คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 205 หนุ่มน้อยผู้เหลือเค้าเพียงเลือนราง
ระหว่างทางเจียงเสวี่ยหนิงอดคิดไม่ได้ว่ายาม
เจอหนุ่มน้อยในวันวาน อีกครั้งเขาจะเป็นอย่างไร
เมื่อลำบากยากเข็ญมาสองปี หมดสิ้นฐานะซื่อจื่
อแห่งจวนหย่งอี้โหวอันสูงส่ง เขาจะทุกข์ตรมคับ
ข้องใจหรือไม่ แล้วจะกลายสภาพเป็นเช่นใดหนอ
ชาตินี้ต้องดีกว่าชาติที่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ไม่ว่านางจะวาดภาพในหัวเพียงไรก็ไม่อาจ
จินตนาการออก กลับกลายเป็นว่าใบหน้าแม่ทัพ
หนุ่มผู้หวนคืนราชสำนักพร้อมชัยชนะจาก
สงครามเมื่อชาติก่อนผุดขึ้นจากส่วนลึกของความ
ทรงจำอยู่เนืองนิตย์ ทำ เอานางหลั่งเหงื่อเย็นทั่ว
สรรพางค์กาย
นั่นคือคนผู้ถูกเรื่องทางโลกและความแค้น
ครอบงำโดยสมบูรณ์
เวลานั้นเขาสวมชุดขาว ประคองโลงศพของ
เสิ่นจื่ออีกลับมาตามถนนสายยาวในเมืองหลวง
แต่ไกล ทว่าปราศจากความโศกที่ควรมี ทั้งร่าง
แผ่ กลิ่นอายอันดุดันจากการเผชิญสงคราม
ดวงตาสงบเยือกเย็นเปียมความ หนักแน่น ยาม
มองผู้อื่นโดยไม่พูดจาเสมือนงอกหนามแหลมทิ่ม
แทง ด้วย เหตุนี้แม้จะเป็นเค้าโครงอันคุ้นเคย
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่อาจมองใบหน้า ดังกล่าว
แล้วหวนนึกถึงสภาพของหนุ่มน้อยผู้ใช้ชีวิต
สำราญเมื่อกาลก่อนได้
ทว่าตอนนี้ คล้ายว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปทั้งนั้น
เขาสูงขึ้นแล้ว ผิวพรรณซึ่งเคยขาวผ่องเยี่ยง
คุณชายสูงศักดิ์ถูกแดด เผาจนคล้ำ คิ้วตาแม้จะ
ผ่านความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำและขุนเขามา
ตลอดสองปี ทว่าดวงตาสุกสกาวกระจ่างใสกลับ
อบอุ่นร้อนแรงประหนึ่งดวงตะวันแผดเผา องอาจ
ผ่าเผยราวจันทร์สว่างบนฟากฟั้า พานให้ดวงใจ
ร้อนรุ่มยามได้ยินกระแสเสียงทุ้มต่ำที่ทั้งคุ้นเคย
และแปลกหน้า
เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบอยู่บ้าง จึงขูดหน้า
นางหน่อย ๆ
เดิมทีเขาเป็นถึงท่านโหวน้อยผู้ใช้ชีวิตหรูหรา
ในเมืองหลวงที่มักได้รับทุกสิ่งที่ต้องการ
เจียงเสวี่ยหนิงเงยหน้ามองเนิ่นนาน ลำคอ
แห้งผาก เพิ่งจะเรียก “เยี่ยนหลิน” ได้คราหนึ่งก็
กระบอกตาร้อนผ่าว สะอึกสะอื้นไม่เป็นคำ
สองปีผ่านไป ดรุณีน้อยยิ่งงามเฉิดฉินกว่าเก่า
รูปร่างอรชร ผิวขาวดุจหิมะ เรือนผมดำขลับ
ยามดวงตาเปียกชื้นมองมาใจเขาก็อ่อนยวบ
ยาบ ชวนให้นึกถึงลูกกวางน้อยในม่านหมอกพง
ไพร เยี่ยนหลินอยากประคองนางไว้อย่างเบามือ
อยากจะหยอกให้นางหัวเราะ อยากอยู่เล่นเป็น
เพื่อนนาง ให้ใบหน้านี้ผลิ รอยยิ้มบานจนใจเต้น
ไม่เป็นส่ำ
ชั่วขณะที่กอดนางไว้ในอ้อมอก คือช่วงเวลา
อันแสนสุขที่เขาไม่เคยมีตลอดสองปี
จวนโหวประสบเภทภัย ถูกริบทรัพย์และ
เนรเทศ
เขากับครอบครัวเดินทางไกลจากเมืองหลวง
ไปหวงโจว ระหว่างทาง ถึงกับถูกลอบสังหาร
หลายครั้ง ทว่าก็มีคนลอบคุ้มครองอยู่เสมอ และ
เป็นเพราะมีโทษติดตัว หลังมาหวงโจวจึงยิ่งถูกใช้
