในร้านโยวหวงแห่งนี้ เยี่ยนห
ลินไม่เคยบอกกล่าวสถานะของเจ้าของร้านเลย
จวบจนเมื่อสักครู่หลี่ว์เสี่ยนเป็นผู้เผยชื่อแซ่
ออกมาเองโดยไม่รู้ตัว นี่จึงทำให้เจียงเสวี่ยหนิง
ตระหนกตกใจกลัว แอบเหลือบมองเยี่ยนหลิน
เล็กน้อย แต่ก็ไม่พบพิรุธอันใด
ยามนี้เมื่อมองหลี่ว์เสี่ยนอีกครั้ง ความรู้สึกก็
เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อครู่รู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้พูดจาบ้าบิ่นและอุก
อาจ ทำการค้าน่าสนใจยิ่งนัก ทว่ายามนี้พอมองดู
อีกครา กลับรู้สึกว่าความบ้าบิ่นและอุกอาจนี้อาจ
กอปรด้วยความโอหังที่ตนเองมีความรู้
ความสามารถโดดเด่นเหนือผู้อื่น และความ
แปลกแยกที่ตนเองตื่นรู้ทว่าผู้อื่นงมงายอยู่หลาย
ส่วนก็เป็นได้
หลี่ว์เสี่ยนนับตั๋วเงินเสร็จก็ผงกศีรษะด้วย
ความพึงพอใจ เอาตั๋วเงินยัดใส่อกอย่าง
คล่องแคล่วชำนิชำนาญ “นับแล้วถูกต้อง”
เยี่ยนหลินจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเราขอลา”
การค้ารายใหญ่ราคาสามพันตำลึงใช่จะมีได้
บ่อย ๆ หลี่ว์เสี่ยนแสดงความสามารถของพ่อค้า
คนกลางออกมาหมดสิ้น เค้นรอยยิ้มเต็มใบหน้า
เดินส่งคนทั้งสองถึงประตูด้วยตนเอง
เจียงเสวี่ยหนิงติดตามอยู่ด้านหลังเยี่ยนหลิน
อุ้มพิณลงจากตึก
คิดไม่ถึงว่าใต้ตึกนั้นกลับมีคนผู้หนึ่งเดินเข้า
มาก็ประจันหน้าพวกนางเข้าพอดี
ครั้นมองดูก็คือเจี้ยนซู บุคคลข้างกายเซี่ยเวย
นั่นเอง
นางหนังตากระตุก
เจี้ยนซูมักอยู่ข้างกายเซี่ยเวยเสมอ นอกจากนี้
ยังมีวิชากระบี่เป็นเลิศ เยี่ยนหลินเคยเห็นเขาและ
รู้จักเขา เมื่อเห็นจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เซี่ยเซียนเซิงใช้
เจ้าทำงานอีกแล้วสินะ”
เจี้ยนซูคารวะเขาพลางหัวเราะเช่นกัน “ใช่
แล้วขอรับ”
ครั้นพูดจบก็เคลื่อนสายตา มองเจียงเสวี่ย
หนิงซึ่งตามหลังเขามา เท้าซึ่งเดิมทีกำลังจะย่าง
ก้าวต่อไปพลันหยุดชะงักอีกครั้ง “คารวะคุณหนู
รองหนิง”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งเล็กน้อย ผงกศีรษะแสดง
มารยาทตอบกลับ
เยี่ยนหลินได้ยินคำพูดนี้กลับเลิกคิ้วทันที รู้สึก
แปลกใจพอสมควร ใช้สายตาแปลกประหลาด
เล็กน้อยมองเจี้ยนซูผาดหนึ่ง ‘คุณหนูรองหนิง’ นี่
มันการเรียกขานอะไรกัน
ทว่าคล้ายเจี้ยนซูไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
เมื่อกล่าวคารวะแล้วก็ขึ้นตึกไปด้วยความรีบร้อน
ภายในร้านโยวหวง หลี่ว์เสี่ยนกำลังเตรียมตัว
จะปิดร้าน คิดรินสุราถ้วยเล็กให้ตนเองถ้วยหนึ่ง
เพื่อฉลองที่ขายพิณได้ในราคามหาศาลสักหน่อย
แต่มือทั้งสองข้างเพิ่งจะสัมผัสประตูก็เห็นเจี้ยนซู
เดินมาหา
เขาหางตากระตุก รีบเคลื่อนไหวหมายจะปิด
ประตูทันที
คาดไม่ถึงว่าเจี้ยนซูกลับมือไวตาไว ตรงเข้ามา
ใช้มือข้างหนึ่งขัดตรงช่องว่างของประตู พร้อมส่ง
ยิ้มน้อย ๆ ให้หลี่ว์เสี่ยน “ฟั้ายังสว่างอยู่เลย ไยห
ลี่ว์เซียนเซิงถึงรีบร้อนปิดร้านเพียงนี้เล่า?”
หลี่ว์เสี่ยนด่าทออยู่ในใจ ‘ผู้ฝึกยุทธ์ช่างหนัง
หนาหน้าด้านนัก หนีบให้ตาย ๆ ไปเลยดีไหมนะ’
แต่เปลือกนอกกลับเผยสีหน้าประหลาดใจ คล้าย
เพิ่งมองเห็นเจี้ยนซูอย่างไรอย่างนั้น ระบายยิ้ม
อย่างสนิทสนมเป็นที่สุด “อ้าว เจี้ยนซูนี่เอง! ที่ข้า
รีบปิดร้านก็เพราะมองไม่เห็นว่ามีลูกค้าอย่างเจ้า
มาอย่างไรเล่า ว่าอย่างไร เจ้านายของเจ้าทำให้
พิณพังไปคันหนึ่ง โมโหตายอยู่ที่บ้านแล้วหรือ
เปล่า?”
