คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 206 กระบี่และบุปผา (1)
เมืองด่านชายแดนส่วนมากมักใช้สั่งสมกอง
กำลังทหาร
จวนแม่ทัพสร้างอยู่ใจกลางเมือง เป็นจวน
ของอดีตขุนศึกผู้เคยประจำการอยู่ซินโจวเพื่อ
พิทักษ์ด่านเยี่ยนเหมิน ภายในมีหน่วยงานต่าง ๆ
อาทิ หน่วยจัดแจงงาน หน่วยดูแลหนังสือตำรา
และหน่วยดูแลเสบียง กล่าว ได้ว่าเล็กแต่ครบ
ครัน สำหรับเมืองเล็กขนาดนี้นับว่ากินพื้นที่
กว้างขวางมากแล้ว
เยี่ยนหลินนำทางพวกนางมาหน้าประตู
“ภายในเมืองได้ข่าวที่เซี่ยเซียนเซิงจะมาคุม
ทัพแล้ว นายทหารมียศทั้งเล็กและใหญ่ใน
กองทัพต่างกำลังรออยู่ข้างในขอรับ”
เขาลงจากม้าตรงหน้าประตู ส่งเชือกบังเหียน
ให้ทหารนายหนึ่งด้านข้าง ขณะกล่าวกับเซี่ยเวย
ที่กำลังออกมาจากรถก็ช่วยประคองเจียงเสวี่ย
หนิง ที่จะลงจากม้า จากนั้นจึงผายมือ
“เชิญเซียนเซิงขอรับ”
เซี่ยเวยไม่ได้สวมชุดขุนนาง แต่งกายชุดขาว
ทั้งตัว
คนอื่น ๆ ได้ยินแค่ว่าสองวันนี้จะมีขุนนาง
ใหญ่จากเมืองหลวงมาเยือน ต่างประเมินในใจว่า
จะเป็นคนแบบใด บัดนี้เมื่อได้เห็นก็ตะลึงพรึง
เพริดร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ
คนเช่นนี้เป็นขุนนางหรือนี่
เซี่ยเวยกลับไม่มองผู้ใด ลงรถม้าแล้วก็ก้าวขึ้น
บันไดไปกับเยี่ยนหลิน พอเดินเข้าจวนแม่ทัพก็
เพียงเอ่ยถามว่า “จะฟังประชุมด้วยหรือเปล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้สติ
“เซียนเซิงถามข้ารึเจ้าคะ”
เซี่ยเวยมองนางผาดหนึ่งโดยไม่พูดจา
เจียงเสวี่ยหนิงหนาวสะท้านโดยไม่ทราบ
สาเหตุ รู้สึกว่าสายตาของ เซี่ยจวีอันช่างชวน
หนาวสะท้านเสียจริง นางเหยียดแผ่นหลังตรง
เหลือบ มองเยี่ยนหลินโดยไม่เจตนา เมื่อขบคิดถึง
ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็รู้สึกว่าตนอย่าไปยุ่ง
ดีกว่า “ไม่ละเจ้าค่ะ ข้าฟังรู้เรื่องที่ไหนกัน ให้
เยี่ยนหลินหาคนมานำทางไปพักผ่อนก็พอแล้ว”
ครั้นพวกคนด้านข้างได้ยินคำว่า ‘เยี่ยนหลิน’
เหงื่อเย็นก็ผุดพราย
ทว่านางไม่สังเกต
เยี่ยนหลินเองก็ไม่ถือสาสักนิด เรียกพ่อบ้าน
ชราในจวนพาเจียง เสวี่ยหนิงไปยังห้องพักแขก
เซี่ยเวยโบกมือไปทางเจี้ยนซู กล่าวว่า “เจ้า
ตามไปด้วย”
เจี้ยนซูโน้มศีรษะรับคำ “ขอรับ”
เขาผละจากข้างกายเซี่ยเวยย้ายไปอยู่ข้าง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงทันที
เป็นเหตุให้เจียงเสวี่ยหนิงจับต้นชนปลายไม่
ถูกเล็กน้อย
ทว่าพอครุ่นคิดดู แม้จะบอกว่าเยี่ยนหลินคุม
อำนาจทางการทหารไว้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็มี
เวลาน้อย ไม่มีใครทราบหรอกว่าจะเกิดเหตุไม่
คาดฝันในเวลาเช่นนี้หรือไม่ ระวังตัวไว้ก่อนย่อม
ดีที่สุด ดังนั้นส่งคนให้ตามมาด้วย จึงถูกต้องแล้ว
นางหมุนกายตามพ่อบ้านไปโดยไม่ว่าอะไร
เยี่ยนหลินมองเจี้ยนซูที่ตามหลังนาง ไม่รู้เหตุ
