คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 203 ปล่อยเลยตามเลย (1)
ปลายเดือนเก้าต้นเดือนสิบ เป็นช่วงปลายฤดู
ใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาว
ถึงอย่างไรจี่หนานก็อยู่ทางตอนเหนือของ
แม่น้ำหวาย สภาพอากาศหนาวเย็นแทบจะพอ ๆ
กับช่วงฤดูหนาวของทางภาคใต้
สองปีมานี้เจียงเสวี่ยหนิงอาศัยอยู่ทางตอนใต้
เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ สัมผัสสภาพอากาศหนาว
แห้งมานาน พอจู่ ๆ ก็เจออากาศเช่นนี้จึงไม่ชิน
นัก ระหว่างพักอยู่ศาลาว่าการเมืองจี่หนาน
กับเซี่ยเวยจึงไม่มีกะจิตกะใจ ออกไปหาความ
สำราญ เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง
ร่างกายนางฟืนฟูอย่างรวดเร็ว
แม้ตอนอยู่บนเขาจะตึงเครียดแสนสาหัส แต่
นางก็หลับเต็มอิ่มระหว่างเซี่ยเวยแบกขึ้นหลังพา
เดินทางกลับ ซ้ำพอคืนสติก็มีท่านหมอคอยบำรุง
ร่างกายอันอ่อนล้าให้อย่างดี ไม่กี่วันก็กลับมา
กระปรี้กระเปร่าเป็นปกติ
เซี่ยเวยกลับไม่สู้ดีนักไปพักหนึ่ง
ท่านหมอโจวบอกว่าย่ำพื้นหิมะนานเกินไป
ขาและเท้าจึงถูกหิมะกัด ทางที่ดีที่สุดคืออย่าเดิน
ไปไหนมาไหนสักพัก ทั้งยังเห็นท่านหมอต้มยายก
ไปให้ถึงห้องเป็นระยะ สะพายถุงยาและพกเข็ม
สำหรับนวดกระตุ้นให้โลหิต ไหลเวียนติดตัวไป
ด้วย
กระทั่งวันที่หก เจียงเสวี่ยหนิงบังเอิญผลัก
หน้าต่างเห็นเขายืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน
จะอย่างไรเซี่ยเวยก็เป็นขุนนางใกล้ชิดฮ่องเต้
นับเป็นขุนนางใหญ่ใน ราชสำนัก
ตั้งแต่เขามาถึงศาลาว่าการเมืองจี่หนาน
ข้าราชการจำนวนไม่น้อยในซานตงต่างแห่แหน
มาเยี่ยมเยียน เขาเองก็ไม่ปฏิเสธผู้ใดเช่นเดียวกับ
ตอน อยู่ทงโจว ทว่าไม่พูดถึงเรื่องจะไปด่าน
ชายแดนสักนิด กลับเล่าว่าถูกบุคคลนิรนามซุ่ม
สังหารกลางทาง พร้อมทั้งสั่งการให้ศาลาว่า
การเมืองจี่หนาน และพื้นที่ต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง
สืบหาเบาะแสอย่างจริงจัง
ใครเล่าจะกังขาต่อเรื่องนี้
ย่อมต่างคนต่างกลับไปตรวจสอบเรื่อง
ดังกล่าว สงสัยแค่ว่าอาจเป็น ฝีมือนิกายสวรรค์
แล้วรายงานเรื่องครั้งนี้ไปยังราชสำนักตามจริงใน
ทันใด
บางครั้งเจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่กล้า
จินตนาการ สมแล้วที่อนาคต จะเป็นขุนนางกบฏ
ผู้อาบวังหลวงด้วยโลหิต กระทั่งการปันน้ำเป็นตัว
ครั้งใหญ่ไม่เกรงกลัวฟั้าดินก็ยังกล้าทำ มิหนำซ้ำ
เพราะข้อแก้ตัวในตอนแรกตระเตรียมไว้อย่างดี
จึงไม่มีผู้ใดสงสัยเขาเลยแม้แต่น้อย
สงสารก็แต่ข้าราชการที่หวาดกลัวจนตัวสั่น