เจี้ยนซูอดหน้าถมึงทึงไม่ได้ “ไม่รบกวนให้ห
ลี่ว์เซียนเซิงต้องเป็นกังวล”
ดวงตาหลี่ว์เสี่ยนฉายแววมีความสุขบนความ
ทุกข์ของผู้อื่นขึ้นมาอีกครา “อยากจะซื้ออะไร?”
เจี้ยนซูตอบ “ไม่ได้ซื้อของ แต่มีธุระขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนพอได้ฟังเช่นนี้ก็สีหน้าแปรเปลี่ยน
ผลักมือที่ขัดประตูของอีกฝั่ายออกไปทันที พูดตัด
บทว่า “ข้าไม่มีเงิน เจ้ารีบไปเสีย”
เจี้ยนซูไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย “ท่านโหว
น้อยเยี่ยนเพิ่งจะจากไปไม่ใช่หรือ?”
หลี่ว์เสี่ยนโกหกตาไม่กะพริบ “พิณคันนั้นไม่มี
ราคาค่างวด”
เจี้ยนซูหัวเราะอย่างเย็นชา เขาปล่อยมือ
แสร้งทำท่าว่าจะจากไป “เช่นนั้นข้าจะกลับไป
รายงานเซียนเซิงว่าในบัญชีของท่านเมื่อสาม
เดือนก่อน มีเงินห้าพันตำลึงออกจากบัญชีอย่าง
ผิดปกติก้อนหนึ่ง”
“หา ๆ ๆ มีเงิน มีเงินสิ!” หลี่ว์เสี่ยนรีบดึงตัว
เขาไว้ ก่อนจะลากเข้ามาข้างในห้องโดยไม่พูดจา
ให้มากความอีก “จริง ๆ เลยนะ ดูเจ้าสิ อายุก็ไม่
มาก ทำตัวเป็นคนแก่เลียนแบบเซี่ยจวีอันเช่นนั้น
ไปทำไม? ทำตัวเหมือนเตาฉินหน่อยยังดีกว่า
เอะอะก็ชอบเอาสมุดบัญชีมาข่มขู่ นี่ไม่ใช่นิสัยที่ดี
เลยนะ ว่ามา มีเรื่องอะไร?”
เห็นชัดว่าเจี้ยนซูคุ้นชินกับนิสัยของหลี่ว์เสี่ยน
แล้ว รู้ว่าเรื่องราวเร่งด่วน ไม่กล้าชักช้าเช่นกัน จึง
พูดอย่างกระชับรวบรัด “เรือพลิกคว่ำที่คลอง
ขนส่ง”
หลี่ว์เสี่ยนพลันตกตะลึง “เรืออะไร?”
เจี้ยนซูตอบ “เรือขนเส้นไหม”
หลี่ว์เสี่ยนดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกาย
“เมื่อไหร่?”
“ข่าวถูกส่งมาอย่างเร่งด่วนเมื่อสามวันก่อน
ในเมืองหลวงมีคนรู้อยู่เพียงไม่กี่คน”
หลี่ว์เสี่ยนปรบมือหัวเราะลั่นทันที “เยี่ยม!”
เจี้ยนซูเอ่ย “เซียนเซิงแจ้งมาว่าช่วงก่อนหน้า
นี้พ่อค้าผ้าไหมในเมืองหลวงร่วมมือกันกดราคา
เส้นไหมจนราคาต่ำยิ่งนัก บัดนี้เรือขนส่งเส้นไหม
พลิกคว่ำที่คลองขนส่ง ราคาเส้นไหมดิบในเมือง
หลวงต้องสูงขึ้นแน่นอน หากฉวยโอกาสช่วงที่
ข่าวยังไม่แพร่ออกไป รีบซื้อเส้นไหมดิบในราคา
ถูกเสีย ยามข่าวแพร่แล้วไหมจะขึ้นราคาจนได้
เงินก้อนโต เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้ถูกกดราคาต่ำ
มีพ่อค้าจำนวนมากทนไม่ไหว ขายเส้นไหมดิบใน
มือออกไปจำนวนมาก เกรงว่าในตลาดคงเหลือไม่
เท่าไรแล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนขบคิดครู่หนึ่ง หัวสมองเค้นรายชื่อ
พ่อค้าน้อยใหญ่ภายในเมืองหลวงทั้งหมด จากนั้น
ก็ฉีกยิ้ม ดวงตาเป็นประกายวาบ ตอบกลับเพียง
ว่า “มี ยังมีอีกคนหนึ่ง!”
