คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 204 เมืองชายแดน (1)
“ออกจากหวงโจวมุ่งสู่ทางเหนือ?” หลังเสร็จ
สิ้นราชกิจเช้า เสิ่นหลางก็ทรงรั้งขุนนางใหญ่คน
สำคัญ ๆ ไว้เพื่อปรึกษาข้อราชกิจ ทว่ายามนี้
พลันมีรายงานด่วนเข้ามา ครั้นตั้งพระทัยฟังจน
จบ พระพักตร์ซึ่งเดิมก็อำมหิตอยู่แล้วจึงยิ่งทวี
ความอึมครึม ตรัสเพียงว่า “สืบทราบหรือยังว่า
เขาจะไปที่ใด”
หน้าผากของหวังซินอี้ผู้เป็นขันทีดูแลตราพระ
ราชลัญจกรผุดเหงื่อเย็น ตอบงก ๆ เงิ่น ๆ ว่า
“ฟังจากที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงาน ดูจาก
เส้นทางแล้ว คาดว่า…น่าจะไปทางด่านชายแดน
พ่ะย่ะค่ะ…”
ด่านชายแดน?!
เหล่าขุนนางราชสำนักและผู้มีตำแหน่งสำคัญ
ในหกกรม ณ ที่แห่งนั้นต่างสูดลมหายใจเหน็บ
หนาว มองหน้ากันไปมา
เดิมทีจางเจอจะถวายฎีกาเรื่องการประหาร
ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ของ กรมอาญา ครั้นได้ยินเข้า
ก็หนังตากระตุก ใบหน้าคลายความนิ่งขรึม
เล็กน้อยอย่างหาได้ยากเพราะตกใจ
แต่แล้วชั่วพริบตาก็กลับคืนสีหน้าเดิม
เขาถึงกับเหม่อลอยชั่วครู่ ขณะหลุบตาก็แล
เห็นลวดลายเมฆฟั้าคำรามที่ไต่ขึ้นมาตามชาย
แขนเสื้อชุดขุนนางอันประณีต ถึงคิดได้ว่าชาตินี้
ไม่เหมือนชาติก่อนอีกต่อไป
ชาติที่แล้วนางไม่ถูกกับองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางเสิ่นจื่ออี ทั้งยังไร้กำลังจะช่วยเหลือจวนหย่งอี้
โหว ทว่าชาตินี้องค์หญิงใหญ่ปฏิบัติต่อนางยาม
อยู่ ในวังอย่างดี ส่วนจวนหย่งอี้โหวแม้จะถูกริบ
ทรัพย์แต่ก็ยังรักษาขุมกำลัง กว่าครึ่งไว้ได้ เพียง
ถูกเนรเทศไปหวงโจวเท่านั้น นอกจากนี้นางยัง
กลายเป็นศิษย์ของเซี่ยจวีอันจริง ๆ และใต้อาณัติ
ก็ยิ่งมีโหยวฟางอิ๋นผู้มั่งคั่งเทียมทัดแว่นแคว้นใน
ชาติที่แล้ว หากอยู่ทางใต้ก็คงได้พบเว่ยเหลียง
ด้วยเป็นแน่…
มีคนมากมายขนาดนั้นที่โชคชะตาเปลี่ยนไป
เพราะนาง
เช่นนั้นแล้ว ที่เยี่ยนซื่อจื่อเริ่มเคลื่อนไหว
ผิดปกติเร็วกว่าชาติก่อนจึง ไม่น่าแปลก
ทว่าเรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเสิ่น
หลางไปมาก
ฮ่องเต้ประทับเหนือบัลลังก์ หน้าผากและ
ขมับเต้นตุบ ๆ รู้สึกว่าโลหิตสูบฉีดพุ่งขึ้นสมองจึง
ยกมือกดอย่างเนิบช้าแล้วกัดฟันถาม “แค่มันคน
เดียวหรือที่ออกจากหวงโจวโดยพลการ แล้วคน
อื่น ๆ ในตระกูลเยี่ยนเล่า?!”
