คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 202 ความพยายามอันสูญเปล่า
เตาฉินกับเจี้ยนซูเดิมทีก็ไม่กล้าขวาง ครั้นเห็น
นางทำเช่นนี้ก็สะดุ้ง เฮือก ตะลึงจนนิ่งค้าง
แต่เซี่ยเวยหันศีรษะมาอย่างใจเย็น
พฤติกรรมซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า ‘พังประตูเข้า
มา’ ของนางไม่ได้ทำให้เขาบังเกิดโทสะหรือ
ความไม่พอใจแม้แต่น้อย หางคิ้วและดวงเนตร
เรียว ผ่อนคลายใต้แสงแดดละมุน ถามด้วย
รอยยิ้มสงบนิ่ง “โมโหเสียปานนี้ เจ้า ไปโกรธใคร
มาอีกเล่า”
หลังเจียงเสวี่ยหนิงฟืนคืนสติและได้ท่านหมอ
ช่วยดูอาการให้ก็อ่อนระโหยโรยแรงไปทั้งร่าง
เดิมทีนางควรนอนพักสักหน่อยหลังกินโจ๊กเสร็จ
ทว่าเพิ่งกินโจ๊กที่สาวรับใช้ยกมาให้เพียงครึ่งถ้วย
เพลิงโทสะอันไร้ที่มาซึ่ง อดกลั้นมานานกลับไม่
ทุเลาลงเสียที กลายเป็นว่ายิ่งคิดก็ยิ่งโมโหจน
ปะทุราวกับราดน้ำมัน
นางจึงคว่ำถ้วยทิ้งแล้วมาหาเขาเสียเลย
เมื่อเข้ามายืนภายในห้อง นางก็กวาดตาขึ้นลง
พินิจเซี่ยเวยซึ่งนั่งใต้หน้าต่าง ถากถางด้วย
รอยยิ้มเสแสร้ง “ข้ากำลังคิดอยู่เจ้าค่ะว่าเป็นข้าที่
ผิดเอง คนอย่างเซี่ยเซียนเซิงที่แท้คู่ควรกับความ
ตายจริงด้วย”
ก่อนหน้านี้นางกล่าวว่า อย่างท่านคู่ควรกับ
ความตายด้วยหรือ
บัดนี้นางกลับคำแล้ว
เซี่ยเวยเลิกคิ้วช้า ๆ กดรอยยิ้มมุมปากลึก
กว่าเดิมโดยไร้ความ โกรธเคือง ถามนิ่ง ๆ ดังเดิม
“อ้อ เจ้าเปลี่ยนความคิดอีกแล้วรึ”
รอยยิ้มซึ่งเดิมทีปันแต่งบนใบหน้าเจียงเสวี่ย
หนิงเย็นชาในบัดดล ท้ายที่สุดก็เอ่ยตรง ๆ อย่าง
คร้านจะล้อเล่นกับเขาอีก “ที่ท่านพกไปด้วยวัน
นั้น คือผงห้าศิลาหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยจับจ้องนาง “เจ้าก็ถามท่านหมอไป
แล้วมิใช่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันลมหายใจติดขัด “ถ้า
อย่างนั้นก็เป็นความจริง สินะ”
สถานที่แห่งนี้อยู่ในแดนเหนือ แม้แดดออกก็
ยังหนาวเหน็บ ขณะ ออกมานางสวมชุดปักลาย
ตัวหนา พาดผ้าคลุมผืนนุ่ม ทั้งร่างเสมือนถูกห่อ
เอาไว้ ใบหน้าซูบตอบยิ่งขับให้รูปร่างผ่ายผอม
แม้ดวงหน้ายามเอ่ยวาจาจะแดงเรื่อเพราะความ
โกรธ บริเวณหน้าผากกับปลายจมูกกลับผุดเหงื่อ
เม็ดเล็กด้วยความเหนื่อยล้า
เขากลัวจริง ๆ ว่านางจะยืนไม่ไหวจนล้มพับ
เซี่ยเวยผ่อนเสียงอ่อนลง ชี้ฝังตรงข้ามโต๊ะที่
ใช้วางพิณพลางกล่าว “นั่งคุยกันเถอะ”
ร่างกายของเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งฟืนยังอ่อน
ล้า ได้ยินเช่นนั้นก็ขยับ เท้าตามโดยไม่ทันคิด
ทว่าก่อนจะก้าวจริง ๆ พลันสะดุ้งได้สติ…
หากนั่งละก็ ท่าทีของนางจะอ่อนลงจนไม่