*****
ขณะที่สี่ว์เหวินอี้เห็นโหยวฟางอิ๋นเดินเข้ามา
ก็ถูกใบหน้าอิดโรยของนางทำเอาตกใจจนสะดุ้ง
โหยง “นี่ท่านไม่ได้นอนมากี่วันแล้ว? เด็ก ๆ รีบ
ยกชาร้อนมาให้คุณหนูโหยวเร็วเข้า”
โหยวฟางอิ๋นขยี้ตาแล้วนั่งลง
เด็กภายในร้านซึ่งอยู่ข้างล่างพลันยกน้ำชา
ขึ้นมา อดใช้สายตาห่วงใยมองนางหลายครั้งไม่ได้
สถานที่แห่งนี้คือห้องรับรองแขกภายใน
สมาคมเจียงเจ้อ สมาคมนี้ก่อตั้งโดยบรรดาพ่อค้า
ในสมาพันธ์พ่อค้าเจียงเจ้อ มีไว้รองรับพ่อค้าจาก
เจียงซูและเจียงเจ้อที่เดินทางมาเมืองหลวงเพื่อ
ค้างแรมและเจรจาการค้าโดยเฉพาะ
สี่ว์เหวินอี้เป็นพ่อค้าเส้นไหมจากหนานสวินแห่ง
ซูโจว
เขามาเมืองหลวงตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว
ทว่าเนื่องจากพ่อค้ารายใหญ่ซึ่งทำการค้าผ้าไหม
ในแถบเจียงเจ้อร่วมมือกันกดราคานำเข้าเส้นไหม
ดิบ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมไม่พอใจ พ่อค้า
ขนาดกลางและขนาดย่อมที่ขายเส้นไหม
ดำรงชีวิตเช่นพวกเขาเหล่านี้จึงไม่อาจทำการค้า
ต่อ ได้แต่จำใจเดินทางขึ้นเหนือ ทว่าผู้ใดเล่าจะ
คาดคิดว่าพ่อค้าใหญ่ในเมืองหลวงกับพ่อค้าใหญ่
ในเจียงเจ้อจะสมคบคิดกัน กอปรกับพ่อค้าขนาด
กลางและขนาดย่อมที่เข้าเมืองหลวงมีจำนวน
มากเกินไป นอกจากราคาเส้นไหมจะไม่เพิ่มแล้ว
กลับร่วงกราวอีกด้วย มีราคาเพียงครึ่งหนึ่งของ
ราคาตลาดเมื่อปีกลาย
อย่าว่าแต่หาเงินเลย กระทั่งเงินทุนที่จะนำมา
จ่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมยังไม่พอ
บทที่ 21 นายจ้างของโหยวฟางอิ๋น (2)
สี่ว์เหวินอี้ปีนี้อายุสามสิบหกปีแล้ว แม้จะ
ไม่ได้ไว้เคราเหมือนผู้อื่น แต่มองเห็นร่องรอยการ
ผ่านร้อนผ่านหนาวที่ปรากฏบนใบหน้าได้บ้าง
หางตาเต็มไปด้วยรอยย่นเส้นเล็ก ๆ อย่าว่าแต่
ราคาเส้นไหมไม่ขยับขึ้นต่อเนื่องหลายวันเลย ตัว
เขาเองก็ติดอยู่ในเมืองหลวง นอนหลับวันนี้ยังไม่
รู้ว่าพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์จะลอยขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่
ละวันเหมือนอยู่ในกระทะที่มีน้ำมันเดือดพล่าน
แม้แต่ดวงตายังฉายประกายท้อแท้และร้อนรน
อย่างยิ่งยวด
ชีวิตของคนในครอบครัวเขาล้วนต้องพึ่ง
การค้าครั้งนี้
ปีที่แล้วเขาลอบค้าเกลือเลียนแบบผู้อื่นจน
ขาดทุนไม่น้อย ปีนี้ยามซื้อเส้นไหมจากเกษตรกร
ผู้เลี้ยงไหมก็ไม่มีเงินจ่าย โชคยังดีที่เขาเป็นพ่อค้า
ท้องถิ่นของหนานสวิน อีกทั้งไปมาหาสู่กับ
เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมมานานหลายปี ทุกคนต่างรู้
ว่าปีนี้การค้าไม่ดี แต่ก็ยังยินดีจะเชื่อใจเขา เพียง
รับเงินมัดจำหนึ่งส่วนและส่งมอบเส้นไหมดิบซึ่ง
ผลิตได้ในปีนี้ใส่มือเขา ให้เขานำมาขายให้ได้
ราคาดีที่เมืองหลวงแล้วค่อยกลับไปจ่ายเงินที่
เหลือ
การค้าในตลาดมีผู้ใดไม่ใช้มือหนึ่งส่งมอบเงิน
อีกมือหนึ่งส่งมอบสินค้ากันบ้างเล่า
แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมที่บ้านเกิดกลับยอม
มอบสินค้าให้ก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินทีหลังก็ได้
สี่ว์เหวินอี้เป็นพ่อค้ามีมโนธรรมผู้หนึ่ง ไม่ยอม
ผิดต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของคนบ้านเกิด แต่มี
เพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเมื่อเขามาถึงเมืองหลวงแล้ว
ยามออกไปสอบถามราคาตลาดของเส้นไหมดิบ
ทั่วทุกสารทิศนั้นจะบังเกิดความสิ้นหวังมาก
เพียงใด
กระทั่งเมื่อสิบเอ็ดวันก่อน เขาติดอยู่ที่เมือง
หลวงจนแทบจ่ายค่าที่พักของสมาคมไม่ได้
สุดท้ายก็รู้สึกว่าตนทนแบกรับต่อไปไม่ไหวแล้ว
คิดเพียงจะขายเส้นไหมดิบของตนออกไปครึ่งลำ
เรือ ราคาต่ำก็ไม่เป็นไร ได้กลับไปเท่าไรก็เท่านั้น
ขอเพียงเอาเงินกลับไปบ้านเกิดให้ได้ก่อนแล้วกัน
ส่วนจำนวนที่ไม่พอจ่ายคงได้แต่ติดเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็ค่อย ๆ คิดหาหนทางนำมาโปะอีกที