ใดพลันขมวดคิ้ว รู้สึกถึงความแปลกประหลาด
ราง ๆ อีกครั้ง
เขาเบนสายตาหาเซี่ยเวย
เซี่ยเวยกลับไร้ปฏิกิริยาใด กล่าวว่า “เราเองก็
ไปกันเถอะ” แล้วเดิน ตามทางผ่านห้องโถงไปสู่
โถงประชุม
ด่านชายแดนมีทหารประจำการหนึ่งแสนนาย
แค่นายทหารระดับสูง ที่มีชื่อเสียงก็นับสิบกว่า
รายแล้ว ซ้ำยังต้องนับรวมข้าราชการท้องถิ่นใน
ซินโจวเข้าไปด้วย ยามเซี่ยเวยไปพบจึงครึกครื้น
เอาการ
เขาสุขุมเยือกเย็น แต่คนเหล่านี้กลับกระวน
กระวายกันไม่มากก็น้อย
อย่างไรเสียอีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาว ที่ผ่าน
มาไม่เคยได้ยินว่ามีใครจงใจก่อศึกในฤดูหนาวมา
ก่อน แต่ละคนจึงกังวลไปต่าง ๆ นานา
เยี่ยนหลินมาถึงซินโจวเดือนก่อน
ควบอาชามาลำพัง
เวลานั้นเขาไม่มีคำสั่งใด ๆ ติดตัว อีกทั้งไม่มี
พระราชโองการ กระทั่ง ว่าเป็น ‘ขุนนางมี
ความผิด’ ที่ออกจากแดนเนรเทศโดยพลการเสีย
ด้วยซ้ำ เคราะห์ดีที่ด่านชายแดนมีคนรู้จักเขาไม่
มาก จึงสบโอกาสทำความเข้าใจสถานการณ์ของ
ที่นี่ได้พอดี
เดิมทีจวนหย่งอี้โหวเป็นผู้นำการรบทัพจับศึก
ในหมู่ทหารระดับสูงที่ด่านชายแดนจึงมีอดีต
ผู้ใต้บังคับบัญชาของ เยี่ยนมู่ผู้เป็นบิดาเขาไม่
น้อย
เดิมทีก็เป็นเรื่องดี
ทว่าหลังเกิดเรื่องกับจวนโหวก็มีคนมากมาย
ติดหลังแห บ้างไม่อาจก้าวหน้าในกองทัพ บ้างถูก
ปลดถูกลดขั้น ผู้คุมกองทัพหนึ่งแสนนายที่ ซิน
โจวย่อมเป็นคนของตระกูลเซียว
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยนหลินจึงกระทำการเรื่องหนึ่ง
ตั้งแต่วันแรกที่กุมอำนาจเพื่อให้วันหน้าสั่งการได้
อิสระ
“ประหารไปแล้ว?”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินตามพ่อบ้านไปทางห้องพัก
แขก ระหว่างทางก็สอบถามเหตุการณ์ของเมือง
ชายแดนไปด้วย ทว่าพอได้ยินเรื่องที่เยี่ยนหลิน
ไม่ได้เล่าระหว่างอยู่บนถนนก็ตะลึงงัน
“ประหารแม่ทัพก่อนออกศึก…”
พ่อบ้านชราอายุมากแล้ว ช่วงเอวกับแผ่นหลัง
โก่งงอ กล่าวเสียงทุ้มดังโดยไร้ความเห็นใจต่อ
วิญญาณดวงกุดที่ศีรษะหลุดจากบ่าตนนั้นโดย
สิ้นเชิง “แม่ทัพเยี่ยนเพิ่งมาถึงซินโจวก็ทำเรื่องดี
งามครั้งใหญ่แก่ราษฎรเลยมิใช่หรือขอรับ หลาย
ปีมานี้ด่านชายแดนไร้ศึกสงคราม ทว่าต้องเลี้ยงดู
ตัวไร้ ประโยชน์ที่คอยแต่เกาะร่างสูบเลือด
ประชาชนคนธรรมดามาตั้งเท่าไหร่ไม่รู้ ฆ่าทิ้งเสีย
ก็ดี สมน้ำหน้า!”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเงียบเสียง
ทว่าพ่อบ้านชรายังคงพล่ามไม่หยุด “เห็น ๆ
กันอยู่ว่าอีกไม่นานพวกต๋าต๋าจะยกทัพมา แต่ไอ้
พวกนั่งกินนอนกินยังคิดจะหนีศึก วันก่อนเป็น
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางที่ไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี วันพรุ่งไอ้พวกสารเลวนั่นอาจมาลัก
ตัวสตรีในเมืองไปก็ได้! แม่ทัพที่ไม่อยากทำศึกคือ
แม่ทัพที่ดี แต่แม่ทัพที่ไม่กล้าทำศึกก็ต้องลากไป
