คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 201 ใจบางดังธุลี
ภาพเบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงมืดสนิทแทบ
ทันใด สติสัมปชัญญะ ขาดหาย ระหว่าง
สะลึมสะลือดุจเข้าสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ทีแรก
นางยัง หนาวเหน็บ ภายหลังถึงรู้สึกว่าร่างกาย
ค่อย ๆ ได้รับความอบอุ่น กระทั่ง ท้ายที่สุดความ
หนาวเย็นก็สลาย
นางหลับสบายเป็นพิเศษ
คงเพราะช่วงติดถ้ำต้องคอยระแวงความ
เป็นไปรอบด้านและห่วงเซี่ยเวย นางเลยวิตก
ตลอดเวลา ขณะนี้เมื่อได้หลับตาเสียทีทั้งที่อาจ
ยังไม่ปลอดภัย ความเหนื่อยล้าสั่งสมก็ทำให้
ผล็อยหลับจนได้
รู้สึกเลือนรางว่าคล้ายมีเสียงอึกทึกรอบ ๆ ตัว
หลังจากโคลงเคลงอีกระลอกจึงเงียบสงบ
เจียงเสวี่ยหนิงถูกความหิวปลุกให้ตื่น
พอลืมตาท้องก็คำราม ภาพตรงหน้าพร่ามัว
สิ่งรอบตัวราวกับมี ละอองหมอกบดบัง นาง
สัมผัสได้ว่าตนนอนอยู่บนเตียง ผ้าไหมนุ่มนิ่ม อุ่น
จัด ตรงฝั่าเท้าเหมือนจะมีเตาอังเท้าร้อนกรุ่นอัด
ไว้ ภายในม่านมุ้งอัน วิจิตรมีกลิ่นหอมจางโชยมา
นางกะพริบตาอยู่หลายหนกว่าจะมองเห็นชัด
ปรากฏว่าที่นี่คือห้องซึ่งตกแต่งค่อนข้าง
หรูหรา
โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้สาลี่เคลือบเงา บน
กำแพงแขวนภาพพู่กัน ต้นบ๊วยและต้นไผ่ที่เขียน
อักษรประกอบ บนโต๊ะเล็กทรงสี่เหลี่ยมติด
หน้าต่างจุดกำยานไว้ ดูเหมือนคนจุดเพิ่งจะ
ออกไปได้สักพัก แท่งกำยาน ปักหลวม ๆ ตรงมุม
โต๊ะ กิ่งบ๊วยขาวก้านเรียวสองกิ่งปักในแจกันทรง
ผอมแลเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งตระหนักรับรู้ แทบสงสัยว่า
ตัวเองกำลังหลับฝัน หรือไร ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้
ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะสลบไสลแวบผ่าน
นางพบว่าเซี่ยเวยพกผงห้าศิลาติดตัว จึงขอมันมา
จากเขาอย่างมีโทสะ แต่อีกฝั่ายกลับเงื้อมือฟาด
ตนจนสลบ
ไม่ใช่แค่นั้น…
ที่สำคัญคือคนผู้นี้กล้ารังเกียจว่านางย่างเนื้อ
ได้กระเดือกไม่ลง!
เจียงเสวี่ยหนิงทะลึ่งตัวพรวดกระชากผ้าห่ม
ลุก นางพบว่าชุดตัวในผลัดใหม่หมด แต่พอยืน
ขึ้นกลับรู้สึกหน้ามืดวิงเวียนจนเกือบโงนเงนหงาย
หลัง
พอดีกับที่ข้างนอกมีเสียงฝีเท้า
เป็นเสียงของคนหนุ่มซึ่งเหมือนกำลังนำหน้า
“ท่านหมอ ท่านบอกว่าคุณหนูเพียงแต่นอนหลับ
ไม่ได้เจ็บปั่วยอันใด แต่นี่ก็หลับไปตั้งสองวันแล้ว
นะ ท่านตรวจผิดหรือเปล่า”
ผู้เดินตามมาเป็นชายชราที่แบกหีบยาบนหลัง
ปลายคางไว้เคราแพะบาง ๆ กระจุกหนึ่ง หนังตา
ตก ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมเผ้าขาวโพลน ปลาย จมูก
แดงจากผิวอักเสบ ครั้นได้ยินเช่นนี้ก็ชำเลืองมอง
เด็กน้อยตรงหน้าก่อนหัวเราะเยือกเย็น “ข้าเป็น
หมอมาจนปั่านนี้ ไม่อวดอ้างตำรับยาใด คน ไม่
ปั่วยข้าหรือจะดูไม่ออก เซียนเซิงของพวกเจ้ายัง
ไม่ว่าอะไรเลย เหตุใดเจ้ายังต้องหาเรื่องให้ข้า
ลำบากด้วยเล่า”
เสียวเปั่าบ่นพึมพำ “ไม่ใช่เพราะข้ากลัวนาง
เป็นอะไรไปหรือไร”
ถึงฉากหน้าเซียนเซิงจะสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่แน่
อาจกำลังสงสัยว่าตาแก่นี่เป็นหมอกำมะลอ
เหมือนตนจนแอบร้อนใจอยู่เงียบ ๆ ก็เป็นได้!