ทว่าในช่วงเวลาและสถานการณ์อันน่าสิ้น
หวังเช่นนี้ โหยวฟางอิ๋นกลับปรากฏตัว จากนั้นก็
มอบความหวังใหม่ให้เขา
วันนั้นตอนแม่นางมายังสถานที่แห่งนี้ นาง
ยังคงสวมชุดไว้ทุกข์ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ทำ
เอาสี่ว์เหวินอี้ตกใจจนสะดุ้งเฮือก นึกว่ามาขอร้อง
เพราะเกิดเรื่องอะไรเสียอีก
คิดไม่ถึงว่านางกลับควักเงินจำนวนสี่ร้อย
ตำลึงออกมาจากถุงผ้า บอกเขาว่าจะขอซื้อเส้น
ไหม
สี่ว์เหวินอี้อยู่มาเกือบครึ่งชีวิตแล้ว ไม่เคยเห็น
ลูกค้าแบบนี้มาก่อนจึงอึ้งไปชั่วขณะ ผ่านไปครึ่ง
ค่อนวันก็ยังไม่ได้สติกลับคืนมา อีกทั้งเห็นว่าแม่
นางผู้นี้ไม่ค่อยเหมือนผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และ
ไม่เหมือนสตรีที่เติบโตในตระกูลใหญ่เช่นกัน เขา
จึงรู้สึกสงสัย
ตอนนั้นเขาอยากขายเส้นไหมดิบใจจะขาดจึง
ไม่ได้ถามไถ่ให้มากความ ขายด้วยราคาตลาด ณ
ขณะนั้นให้นางจำนวนหนึ่ง
เพียงแต่โหยวฟางอิ๋นมีอยู่แค่สี่ร้อยตำลึง
สำหรับเส้นไหมดิบจำนวนหนึ่งลำเรือของเขา มัน
ช่างเหมือนเอาน้ำหนึ่งถ้วยมาช่วยราดรดดับไฟ
เสียจริง
หลังจากชำระเงิน สี่ว์เหวินอี้ก็ไม่อาจสะกด
กลั้นความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจได้ เอ่ยถามนางว่า
“ขณะนี้เส้นไหมดิบในตลาดราคาต่ำถึงเพียงนี้
มิหนำซ้ำดูจากสถานการณ์แล้วไม่แน่ว่าอาจจะลด
ฮวบลงอีก ท่านเป็นสตรี แม้แต่สมุดบัญชีคงยัง
อ่านไม่ค่อยเข้าใจเลย ผ้าไหมดิบจำนวนสี่ร้อย
ตำลึงนี้ถือว่าไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ท่านซื้อไปแล้ว
จะทำเช่นไรต่อหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นตอบกลับว่า “รอให้ผ่านไปอีก
ครึ่งเดือน ราคาขึ้นแล้วค่อยขายออกไป”
สี่ว์เหวินอี้ร่างสั่นสะท้านในบัดดล สมองมี
เสียงระเบิดตูมตาม ครั้นเห็นว่านางตอบคำถาม
เสร็จแล้วจะจากไป เขาก็เสียกิริยาอย่างน่า
ประหลาด ไล่ตามไปพร้อมเอ่ยเสียงสั่นเทา “เหตุ
ใดแม่นางถึงกล่าวด้วยความมั่นใจเช่นนี้เล่า?”
แม่นางตระกูลโหยวมองอึ้ง ๆ ราวกับตกใจ
ใบหน้าบิดเบี้ยวของเขา
ผ่านไปเนิ่นนานถึงตอบกลับอย่าง
ตรงไปตรงมา “ผู้ที่มอบเงินให้ข้าเป็นคนบอก”
สี่ว์เหวินอี้ยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่ “แม่นางมี
นายจ้าง?”
โหยวฟางอิ๋นมองเขา คล้ายครุ่นคิดครู่หนึ่ง
รู้สึกว่าคำนี้เหมาะสม ดังนั้นจึงผงกศีรษะ “มี…
นางสั่งข้าว่าให้นำเงินมาซื้อเส้นไหมดิบวันนี้
ถัดไปอีกครึ่งเดือนค่อยขาย จะได้ราคาถึงสาม
เท่า”
สี่ว์เหวินอี้สูดลมหายใจหนาวเยือกโดยพลัน
นั่นสูงกว่าราคาตลาดเมื่อปีกลายเท่าหนึ่ง
และสูงกว่าราคาตลาดปีนี้ถึงสี่เท่าเลยไม่ใช่หรือ
นายจ้างของโหยวฟางอิ๋นเป็นผู้ใดมาจากไหน
กลับกล้าพูดจาออกมาได้
สี่ว์เหวินอี้ซึ่งทำการค้ามานานหลายปี พลัน
รู้สึกว่าตนอาจเจอโอกาสที่หาได้ยากยิ่งโดยไม่รู้ตัว
เข้าแล้ว…
ตลอดมาการทำการค้าคือการซื้อของราคาต่ำ
มาขายในราคาสูง และกินส่วนต่างของราคา
ส่วนราคาก็แปรผันตามความเปลี่ยนแปลง
ของตลาด ความว่องไวของข่าวสารในตลาดจึง
สำคัญอย่างยิ่งยวด
ผู้กุมข่าวสารที่ผู้อื่นไม่รู้ย่อมเหมือนมัจฉาได้
วารี ผู้ไม่ว่องไวต่อข่าวสารย่อมไม่ได้รับโอกาสที่ดี
ไปทั้งชีวิต
โหยวฟางอิ๋นหรือไม่ก็ ‘นายจ้าง’ ผู้อยู่
เบื้องหลังโหยวฟางอิ๋นน่าจะเป็นผู้ที่กุมข่าวสารนี้
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดถึงใช้เงินแค่สี่ร้อยตำลึง
เพื่อทำการค้า ทั้งที่รู้ข่าวสารแล้วก็ตาม ทว่าใน
เมื่อได้พบโอกาสดี ๆ ทั้งที ไม่ว่าอย่างไรสี่ว์เหวินอี้
ก็ไม่อาจพูดจาโน้มน้าวให้ตนเองละทิ้งมันไปได้
เขาต้องการลองเสี่ยง
หากครึ่งเดือนหลังจากนี้ราคาเส้นไหมเพิ่มสูง
จริง สำหรับเขาถือเป็นความหวังใหม่หลังจากสิ้น
หวังไปแล้ว หากครึ่งเดือนต่อจากนี้ราคาเส้นไหม
ดิบไม่ขึ้นแต่กลับลดต่ำลง แล้วมันจะต่ำไปกว่า