ฟันทิ้งเช่นนี้แหละ ท่าน มาถึงก็สายไปหน่อย
หากมาเร็วกว่านี้ไม่กี่วันคงทันได้เห็นเลือดที่ไหล
นอง บนแท่นบัญชาการนอกเมืองซึ่งยังไม่แห้ง
น่าดูชมทีเดียว”
เจี้ยนซูลอบมองเจียงเสวี่ยหนิง
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงคล้ายกำลังครุ่นคิด
พ่อบ้านชรามาถึงหน้าห้องพักแขก พูดมาตั้ง
นานถึงเพิ่งได้สติ รีบ ค้อมกายเอ่ยว่า “ดูข้าสิ ยิ่ง
แก่ก็ยิ่งพูดเยอะตามไปด้วย ไม่คำนึงกระทั่งว่า
สมควรเอ่ยต่อหน้าท่านผู้สูงศักดิ์หรือเปล่า โปรด
อย่าถือสาเลยนะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่ประหลาดใจเล็กน้อยเท่า
นั้นเอง
อันที่จริงก็ไม่ควรค่าให้ตกใจขนาดนั้น
หากคิดจะมีที่ยืนมั่นคงและกุมอำนาจทหาร
อย่างแท้จริงในที่เช่นนี้ การสังหารอย่างเด็ดขาด
ย่อมเป็นวิธีที่ขาดไม่ได้ มีแต่ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู
คน ที่เหลือจึงเกิดใจยำเกรงและเหล่า
ผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของจวนโหวยอมรับจากใจได้
นางเพียงเสียดายหนุ่มน้อยในกาลก่อนอยู่
บ้าง…
ขี่อาชามาสถานที่เช่นนี้ลำพัง ต้องวางแผน
ต่าง ๆ นานาขณะไร้ที่ พึ่งพิง ระหว่างนั้นไม่รู้
ประสบอันตรายมากขนาดไหน แต่ยามพบนาง
กลับ ไม่เอ่ยถึงสักประโยคราวกับทุกอย่างราบรื่น
สมใจปอง
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวขอบคุณพ่อบ้านชราแล้ว
เข้าห้อง พบว่าตกแต่ง อย่างงดงามพิถีพิถัน
เตรียมไว้แล้ว ไม่ได้ดูหยาบแบบที่เห็นภายนอก
บน กล่องเครื่องประทินโฉมถึงกับมีชาดที่ซื้อมา
ใหม่วางอยู่
นางอดยิ้มไม่ได้
หันไปบอกเจี้ยนซูว่า “ข้าจะอยู่ในห้องไม่
ออกไปไหน กลับไปอยู่กับ เซียนเซิงเจ้าก่อนเถอะ
หากมีคำสั่งอะไรจะได้จัดการสะดวก”
เจี้ยนซูลังเลครู่หนึ่ง อาจรู้สึกเช่นกันว่า
สภาพแวดล้อมอันไม่คุ้นเคย อย่างซินโจวน่าเป็น
กังวล ค้อมกายคารวะนางทีหนึ่งก็ขอตัวลาโดยไม่
เอ่ย อะไรให้มากความแล้วย้อนกลับไปยังโถง
ประชุม
เมื่อเซี่ยเวยมาถึงย่อมต้องทำความเข้าใจ
สถานการณ์ในเมืองก่อนเป็นอันดับแรก
สิ่งที่ทหารระดับสูงพะวงมากที่สุดย่อมเป็น
เรื่องเสบียง
แม้ราชสำนักจะส่งเซี่ยเวยมาโดยอ้างว่าให้
ควบคุมทัพ แต่แท้จริงแล้วเพื่อปั้องกันไม่ให้ด่าน
ชายแดนก่อกบฏ ย่อมไม่เตรียมเสบียงอะไรมา
ทั้งนั้น เรียกได้ว่าไม่ได้กล่าวถึงเลย ทว่าเซี่ยเวย
และเยี่ยนหลินต่างมีแผนอื่น ต๋าต๋าย่อมต้องรบ
ขณะเดียวกันเสิ่นจื่ออีก็ต้องช่วย ตอนตอบคำถาม
เกี่ยวกับ เสบียงนั้นปราศจากท่าทีลนลาน แค่
กล่าวว่าเสบียงสัมภาระกำลังอยู่ ระหว่างทาง ขอ
ทุกท่านไม่ต้องกังวล
ในเมื่อขุนนางใหญ่จากเมืองหลวงเช่นเขา
ถึงกับเอ่ยปากเช่นนี้ ทุกคน จึงเบาใจไปเปลาะ
หนึ่ง
หลังสิ้นสุดการหารือก็แจ้งว่าตอนดึกจะจัด
งานเลี้ยงต้อนรับเซี่ยเวย แล้วขอตัวลา
ในโถงเหลือแค่เซี่ยเวยกับเยี่ยนหลิน
น้ำชาในถ้วยเหลือความอบอุ่นเพียงน้อยนิด