งันงก…
ไหนเลยจะรู้ว่า ผู้เสมือนนักปราชญ์อย่างรอง
ราชครูเซี่ยน่ะเป็นกบฏ ใจคดมาตั้งแต่แรกแล้ว
ใบหน้าของเซี่ยเวยซึ่งได้ออกจากห้องเสียที
เหมือนจะมีสีเลือดกว่า วันที่นางไปหามาก เรือน
ผมสีหมึกเพียงเกล้าด้วยปินไม้กฤษณา ปล่อยให้
เส้นผมกว่าครึ่งแผ่สยายข้างหลัง สวมชุดนักพรต
สีขาวหิมะงามสง่า เรียบง่าย จนให้ความรู้สึกหวน
คืนสู่ความบริสุทธิ์อันเป็นธรรมชาติวิสัย ขับเน้น
ความผ่องแผ้วไร้มลทิน
งามอย่างลุ่มลึก
ตอนนางสังเกตเห็นเขา เขาเองก็หันมองมา
ทางนี้
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ จนบัดนี้ก็ยังจำ
‘ลูกไม้’ ที่ตนพลาด ติดกับเมื่อตอนตื่นแล้วไปหา
เขาในวันนั้นได้ นางทั้งหงุดหงิดและหวาดผวา
มัวแต่ครุ่นคิดว่าจะรักษาระยะห่างอย่างไรดี
หลายวันหลังจากนั้นหัวเด็ด ตีนขาดก็ไม่กล้าไป
เยี่ยมเยียนอีกเลย
ทว่าบัดนี้สายตาสบประสานจัง ๆ จะแสร้งไม่
เห็นก็คงไม่ได้
นางรวบรวมความกล้า ยกมือทักทายจาก
ไกลๆ
เซี่ยเวยมองนางอยู่สักพัก คล้ายกำลัง
พิจารณาบางอย่าง ทว่าสุดท้าย ก็ยิ้มโดยไม่กล่าว
อันใดและไม่มีท่าทีจะเข้ามาหา แต่มุ่งหน้าต่อไป
ตาม ระเบียงทางเดิน ออกจากห้องมาก็ตรงไป
ทางทิศใต้
นั่นมิใช่ทางไปประตูใหญ่หรอกหรือ
แม้หลายวันมานี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ออกไป
ข้างนอกเลย ทว่าลาน เรือนเล็กแค่นี้ เพียงเดิน
เล่นยามปกติก็รู้เส้นทางจนทะลุปรุโปร่ง
ตระหนัก ได้ทันทีว่าห้องครัวอยู่ทางทิศใต้
นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ประโยค “ไว้วันหน้าจะทำให้ชิมจนเจ้า
ยอมรับ” ที่เซี่ยเวยเอ่ยวันนั้นพลันผุดในสมอง
คนผู้นี้คงไม่ได้จะเอาจริงหรอกนะ
เจียงเสวี่ยหนิงกระวนกระวาย เมื่อเห็นร่าง
เซี่ยเวยหายไปจากระเบียงทางเดินจึงเกิด
ประหม่าด้วยเหตุผลบางอย่าง ปิดหน้าต่างทันใด
เพราะกลัว ว่าตนจะไปเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า
แต่ผ่านไปแล้วหนึ่งเค่อ ผ่านไปแล้ว สองเค่อ…
นางนั่งอยู่ในห้อง รู้สึกไม่สบายใจมากเข้าก็อด
ไม่ไหว ต้องแง้มหน้าต่างแอบมองลอดเป็นครั้ง
คราว
ไม่รู้ว่าผ่านไปเกินครึ่งชั่วยามแล้วหรือยัง
เจียงเสวี่ยหนิงจึงคิดว่าเซี่ยเวยน่าจะแค่อำ
เล่น ถึงอย่างไรวิญูชนก็ อยู่ไกลห่างห้องครัว
อีกทั้งเซี่ยเวยเองเป็นกึ่งนักปราชญ์ คงไม่ถือสา
นาง ขนาดนั้นกระมัง
ทว่าชั่วขณะที่ความคิดวาบผ่าน บานหน้าต่าง
ก็พลันสะเทือนเล็กน้อย
คนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอก กำลังใช้ข้อนิ้วเคาะ
เบา ๆ “เปิดหน้าต่าง”
เป็นเสียงของเซี่ยเวย!