ตอนนี้ได้สักเท่าไรกันเชียว สภาพคงไม่ย่ำแย่กว่า
นี้นักหรอก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเดิมพันกันสักตั้ง
สี่ว์เหวินอี้ใช้เงินสี่ร้อยตำลึงของโหยวฟางอิ๋น
จ่ายค่าจอดเรือและจ่ายค่าต่ออายุห้องของ
สมาคมอีกครึ่งเดือน ล้มเลิกความคิดจะขายกด
ราคาเส้นไหมดิบทันที ทั้งยังสั่งให้คนซื้ออุปกรณ์
เครื่องเขียนชั้นดีมาชุดหนึ่ง รวมถึงลูกคิดและ
สมุดบัญชีที่ร้านตนเองเคยใช้งานหลายเล่มเพื่อ
มอบให้โหยวฟางอิ๋น จากนั้นก็รอคอยวันที่ราคา
เส้นไหมดิบจะพุ่งสูงพร้อมกับนาง
ช่วงที่ผ่านมาสี่ว์เหวินอี้เคยลองเลียบเคียง คิด
จะถามสถานะของนายจ้างเบื้องหลังนาง
ทว่าโหยวฟางอิ๋นกลับปากหนัก ไม่เอ่ยถึง
แม้แต่คำเดียว
และหากถามว่าราคาจะขึ้นเมื่อไร โหยว
ฟางอิ๋นก็มักตอบเพียงว่า
“ไม่ทราบ นายจ้างไม่ได้เอ่ยถึง”
ยามนี้สี่ว์เหวินอี้นั่งอยู่ฝังตรงข้ามนาง
ทอดสายตามองนางงอนิ้วนับเวลาด้วยดวงตาที่
เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย จนท้ายที่สุดเขาก็ถอน
หายใจ “เหลืออีกแค่สี่วันแล้ว”
เส้นไหมไม่เพียงไม่ขึ้นราคา ตรงข้ามกลับ
ยังคงร่วงเสียด้วยซ้ำ
โหยวฟางอิ๋นเคยไปถามราคามาจากร้านค้า
เช่นกันจึงรู้อยู่แก่ใจ แต่นางไม่ถนัดการ
ติดต่อสื่อสารกับผู้คน ไม่รู้ว่าควรตอบคำถาม
ประโยคนี้เช่นไรดี ร่างเกร็งและแข็งทื่อ มือทั้ง
สองข้างกำถ้วยชาแน่นและยกขึ้นดื่มด้วยความ
อึดอัดคับข้อง
ท่าทางเช่นนี้ช่างทำให้คนรู้สึกร้อนใจเสียจริง
สี่ว์เหวินอี้หัวเราะขมขื่น “ก่อนหน้านี้แม่นาง
โหยวบอกว่าเงินสี่ร้อยตำลึงคือเงินเก็บที่ท่านมีอยู่
ทั้งหมด บัดนี้เส้นไหมไม่ขึ้นราคาเสียที ท่านไม่
กลัวจะขาดทุนจนถูกนายจ้างตำหนิเอาหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง “หาก
ขาดทุน วันหลังข้าค่อยหาเงินเพิ่มมาคืนนาง”
ในเงินจำนวนสี่ร้อยตำลึงนี้ คุณหนูรองให้มา
สามร้อยห้าสิบตำลึง
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูรองถึงช่วยนาง
และเหตุใดถึงให้เงินนางด้วย แต่บุญคุณเพียง
หยดน้ำก็ต้องตอบแทนกลับดั่งสายธาร ตลอดสิบ
แปดปีที่ผ่านมาของนาง ไม่เคยพานพบเรื่องราว
เช่นนี้และบุคคลเช่นนี้มาก่อน ทั้งยังไม่รู้ว่าเพราะ
เหตุใดอีกฝั่ายถึงใช้สายตาเหมือนกำลังจะร่ำไห้
มองนางอีกด้วย
โหยวฟางอิ๋นใคร่ครวญอยู่นาน แต่ก็คิดไม่
ออกว่าจะตอบแทนเช่นไรดี
ทว่าคุณหนูรองสอนนางทำการค้า
เช่นนั้นบางทีหากทำการค้าสำเร็จ หาเงินได้
จำนวนมหาศาลและนำไปส่งถึงตรงหน้าอีกฝั่าย
คุณหนูรองอาจจะยินดีก็ได้กระมัง
สี่ว์เหวินอี้ไม่รู้ว่านางคิดเช่นไร ครั้นได้ยินจึง
ตะลึงงันทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าจนใจ แม่นางผู้นี้ช่าง
ซื่อสัตย์ต่อนายจ้างเสียจริง เดิมทีเงินทุนเป็นของ
นายจ้าง ส่วนงานนายจ้างก็เป็นคนสั่งให้ทำ จะได้
กำไรหรือว่าขาดทุนก็เป็นของนายจ้างทั้งสิ้น แล้ว
เหตุใดยังต้องบอกว่าจะ ‘คืน’ ด้วยเล่า
บทที่ 21 นายจ้างของโหยวฟางอิ๋น (3)
เขาสั่งให้คนเตรียมสมุดบัญชีและนำเข้ามา
“นี่คือสมุดบัญชีเล่มใหม่ที่เตรียมเอาไว้ให้แม่นาง
ข้าสั่งให้สมุห์บัญชีที่อยู่ใต้สังกัดข้าเขียน
สัญลักษณ์ลงบนนั้น เวลาแม่นางอ่านจะได้อ่าน
ง่ายและทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นอีกนิด ตัว
ท่านมักอ่านบัญชีโต้รุ่งเสมอ สุดท้ายอาจทำร้าย
ร่างกายเอาได้ ข้าจึงปรับให้เหมาะกับท่าน
หน่อย”
วันนี้โหยวฟางอิ๋นมาเพื่อรับสมุดบัญชีเล่มนี้ไป
ศึกษา ขณะใช้สองมือรับสมุดบัญชีก็รีบกล่าว
ขอบคุณต่อเนื่องหลายครั้ง แล้วพูดตะกุกตะกัก
อีกว่า “ระยะนี้ที่จวนจับตาดูเข้มงวดกวดขันยิ่ง
นัก ข้าอาจจะออกมาไม่ได้หลายวัน หากหลังจาก
นี้สี่วันเถ้าแก่สี่ว์ไม่เห็นข้า ขอให้ท่านโปรดช่วย
ขายเส้นไหมดิบแทนข้าไปก่อนก็แล้วกัน”
สี่ว์เหวินอี้ตอบ “เวลาพอเหมาะพอดีไม่เร็วไม่
ช้า หลังจากนี้สี่วันหรือ? แล้วหากราคาขึ้นมา
ก่อนเล่า?”