ทว่าเมืองนี้หาหมอดี ๆ ได้ยาก
ล่วงเกินใครก็ได้ อย่าล่วงเกินหมอรักษาโรค
เสียวเปั่ายิ้มกลบเกลื่อนทันใด รีบกล่าวรัวเร็ว
“ใช่ ๆ ๆ ท่านกล่าว ถูกต้องแล้ว ข้าเลอะเลือนไป
เองทั้งนั้น”
เขาพูดพลางผลักประตูเปิด
ครั้นทั้งสองเงยหน้าก็มองเห็นตั่งข้างเตียงใน
ห้อง เจียงเสวี่ยหนิงปล่อยผมดำขลับยาวสยาย
ผิวขาวดุจหิมะ คิ้วบางราวใบหลิวขมวดเข้าหากัน
จ้องพวกเขาที่เพิ่งเข้าประตูมาเขม็ง
เสียวเปั่าตะลึงค้าง
ผ่านไปพักหนึ่งเขาถึงรู้สึกตัว แววตาตกใจ
ระคนดีใจ รีบก้าวเข้ามา “คุณหนูรองหนิง ท่าน
ฟืนแล้วหรือขอรับ”
ด้านเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงเด็กหนุ่มข้าง
นอกก็รู้สึกคุ้นเคย รอจน เห็นตัวจึงแยกแยะออก
ผู้เฒ่าเคราแพะนางไม่รู้จัก แต่นางพอจะจำ เด็ก
หนุ่มหน้าตาสดใสคนนี้ได้ราง ๆ
เสียวเปั่าซึ่งเจอเมื่อคราวเหตุการณ์ที่ทงโจว
นั่นเอง
เหตุใดเขามาอยู่ที่นี่ได้
นางถามขึ้นว่า “ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เสียวเปั่ารีบดึงหมอเข้ามาตรวจชีพจรนางเป็น
อันดับแรก เขายังคง เหมือนปีนั้นไม่เปลี่ยนไปนัก
เพียงสูงขึ้นเล็กน้อย โครงหน้าชัดกว่าเก่า ผมเปีย
ที่เดิมยุ่งเหยิงก็เปลี่ยนมาเกล้าขึ้นด้วยปินไม้ ค่อย
ดูเป็นเด็กรับใช้ ขึ้นมาบ้าง
เขาตอบว่า “ท่านกับเซียนเซิงเดินทางมา
ด้วยกันขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงบอกให้เขาเล่าให้กระจ่าง
เสียวเปั่าก็เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ
เรื่องราวไม่ได้ซับซ้อน
ที่แท้วันนั้นพวกเขาสังเกตว่ามีคนติดตาม
ตลอดทางคล้ายมีแผนร้าย จึงชิงแยกรถม้า
ออกไปหนึ่งคันโดยมีเจี้ยนซูหลอกล่อมือสังหาร
อย่างลับ ๆ ส่วนเตาฉินนำคนอารักขารถคันที่
เจียงเสวี่ยหนิงกับเซี่ยเวยโดยสารเดินทางต่อไป
ตามทางหลวง หลังเจอคนดักสังหารกลางทาง
นางกับเซี่ยเวยก็ควบ ม้าหนีเข้าปั่า เตาฉินคอย
ขัดขวางพวกที่เหลือ
ทว่าศัตรูมีกำลังมากกว่าจึงยากจะต้านทาน
เตาฉินมุ่งหน้าหนีถ่วงเวลาอยู่นาน จวบจนฝัง
เจี้ยนซูจัดการพวก สะกดรอยตามเสร็จก็วกกลับ
มาตามถนนเส้นนั้น เข้าตีฝั่าจากทางด้านหลังช่วย
ไว้ได้พอดี
แต่ฝั่ายตรงข้ามมีจำนวนไม่น้อย พวกเขาไม่
ค่อยกล้าต่อสู้ชุลมุนใน ถิ่นกันดาร จึงเลือกถอย
ก่อนโดยนำตราประจำตัวของเซี่ยเวยเร่งกลับไป
ขอทัพเสริมที่เมืองจี่หนาน
ฝั่ายตรงข้ามย่อมไม่กล้าอยู่รั้ง ครั้นค้นจนทั่ว
ปั่าเขาในวันถัดมาก็ ล่าถอย
เจี้ยนซูและเตาฉินนำกำลังคนเข้าค้นหาในปั่า