เซี่ยเวยยกขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
เยี่ยนหลินกลับจับจ้องเขา ดวงตาปรากฏ
ความลังเลอย่างหาได้ยาก ถึงขั้นฉายแวว
พิจารณา พยายามมองหาอะไรสักอย่างจากท่าที
ของอีกฝั่าย ตั้งใจจะหาเบาะแสโดยยึดจากความ
คาดหวังและเฝั้าคอยตลอดสองปีมานี้ของบิดา
ตอนจวนหย่งอี้โหวเกือบถูกริบทรัพย์แล้ว
ประหารทั้งตระกูล เคราะห์ดี มีคนยื่นมือ
ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง
คนผู้นั้นคือเซี่ยเวย
แต่เขาเกี่ยวข้องกับจวนโหวอย่างไรเล่า
ภายนอกไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันสักนิด ก็แค่เป็น
อาจารย์ตอนเขาเข้าไปร่ำเรียนในวัง
ขณะบิดาปั่วย เยี่ยนหลินเคยคาดเดาเอาเอง
แล้วถามว่า “เซี่ยเซียนเซิงเป็นใครกันแน่ขอรับ”
บิดาไออย่างรุนแรง ทว่าไม่ยอมเปิดเผยมาก
ไปกว่านั้น
เพียงเอ่ยกับเขาน้ำตาคลอหน่วย “เป็นผู้ที่เจ้า
ต้องเชื่ออย่างสนิทใจ”
เวลานั้นเขามีคำตอบราง ๆ แล้ว
เยี่ยนหลินเงียบไปพักหนึ่งถึงกล่าวขึ้น “หลาย
ปีมานี้ ต้องขอบพระคุณเซียนเซิงมากขอรับที่
คอยดูแล”
เซี่ยเวยหลุบตา “ท่านโหวสบายดีหรือไม่”
เยี่ยนหลินตอบ “เมื่อก่อนยามอยู่เมืองหลวง
มักมีเรื่องกดดันตัวเอง โรคร้ายจึงหยั่งรากมานาน
แล้วขอรับ ระหว่างไปหวงโจวอาการหนักอยู่บ้าง
ทว่าหลังไปถึงแม้จะใช้ชีวิตยากลำบากแต่ต่อมาก็
ค่อยผ่อนคลาย ยิ่งคล้ายได้คลายปมในใจ
บางอย่างจนอาการดีขึ้นอีกด้วย ตอนข้าออกจาก
หวงโจวก็ได้เถ้าแก่หลี่ว์ช่วยดูแล บัดนี้จึงหาที่พัก
เหมาะ ๆ ได้แล้วขอรับ”
เซี่ยเวยพยักหน้า ไม่กล่าววาจาอีก
แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนที่เข้าหาง่ายอยู่แล้ว
เยี่ยนหลินเองก็ยากจะจินตนาการได้ว่า
อาจารย์ในอดีตจะเป็นพี่ชายของตน กะพริบตา
ปริบ ๆ สุดท้ายก็เปลี่ยนคำเรียกขานไม่ลง จึงถาม
ต่อ “เซียนเซิงมาที่นี่แล้วทางราชสำนักจะทำ
อย่างไรหรือขอรับ”
เซี่ยเวยตอบ “ด่านชายแดนห่างจากเมือง
หลวงระยะหนึ่งก็จริง แต่ เรื่องใหญ่โตอย่างการ
ทำสงครามนั้น แม้จะคุมซินโจวไว้ในมือได้ก็ไม่
อาจตัดช่องทางข่าวสาร จึงต้องจบศึกให้เร็วที่สุด
มิฉะนั้นราชสำนักตั้งตัวได้เมื่อใดอาจเข้ามาโจมตี
ขนาบหน้าหลัง แต่หากปราบต๋าต๋าและช่วยเหลือ
องค์หญิงสำเร็จก่อนราชสำนักจะตั้งตัวทัน ก็ถือ
ว่าช่วงชิงชัยชนะของหมากก้าวแรกไว้ได้แล้ว เมื่อ
ถึงตอนนั้นข้าก็แค่บอกว่าพอมาถึงซินโจว
กองทัพที่ประจำการอยู่ด่านชายแดนก็ตกอยู่ใน
เงื้อมมือเจ้าเรียบร้อย เกินกำลังจะเปลี่ยนแปลง
สิ่งใดแล้วจริง ๆ จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ใน
เมื่อเจ้ากุมอำนาจทางการ ทหาร ทั้งยังได้ใจ
ประชาชน ราชสำนักก็จะไม่กล้าฉีกหน้าเจ้า แต่
จะทำ ทุกวิถีทางเพื่อนิรโทษกรรมเจ้าแล้วมอบ
บรรดาศักดิ์ซึ่งอาจเป็นกง โหว ไม่ก็ปั๋อให้เจ้า
แทน”
เยี่ยนหลินย่นคิ้วทันที “กง โหว ไม่ก็ปั๋อ?”