หวังซินอี้คุกเข่ากับพื้น “หลังจากพบว่า
เยี่ยนหลินออกจากหวงโจว แล้ว เจ้าพนักงานใน
ท้องที่ก็ออกค้นหาทันที แต่…แต่ว่า…”
เสิ่นหลางพลันตบโต๊ะ ตรัสเสียงเข้ม “พูด
มา!”
เสียง ‘ปัง’ ดังก้อง ทั้งหมึกและพู่กันสะเทือน
ไหว
หวังซินอี้ลงไปหมอบทั้งตัว หน้าผากแนบพื้น
เรียบลื่นเย็นเฉียบ น้ำเสียงหวาดผวา “กราบทูล
ฝั่าบาท ไม่พบตัวพ่ะย่ะค่ะ! ไม่พบคนตระกูลเยี่ยน
เลย หนีกันไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เหลวไหล!”
พระพักตร์เสิ่นหลางแทบจะบิดเบี้ยว ข้าวของ
บนโต๊ะหวิดถูกกวาด ลงพื้นเกลี้ยง ไม่ว่าจะ
หนังสือฎีกา พู่กัน หรือแท่งหมึกต่างกระจัด
กระจาย
“ตระกูลเยี่ยนมีคนเป็นร้อย เยี่ยนหลินคน
เดียวหนีไปไม่นับว่าแปลก แต่คนทั้งบนทั้งล่างใน
ตระกูลจะหายไปโดยไร้ร่องรอยได้อย่างไร?! พวก
มันเอาปัญญาจากไหนมาหลบหลีกหูตามากมาย
ของเรากับด่านตรวจชั้นแล้ว ชั้นเล่าในแต่ละ
พื้นที่?!”
ครานี้ขุนนางใหญ่ทุกคนต่างคุกเข่า ตะโกน
พร้อมเพรียงกันว่า “ฝั่าบาทโปรดระงับโทสะด้วย
พ่ะย่ะค่ะ”
ถึงอย่างไรตลอดสองปีมานี้ ฮ่องเต้ก็ยิ่งปล่อย
ปละงานราชการขึ้น เรื่อย ๆ ทั้งยังศรัทธาวิถีแห่ง
อายุยืนยาว เสวยผงห้าศิลาเป็นประจำ พระ
อารมณ์จึงแปรปรวนกว่าเก่า เรื่องที่ข้าราชการใน
ราชสำนักถูกตำหนิ หรือลงโทษโดยไร้เหตุผลก็
เกิดขึ้นเป็นประจำ
แม้ทุกคนจะอาวรณ์ชุดกับหมวกขุนนาง แต่ก็
ต้องคำนึงถึงศีรษะบน บ่าตัวเองอยู่บ้าง
มีแค่จางเจอที่ช้าไปครึ่งจังหวะ
เสนาบดีกรมอาญากู้ชุนฟางผู้มีประสบการณ์
นานหลายปีลอบ ถอนหายใจ คุกเข่าลงก่อนแล้ว
หันมองศิษย์คนโปรดที่ยังยืนถือฎีการายชื่อ ผู้
ต้องโทษประหารช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ ยกมือ
ดึงเขาทีหนึ่ง
จางเจอบีบฎีกาแน่น มือบังเกิดเส้นปูดโปน
แลดูดุดันขึ้นมาบางส่วน
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ปฏิเสธเจตนาดีของกู้ชุนฟาง
ทว่าก่อนคุกเข่าก็เหลือบมองของบรรณาการ
และแท่งหมึกเถ้าสนซึ่ง กลิ้งหล่นจากโต๊ะมาแทบ
เท้า เอาเท้าเขี่ยออกเบา ๆ คล้ายไม่พอใจที่มา
บังพื้น
กู้ชุนฟางเหลือบเห็นก็อดมองเขาผาดหนึ่ง