เจียงเสวี่ยหนิงขนลุกชัน ร่างกายซึ่งนั่งใต้บาน
หน้าต่างแข็งเกร็งใน บัดดล เงยศีรษะมอง
กระดาษกรุหน้าต่างสีขาวแล้วพอจะเห็นเงาสูง
ชะลูด ทอดยาวบนนั้นได้ราง ๆ
นางใช้ความคิดอย่างฉับไว นิ่งเงียบไม่ส่งเสียง
หมายจะทำเป็นไม่อยู่ เสียเลย
ถึงอย่างไรเมื่อครู่ก็เพิ่งเจอกัน หรือเขาจะไม่
พอใจที่นางออกไปเดินเล่นไม่ยอมอยู่ในห้อง
น่าเสียดายที่เซี่ยเวยไม่ถูกหลอกง่าย ๆ
น้ำเสียงที่ลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างครั้งนี้
คล้ายกับเจือขบขัน “เกิดปีเต่าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
อีกฝั่ายมองแผนการนางออกแต่แรก
เจียงเสวี่ยหนิงเสแสร้งต่อไปไหวแล้ว ผลัก
บานหน้าต่างเปิดอย่างหมดกำลังใจ เห็นเซี่ยเวย
ยืนอยู่ข้างนอกดังคาด เพียงแต่แขนเสื้อข้างหนึ่ง
ม้วน ขึ้นมาหนึ่งช่วง ส่วนอีกมือถือจานขนมถั่วตัด
เคลือบน้ำตาลหน้าตาน่า รับประทาน
กลิ่นหอมหวานละมุนคลุกเคล้ากับกลิ่น
เฉพาะตัวของถั่วลิสงคั่วสุกโชยเข้ามาตามสายลม
อันเบาบาง
เจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่หลังหน้าต่างเหลือบมอง
ขนมถั่วตัด แล้วรีบ เบนสายตากลับมามองเซี่ย
เวย ปันยิ้มและเอ่ยทักก่อนอย่างไม่เคอะเขินว่า
“เซี่ยเซียนเซิง”
เซี่ยเวยวางขนมถั่วตัดไว้บนขอบหน้าต่าง
เจียงเสวี่ยหนิงโดนอุบายลึกล้ำของคนผู้นี้สั่ง
สอนมาแล้ว จึงลอบเตือนตัวเองให้ระมัดระวัง
กว่าเดิมแต่เนิ่น ๆ นางรีบเอ่ยว่า “เซียนเซิงช่างมี
เมตตานัก ทว่าศิษย์เป็นคนไม่เอาถ่าน จะกล้ารับ
ไว้ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ ที่ผ่านมา มีแต่ศิษย์มอบ
ของขวัญแด่เซียนเซิง ฉะนั้นขอเซียนเซิงเก็บน้ำใจ
กลับไป เถอะเจ้าค่ะ”
ดวงตาดั่งน้ำลึกของเซี่ยเวยจับจ้องนางนิ่ง
แล้วเอ่ยเสียงเรียบไร้แวว หยอกล้อ “กระทั่ง
ความอยากอาหารยังต้องอดกลั้น เอาแต่
ระแวดระวังไปเสียทุกเรื่อง เจ้าใช้ชีวิตเช่นนี้จะไป
มีความสุขกว่าข้าได้สักเท่าใดเชียว”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