เซี่ยเวยจ้องเขาคล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง “ไม่อยาก
ได้หรือ”
เยี่ยนหลินไม่สะทกสะท้าน “ไม่อยากขอรับ”
เซี่ยเวยวางถ้วยชาเบา ๆ มุมโค้งตกเล็กน้อย
ตรงริมฝีปากลึกล้ำเกิน หยั่งยิ่งกว่าเดิม ตอบแค่
ว่า “หากไม่อยากได้ก็ง่ายมาก”
บทที่ 206 กระบี่และบุปผา (2)
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันนานนัก
เซี่ยเวยเองก็ล้าจากการโดยสารรถม้ามา
ตลอดทาง อีกทั้งตอนดึกยังมีงานเลี้ยงประสาน
ไมตรี เขาสนทนากับเยี่ยนหลินไม่กี่ประโยคก็
ออกจาก โถงประชุมมายังห้องพักแขก ถามไถ่
สถานการณ์ทางฝังเจียงเสวี่ยหนิงเสร็จ ก็ล้างหน้า
บ้วนปาก พักผ่อนไปสองชั่วยาม
กระทั่งฟั้าเริ่มมืดและมีคนมาเชิญถึงค่อยออก
จากห้อง
งานเลี้ยงต้อนรับจัดขึ้นในจวนแม่ทัพ
ทั้งบนและล่างต่างรู้กันว่ามีผู้สูงศักดิ์มาจาก
เมืองหลวง
นอกจากเซี่ยเซียนเซิงซึ่งเป็นประหนึ่งเทพ
เซียน ผู้ที่ดึงดูดความสนใจจากทุกคนมากที่สุด
ย่อมไม่พ้น ‘คุณหนูรองหนิง’ ทว่าไม่มีใครรู้ตัวตน
หรือ ชื่อแซ่ของนางเลย แค่ได้ยินผู้ที่เดินทางมา
กับนางเรียกขานเช่นนี้เลยเรียก ตาม พากันคิดว่า
นางแซ่ ‘หนิง’ และเป็นลูกคนรองในบ้าน
แม่ทัพเยี่ยนปฏิบัติต่อนางพิเศษอย่างไร แค่
ชั่วเวลายามบ่ายก็แพร่สะพัดทั่วเมืองซินโจว
ผู้คนในจวนต่างไม่กล้าปรนนิบัตินางไม่ดี
มิหนำซ้ำเยี่ยนหลินยังกำชับเอาไว้ งานเลี้ยง
ต้อนรับยามค่ำย่อมเชิญ นางมาเข้าร่วมด้วย
ลานด้านนอกจัดแต่งใหม่นานแล้ว โต๊ะเดิมใน
โถงประชุมเปลี่ยนหมด สุราอาหารชั้นเลิศหายาก
นานาชนิดถูกยกออกมา
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงย่างถึง ผู้คนก็มากัน
พอสมควรแล้ว
เซี่ยเวยนั่งตำแหน่งประธาน
เยี่ยนหลินอยู่ฝังตรงข้ามเขา
นางมองว่าตนมาดื่มกินเฉย ๆ จึงไม่เข้าไป
ร่วมวง แต่ไปนั่งใกล้สตรีที่ข้าราชการและ
นายทหารระดับสูงคนอื่น ๆ พามาด้วยแทน ฟัง
พวกนางคุยเรื่องน่าสนใจในด่านชายแดนสัก
หน่อย
ในบรรดาฮูหยินและคุณหนูกลุ่มนี้ เจียงเสวี่ย
หนิงตกเป็นเปั้าสายตา ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ใครต่อใครต่างใคร่รู้ตัวตน
นางเองก็ไม่แจ้งตระกูลของตัวเอง เพียงบอก
ว่าเป็นศิษย์ของเซี่ยเวย และสหายของเยี่ยนหลิน
พอทุกคนได้ยินก็อุทานด้วยความประหลาดใจ
แล้วเข้ามาดื่มสุราคารวะ
เจียงเสวี่ยหนิงคอไม่แข็งเท่าไรนัก
ทว่าในที่สุดก็มาถึงด่านชายแดนหลังลำบาก
มาตลอดทาง กอปรกับ การเฝั้ารอให้โหยว