โหยวฟางอิ๋นส่ายหน้า “นายจ้างบอกให้ขาย
ช่วงนั้น”
สี่ว์เหวินอี้ใจเต้นแรง ก่อนตกปากรับคำ
เมื่อส่งโหยวฟางอิ๋นจากไปแล้ว เขาก็นั่งลงไป
ใหม่พร้อมถอนหายใจยาว
เด็กประจำร้านทางด้านหลังขมวดคิ้ว รู้สึก
สงสัยอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ “เถ้าแก่ ข้าว่าแม่
นางเป็นคนสมองทึบ ไม่ว่าจะดูเช่นไรก็เหมือนคน
โง่ เรื่องดีงามเช่นนี้ มีหรือนายจ้างของนางจะไม่
ทำด้วยตนเอง แต่กลับมาให้พวกเราทำแทนเนี่ย
นะขอรับ?”
สี่ว์เหวินอี้กลับกัดฟันกรอด สายตาเต็มไป
ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มสุดตัว “เดิมพันก็เดิมพันไป
แล้ว คำพูดนี้จงอย่าเอ่ยถึงอีก ข้าคิดว่า
‘นายจ้าง’ ที่นางเอ่ยถึงมิใช่นักต้มตุ๋น หากจะ
โกหกก็ควรโกหกให้มันดูแนบเนียนสักหน่อยสิ ไม่
จำเป็นต้องปิดบังจนถึงขั้นไม่เอ่ยถึงเช่นนี้”
เขาหลับตา ก่อนจะลืมตาใหม่
ความเดือดดาลและความโศกเศร้าที่เคยมีใน
ดวงตาถูกสะกดกลั้นเอาไว้แล้ว “อีกอย่างหากข้า
ขายด้วยราคาแค่นั้นแล้วนำเงินกลับไป จะไปมี
หน้าสู้ความไว้เนื้อเชื่อใจและการฝากฝังที่
เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมมีต่อข้าได้หรือ? ครั้นฤดูใบไม้
ร่วงและฤดูหนาวผ่านพ้น ปีหน้าก็ต้องเตรียมตัว
ไหมอีก หากปราศจากเงินในมือ แล้วจะให้พวก
เขากินสายลมหรืออย่างไร!”
เด็กประจำร้านพลันไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
เมื่อสี่ว์เหวินอี้กล่าวคำแล้วก็มีท่าทีสงบลง
ขณะกำลังจะเรียกให้เด็กประจำร้านออกไปสืบ
สถานการณ์อีกครั้ง คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะ
ประตูดังมาจากบานประตูที่แง้มออกครึ่งหนึ่ง
พบว่าเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งซึ่งกำลังประสานมือ
คารวะเข้ามาภายในตัวเรือน “ใช่เถ้าแก่สี่ว์ สี่ว์เห
วินอี้จากหนานสวินแห่งซูโจวหรือไม่?”
สี่ว์เหวินอี้รู้สึกไม่คุ้นหน้า “เชิญเข้ามา ท่าน
คือ?”
บัณฑิตผู้นั้นย่อมเป็นหลี่ว์เสี่ยน ขณะที่เข้ามา
เมื่อมองเห็นชาซึ่งยังไม่ได้เก็บวางอยู่บนโต๊ะก็รู้ว่า
ก่อนหน้านี้มีแขกมาหา ทว่าก็ไม่ได้ไต่ถามอันใด
บอกเจตนาที่ตนมาทันที “ข้าน้อยแซ่หลี่ว์ นามมี
อักษรตัวเดียวคือเสี่ยน ได้ยินว่าในมือเถ้าแก่สี่ว์มี
เรือขนเส้นไหมดิบอยู่หนึ่งลำ จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้
ขายออกไป วันนี้จึงมาเยือนโดยเฉพาะ ใคร่ขอทำ
การค้ากับท่าน ซื้อไหมจากเรือลำนี้”
สี่ว์เหวินอี้ใจเต้นรัวทันที แม้แต่ลมหายใจก็
ชะงักงันโดยไม่รู้ตัว ทว่ากลับไม่เผยสีหน้าใด ๆ
ทั้งสิ้น “ท่านให้ราคาเท่าไร?”
“ย่อมเป็นราคาตลาด”
สี่ว์เหวินอี้ไม่รู้ที่มาที่ไปของเขา จึงตอบเพียง
ว่า “ราคาตลาดไม่ขาย”
หลี่ว์เสี่ยนเลิกคิ้ว พลันรู้สึกว่าเหมือน
สถานการณ์จะต่างจากที่ตนเองคิด “เส้นไหมของ
เถ้าแก่สี่ว์ขายไม่ออกไม่ใช่หรือ?”