สะดวกพูดต่อ
นางจึงฝืนยืนตรงไม่ขยับเขยื้อน เชิดหน้าเอ่ย
ว่า “ไม่นั่งเจ้าค่ะ ใช่ ผงห้าศิลาจริง ๆ หรือเจ้า
คะ”
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว ท่าทางผ่อน
คลายสลายไปหลาย ส่วน จ้องนางเงียบ ๆ ครู่
หนึ่งก็ไม่ปฏิเสธ “เป็นผงห้าศิลาจริง”
คำตอบนี้เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาไว้แล้ว
แต่พอได้ยินเขาพูดเองกับปาก นางก็ยังรู้สึก
เหลือเชื่อเกินบรรยายอยู่ดี “เป็นถึงรองราชครู
ประจำราชสำนักที่นักปราชญ์ใต้หล้ายึดถือเป็น
แบบอย่าง ท่านไม่รู้หรือว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร มี
แต่คนเขลาไร้สติหน้ามืดตามัวเท่านั้นแหละถึงใช้
มันเป็นยาคลายทุกข์! ท่านจะยอมปล่อยให้ตัวเอง
ตกต่ำเช่นเดียวกับคนพวกนั้นหรืออย่างไร”
อันที่จริงนางไม่ได้กล่าวรุนแรงไปเลย
เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนี้ใส่เขามานาน
แล้ว
ครั้นย้อนนึกถึงค่ำคืนที่ตนนั่งรอฟั้าสางอยู่
หน้าตะเกียง เซี่ยเวยก็ นิ่งสงบสุดแสน ค่อย ๆ
เอื้อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ต่อจากนี้จะไม่ทำอีก
แล้ว”
หัวใจของเจียงเสวี่ยหนิงพลันสะดุดอย่างไร้
สาเหตุ
ตามมาด้วยอาการหนังตากระตุกอีกครา
ทั้งที่เป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ ยามเซี่ยเวย
จับจ้องมากลับคล้ายแฝงความหนักแน่นอาลัยรัก
ประหนึ่งเอ่ยคำสัญญากับใครสักคน
และใครคนที่ว่า ก็คือนางนั่นเอง
หากบอกว่าเหตุที่เมื่อครู่นางผลักประตูเข้ามา
ถามอย่างไม่เกรงใจเป็นเพราะเลือดขึ้นหน้าไม่ทัน
คิดให้ดี พอถึงชั่วขณะที่เซี่ยเวยเอ่ยประโยคนี้ออก
จากปาก ความหุนหันและโทสะทั้งหมดของเจียง
เสวี่ยหนิงก็เหือดหาย สลายสิ้นไม่ต่างกับกระแส
ธาร เหลือไว้แค่โขดหินเกลี้ยงเกลา ทำให้นาง ได้
สติฉับพลัน…
ที่นี่มิใช่ปั่าเขาลำเนาไพร
หากนางไม่รักษาระยะห่างจากเซี่ยเวยอย่าง
ระมัดระวัง เป็นไปได้สูง ว่าตนจะถูกลากเข้าไป
พัวพันกับวังวนซึ่งไม่อาจควบคุม นางไม่ควรล้ำ
เส้นเซี่ยเวยเด็ดขาด เพราะบางเรื่องเมื่อล้ำเส้น
แล้วไม่เพียงก่อความเข้าใจผิด แต่จะนำไปสู่
ผลลัพธ์ที่ไม่อาจเก็บกวาดได้อีกด้วย
เซี่ยเวยยังคงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน
“ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก ไม่เชื่อหรือ”
นางเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงสงวนท่าทีอย่างเงียบเชียบ
หลุบตาหวนนึกถึงกิริยา ของตนยามอยู่กับรอง
ราชครูผู้นี้เมื่อกาลก่อน แล้วจึงยิ้มฝืดเฝือน