ฟางอิ๋นกับหลี่ว์เสี่ยนมาถึงพร้อมเสบียงเพื่อจะได้
เข้าตี ต๋าต๋าและช่วยองค์หญิงผลักดันให้นางดื่ม
ไปสองจอกจนเริ่มวิงเวียน
สตรีในด่านชายแดนโผงผางจริงใจ
แม้จะเป็นสตรีออกเรือนแล้วก็มิได้เคร่ง
ระเบียบประหนึ่งอยู่กองทัพ กลับค่อนข้างเปิด
กว้างเสียอีก เมื่อเห็นนางไม่ปฏิเสธจริงจังก็ยิ่ง
คะยั้นคะยอให้ดื่ม
เจียงเสวี่ยหนิงดื่มอีกสองจอกก็พลันระลึกได้
นางไม่กล้าปล่อยตัวในสถานที่เช่นนี้เกินไป
นัก ถึงอย่างไรตนก็มิใช่ สตรีที่เติบใหญ่ในแดน
เหนือ นางรับมือไม่ไหวจริง ๆ จึงอ้างว่าจะไปตา
กลมให้สร่างเมาแล้วเผ่นหนีออกไปก่อน
ทางฝังนายทหารระดับสูงดื่มสุราได้สามรอบ
แล้ว
เยี่ยนหลินเห็นเจียงเสวี่ยหนิงออกไปลิบ ๆ ก็
อดห่วงไม่ได้ เอ่ยขอตัว กับคนทางด้านข้างและ
เซี่ยเวยที่อยู่ฝังตรงข้ามแล้ววางจอกสุราออกจาก
โถงตามนางไป
เบื้องหลังพลันเกิดเสียงหัวเราะครื้นเครง
ข่าวลือในเมืองวันนี้ มีผู้ใดไม่เคยได้ยินบ้าง
แม้จะไม่รู้ตัวตนของคุณหนูรองหนิง แต่แค่
เดาก็ทราบว่าคงเป็นนาง ในใจของเยี่ยนหลิน
ครั้นเห็นอีกฝั่ายผละจาก มีหรือจะไม่ทราบว่า
เขาไปทำอะไร
มีคนตรงโต๊ะเอ่ยหยอกล้อ “วีรบุรุษยากจะ
ผ่านด่านโฉมสะคราญ”
คนรอบข้างพากันผสมโรง
มีเพียงเซี่ยเวยที่มองด้วยสายตาเย็นชา ยก
จอกสุราขึ้น
ทุกคนตรงนี้ตาดีกันทั้งนั้น ด้วยรู้ว่านี่คือพระ
อาจารย์ของฮ่องเต้ ประจำรัชกาลจึงไม่กล้า
ละเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นเขายกจอกก็เข้าไปดื่ม
คารวะอย่างยิ้มแย้มทันที
เซี่ยเวยถือจอกสุรา ไม่บอกปัดเช่นกัน
นิ้วมือเขาเรียวยาวประดุจไผ่หยก ท่วงท่ายาม
ร่ำสุราก็สง่างามเหลือแสน แต่สีหน้าออกจะ
เฉยเมยไปบ้าง เข้าหาไม่ง่ายเท่าใดนัก เหล่า
นายทหาร ระดับสูงเองก็ไม่ค่อยกล้าปล่อยตัว
กลับยิ่งบังเกิดความเกรงขามในใจและสำรวม
ตนกว่าเก่า
ระเบียงทางเดินแขวนโคมไฟเรียงราย ทั้งยังมี
บ่าวรับใช้ไป ๆ มา ๆ ทั้งในและนอกเพื่อคอยรับ
คำสั่งเติมสุราอาหาร
เจียงเสวี่ยหนิงออกจากโถงมานั่งตากลมบนที่
นั่งคนงามตรงหัวมุม
แดนเหนือลมเย็นเฉียบ พัดผ่านหน้าทีก็หัว
สมองปลอดโปร่ง
ครั้นเยี่ยนหลินออกจากโถงมาก็แยกเงาหลัง
เลือนรางในที่มืดสลัวของนางออก ขณะจะเดินไป
สายตากลับเห็นดอกผีเสื้อพุ่มเล็กข้างทางเดิน
ด้านในเป็นสีม่วง ด้านนอกเป็นวงขาว
แม้จะดอกใหญ่กว่าเหรียญทองแดงแค่
เล็กน้อย แต่ในช่วงอากาศ หนาวเหน็บเช่นนี้ของ
แดนเหนือกลับนับว่าน่ารักน่าชมและหายากยิ่ง