เซี่ยเวยกล่าวจบก็ไม่แยแสว่านางมีท่าทีเช่นไร
หมุนกายเอามือไพล่หลังเดินไปตามระเบียง
ทางเดินโดยไม่รอคำตอบ
เนิ่นนานกว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะตั้งสติได้ ก้ม
หน้าลงมองใหม่อีกครั้ง
ขนมถั่วตัดจานนั้นวางนิ่งบนขอบหน้าต่าง
ลางสังหรณ์บอกนางว่าคำพูดนี้ก็เป็นแค่หนึ่ง
ใน ‘ลูกไม้’ ของเซี่ยเวย ทว่าหัวสมองกลับหมุน
ตลบไปชั่วขณะ ไพล่รู้สึกว่าคำพูดเขาถูกต้องทุก
ประการเสียอย่างนั้น นางรู้สึกราวได้พบทางสว่าง
ถึงขั้นคล้อยตามอย่างไรพิกล
นางตัดสินใจไม่ได้ไปชั่วครู่เนื่องจากเห็นด้วย
กับคำพูดของเซี่ยเวย เหลือเกิน หรืออาจเพราะ
กลิ่นที่กำจายจากขนมถั่วตัดตรงหน้าเย้ายวน
เกินต้านทานกระมัง หลังจากฝืนแล้วฝืนอีก
ท้ายที่สุดนางก็ยังยื่นมือเล็ก ๆ อันชั่วร้ายของตน
ออกไปอย่างห้ามใจไม่อยู่…
ครั้นลองกัดก็พบว่าน้ำตาลเคลือบหวานกำลัง
ดี ยามหุ้มถั่วลิสงคล้ายราดน้ำมันไว้หนึ่งชั้น
แข็งตัวบนผิวดุจกระจกสีเหลืองเกรียมแต่ไม่
ถึงกับไหม้ ตัวขนมเองก็ทั้งกรอบและร่วน หลัง
เคี้ยวละเอียดจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำตาล
รสชาติเหนือชั้นกว่าขนมหรือถั่วตัดใด ๆ ทั้งปวง
ผสมผสานได้ กลมกล่อมสมบูรณ์แบบประหนึ่ง
ระเบิดซาบซ่านตรงปลายลิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงแทบจะกลืนลิ้นไปด้วย
อร่อยเกินไปแล้ว!
ชาติก่อนนางเองเคยโชคดีได้ลิ้มรสกระต่าย
ปั่าที่เซี่ยเวยย่าง รวมทั้ง ขนมแผ่นท้อที่เซี่ยเวยทำ
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นกระต่ายปั่าที่กินในปั่าเขา
รสชาติจึงถูกลดทอนไปหนึ่งขั้น ส่วนขนมแผ่นท้อ
ก็มีไม่กี่ชิ้น ประเดี๋ยวเดียวก็กินเกลี้ยง
บทที่ 203 ปล่อยเลยตามเลย (2)
ส่วนชาตินี้ นับว่าเป็นครั้งแรกเลยที่ได้กิน
อย่างอื่นฝีมือเซี่ยเวย
ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าบนโลกจะมีคน
ทำอาหารอร่อยปานนี้อยู่ด้วย!