ไม่ได้
ขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นตัวสั่นงก จะมีก็แต่สมณะ
รูปหนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านข้างที่ไม่เข้าพวก
ใบหน้าเหลี่ยมกว้างแฝงความดุร้ายอยู่บ้าง
สวมชุดสมณะสีแดงสด ท่าทีเยี่ยงพระ
อาจารย์สูงศักดิ์ ยามทราบข่าวตระกูลเยี่ยนหลบ
หนีก็เพียงย่นคิ้วเล็กน้อย
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นที่ปรึกษาราชการ
แผ่นดินประจำรัชกาล สมณะหยวนจีนั่นเอง
ทั้งในและนอกราชสำนักไร้ข่าวดีมาหลายวัน
แล้ว
ภายในมีนิกายสวรรค์ก่อความวุ่นวาย ไม่
เพียงราษฎรทำมาหากินไม่ได้ ภายนอกก็ยังมี
พวกคนเถื่อนคอยจ้องจะเล่นงานอีก เดิมทีเรื่อง
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางถูกขังไว้ที่ต๋าต๋าแล้วขอ
ความช่วยเหลือมายังราชสำนักถือเป็น ข่าวลับสุด
ยอด ไม่รู้ว่าเล็ดลอดได้อย่างไรจนแพร่สะพัดไป
ทั่วทุกแห่งหน ประชาชนพูดถึงกันต่าง ๆ นานา
คาดเดากันว่าราชสำนักจะส่งทัพไป ช่วยเหลือ
ทว่ามีหรือราชสำนักจะไม่รู้อยู่แก่ใจ
ต่อให้จะทำสงครามกับต๋าต๋าก็ย่อมไม่เลือก
เปิดศึกในเวลานี้ เพราะ องค์หญิงที่แต่งออกก็คือ
น้ำที่สาดไปแล้ว ทันทีที่นางเดินทางไปต๋าต๋าก็
เทียบเท่าลาโลก แล้วผู้เป็นฮ่องเต้จะเปิดศึกเพื่อ
คนตายโดยไม่ยั้งคิดได้ อย่างไร
จะเสียก็ตรงที่ข่าวกลับเล็ดลอด!
บางอย่างทำได้แต่มิอาจพูด เดิมทีเสิ่นหลาง
ตั้งพระทัยจะปิดเรื่อง รอ กระทั่งข่าวเสิ่นจื่ออีป
ระสบภัยแพร่กระจายแล้วถึงค่อยจัดพิธีศพ
จากนั้น เปิดศึกแก้แค้นให้องค์หญิง ทว่าบัดนี้น่ะ
หรือ หากรู้สภาพความเป็นอยู่ขององค์หญิงอยู่แก่
ใจแต่ไม่ส่งทัพไป ราษฎรทราบเมื่อใดราชสำนัก
ต้องสูญเสียความเชื่อมั่นเป็นแน่! นิกายสวรรค์ที่
ก่อความปันปั่วนภายในแคว้นอยากให้ ราชสำนัก
แปดเปือนเป็นทุนเดิม ทันทีที่เรื่องนี้แพร่งพราย
ต้องกลายเป็น สร้างโอกาสให้อีกฝั่ายฉกฉวยแน่
ซ้ำร้ายในช่วงชี้เป็นชี้ตายเช่นนี้ตระกูลเยี่ยนก็
ยังหายตัวไปด้วย!
เสิ่นหลางแย้มพระโอษฐ์เย็นเยียบ “ดี ดีนัก
พวกมันหมายจะร่วมมือ กันทำให้เรารำคาญใจ
เป็นแน่แท้!”