เขาหยุดฝีเท้ามองครู่หนึ่ง คิดบางอย่างได้ก็
ผุดรอยยิ้ม ค้อมกายเด็ดมา ดอกหนึ่งพร้อมก้าน
เรียวยาวเท่านิ้วมือโดยมีใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งติดมา
ด้วย
หมุนไปมาระหว่างนิ้วก็เดินเอามือไพล่หลังไป
ทางเจียงเสวี่ยหนิง
กระทั่งเข้าไปใกล้แล้วจึงกระแอมไอ
เจียงเสวี่ยหนิงพอหันมาเห็นเขาก็เงยหน้ามอง
บ่นพึมพำว่า “ที่นี่ ซินโจวนะ เป็นถึงผู้บัญชาการ
กองทัพแต่อยู่ดี ๆ ออกจากงานมันใช้ได้ที่ไหน ทำ
ตามอำเภอใจระวังเถอะกลับไปจะโดนเซียนเซิง
ด่า”
เยี่ยนหลินคิด มีตรงไหนน่าห่วงกัน
ทั้งที่มาได้เกือบวันแล้ว แต่ประเดี๋ยวก็ประชุม
ประเดี๋ยวก็ตกแต่ง สถานที่ นอกจากพูดคุยเรื่อย
เปือยระหว่างทางก็ไม่มีโอกาสได้คุยกันดี ๆ เลย
เขาจับจ้องนาง “สองปีมานี้สบายดีหรือไม่”
เสียงสังสรรค์เฮฮาดังแว่วมาจากในโถงที่อยู่
ไกลออกไป
ทว่าละแวกนี้กลับเงียบสงัด
โคมไฟสั่นไหวเบา ๆ ท่ามกลางลมเย็น
ขณะเดียวกันเงาสะท้อนก็ พลอยไหววูบในดวงตา
ของเจียงเสวี่ยหนิง
นางแย้มยิ้ม “ข้าจะไม่สบายดีได้อย่างไร”
เงียบไปครู่หนึ่งก็ถามกลับ “เจ้าล่ะ”
ดวงตาสีดำสนิทของเยี่ยนหลินต้องแสงจาง ๆ
ดูอบอุ่นอยู่บ้าง ค่อย ๆ ตอบว่า “ไม่ได้แย่เท่าที่
คิด”
ทั้งคู่ปราศจากคำพูดไปชั่วขณะ
จันทร์สว่างลอยสูงบนม่านฟั้าราตรีสีน้ำเงิน
เข้มดั่งน้ำหมึก
เปล่งประกายขาวนวลกระจ่างใสดุจน้ำค้าง
แข็ง
เยี่ยนหลินขยับไปใกล้อีกก้าว ก่อนจะถามว่า
“เหตุใดถึงมากับเซี่ย เซียนเซิงได้”
พอเจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงเซี่ยเวยก็ไม่มีอันใดจะ
เอ่ย
เยี่ยนหลินมองอยู่นาน ถามออกมาว่า “จาง
เจอเล่า”
พริบตานั้นเจียงเสวี่ยหนิงคล้ายถูกบางอย่าง
ทุบ
นางไม่ได้นึกถึงคนผู้นี้มาสักพักแล้ว
พอจู่ ๆ ได้ยินชื่อพลันมีความรู้สึกปวดหน่วง
ไม่คุ้นเคยเอ่อท้น ส่งผล ให้ดวงตานางเปียกชื้น
บางส่วน ทว่าไม่รู้จะพูดสิ่งใดจึงหลุบลงอย่างเซื่อง
ซึม
ไม่จำเป็นต้องตอบอะไร
อย่างไรเสียเยี่ยนหลินก็เป็นผู้ที่เดินก่อปัญหา
เป็นเพื่อนนางตามตรอกซอกซอย ถึงไม่นับว่า
รู้จักนางดีพร้อมแต่ก็ดูอารมณ์ออก เดาได้คร่าว ๆ
ว่า คงจบไม่สวย
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยื่นดอกผีเสื้อ
ไปให้นาง
เขาคลี่ยิ้ม “เรื่องแค่นี้เอง เอ้า เมื่อครู่เห็นเข้า
เลยเด็ดมาให้ เลิก เศร้าใจได้แล้ว”
กลีบบุปผากระจุ๋มกระจิ๋มสั่นไหวในค่ำคืน
เงียบสนิท
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนจากใบหน้า