แรงงานหนัก เดิมทีสุขภาพ ของบิดาก็ไม่สู้ดีนัก
ระหว่างทางยังเผชิญลมหนาวอีก ผ่านมานานก็
ยังไม่มีวี่แววจะหายดี
คนทั้งบนและล่างวิ่งเต้นจะเชิญท่านหมอมาดู
อาการก็ล้วนต้องใช้เงิน
ตอนนั้นเองเขาเพิ่งได้รู้ว่าหีบที่เจียงเสวี่ยหนิง
ลอบให้คนนำมาส่ง หนักอึ้งขนาดไหน
ไม่นานนักก็ได้จดหมายจากเซี่ยเซียนเซิง
ความช่วยเหลือจาก ‘นาเกลือตระกูลเหริน’
เองก็ตามมา
เนื่องด้วยเส้นทางยาวไกลและแสนเข็ญ กว่า
จดหมายจะมาถึงสักฉบับต้องใช้เวลาหลายวัน
ทว่ายิ่งทนใช้ชีวิตในหวงโจวไปเรื่อย ๆ ก็
เสมือนสุราฤทธิ์แรงกาหนึ่งซึ่งต้มจนร้อนกลาง
เหมันต์อันหนาวเหน็บ ทำให้ต้องขบฟันโอบกอด
ความหวังอันริบหรี่นั้นต่อ กระทั่งมันเติบโตขึ้นใน
ส่วนลึกของชั้นดินซึ่งไร้ความอุดมสมบูรณ์ ค่อย ๆ
หยั่งรากอย่างมั่นคง แตกหน่ออย่างเชื่องช้าโดย
ไม่แยแสสภาพอากาศเลวร้ายซึ่งถูกพายุหิมะห่า
ฝนอสุนีบาตรุกราน แผ่กิ่งก้านสาขาเช่นต้นสนใน
รอยแยกหินผา ทรงพลังและอดทนเหลือแสน
เขาไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานในความสิ้นหวัง
ทุกคืนวันล้วนเปียมความหวังต่อวันข้างหน้า
เสมอ
และแล้วในที่สุดวันนี้นางก็มา
มีเพียงฟั้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาดีใจขนาดไหนตอน
ได้ข่าวว่านางจะมากับเซี่ยเวย
ถึงขั้นตั้งหน้าตั้งตารอคอยล่วงหน้าสองวัน
แม้แต่ขณะจัดการกองทัพยังเหม่อลอยอย่าง
หาได้ยาก
กระทั่งได้เห็นนางในตอนนี้
จึงค่อยปล่อยวางความคาดหวังได้เต็มอก
แปรเปลี่ยนเป็นความ สบายใจจนคุมความยินดี
ไม่อยู่โดยสิ้นเชิง หลังกอดนางไว้ในอ้อมอกแน่น
ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเสียมารยาท
หนุ่มน้อยเติบใหญ่ขึ้นแล้วจริง ๆ
พอหางตาเขาเหลือบเห็นทหารรอบ ๆ มอง
มาด้วยความหลากใจ แม้ทุกอย่างที่ทำไปจะมา
จากใจจริง ทว่าวันนี้ไม่เหมือนดั่งวันวานที่จะก่อ
ปัญหาได้ตามใจชอบอีก เขาจึงกระแอมใบหน้า
แดงเรื่อแล้วปล่อยนางไป
ด้วยเหตุนี้จึงเห็นเซี่ยเวยที่จับจ้องพวกเขาจาก
ในรถมานานเสียที
ชั่วอึดใจพลันบังเกิดความเงียบ ตอนนี้เอง
เยี่ยนหลินเพิ่งตระหนักว่า เมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิง
ออกมาจากรถม้าคันนี้ และสองคนนั้นก็โดยสาร
รถม้ามาด้วยกัน แม้จะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้างทว่า
ตอนนี้ก็ไม่ใช่ช่วงเวลาปกติจึง ไม่ได้ขบคิดให้
ลึกซึ้งอะไร
หลังชะงักไปชั่วขณะ เยี่ยนหลินก็มองอีกฝั่าย
แล้วเก็บงำความ ผลุนผลัน ค้อมกายคารวะด้วย
ท่าทางจริงจัง “คารวะเซี่ยเซียนเซิงขอรับ”
เซี่ยเวยหลุบตาลงนิ่ง ๆ “เข้าเมืองก่อนเถอะ”
เยี่ยนหลินรู้ดีว่าตรงนี้ไม่เหมาะจะพูดคุย จึง
ยิ้มตอบว่า “ขอรับ” แล้วให้หน่วยทหารคุ้มกันรถ
ม้ามุ่งเข้าเมืองโดยเปิดทางนำหน้า ส่วนเขาขี่
อาชา ตัวสูงใหญ่ ทั้งยังถามเจียงเสวี่ยหนิงว่าจะขี่
ม้าหรือเปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่คิดเล็กคิดน้อย
ตั้งแต่เซี่ยเวยได้รับพระราชโองการก็เอาแต่
อยู่บนรถม้า ห้อตะบึงมา ซินโจวทั้งวันทั้งคืนจน
กระดูกจะหลุดอยู่แล้ว นางต้องอุดอู้อยู่ในรถโดย
ไม่มีโอกาสออกมาสูดอากาศเท่าไรนัก
ครั้นมาถึงสถานที่ต่างแดน ก็ช่วยไม่ได้ที่จะ
บังเกิดความรู้สึกนึกสนุก
นางตกปากรับคำ พลิกตัวขึ้นขี่อาชาตัวเล็กที่
นายทหารคนหนึ่งจูงมาอย่างระมัดระวัง ติดตาม
ข้างม้าของเยี่ยนหลินเข้าเมืองไปด้วยกัน
เซี่ยเวยมองจากในรถ ไม่ได้เข้าไปขัด
เมืองซินโจวไม่ได้ใหญ่โตอะไร อาคาร
บ้านเรือนก็ไม่อาจสู้ความคึกคักในเมืองหลวงหรือ
ความประณีตงดงามของเจียงหนาน ทุกแห่งล้วน
ให้ความรู้สึกกระด้าง กำแพงค่อนข้างหนา แลดู
ทนทานยิ่งนัก
ทหารที่เดินไปมาในเมืองยังมีเยอะกว่า
ประชาชนทั่วไปเสียอีก
ราษฎรรอบ ๆ คล้ายเห็นทหารกันจนชิน ไม่
กระอักกระอ่วนเลย แม้แต่น้อย ใครที่ตั้งแผงขาย
ของก็ตั้งแผงไป ที่ตะโกนเรียกลูกค้าก็ตะโกนไป
เช่นเคย
สถานที่เช่นนี้มีฮวงจุ้ยไม่เหมาะจะฟูมฟักคน
สักเท่าไร
สตรีส่วนใหญ่ในท้องที่ผิวสากกร้าน
ดรุณีผู้เติบโตจากเมืองหลวงอันเฟืองฟู ทั้งยัง
ซึมซับความละมุนละไม ที่เจียงหนานมาสองปี
เช่นเจียงเสวี่ยหนิงจึงพริ้งเพราสะคราญตาเป็น
อย่างยิ่ง ซ้ำยังขี่อาชาอยู่กลางทหารผิวสากเนื้อ
หนา ยามผ่านที่ใดใครเห็นเป็นต้องตะลึงในความ
งาม ถึงขั้นมีเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่รู้ประสาชูหมั่นโถว
ตามตะโกน เรียก ‘พี่เซียนหญิง’ อยู่ด้านหลังจน
ใครต่อใครอดหัวเราะไม่ได้
เยี่ยนหลินเองก็ชี้ข้าวของข้างทางแล้วแนะนำ
ให้ฟัง คล้ายตอนพานางไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ใน
เมืองหลวงไม่มีผิด เพียงแต่สุ้มเสียงทุ้มกว่า
เล็กน้อย และไม่ได้ฟังดูสุขสบายไร้กังวลเฉกเช่น
คุณชายผู้สูงส่งอีก
เขาผ่านร้อนผ่านหนาว เข้าใจเรื่องทางโลก
แล้วอย่างถ่องแท้
แม้แต่ตอนกล่าวถึงอาหารข้างถนนยังแฝง
ความเห็นใจต่างจากกาล ก่อน ด้วยรู้ว่าปุถุชน
เหล่านี้ทำงานเมื่อใด พักผ่อนเมื่อใด สีข้าวเปลือก
แต่ละครั้งได้ข้าวสารมาเท่าใด ในร้านตีเหล็กตรง
ถนนตะวันออกมีแม่เฒ่าขาเปั๋อยู่คนหนึ่งหรือไม่…
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วก็อดหันมองเขาไม่ได้
เค้าโครงร่างของแม่ทัพหนุ่มทั้งลึกล้ำและ
ทรหด
นางยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า
กาลเวลาอันแสนโหดร้ายและไม่เคยหยุดพักเองก็
อ่อนโยนอยู่บ้าง ถึงขัดเกลาให้หนุ่มน้อยในความ
ทรงจำนางกลายเป็นคนเช่นนี้
พลทหารที่ร่วมทางมาคุ้มกันกลับตื่นตะลึง
ระคนงงงวย
ตอนแม่ทัพเยี่ยนมาถึงล้วนทำการต่าง ๆ ด้วย
ความเด็ดขาดว่องไว แม้ว่ายามเขาศึกษาการวาง
แนวปั้องกันจะกินอยู่ร่วมกับเหล่าพลทหาร บ่อย
ๆ อีกทั้งยังเข้าหาง่ายจนดูไม่เหมือนคนเคยเป็น
ท่านโหวน้อยก็จริง ทว่าไม่เคยมีใครเห็นเขา
ปฏิบัติต่อผู้ใดเช่นนี้มาก่อนเลย
ตกลงแล้วแม่นางเลอโฉมผู้นี้เป็นเทพยดาจาก
แห่งใดกันหนอ