ทุกคนเงียบสนิท
เสิ่นหลางหงุดหงิดพระทัยเป็นล้นพ้น ทรงลุก
ขึ้นค่อย ๆ ย่างพระบาทกวาดสายพระเนตรมอง
ด้านล่าง เมื่อไม่เห็นเซี่ยเวยจึงตรัสขึ้น “รอง
ราชครูเซี่ยที่กลับบ้านเกิดไปไหว้บรรพบุรุษยังไม่
กลับมาอีกหรือ”
หวังซินอี้รู้สึกว่าดวงซวยเหลือเกิน ไม่รู้เหตุใด
ถึงมีแต่ข่าวร้ายเยอะแยะทุกวี่วัน ซ้ำตนยังต้อง
เป็นผู้มาเอ่ยปากทวนความจำให้อีก เขาแนบ
ศีรษะ กับพื้น เอ่ยโดยไม่กล้าเงยหน้าแม้แต่น้อย
“กราบทูลฝั่าบาท พระองค์ทรง ลืมแล้วหรือพ่ะ
ย่ะค่ะ มณฑลซานตงเคยส่งข่าวด่วนมาว่าท่าน
รองราชครูถูกลอบสังหารระหว่างเดินทางกลับ
เมืองหลวง ทว่าเมื่อวานมีข่าวคราวมาว่า ช่วยไว้
ได้แล้ว ขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่จี่หนาน อีกไม่
นานน่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางขมวดพระขนง “สืบได้หรือยังว่า
ผู้ใดลอบโจมตี”
ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่คุกเข่าก้มหน้าไม่กล้า
พูดจา
กู้ชุนฟางมองเขาแวบหนึ่ง ตอบให้แทนว่า
“กราบทูลฝั่าบาท เนื่อง ด้วยเรื่องเกิดกะทันหัน
กรมอาญากับศาลต้าหลี่จึงเพิ่งส่งคนไปตรวจสอบ
คงได้เรื่องได้ราวในอีกไม่กี่วันพ่ะย่ะค่ะ ขุนนาง
เฒ่าผู้นี้มองว่าในเมื่อท่านรองราชครูเป็นขุนนาง
ราชสำนัก ฉะนั้นผู้ที่กล้าลอบสังหารระหว่างทาง
กลับ เมืองหลวง หากไม่ต้องการก่อความ
โกลาหลก็ต้องมีใจก่อกบฏ เกรงว่าจะ เกี่ยวพัน
กับพวกโจรนิกายสวรรค์กลุ่มนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ใช่แล้ว
นอกจากนิกายสวรรค์แล้ว ยังมีใครหาญกล้า
ลอบสังหารเซี่ยเวยอีก
คำพูดของกู้ชุนฟางนับว่ามีเหตุมีผล
สมณะหยวนจีทางด้านข้างยิ้มนิด ๆ พนมมือ
เอ่ยนามของพระพุทธ “อมิตาภพุทธ สวรรค์ย่อม
ปกปักรักษาคนดีเช่นรองราชครูเซี่ยให้รอดพ้น
ปลอดภัย พวกโจรนิกายสวรรค์ที่บังอาจก่อความ
วุ่นวายสมควรตายยิ่งนัก ทว่าต้องขอแสดงความ
ยินดีกับฝั่าบาทด้วยเช่นกัน”
ฮ่องเต้กำลังกริ้ว ไหนเลยจะมีความ ‘ยินดี’
ทุกคนต่างรู้สึกประหลาด
เสิ่นหลางเองก็ทอดพระเนตร เนื่องด้วยเชื่อ
พระทัยมาก สีพระพักตร์ จึงดีขึ้นเล็กน้อย
“คำพูดนี้ของท่านที่ปรึกษากล่าวได้ประหลาดนัก
ความ ยินดีจากสิ่งใดกัน”
สมณะหยวนจีตอบ “ความยินดีประการแรก
คือ ท่านรองราชครูเซี่ยปลอดภัย พวกโจรถ่อย
กระทำการไม่สำเร็จ อีกประการคือ ตระกูล
เยี่ยนเคลื่อนไหวจนเผยร่องรอย ในเมื่อด่าน
ชายแดนมีชาวต๋าต๋าจับตาดู การที่ โจรเยี่ยนหลิ
นมุ่งไปทางด่านชายแดนก็แสดงว่าหมายร่วมมือ
กัน การจะ จัดการด่านชายแดนในเวลานี้จึง
จำต้องระวังแล้วระวังอีก ท่านรองราชครู เป็น
แขนขาของฝั่าบาท มีสายตากว้างไกล วางกล
ยุทธ์ล้ำลึก ทั้งยังได้รับ ความไว้วางพระทัยอย่าง
มากจากพระองค์ อาตมามีแผนการหนึ่ง ไหน ๆ
แล้วน่าจะฉวยโอกาสนี้ให้ท่านรองราชครูไปยัง
ด่านชายแดนเสียเลย หนึ่ง เพื่อหลบการไล่ฆ่า
จากพวกโจรนิกายสวรรค์ สองเพื่อตรวจสอบและ
ควบคุมสถานการณ์ทางการทหารไม่ให้เกิด
ปัญหา และสามเพื่อเฝั้ารอโอกาส หากตระกูล
เยี่ยนบังเกิดใจก่อกบฏ ด้วยความสามารถของ
ท่านรองราชครูแล้ว ต้องทำให้พวกมันคว้าน้ำ
เหลวเป็นแน่!”