กฎสวรรค์ยังมีจริงอยู่อีกหรือไม่
ร่ำเรียนได้ที่หนึ่งน่ะช่างเถอะ อย่างไรเสียก็
เล่าลือกันว่าคนแซ่เซี่ย ฉลาดหลักแหลมตั้งแต่
เด็ก การบรรเลงพิณได้ไพเราะเสนาะหูและ
ช่ำชองกลยุทธ์เหนือผู้ใดย่อมสมควรอยู่แล้ว
แต่คนผู้นี้ยังจะทำอาหารเก่งกาจด้วยหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า
อย่างแรง ความอับอาย กระจายทั่วจากหัวจด
เท้า
ทว่ากลับคุมมือไม่ได้เลย
กินเสร็จชิ้นหนึ่งก็ยังคงหยิบเพิ่มอีกชิ้น
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางไม่อาจต้านทาน ‘ลูกไม้’
ของเซี่ยเวย
เช่นเดียวกับบุรุษบนโลกที่มีเรือนรองหรือ
เรือนเล็ก เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ข้ามเส้นไปแล้ว
อย่างไม่อาจหักห้ามตัวเอง นางกินของที่เซี่ยเวย
ทำ ดื่ม ของที่เซี่ยเวยทำ เมื่อมีครั้งหนึ่งย่อมมีครั้ง
ต่อ ๆ มา
กินก็กินไปแล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า
จะให้อาเจียนทิ้งหรือไร
อีกทั้งคำพูดของเซี่ยเวยก็ไม่ได้ผิดตรงไหน
นางเกิดใหม่มาหนึ่งชาติ ต่อให้โลกมนุษย์มิได้มี
อิสรภาพอันจริงแท้ แต่หากแค่ความอยากของ
ปากท้องยังเติมเต็มไม่ได้ แล้วชีวิตจะไปมี
ความหมายอะไรเล่า มิหนำซ้ำ ตอนแรกนางยัง
สาบานกับเซี่ยเวยไว้ด้วยว่าไม่อยากตาย เป็น
เพราะยัง ปล่อยวางความอาวรณ์และกิเลสต่าง ๆ
บนโลกนี้ไม่ได้
กินก็กินแล้ว
ตัวก็อยู่ใต้ชายคาเขา จะไม่ก้มหัวได้เช่นไร
นางยังต้องไปด่านชายแดน ไปหาเยี่ยนหลิน
ไปช่วยองค์หญิง และ ยังมีเรื่องต้องร้องขอเซี่ยเว
ยอีกเยอะแยะ จะอย่างไรก็ต้องเอ่ยวาจา
พินอบพิเทาบ้าง คนเขาอุตส่าห์ยินดีทำของกินให้
เช่นนั้นรับ ๆ ไว้เถอะ หากแตกหักกันจะมิเท่ากับ
ยกก้อนหินทุ่มใส่เท้าตัวเองหรอกหรือ
ฉะนั้นปล่อยเลยตามเลย พึ่งเซี่ยเวยให้ได้กิน
ดื่มอย่างสบายใจแล้วกัน
เพียงไม่กี่วัน นางก็ถึงกับกินอาหารฝีมือพ่อ
ครัวของเรือนรับรองไม่ลง
ทว่าเซี่ยเวยก็ไม่ใช่พ่อครัวที่จะทำอาหารได้
ทุกมื้อ เจียงเสวี่ยหนิงจึง ได้แต่เฝั้าดูเวลาที่เขา
เดินจากระเบียงทางเดินไปยังห้องครัวทางทิศใต้
จากนั้น ก็เข้าไปหาเพื่อ ‘คารวะเซียนเซิง’ แล้ว
คอยเฝั้าของกินที่เพิ่งออกจากหม้อ
เดิมทีเซี่ยเวยมีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้เก็บตัว
แต่พอถอดเสื้อคลุมชั้นนอกแล้วพับแขนเสื้อ
ยามทำอาหารก็ดูฝีไม้ลายมือ ใช้ได้
บางครั้งที่นางเคลื่อนสายตาจากอาหารบน
เขียงหรือในหม้อขึ้นมอง ก็จะรู้สึกว่า เซี่ยเวยที่อยู่
ท่ามกลางควันไฟจากการทำอาหารคละคลุ้ง
เช่นนี้ ดูสบายตาเสียยิ่งกว่ากึ่งนักปราชญ์ผู้วาง
แผนการรบในท้องพระโรงอันสูงศักดิ์มากนัก