สี่ว์เหวินอี้ตอบ “ยามนี้ขายไม่ออก แต่ก็มีผู้ที่
เห็นแล้วก็หอบเงินก้อนโตมาซื้อเหมือนท่าน
เช่นกัน แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหากผ่านไปอีก
ไม่กี่วันราคาจะไม่ขึ้น?”
หลี่ว์เสี่ยนรูม่านตาหดเล็กน้อย
เขาสัมผัสได้ว่าเรื่องราวไม่ธรรมดาแล้ว แต่
กระนั้นกลับหัวเราะ “เหมือนท่านจะรู้อะไรมา
บ้างนะ”
ยามนี้สี่ว์เหวินอี้กล้ามั่นใจแล้วว่าสิ่งที่นายจ้าง
ของโหยวฟางอิ๋นกล่าวเอาไว้เป็นเรื่องจริง
ใบหน้าเขาแดงก่ำเพราะความตื่นเต้นที่มีมาก
เกินไป
เสียงยังคงหนักแน่นจริงจังไม่สับสนดังเดิม
ทว่าน้ำตากลับคลอเบ้า ไม่รู้ว่ากำลังกล่าวกับหลี่ว์
เสี่ยนหรือว่ากล่าวกับตัวเอง “สิบเอ็ดวันก่อนมี
คนมาซื้อเส้นไหมดิบชุดนี้ของข้า นายจ้างของนาง
บอกนางว่าราคาจะขึ้น วันนี้เมื่อเห็นเถ้าแก่หลี่ว์
มา ข้าก็รู้แล้วว่าข้าเดิมพันถูกต้อง…”
*****
โครม!
หลี่ว์เสี่ยนใช้เท้าข้างหนึ่งถีบเปิดประตูเข้า
ห้องทำพิณ
เจี้ยนซูซึ่งยืนรออยู่ด้านข้างเกือบชักกระบี่
ออกมาฟัน ครั้นเห็นว่าเป็นเขาก็อดถลึงตาโพลง
อย่างประหลาดใจไม่ได้
ส่วนหลี่ว์เสี่ยนกลับเดินหน้าดำคล้ำเขียวเข้า
มา ยกถ้วยชาโหวขุย[1]ซึ่งเย็นไปสักพักแล้วจาก
บนโต๊ะน้ำชามากรอกลงคอ แล้ววางกระแทกโต๊ะ
เกิดเสียงสะเทือนลั่นน่าตกใจ
ห้องทำพิณห้องนี้อยู่ติดผนังทางด้านทิศ
ตะวันออก ไม้ชั้นยอดซึ่งใช้ทำพิณจำนวนหลาย
ชิ้นวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เซี่ย
เวยมือถือหมึกขีดเส้น[2] สวมชุดจื๋อจุ้ย[3]สีนภา
แบบเรียบง่ายตัวหนึ่ง กำลังยืนมองอยู่ตรงนั้น
มิได้สวมเสื้อคลุมแบบนักพรต ซ้ำยังพับแขนเสื้อ
ขึ้นไปถึงท่อนแขน เผยให้เห็นข้อมือที่มีข้อกระดูก
ชัดเจน
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงหันศีรษะ
กลับมามอง
ครั้นเห็นว่าเป็นหลี่ว์เสี่ยนก็ขมวดคิ้วอันเย็นชา
โดยไม่รู้ตัว “ไม่สำเร็จ?”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “สำเร็จครึ่งเดียว แต่วันนี้ข้า
ถูกผีหลอก เซี่ยจวีอัน เจ้าบอกข้ามาตามความ
เป็นจริงนะ เรื่องที่เรือขนเส้นไหมพลิกคว่ำใน
คลองขนส่งเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วแพร่มาถึงเมือง
หลวงอย่างเร็วที่สุดเมื่อไร มีผู้ใดล่วงรู้บ้าง?”
เซี่ยเวยหันหน้ากลับไปมองวัสดุไม้อีกครั้ง
เขาพลิกไม้ถง[4] ซึ่งอยู่ตรงกลางแผ่นนั้น
กลับมา “เจี้ยนซูไม่ได้บอกเจ้าหรือ? เรื่องเกิดขึ้น
เมื่อสามวันก่อน ข่าวเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่ถึง
สองชั่วยาม ผู้ที่รู้เรื่องนอกจากคนส่งสารก็มีข้า
เจี้ยนซู แล้วก็เจ้า”
หลี่ว์เสี่ยนพูดตัดบทว่า “เป็นไปไม่ได้! มีคนไป
หาสี่ว์เหวินอี้เพื่อซื้อเส้นไหมดิบตั้งแต่สิบเอ็ดวัน
ก่อนแล้ว มั่นใจว่าราคาเส้นไหมจะต้องขึ้น ข้า
ลองเลียบเคียงถามอยู่หลายหน สี่ว์เหวินอี้กลับ
ไม่ได้บอกอะไรมากมายนัก แต่พอข้าออกมาแล้ว
ให้คนไปสืบข่าว ช่วงหลายวันมานี้มีแม่นางคน
หนึ่งเข้าออกสมาคม คล้ายกำลังคุยการค้าอะไร
กับเขาอยู่ เจ้าว่าแม่นางผู้นี้เป็นใคร? บุตรี
อนุภรรยาที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อนของ
จวนชิงหย่วนปั๋อ ชื่อโหยวฟางอิ๋น เหมือน
เบื้องหลังแม่นางผู้นี้จะมีนายจ้างผู้หนึ่ง แต่สืบ
ไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด หากเรื่องในแม่น้ำเกิดขึ้นเมื่อ
สามวันก่อน แล้วคนผู้นี้รู้เรื่องล่วงหน้าแปดวันได้
อย่างไรกัน?”
นิ้วมือซึ่งกำลังไล้แผ่นไม้ถงที่กำลังจะนำมาทำ
พิณของเซี่ยเวยพลันชะงัก หากฟังจากคำพูด
ของหลี่ว์เสี่ยนก็พบอย่างง่ายดายว่าเรื่องนี้มีอะไร
ไม่ชอบมาพากล แต่เขากลับไม่เอ่ยถาม เพียงพูด
ขึ้นมาว่า “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าสำเร็จครึ่งหนึ่ง
หมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ว์เสี่ยนเกือบจะสำลักตายเพราะคำถาม
ของคู่สนทนา เขาข่มความฉุนเฉียว ตอบกลับไป
ว่า “สี่ว์เหวินอี้เป็นคนมีหัวสมอง คล้ายเดาออก
ว่าข้ามีที่มาที่ไปไม่เบา อย่างไรเสียผู้ได้รับข่าวสาร
เป็นคนแรกในเมืองหลวงเช่นนี้ คนธรรมดาไม่
อาจผิดใจด้วยได้อยู่แล้ว เขาอยากจะผูกสัมพันธ์
และกลัวว่าหากผ่านไปอีกไม่กี่วันแล้วราคาไม่ขึ้น
ตนเองจะไม่มีเงินกลับไป ดังนั้นจึงขายเส้นไหม
ดิบครึ่งลำเรือให้ข้าด้วยราคาตลาดในปีที่แล้ว”
เซี่ยเวยเอ่ย “ก็ดี ปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม
แถบเจียงเจ้อประสบทุกข์จนยากจะเอ่ย ข้าเองก็
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียวอยู่
แล้ว จะได้มาน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร”
แต่หลี่ว์เสี่ยนเป็นคนโลภนี่นา
เขาอดใช้นิ้วมือเคาะโต๊ะสุดแรงเกิดไม่ได้
“เซี่ยจวีอัน! เจ้าจงเข้าใจให้ดีนะ เรื่องนี้มันหนัก
หนามาก! นายจ้างของโหยวฟางอิ๋นคาดการณ์
ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าเรือขนเส้นไหมดิบในคลอง
ขนส่งจะเกิดเรื่อง? ในเมื่อให้โหยวฟางอิ๋นตัวเล็ก
ๆ คนหนึ่งมาซื้อเส้นไหมได้ ไม่แน่ว่าลับหลังอาจ
ซื้อเส้นไหมดิบที่มีราคาต่ำจำนวนมากกว่านี้ก็
เป็นได้ และเป็นไปได้มาก ว่าการที่เรือขนเส้น
ไหมเกิดเรื่องในคลองขนส่งจะเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้
ข้าไม่เชื่อเรื่องทำนายเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า ถ้า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็ต้องวางแผนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น
ๆ! ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นขุนนางหรือชาวบ้าน เกรง
ว่าคงไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาแน่ ข้าว่าเรื่องนี้ไม่อาจ
เลิกรา จะต้องรู้ให้ได้ว่านายจ้างของโหยวฟางอิ๋
นคือผู้ใดกันแน่?”
เซี่ยเวยเองก็ไม่ได้คิดจะเลิกราไปทั้งอย่างนี้อยู่
แล้ว
เพียงแต่เรื่องที่เขากังวลยิ่งกว่ายังไม่ลุล่วงเท่า
นั้นเอง
ยามนี้เปลือกนอกเฉยชา ทั้งดูไม่ออกว่ายินดี
หรือยินร้าย เพียงหลุบสายตาเอ่ยว่า “ไม่อาจดู
เบาได้จริง ๆ ในเมื่อไม่รู้แน่ชัดว่าคนผู้นี้เป็นใคร ก็
ให้ส่งคนไปสืบจากบุตรีอนุภรรยาจวนปั๋อสัก
หน่อย คนผู้นี้ต้องมีการติดต่อกับนางแน่นอน
และอาจเกี่ยวข้องกับเหตุในคลองขนส่งจึงกระทำ
การใดโดยไม่กล้าเปิดเผย ไม่แน่ว่าอาจเป็นขุน
นางเล็ก ๆ ตำแหน่งไม่สูงคนใดก็ได้ ขอบเขตยิ่ง
แคบ ยามสืบก็ง่ายดาย”
หลี่ว์เสี่ยนคิดเยี่ยงนั้นเช่นกัน
แต่ไม่นานนักพวกเขาก็พบว่าเรื่องราวเหมือน
จะไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คาดเอาไว้
——————–
1. ชาโหวขุย หรือชาไท่ผิงโหวขุย เป็นชา
เขียวชั้นยอดชนิดหนึ่ง มีผู้แปลเป็นภาษาไทย
ว่าชาพญาวานร หรือชาพญาวานรไท่ผิง
2. หมึกขีดเส้น เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดขนาด
และขีดเส้น ใช้ในการก่อสร้าง ประกอบด้วยสี่
ชิ้นส่วน ได้แก่ ตลับน้ำหมึก แกนด้าย ด้ายชุบ
หมึก และไม้ซีก
3. ชุดจื๋อจุ้ย มีปกคอเสื้อเฉียงข้าง ชายแขน
เสื้อหลวมกว้าง
4. ไม้ถง หมายถึงไม้ซึ่งทำมาจากต้นอู๋ถง
เป็นไม้เนื้ออ่อนเพียงชนิดเดียวที่มีความโปร่ง
และแกร่งในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงนิยม
ใช้ทำเครื่องดนตรีแทบทุกชนิด