ดังที่ทุกคนรู้ แม้เซี่ยเวยมิใช่พระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้ แต่ก็มีงานที่ รับผิดชอบในฐานะพระ
อาจารย์ของฮ่องเต้
สองปีนี้แม้สมณะหยวนจีได้ชื่อว่าเป็นที่
ปรึกษาราชการแผ่นดิน ปลุก ให้ประชาราษฎร์
นับถือพุทธศาสนาจนขัดแย้งกับนิกายสวรรค์ อีก
ทั้งยัง ค่อนข้างโด่งดังในหมู่พุทธสาวก ทว่ายาม
อยู่ในราชสำนัก บรรดาขุนนาง ใหญ่ก็ยังค่อนข้าง
ยอมรับเซี่ยเวยมากกว่า
บทที่ 204 เมืองชายแดน (2)
ผู้ซึ่งมาเป็นขุนนางราชสำนักได้ ต่อให้ไม่ถือว่า
ชั่วช้า ทว่ามีน้อยนิดจะจิตใจดี
ไหนเลยจะเลื่อมใสพุทธศาสนาจริง ๆ
ก็แค่แสดงความเกรงใจเพียงภายนอกเท่า
นั้นเอง
ถึงอย่างไรทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างในราช
สำนักต่างรู้กันว่า เมื่อใดเจอปัญหายุ่งยาก
สุดท้ายก็ต้องปรึกษาเซี่ยเซียนเซิงก่อนจึงจะ
ตัดสินใจได้อยู่ดี
บัดนี้เมื่อสมณะหยวนจีเอ่ยวาจา จึงไม่ก่อ
ความสงสัยแม้สักนิด
เสิ่นหลางเองก็ขบคิดตาม
สถานการณ์ที่ด่านชายแดนเร่งด่วนกว่า
ภายในราชสำนักจริง ในเมื่อ พระองค์ไม่อาจ
เสด็จไปคุมทัพด้วยตัวเอง การส่งเซี่ยเวยไปจึง
เป็นการดีที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินพระทัยฉับ
“ร่างราชโองการ! ให้รองราชครูเซี่ยไม่ต้อง กลับ
เมืองหลวง หลังพักรักษาตัวที่จี่หนานสักพักให้มุ่ง
หน้าไปคุมทัพเฝั้า ระวังที่ด่านชายแดนทันที หาก
มีความผิดปกติให้จัดการทันใด ละเว้นไม่ได้โดย
เด็ดขาด!”