เขาลงมายังดอกไม้ นึกถึงดอกมะลิคืนฝนพรำ
ยามเหมันต์เมื่อนานมาแล้ว หยดน้ำที่แพขนตาจึง
กลิ้งหล่น ทว่าเอาแต่จ้องมองเขาโดยไม่ยื่นมือรับ
อยู่ดี ๆ เยี่ยนหลินก็โมโหเหลือเกิน
โมโหนางที่มีสภาพเช่นนี้
ชั่วขณะหนึ่งที่เขาอยากสวมกอดนางไว้แน่น
ๆ ในอ้อมอก ทว่าท้าย ที่สุดแล้วเขาก็ไม่ใช่หนุ่ม
น้อยมุทะลุอีกต่อไป เพียงกล่าวว่า “ต่อให้ไร้จาง
เจอก็ไม่อาจเป็นข้าอยู่ดีสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าตอบ
ทันใดนั้นเยี่ยนหลินก็หัวเราะ
เขาจ้องดอกผีเสื้อสักพักก็เด็ดยอดผกา ยื่นแต่
ก้านเรียวบางที่มีใบติด ส่งให้นาง ทั้งเอ็นดู ทั้งจน
ใจ ทั้งเศร้าโศกอยู่บ้าง “อย่างน้อยก็เห็นแก่น้ำใจ
ข้าเถอะน่า อย่าทำให้ต้องผิดหวังเลย”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงรับไป
นางรู้สึกแสบที่ปลายจมูก ดวงตาเริ่มเคือง
ขานตอบทีหนึ่งเสียงเกือบสะอื้น “อื้อ”
เยี่ยนหลินขยี้ผมนางยิ้ม ๆ “ไม่เจอกันสองปี
ไฉนยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก มิน่าเล่าคนอื่นเขาถึงไม่
รับรัก”
เจียงเสวี่ยหนิงคิด ระหว่างข้ากับจางเจอมัน
ใช่เรื่องรับหรือไม่รับรัก ที่ไหนกัน
ทว่าแม้ความโศกจะเต็มอกก็ถูกเขาขยี้ศีรษะ
จนผมเผ้ากระเซิง นางยิ้มทั้งน้ำตา ดุอีกฝั่ายว่า
“หากใต้เท้าจางได้ยินเจ้าพูดจาเลอะเทอะแบบนี้
ต่อให้เขานิสัยดีแค่ไหนก็ต้องต่อยเจ้าแน่”
เยี่ยนหลินมองนาง ไม่โต้เถียง “ข้างนอกลม
แรง กลับกันเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเหนื่อยแล้ว ไม่อยากกลับงาน
เลี้ยงอีก จึงพยักหน้า คิดจะกลับไปนอนที่ห้องพัก
แขก
ทว่าเดินขึ้นหน้าได้แค่สองก้าวก็ชะงัก
นางหันกายไปมองเยี่ยนหลินผู้มีสรีระเป็น
ผู้ใหญ่ขึ้นจากระยะห่างไม่กี่ก้าว ถือก้านดอก
บางๆ ไว้ในมือ พูดอย่างจริงจังเป็นพิเศษว่า
“เยี่ยนหลิน ข้าไม่ได้เศร้า ข้าดีใจจริง ๆ นะ”
ดีใจเหลือเกินที่เจ้ายังเป็นหนุ่มน้อยที่พร้อม
จะเด็ดดอกไม้ให้ข้าคนนั้นอยู่
แม้ว่า…
ข้าจะไม่ใช่สาวน้อยคนเดิมผู้รับดอกไม้จาก
เจ้าโดยไม่คิดอะไรได้อีกแล้วก็ตาม
นางเดินมาไกลแล้ว
แสงโคมไฟบนทางเดินยังเฉกเช่นวันวาน
เยี่ยนหลินยืนหยัดกายตรงไม่เอ่ยวาจา ทิ้งเงา
ร่างให้ทอดยาวบนพื้น นิ้วมือที่จับกระบี่มานานปี
ปรากฏหนังด้านชั้นบาง ดอกผีเสื้อสีขาวม่วง ดอก
เล็กห้อยระหว่างนิ้ว
ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงค่อย ๆ ผลิยิ้ม