“เซียนเซิงเป็นผู้มีสัจจะก็ย่อมรักษาสัญญาอยู่
แล้ว เช่นนี้ศิษย์เองก็วางใจ คำพูดเมื่อครู่อาจ
ล่วงเกินไปบ้าง แต่นั่นเพราะคำนึงถึงความ
ปลอดภัยของเซียนเซิงจริง ๆ ขอเซียนเซิงอย่าถือ
สาเลยนะเจ้าคะ”
“…”
รอยยิ้มบางซึ่งประดับตรงมุมปากเซี่ยเวย
ค่อยๆ เลือนหาย
เขาเฉียบแหลมขนาดไหนน่ะหรือ
ก็ถึงขั้นสัมผัสความห่างเหินและระยะที่ไกล
ห่างของนางได้ในพริบตา เหมือนนางพลัน
ตระหนักได้ว่าก่อนหน้านี้ก่อเรื่องใหญ่ซึ่งร้ายแรง
และไม่ บังควร หรือไม่ก็เสียขวัญจากประโยคเมื่อ
ครู่ของเขา
เจียงเสวี่ยหนิงถูกเขาจับจ้องไม่พูดไม่จาก็
กังวลอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยังนึกโทษตัวเองหน่อยๆ
นางกับเซี่ยเวยเคยผ่านประสบการณ์ไม่
ธรรมดาร่วมกันมา
เป็นเหตุให้นางเผลอแสดงนิสัยที่แท้จริงยาม
ไม่ระวังตัว ผ่อนคลาย ความระแวดระวัง ปล่อย
ให้เซี่ยเวยหาช่องว่างจากเรื่องนี้แล้วรุกคืบเข้ามา
เรื่อย ๆ เกรงว่ากว่านางจะได้สติแล้วถอนตัวก็คง
สายเกินไป
เจียงเสวี่ยหนิงคิดเพียงอยากหนีเอาตัวรอด
แต่นางเองก็รู้ว่าหากหนี ไปทั้งอย่างนี้ก็เท่ากับ
ยอมรับว่าตนตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลง
บางอย่างในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไปโดยปริยาย
นั่นไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการเห็น
นางจึงได้แต่เค้นสมองจนในที่สุดก็นึกหัวข้อ
สนทนาที่ดูเข้าท่าออก ครั้นสงบใจลงบ้างก็เอ่ย
ถาม “ตอนนี้พวกเราหยุดอยู่ที่จี่หนาน ยังห่าง
จาก ด่านชายแดนอีกพันลี้ เยี่ยนหลินเป็นขุนนาง
มีโทษทว่ารุดไปยังด่าน ชายแดนก่อนแล้ว เขาไม่
มีพวกเราคอยดูแล ไม่รู้ต้องเผชิญเรื่อง
ยากลำบากอะไรหรือไม่ หากจะช่วยองค์หญิงก็
ต้องเปิดศึกกับพวกต๋าต๋า และหากจะสู้กับ
พวกต๋าต๋าก็ต้องมีอำนาจทางการทหาร ระหว่าง
ทางศิษย์ไม่กล้าถาม ทว่าบัดนี้…ไม่ทราบเราจะ
เอาอำนาจทางการทหารมาจากไหนหรือเจ้าคะ”
หรือจะชูธงก่อกบฏทั้งอย่างนี้เลย
ทว่าตระกูลของเยี่ยนหลินถูกเนรเทศไปอยู่
หวงโจว ต่อให้ลอบเลี้ยงดูกองทัพไว้ก็ยังไม่อาจ
เดินทัพไกลถึงด่านชายแดนเพื่อทำศึก ลำพังแค่
ความเคลื่อนไหวก็เอิกเกริกจนปิดไม่มิดแล้ว หาก
แหวกหญ้าจนงูตื่น ราชสำนัก ไม่มีทางมองดูอยู่
เฉย ๆ แน่
เมื่อถึงตอนนั้นจะทำเช่นไรเล่า
คำถามของเจียงเสวี่ยหนิงเรียกได้ว่าถามตรง
จุด
เพียงแต่ขณะนี้เซี่ยเวยไม่ค่อยอยากตอบนัก
เขาจ้องนางอย่างเงียบงัน ราวกับอยากมอง
ทะลุเนื้อหนังมังสาให้ เข้าใจอย่างถ่องแท้
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยตอบว่า “ปลอมแปลง
ราชโองการ”
ปลอมแปลงราชโองการ?!