“ทรงพระปรีชายิ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
เหล่าขุนนางใหญ่ค้อมศีรษะชื่นชม
มีแค่จางเจอที่ช้อนตาเห็นรอยยิ้มมุมปากของ
สมณะหยวนจี สังหรณ์ ว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายดาย
ปานนั้น
*****
“ถ้าอย่างนั้นสืบทราบหรือยังเจ้าคะว่าผู้ใดกัน
แน่หมายจะลอบโจมตีพวกเรา”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเซี่ยเวยนำปลาที่แล่เสร็จ
เรียบร้อยวางในจาน กระเบื้องสีขาวงดงาม โรย
ขิงเส้นเล็กน้อยกลบกลิ่นคาวแล้วใส่ในหม้อนึ่ง
นางราวกับเห็นได้เลยว่าตอนยกออกมาจะน่า
เอร็ดอร่อยปานใด จึงกลืน น้ำลายก่อนถาม
นางไม่กล้าคาดเดาลึกเกินหรอก
ขณะถูกลอบโจมตีได้ยินเตาฉินเอ่ยคำว่า ‘ใน
นิกาย’ อย่างชัดเจน พอย้อนนึกถึงพฤติกรรมของ
เซี่ยเวยตอนถอนรากถอนโคนและล้างบางนิกาย
สวรรค์เมื่อชาติก่อน ในใจก็หนาวเหน็บอย่างห้าม
ไม่อยู่
เซี่ยเวยปิดฝาหม้อนึ่ง หยิบผ้าเช็ดมือจาก
ด้านข้างมาถูคราบที่เปรอะ มือ ทว่าดวงตาแวว
วาบผิดปกติ ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “โจร
กบฏ นิกายสวรรค์ อาจหาญทัดเทียมฟั้า จะเป็น
ใครไปได้อีก”
เจียงเสวี่ยหนิงถูกคำพูดเขาทำเอาสะอึก
เซี่ยเวยช้อนตามองนาง เมื่อเห็นใบหน้าพริ้ม
เพราฉาบแสงสีเหลืองอุ่นซึ่งสั่นไหวจากเปลว
เพลิงในเตาก็ยิ้มมีเลศนัย “เจ้าคิดว่าใครล่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเติมฟืนในเตาอย่าง
กระฟัดกระเฟียด “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ
ข้ากลัวตายเลยลองถามดูบ้างไม่ได้หรือ”
เซี่ยเวยเพียงตอบว่า “วางใจเถอะ”
หลังเสร็จธุระเขาเองก็ครุ่นคิด ผู้ที่มาลอบ
สังหารตนมีทั้งหมดสองกลุ่ม กลุ่มที่ตามเจี้ยนซูไป
เป็นยอดฝีมือในนิกาย เกรงว่าว่านซิวจื่อจะชิง
กำจัด เขาทิ้งเร็ว ๆ นี้ด้วยกลัวเขาไม่อยู่ในการ
ควบคุม ส่วนพวกที่ไล่ตามเขากับ เจียงเสวี่ยหนิง
นั้นมาจากเมืองหลวง หากฮ่องเต้เริ่มสงสัยเขาก็
คงไม่ลงมือ ลับ ๆ หรอก ผู้ที่ลอบลงมือเช่นนี้มัก
กลัวถูกคนล่วงรู้ เมื่อลองย้อนนึกถึง สองปีที่ผ่าน
มา คนที่พอจะนับได้ว่าเป็น ‘คู่ปรับ’ หรือ ‘ศัตรู’
ก็เหลือสมณะหยวนจีแค่ผู้เดียว
คนผู้นี้แม้จะเรียกขานเป็นสมณะ ทว่าเจ้าเล่ห์
เพทุบาย มิใช่คนดีอย่างแน่นอน
เสิ่นหลางไม่สนใจงานราชการ แต่ยังเข้าใจ
หลักการของผู้ปกครอง
สองปีมานี้ใช้สมณะหยวนจีมาคานอำนาจเขา
ขณะเดียวกันก็ใช้เขามาข่มอำนาจสมณะหยวนจี
อีกที ไม่เคยให้ฝั่ายใดฝั่ายหนึ่งเอาชนะกันจริง ๆ
เช่นนี้ผู้เป็นฮ่องเต้ก็จะกอบโกยผลประโยชน์อยู่