หลายวันมานี้เซี่ยเวยคล้ายไม่รีบร้อนออก
เดินทาง เหล่าข้าราชการในมณฑลซานตงเองก็
มาขอพบกันหมดแล้ว ครั้นเรือนรับรองเงียบสงบ
บางครั้งเขาจะบรรเลงพิณ อ่านตำรา หรือไม่ก็
ทำอาหารเป็นครั้งคราว
ใจเย็นเหลือคณนา
แม้การเดินทางจะล่าช้าก็ไม่เห็นเป็นเรื่องน่า
กังวล ทั้งที่วางแผนไว้เสียดิบดี ทว่านอกจาก
ทำอาหารนิด ๆ หน่อย ๆ ให้เจียงเสวี่ยหนิงแล้วก็
ไม่ทำ สิ่งใดอีก
เจียงเสวี่ยหนิงโดนเขาคอยต้มด้วยน้ำอุ่น
เช่นนี้ก็แทบจะลืมความระแวงคราแรกเสียสิ้น
นางทำอะไรไม่เป็น ยามอยู่ในครัวจึงได้แต่
คอยเฝั้าดูไฟ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกเซี่ยเวยตำหนิบ่อย ๆ ว่า
คุมไฟไม่ดี จะทำให้ อาหารเสียรสชาติ
มาวันนี้ล่วงเลยเข้าเดือนสิบแล้ว ความหนาว
เย็นเสียดกระดูกแห่ง เหมันต์เริ่มปรากฏ ฝังหนึ่ง
ในครัวเป็นกาซึ่งกำลังต้มน้ำร้อน ส่วนอีกฝังเป็น
เตาที่กำลังจุดไฟ อุ่นสบายไปทั้งร่าง
ข่าวที่องค์หญิงติดอยู่ต๋าต๋าแพร่ไปทั่วแผ่นดิน
ทุกตรอกซอกซอยต่างพูดถกกันไม่หยุดหย่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเติมฟืนใส่เตา นึกขึ้นได้ว่า
หลายวันมานี้เหมือนจะไม่เห็นเตาฉินเลย หลัง
จ้องเปลวไฟอยู่นานก็เงยหน้ามองเซี่ยเวยอย่างอด
ไม่ไหว
นิ้วเรียวยาวของเซี่ยจวีอันกดเนื้อปลาสดตรง
ส่วนท้องนุ่ม ๆ ไว้บน เขียง ลงมีดอย่างไม่รีบไม่
ร้อน ค่อย ๆ แล่เป็นแผ่นบาง สีหน้าสงบนิ่งเปียม
สมาธิไม่ต่างจากตอนอ่านตำราหรือบรรเลงพิณ
น้ำในหม้อตรงหน้าต้มจนเริ่มเดือดปุด ๆ
เขาเคลื่อนสายตาดูน้ำปราดหนึ่ง ไม่
จำเป็นต้องมองเจียงเสวี่ยหนิง ก็รู้ว่านางมัวสมาธิ
เตลิดกับบางเรื่อง “ฟืนเติมไม่พอ ต้มน้ำอยู่ยังใจ
ลอย อีกนะ มีอะไรจะถามก็ถามมาเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ไม่สบอารมณ์นัก ทว่า
บัดนี้ตนหมายปองอาหารรสมือเขา จึงเติมฟืนเข้า
เตาเพิ่มอีกสองท่อนอย่างว่าง่าย “อยู่จี่หนานมา
นานถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ว่าจะไปด่านชายแดนก่อนฤดู
หนาวมาเยือนหรอกหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยแล่เนื้อปลาต่อโดยไม่หยุดมีด “ข้ายัง
ไม่กลัวแล้วเจ้าจะไปกลัวอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงมองค้อน “ก็ท่านบอกว่าเยี่ยน
หลินไปด่านชายแดน ก่อนแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ใน
เมื่อท่านจะปลอมแปลง…”
เซี่ยเวยตัดบท “ ‘ราชโองการ’ อยู่ระหว่าง
ทางไปด่านชายแดนแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงพรึงเพริด หัวสมองพลัน
นึกถึงเตาฉินซึ่งไม่เห็น ร่องรอยมาหลายวัน “กะ
แล้วเชียว ถึงว่าสิไม่เห็นเตาฉินเลย!”
แต่ว่า…
นางอดมุ่นคิ้วไม่ได้ “หากเราไม่อยู่ แล้วทาง
ฝังเยี่ยนหลินจะทำสำเร็จ ได้หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยก้มศีรษะ ชะงักมือไปครู่หนึ่ง น้ำเสียง
แฝงความเฉยชาโดยไร้สาเหตุ “หากไม่มีข้าแล้ว
ทำไม่สำเร็จ เช่นนั้นที่ถูกเนรเทศมาตลอดหลายปี
ก็ลำบากเสียเปล่าแล้ว”
จู่ ๆ เจียงเสวี่ยหนิงก็ผวา
ผ่านไปสักพักถึงถามอย่างลังเลอยู่บ้าง “แล้ว
พวกเราจะออกเดินทางเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
ในที่สุดเซี่ยเวยก็แล่เนื้อปลาเสร็จ เขาเหลือบ
มองนางแล้วหยิบขิง หลายชิ้นด้านข้างมาหั่น
น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “ไม่รีบร้อน”
*****
ตะวันคล้อยสีดุจโลหิต
ณ เมืองชายแดนอันรกร้างว่างเปล่า
ลมเหนือพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ธง
ผืนเก่าเปรอะเปือน ฝุั่นธุลีโบกสะบัดเหนือกำแพง
เมือง ด้านนอกเป็นค่ายพักประจำการของ ทหาร
ชายแดนเรียงกันเป็นพืด ใบไม้ร่วงโปรยปรายลง
บนแท่นบัญชาการสูง เขี้ยวเล็บกิเลนทองแดง
ขาดการเช็ดถูจนขึ้นรอยสนิมเป็นด่างดวง
เค้าโครงใบหน้าของชายหนุ่มลึกชัดกว่าสมัย
วัยเยาว์พอควร ดวงตา คู่นั้นก็หนักแน่นและซ่อน
คมกว่าเมื่อกาลก่อนอยู่บ้าง
ทว่ายามตวัดดวงตาขึ้น กลับยังคงประหนึ่ง
กระบี่ไร้ฝัก…
เจิดจ้าดุจอาทิตย์ร้อนแรง ฉายแววคมกริบ
ถ้วนทั่ว!
เขาสวมเสื้อรัดรูปสีน้ำเงินเข้ม ปลายแขนเสื้อ
มัดแน่น ท่อนแขน ทรงพลังมีเส้นกล้ามเนื้อ
งดงาม ช่วงเอวและหลังตรงตระหง่าน ยิ่งให้
ความรู้สึกงดงามแฝงพละกำลัง ฝั่ามือที่มีไตด้าน
ประปรายเพราะคมดาบค่อย ๆ ลูบผ่านกิเลน
เปือนสนิมแกะสลักจากทองแดง
บางอย่างคืบคลานมาตามลวดลายเก่าแก่นั้น
เย็นเฉียบถึงปานนี้แท้ ๆ เยี่ยนหลินกลับ
สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่ ห่างหายไปนาน
แท่นบัญชาการสูงจากพื้นสามจั้ง กว้างหนึ่ง
ร้อยฉื่อ
มีขบวนทหารชายแดนห้าหมื่นนายอยู่เบื้อง
ล่าง!
ทว่ามีเพียงตัวเขายืนบนแท่นสูงตามลำพัง
ยามช้อนตามองก็พบแต่ ความรกร้างกว้างใหญ่
ธงพลิ้วไหวตามสายลม เมฆครึ้มทั่วผืนปฐพี แสง
ประกายกระบี่ราวกับเกล็ดหิมะปกคลุม!