ลึก
“ต้องขอบคุณที่โชคเข้าข้าง เซียนเซิงวาง
อุบายหลอกศัตรู แต่พวกเราเป็นฝั่ายเจอม้าตัว
นั้นจนตามไปถึงเชิงเขาจุดที่พวกท่านทิ้งม้าได้”
เสียวเปั่าเล่าพลางเปิดหน้าต่างตะโกนบอกใครสัก
คนข้างนอกว่า “ยกโจ๊กเข้ามา” แล้วค่อยเล่าต่อ
“ภูเขาลูกใหญ่ออกอย่างนั้น ซ้ำยังมีหิมะตก พี่
เตาฉินกับ พี่เจี้ยนซูร้อนใจจะแย่ ยังดีที่มุ่งหน้า
ค้นหาไปตามภูเขาสองลูกก็พบร่องรอยของพวก
ท่าน และเจอรอยมีดสลักสัญลักษณ์บอกทางตาม
ต้นไม้ใหญ่จึง ข้ามเขาไปหา ไม่ง่ายเลยกว่าจะพบ
ท่านกับเซียนเซิง”
รอยมีดทำสัญลักษณ์บอกทางหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงพบว่าตนถึงกับจับสังเกตไม่ได้
คงเป็นร่องรอยที่เซี่ยจวีอันทิ้งไว้ตอนออกไปล่า
สัตว์
คนผู้นี้กลับละเอียดรอบคอบนัก
นอกจากนี้เขายังวางใจฝีมือของเตาฉินและ
เจี้ยนซูมากด้วย
ที่ไม่ได้ทำตั้งแต่แรกเพราะเกรงว่ากองกำลัง
ไล่ล่าจะเจอร่องรอย ครั้นข้ามเขาสองลูกแล้วจึง
เริ่มทิ้งสัญลักษณ์ไว้ อย่างไรเสียเตาฉินกับเจี้ยนซู
ก็ต้องไขปริศนาได้และไม่ยอมแพ้ที่จะตามหา
แน่นอน
ดังนั้นพวกเขาย่อมค้นพบสัญลักษณ์ที่ทิ้งไว้
แล้วค่อยตามรอยมาจนเจอพวกนางอีกที
เช่นนี้ก็ราบรื่นเป็นไปตาม แผน หากหิมะไม่ตก
หนักกะทันหัน บางทีพวกนางอาจพ้นความ
ลำบากเร็วกว่าเดิม
หมอจับชีพจรเสร็จจึงกล่าวว่า “ข้าบอกแล้ว
อย่างไรว่าแค่หลับไปเท่านั้น โดนความหนาวเย็น
มาพักผ่อนสักหน่อยก็เป็นอันใช้ได้ แม่นาง ท่าน
ไม่เป็นอะไรหรอก ข้าจ่ายยาบำรุงความอบอุ่นให้
สักหน่อยก็พอ แต่ต้องกินให้อิ่ม และแต่งกายอุ่น
ๆ เข้าไว้เล่า”
เสียวเปั่ากล่าว “อย่างนั้นก็ดี”
ท่านหมอลุกขึ้นเขียนใบสั่งยา
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วถาม “ท่านหมอ ท่าน
ไปตรวจเซี่ยเวยแล้วถึง แวะมาหรือ”
หมอได้ยินนางเอ่ยชื่อเซี่ยเวยตรง ๆ ก็ชะงัก
ไปครู่หนึ่ง
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจ ตอบกลับว่า
“ถูกต้อง”
แววตาเจียงเสวี่ยหนิงมีประกายวาบผ่าน นาง
กล่าวกลั้วหัวเราะ “เขาเสพผงห้าศิลา ร่างกายยัง
ดีอยู่หรือ”
คำพูดนี้เสี่ยงยิ่งนัก
เพราะตัวนางไม่ได้เห็นเซี่ยเวยเสพยากับตา
ตนเอง และไม่เคยได้ยิน เรื่องทำนองนี้มาก่อน
แต่กลับถามอย่างเป็นปกติราวกับรู้เรื่องราวอยู่
ลึกๆ จนคนทั่วไปคงไม่ติดใจสงสัย
ตามหลักแล้วท่านหมอไม่น่าจับได้
ไม่นึกเลยว่าพอเขาได้ยินก็เหลือบมองเจียง
เสวี่ยหนิงด้วยท่าทางคล้ายสังเกตเห็นบางสิ่ง
กล่าวว่า “แม่นางไม่ต้องกังวล ผงห้าศิลามีอีกชื่อ
ว่า ผงอาหารเย็น แต่เดิมเป็นตำรับยารักษาผู้ปั่วย
ที่จางจ้งจิ่ง[1]คิดค้น เพียงแต่ปัจจุบันเหล่าชน
ชั้นสูงค่อนข้างติด อีกทั้งของสิ่งนี้ยังมีพิษมากกว่า
สรรพคุณทางยา การบริโภคจึงนำภัยมาให้นับไม่
ถ้วน ทว่าเซี่ยเซียนเซิงบริโภคแค่ เล็กน้อยเพื่อ
เพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกายยามคับขัน จึงไม่ค่อย
เป็นปัญหา และไม่ถึงขั้นเสพติดหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
ท่านหมอกลับหัวเราะ “เซี่ยเซียนเซิงเสี่ยง
เดินทางยากลำบาก เกิด เรื่องวุ่นวายหนักหนา
ตาแก่คนนี้ย่อมต้องพยายามรักษาเขาเพื่อท่านสุด
ความสามารถ ทว่าโรคทางใจยากจะรักษา จึง
ต้องขอแม่นางโปรดลงแรงให้มากหน่อยนะ”
รักษาเพื่อนาง?
ขอให้นางลงแรง?
เจียงเสวี่ยหนิงตั้งสติไม่ทัน
ท่านหมอเขียนใบสั่งยาเสร็จก็ส่งให้เสียวเปั่า
ก่อนจะออกจากห้อง ไปเอง เดินตามระเบียงวน
ไปยังเรือนตะวันตก ยินเสียงพิณแว่วเป็นระยะไม่
ปะติดปะต่อ เข้ากับอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย
ของผู้บรรเลงพิณในขณะนี้
ไม่รู้ด้วยเหตุใด เตาฉินกับเจี้ยนซูจึงต่างรั้งอยู่
นอกห้อง
พอท่านหมอมาถึง ทั้งสองก็แทบหันมอง
พร้อมกัน
เตาฉินยืนอยู่กับที่
เจี้ยนซูก้าวเข้ามาถาม “ท่านผู้เฒ่าโจว เป็น
อย่างไรบ้างขอรับ”
โจวฉีหวงเองก็เป็นคนนิกายสวรรค์ แม้จะ
แบกหีบยาด้วยร่างกายชรา ทว่ายังดูแข็งแรงยิ่ง
นัก เขาหัวเราะกล่าว “ฟืนแล้ว”
จากนั้นชี้ไปที่ห้อง “ดีดพิณอยู่หรือ”
เจี้ยนซูผงกศีรษะ เดินไปเคาะประตูส่งเสียง
รายงาน “ผู้เฒ่าโจวมา ขอรับ บอกว่าคุณหนู
รองหนิงฟืนแล้ว”
เสียงพิณหยุดทันควัน
เซี่ยเวยตอบด้วยเสียงราบเรียบที่ยังคงแฝง
ด้วยความแหบพร่าส่วนหนึ่ง “เชิญคนเข้ามา”
โจวฉีหวงจึงเข้าไป
ภายในห้องปิดหน้าต่างสนิท ทว่ายังมีแสง
สว่างลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง บนเตียงเตามี
โต๊ะเตี้ย ๆ พิณวางพาดเฉียงอยู่ด้านบน
เซี่ยเวยนั่งอยู่ข้างพิณ
ชุดคลุมสีขาวหิมะแผ่ลงด้านข้าง ผมสยาย
ปรกหน้าสาบเสื้อซึ่งแบะอ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย
นอกจากงดงามแล้วยังเหมือนปล่อยเนื้อปล่อยตัว
ท่อนขาถูกความเย็นกัดเพราะเดินทางในหิมะมา
นาน เวลานี้จึงห่อตัวใต้ผ้านวม ชันเข่าชิดกันและ
เอามือข้างหนึ่งเท้าศีรษะ
ครั้นคนเข้ามา เขาก็ถามโดยไม่เงยหน้า “ฟืน
แล้วหรือ”
โจวฉีหวงค้อมตัวเล็กน้อยขณะกล่าว
“บังเอิญเพิ่งฟืนตอนไปเยี่ยมไข้พอดีขอรับ
ร่างกายอ่อนเพลียเล็กน้อย ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
นิ้วมือเซี่ยเวยลูบสายพิณแผ่วเบาแล้วถามอีก
“นางได้ถามอะไร หรือไม่”
โจวฉีหวงแอบช้อนตาพินิจมอง ใจเต้นตูมตาม
ขณะกล่าวเสียงเบา “ถามเรื่องผงห้าศิลาของท่าน
ขอรับ”
สายพิณสั่นไหว ทว่าถูกนิ้วของเขากดเอาไว้
จึงไม่มีเสียงเล็ดลอด
แต่เซี่ยเวยคล้ายได้ยินเสียงนั้นดังในใจตน
เงียบไปครู่หนึ่งก่อนซักต่อ “แล้วอย่างไรอีก”
หน้าผากของโจวฉีหวงหลั่งเหงื่อเย็นไหลพลั่ก
มือไม้สั่นอย่างไม่อาจควบคุม พยายามระลึกย้อน
ก็พบว่าคุณหนูรองหนิงถามเพียงสองประโยค นึก
อย่างอื่นไม่ออกแล้วจริง ๆ
แต่เซี่ยเซียนเซิง…
เขาพลันตระหนักว่าตนอาจก้าวสู่สมรภูมิ
บางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ กล่าวตัวสั่นสะท้าน “ไม่
…ไม่ได้ถามอย่างอื่นแล้วขอรับ”
“…”
นิ้วที่กดสายพิณนิ่งสนิท
จากนั้นก็ค่อย ๆ ผ่อน
ผ่านไปสักพักเซี่ยเวยถึงกล่าว “เข้าใจแล้ว
เจ้าออกไปเถอะ”
โจวฉีหวงราวกับได้รับนิรโทษกรรม รีบถอย
กรูด
เซี่ยเวยยังคงนั่งเงียบอยู่เนิ่นนานหลังจากเขา
ไป
อารมณ์ชนิดหนึ่งแล่นขึ้นมาตามปลายนิ้ว
คราวนี้เขารับรู้ได้ชัดเจนคล้ายหยดน้ำกระทบ
ใส่ เคลื่อนไหลให้สัมผัสคล้ายมีคล้ายไม่มี
ล่องลอยยากจะจับต้อง แม้รู้แน่ว่าเล็กจ้อยดุจฝุั่น
ธุลีทว่ากลับพันพัวอยู่ในใจ
ปลาทองสองสามตัวที่เลี้ยงในโถกระเบื้องขาว
ราวกับพลอยได้รับ ผลกระทบจากความว่างโหวง
หยุดว่ายวนเงียบ ๆ
เซี่ยเวยเอื้อมมือช้า ๆ คิดจะดีดสายพิณ ทว่า
เพิ่งยกมือก็ค่อย ๆ ดึง แล้วเอาแต่ทอดตามอง
จนกระทั่งข้างนอกมีเสียงความเคลื่อนไหว
แว่วเข้ามา
เป็นเสียงน่ารักที่แฝงความไม่พอใจเล็กน้อย
“อย่ามาบอกข้าเชียวว่าเซียนเซิงของพวกเจ้า
หลับแล้ว เปินกูเหนียง[2]มีเรื่องต้องถามต่อหน้า
ให้ รู้เรื่อง!”
ปลาในโถว่ายหนีทันที
หางงดงามโบกสะบัดจนน้ำกระเซ็น
นิ้วมือของเซี่ยเวยกระตุกเบา ๆ เศษธุลีในใจ
ที่คล้ายเคลื่อนไหว ล่องลอยในใจจึงหล่นร่วง เขา
เม้มปากทว่าความขบขันก็ยังคงปรากฏหลายส่วน
แสงตะวันที่ทะลุผ่านกระดาษหน้าต่างกระทบ
นัยน์ตาประดุจแก้ว วาวใส
เจียงเสวี่ยหนิงผลักประตูคราเดียวเปิด
ปราศจากความเกรงใจแม้สักส่วนเสี้ยว
——————–
1. จางจ้งจิ่ง เป็นแพทย์แห่งหนานหยางสมัย
ฮั่นตะวันออก ได้รับการยกย่องว่าเป็น
ปราชญ์ทางการแพทย์
2. เปินกูเหนียง เป็นคำแทนตัวของผู้หญิง
แปลว่าผู้หญิงเช่นข้า มักใช้ในสถานการณ์
อวดอ้างตน