ตรงกลางได้อย่างมั่นคง
ทว่าตอนนี้…
เซี่ยเวยหลุบตามองหัวปลาที่ตัดทิ้งไว้ข้าง
เขียง ก่อนจะโยนผ้าเช็ดมือ ไปด้านข้าง หยิบชาม
เล็กสองใบมาใส่เครื่องปรุงรส ถามเจียงเสวี่ยหนิง
ว่า “กินเผ็ดหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงลืมธุระที่คุยกันเมื่อครู่ในบัดดล
ผงกหัวหงึก ๆ “กิน เจ้าค่ะ กิน”
เซี่ยเวยจึงเติมพริกช้อนหนึ่งในชามเครื่องปรุง
ของนาง
รอกระทั่งนึ่งปลาเสร็จแล้วยกออกมา เนื้อ
ขาวนุ่มก็อบอวลกลิ่น หอมฉุยน่ารับประทาน ทั้ง
สองเองก็ไม่ย้ายไปที่อื่นแต่เช็ดโต๊ะตรงมุมครัว ตัก
ข้าวมาเกือบครึ่งถ้วยแล้วนั่งกินคู่เครื่องปรุงอยู่
ด้านข้าง
หลายวันนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ห้องครัวเลย
ทั้งสองกินอาหารกันอย่างเงียบสงบ เจียง
เสวี่ยหนิงคีบตะเกียบไม่กี่ที ก็หัวสมองเลอะเลือน
ชั่วขณะนั้นรู้สึกว่าเซี่ยจวีอันคือเทพเซียนพระ
โพธิสัตว์ ยอดนักบุญผู้เปียมเมตตากรุณาตัวจริง
ของที่ปุถุชนทำจะอร่อยขนาดนี้ได้อย่างไรเล่า!
เดิมทีนางเหนื่อยล้ามาตลอดการเดินทาง
อาหารการกินก็ไม่นับว่า ดีเด่อะไร ตอนเพิ่งฟืน
สติหลังถูกซุ่มโจมตีแล้วมาหยุดพักที่จี่หนานจึง
ผ่ายผอมลงไปไม่น้อย ทว่าได้กินข้าวฝีมือเซี่ยเวย
ไม่กี่มื้อสีหน้าก็กลับมาเป็นดังเดิม ใบหน้าอวบอิ่ม
ขึ้นบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงถึงขั้นเริ่มกังวลว่าหากตนกิน
ต่อจะอ้วนเอาได้
ทว่าวันเวลาเช่นนี้ดำเนินไปไม่นาน ไม่กี่วันก็มี
พระราชโองการจาก เมืองหลวง มีรับสั่งให้เซี่ย
เวยไปคุมกองทัพที่ด่านชายแดน!
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงพรึงเพริด
ชั่วขณะนั้นถึงกับขนลุกชัน นึกถึงประโยคที่
เซี่ยเวยเอ่ยวันนั้นว่า ‘ไม่ รีบร้อน’ ขึ้นมา เรื่องนี้
ท่าจะอยู่ในการคาดเดาของเขาอยู่แล้ว มิเช่นนั้น
หลังถูกซุ่มโจมตีไยต้องมาอยู่จี่หนานด้วย
เซี่ยเวยต่างหากเล่าโจรกบฏตัวจริงเสียงจริง!
บัดนี้แม้แต่ฮ่องเต้ยังถูกเขาลวงหลอก ส่งราช
โองการฉบับหนึ่งมาสั่ง ให้มุ่งหน้าไปด่าน
ชายแดน! นี่มันกลัวตัวเองตายช้าเกินไปจึงรีบขุด
หลุม รอชัด ๆ !
ไม่ต้องบอกก็รู้ เมื่อมีพระราชโองการนี้การ
เดินทางต่อของพวกนาง ย่อมผ่านทางหลวงได้
ถูกต้องชอบธรรม
ไม่จำเป็นต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ซ้ำยังมีพระราช
โองการจากฮ่องเต้ เปิดทางให้
เจอปิดเป็นเปิด เจอแคบเป็นกว้าง
เมืองต่าง ๆ ระหว่างทางไม่มีผู้ใดกล้าปฏิบัติ
อย่างขอไปที จึงเดินทางจากจี่หนานไปด่าน
ชายแดนได้อย่างไร้อุปสรรค เพียงสิบวันก็ถึง!