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงจนหนังศีรษะชาวาบ
นางเร่งใช้ความคิดก่อน พบว่าแผนการนี้แทบจะ
ไร้ที่ติเลยทีเดียว! เซี่ยเวยถกงานราชการในสำนัก
มหาบัณฑิตเป็นประจำ เขาจึงรู้แนวโน้มทุกอย่าง
ของราชสำนักทะลุปรุโปร่ง หากเซี่ยเวยเป็นผู้
ออกหน้ามาพร้อม ‘ราชโองการ’ ที่ว่า แล้วมอบ
อำนาจทางการทหารที่ด่านชายแดนให้เยี่ยนหลิ
นต่อ ใครเล่าจะกล้ากังขา กว่า ด่านชายแดนจะ
ยืนยันกับทางราชสำนัก หรือกว่าข่าวเรื่องการ
เปิดศึกจะ แพร่ไปถึงดินแดนภาคกลาง ปั่านนั้นก็
คงรบกันเสร็จเรียบร้อย!
รอจนองค์หญิงปลอดภัยก่อนค่อยยกทัพเข้า
เมืองหลวงจะไปยากอะไร
ส่วนถึงยามนั้นองค์หญิงจะมีปฏิกิริยาเช่นไร…
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากจะคิดต่อเลย หนึ่งคือ
นางไร้กำลังจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อัน
ใหญ่โตนี้ สองคือนางไม่มีสิทธิ์ห้ามเหล่าผู้ที่กล้ำ
กลืนความ อยุติธรรมไม่ให้ไปล้างแค้น
นางระบายลมหายใจอย่างเชื่องช้า คล้าย
อยากถือโอกาสปลอบอารมณ์ซึ่งพลุ่งพล่าน
กะทันหันเพราะคำพูดของเซี่ยเวย เดี๋ยวจากนั้น
ค่อยพูดจา ไร้สาระตามธรรมเนียมจำพวก ‘ช่าง
มองการณ์ไกลสมกับเป็นเซียนเซิง’ แล้วขอตัวลา
แต่เท่านี้
ไม่นึกว่าอยู่ดี ๆ เซี่ยเวยกลับเอ่ยเรียก “หนิง
รอง”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงัก เงยหน้าขึ้น “เซียนเซิงมี
อะไรจะชี้แนะหรือ เจ้าคะ”
เซี่ยเวยยกนิ้วดีดสายพิณเบา ๆ จนพลัน
สะเทือน เปล่งเสียงอ้อยอิ่งอันสั่นกระเพื่อม
ดวงตาของเขามีแสงวูบไหวขณะมองมายิ้ม ๆ
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงแววล้อเลียนและเย้า
หยอกซึ่งไม่เคยปรากฏ พูดลอย ๆ ว่า “ข้าก็นึก
ว่าเจ้าผูกใจเจ็บที่ข้าบอกว่าอาหารฝีมือเจ้าไม่
อร่อย เลยมาซักไซ้เอาความเสียอีก”
“ท่านกล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้?!”
เจียงเสวี่ยหนิงแทบเต้นผางเหมือนกระต่าย
โดนเหยียบหางทันที! กล่าวกันว่า ‘ตีคนห้ามตบ
หน้า ด่าคนห้ามว่าข้อเสีย’ แท้ ๆ แต่นี่เซี่ยเวย
หยามนางอยู่ชัด ๆ ! โทสะซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่ตอน
หมดสติพลันปะทุ ไหนเลยจะจำได้ว่าต้องคอย
ระมัดระวังและรักษาระยะห่าง
ถ้อยคำเกรี้ยวกราดพรั่งพรูทันใด
“กินก็กินเข้าไปแล้วยังจะรังเกียจอีก! มาพูด
อะไรตอนนี้เล่า เก่งนักก็สำรอกออกมาเลยสิ!”
ใบหน้านางแดงก่ำ ร่างกายเกร็งเขม็ง ประดุจ
สัตว์ตัวน้อยเผยคมเขี้ยวขณะจะปะทะในศึกชี้เป็น
ชี้ตายกับใครสักคนเพื่อรักษาเกียรติ ทว่าใน สาย
ตาเซี่ยเวยก็เป็นแค่สัตว์ตัวน้อยยังไม่เติบใหญ่ดี
กำลังแยกเขี้ยวอวดฟันน้ำนมไร้พิษสงสุดฤทธิ์
เขาสบายอารมณ์ยิ่งนัก
รอยยิ้มในดวงตาเฉกเช่นทิวทัศน์ของใบหลิว
ตรงปลายกิ่งยามวสันตฤดู กล่าวว่า “ข้าไร้
ความสามารถ สำรอกออกมาไม่ได้หรอก ไว้วัน
หน้าจะทำให้ชิมจนเจ้ายอมรับแล้วกัน ดีหรือไม่”
ตบหน้ากันชัด ๆ !
ใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงปราศจากสีสันใด ไม่
ต่างอะไรกับภาพวาดเปียกน้ำ นางรู้สึกว่าหากยัง
ยืนอยู่ตรงนี้ต่อ อีกประเดี๋ยวจะต้องอกแตกตาย
แน่ จึงฉวยโอกาสตอนยังมีสติหัวเราะเสียงเย็นใส่
คราหนึ่ง “มิกล้าลำบากท่านหรอกเจ้าค่ะ!”
กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกายเดินออกไป
นอกประตู
นางกลัวจะทนไม่ไหว พุ่งเข้าไปจับเจ้าคนน่า
รังเกียจนี้ฟาดสักยก จริง ๆ !
เซี่ยเวยเองก็ไม่รั้ง เพียงมองนางยิ้ม ๆ
ทว่าครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเดินถึงตรงประตู
วางมือบนวงกบ ร่างกายนาง ก็แข็งค้างดุจก้อน
หิน ราวกับในที่สุดก็นึกเรื่องสำคัญออก
เซี่ยเวยทำเป็นไม่สังเกต ถามเหมือนไม่มีอะไร
เกิดขึ้น “เป็นอะไรไป”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกระจ่างแจ้ง อีกฝั่าย
เจตนายั่วโมโห นางไม่สมควรจะระเบิดอารมณ์
เลย! แค่ไม่กี่ประโยคก็ทำให้ความพยายามจะ
รักษาระยะห่างก่อนหน้านี้พังเละไม่เป็นท่า!
แต่จะมาแก้ไขเอาตอนนี้ก็สายเกิน
เจ้าคนแซ่เซี่ยช่างเจ้าเล่ห์นัก ลูกไม้ของ
จิ้งจอกเฒ่าจะล้ำลึกเกินไป แล้ว!!!
นางอดกัดฟันกรอดไม่ได้ เอ่ยทีละคำแบบ
แทบจะเค้นลอดไรฟัน “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ขอตัว
ก่อน”
เอ่ยจบก็สาวเท้าออกไป
ตอนเดินผ่านเตาฉินกับเจี้ยนซูยังพอสงวน
ท่าทีได้ จนกระทั่งเลี้ยวตรงระเบียงมาถึงจุดที่ไม่มี
ผู้ใดมองเห็น ในที่สุดนางก็กุมศีรษะอย่างหัวเสีย
สุดขีด แค้นใจนักที่ไปติดกับดักของเซี่ยเวย ทน
เรื่องเล็กไม่ได้จนทำเรื่องใหญ่เสีย นางจึงกรีดร้อง
เสียงดังอย่างสุดจะทน
“กรี๊ดดดด…”
เซี่ยเวยซึ่งนั่งใต้หน้าต่างฝังนี้พอจะได้ยินอยู่
บ้าง เขาจินตนาการภาพนางทุบอกกระทืบเท้า
ด้วยความท้อแท้หาใดเทียม ก่อนจะยกนิ้วกดริม
ฝีปาก ทว่าท้ายที่สุดก็ยังกลั้นหัวเราะไม่ไหว
เตาฉินกับเจี้ยนซูที่อยู่ด้านนอกประสาน
สายตากันอ้ำอึ้ง
เซี่ยเวยหัวเราะสักพักก็ค่อย ๆ เงียบ ช้อนตา
มองกระดาษกรุหน้าต่าง สีขาวโปร่งดุจหิมะ เงา
เลือนรางเผยบนหน้าต่างกรอบฉลุลายดอก
กระจับ ขณะเดียวกันก็ทิ้งแสงเงาหลายเส้นใน
ดวงตา
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยพลางย่นหัวคิ้ว
“เจี้ยนซู ไปหาแมวมาหลาย ๆ ตัวหน่อย”
อย่าว่าแต่เจี้ยนซูเลย กระทั่งเตาฉินยังตื่น
ตระหนกในพริบตา!
ทั้งคู่ไม่ไหวติงอยู่นาน
เซี่ยเวยถอนสายตากลับ หลุบตาปกปิดแวว
อำมหิตซึ่งวาบผ่าน ดัน พิณตรงหน้าออกและพูด
อย่างเรียบเฉยว่า “ไปเสียสิ”