ด่านเยี่ยนเหมินตั้งอยู่ ณ เขาจวี้จู้แห่งซานซี
บริเวณทิศประจิมของ แนวเทือกเขาเหิงซาน
ภายนอกต้านชนเผ่าจากแดนเหนือ ส่วนภายใน
ปกปักรักษาดินแดนภาคกลาง นับเป็นชัยภูมิ
สำคัญที่ปั้องกันง่ายบุกรุกยาก ถือเป็น ‘สามด่าน
ยุทธศาสตร์หาใดเทียบ ล้ำเลิศเป็นหนึ่งในเก้า
ปราการ’ มาช้านาน
พลทหารต้าเฉียนประจำการอยู่ในด่าน โดย
ตั้งทัพอยู่นอกเมืองซินโจว
พวกเซี่ยเวยและเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะถึงซิน
โจว ยามมองไปข้างนอก ก็เห็นแท่นบัญชาการตั้ง
ตระหง่านบนทุ่งรกร้าง ธงปลิวไสวมืดฟั้ามัวดิน
ทหารสวมเกราะถืออาวุธไปมาอย่างขึงขัง!
พวกนางได้รับข่าวจากด่านชายแดนตั้งแต่อยู่
ระหว่างทาง ทราบว่า พอเยี่ยนหลินได้รับ ‘พระ
ราชโองการ’ ก็เข้าสั่งการกองทัพด่านชายแดน
จำนวนหนึ่งแสนนายอย่างชอบธรรม!
อย่างไรเสียผู้ส่งพระราชโองการให้เยี่ยนหลิน
ก็เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ผู้ใดเล่าจะกล้าสงสัยว่าเป็นพระราชโองการ
จริงหรือเท็จ
หลังจากนั้นทางราชสำนักยังส่งพระราช
โองการของจริงแก่เซี่ยเวยให้เขามาคุมทัพ ก็ยิ่ง
เข้าแผนเซี่ยเวยไปกันใหญ่ แผนการอันยอดเยี่ยม
ครั้งนี้จึงไร้ช่องโหว่ยิ่งกว่าเดิม!
ขณะรถม้ายังห่างจากประตูเมืองไกลลิบ ๆ ก็
มีคนรีบแล่นไปรายงาน
กระทั่งใกล้ถึงประตูเมือง คนผู้หนึ่งก็ขี่ม้า
ตะบึงมาจากในเมือง
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งมุดออกมาจากรถ ยังไม่ทัน
ยืนบนที่นั่งสารถีให้ดี ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเริงร่า
ก่อนจะถูกสวมกอดเข้าเต็มรัก
หนุ่มน้อยในวันวานสลัดความสุขุมที่สั่งสม
ตลอดหลายปีมานี้อย่าง หาได้ยากยิ่ง ดวงตา
เปล่งประกาย ออกแรงกอดนางแน่นแล้วเอ่ย
เรียกด้วยความยินดี “หนิงหนิง!”
กลิ่นอายเป็นผู้ใหญ่ หนักแน่นทว่าสว่างไสว
เขาสูงกว่าเดิม เค้าโครงคมชัดขึ้น ทว่าความ
ปีติจากใจจริงลดความ คมปลาบตรงคิ้วตาให้
นุ่มนวลลงหลายส่วน เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งจนไม่รู้จะ
เอ่ยคำใด
พลทหารในเมืองมองภาพนี้ด้วยความตก
ตะลึงหาใดปาน
อย่างไรเสียแม่ทัพหนุ่มผู้ถูกส่งมาเมื่อหลาย
วันก่อนก็สุขุมเยือกเย็น ควบคุมสถานการณ์ได้ดี
ทหารตำแหน่งสูงซึ่งตอนแรกไม่ยอมสยบหลาย
คนถูกเขาปราบจนอยู่หมัด แม้จะโกรธเคืองอยู่
บ้างแต่ก็ไม่กล้าแสดงความ ไม่เคารพเลยสักเสี้ยว
ทว่าบัดนี้ทุกคนเห็นกันคาตา!
เขาถึงกับเข้าไปกอดสตรีโฉมงามคนนั้น
เซี่ยเวยลงจากรถม้าตามมา มองภาพดังกล่าว
เงียบ ๆ โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด