คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 207 เปรี้ยว
เจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงห้องก็เริ่มง่วง นางฝืน
ล้างหน้าล้างตา รีบไป ซุกตัวนอนบนเตียงตอน
อากาศกำลังเย็น
กระทั่งตื่นวันถัดมา ท้องฟั้าก็สว่างโร่
จวนแม่ทัพเงียบสงบ ไม่ได้ยินเสียงสรวลสัน
หรรษาเมื่อคืนอีก คาดว่างานเลี้ยงต้อนรับสิ้นสุด
แล้ว นางลุกขึ้นพลางหาวหวอด ถึงอย่างไรก็
พลาด ช่วงเวลามื้อเช้าไปแล้ว จึงเรียกคนตักน้ำ
มาให้อาบแล้วค่อย ๆ แต่งตัว จัดแจงข้าวของ
เตรียมไปกินอาหารอีกทีตอนเที่ยง
ไม่คาดคิดว่าเพิ่งจะเช็ดผมจนหมาด เจี้ยนซูก็
เข้ามาหา
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
เจี้ยนซูยังไม่ทันอ้าปาก นางก็ดวงตาวาว
“เซียนเซิงเรียกหาข้าหรือ”
เจี้ยนซูเสียอีกที่โดนนางทำเอาตะลึงงัน ชะงัก
ไปครู่หนึ่งถึงตอบว่า “ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงกดเสียงถามต่อ “เซียนเซิงของ
พวกเจ้าได้ทำของกินไว้หรือเปล่า”
เจี้ยนซูมองนางผาดหนึ่งเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าควร
เผยความจริงหรือเปล่า แต่พอนึกถึงสายตาของ
เซียนเซิงขณะจ้องอาหารโต๊ะนั้นเมื่อสักครู่ก็เสียว
สันหลัง ท้ายที่สุดจึงไม่กล้าพูดมาก เพียงพยัก
หน้าตอบว่า “ทำขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินดังนั้นก็ดีดตัวขึ้นยืน
ปรบมือร้องว่า “ข้ารู้อยู่แล้วเชียวว่าเซียนเซิงเป็น
เทพเซียนอวตาร เป็นนักปราชญ์มาจุติ แม้แต่
พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมก็จิตใจไม่ดีงามเท่า
ตลอดทางมาไม่มีอะไร อร่อย ๆ เลย ขนมแผ่น
ท้อก็กินจนเบื่อแล้ว งานเลี้ยงเมื่อคืนข้ายังคิดอยู่
เลยว่าครัวในจวนเยี่ยนหลินฝีมือก็ถือว่าพอกินได้
เท่านั้นแหละ ไม่นึกว่าวันนี้ เซียนเซิงจะ
ทำอาหาร เจ้ารอประเดี๋ยวนะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เจี้ยนซู “…”
ท่านช่างเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อยเสียจริง
เจี้ยนซูขานว่า “ขอรับ” แล้วยืนด้านนอก รอ
จนนางจัดการตนเอง เสร็จถึงพาเดินทะลุลาน
เรือนมาหน้าเรือนของเซี่ยเวย
ใต้ชายคาอิฐสีเทาดำปลูกพืชพรรณเขียวชอุ่ม
ตลอดปี
ตัวเรือนเองก็ปกติสามัญ
เพียงแต่มีคนแวะเวียนมาน้อยจึงเงียบสงบ
เป็นพิเศษ อาจเพราะเป็น เรือนที่เยี่ยนหลินตั้งใจ
เลือกให้เซี่ยเวยโดยเฉพาะ
บัดนี้โต๊ะเตี้ยบนเตียงเตาริมหน้าต่างจัดวาง
อาหารไว้หลายจาน
เซี่ยเวยนั่งทางซ้าย จอกสุราอยู่ข้างมือ
ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก เสียงทักทาย
ของเจียงเสวี่ยหนิงดังลอดเข้ามาก่อนตัว “เซียน
เซิง ศิษย์มาคารวะท่านแล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงเกาะอยู่ตรงประตู เมียงมอง
เข้ามาก่อนเป็นอันดับแรก
เห็นเซี่ยเวยนั่งอยู่ตรงนั้นตามคาด
ไม่ต่างอะไรกับตอนนางและเขาพบปะกัน
เงียบ ๆ ในครัวที่เมือง จี่หนาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า
อาหารอร่อย ๆ ทั้งหลายจัดวางไว้แล้วบนโต๊ะ ไม่
จำเป็นต้องให้นางมาทำงานจิปาถะหรือคอยคุม
ไฟด้วยซ้ำ ความปีติแทบจะผุดจากดวงตาของ
เจียงเสวี่ยหนิง
แววตาเซี่ยเวยสงบนิ่งดุจเมฆจางลมพัดลอย
ช้อนตามองนางแล้วยิ้ม บอก “เข้ามาสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาโดยไม่อิดออด
ไม่ใช่แค่เข้ามาเฉย ๆ แต่ยังนั่งลงฝังตรงข้าม
เซี่ยเวยอย่างรู้ดี หยิบ ตะเกียบงาช้างที่วางไว้ทาง
ขวามือบนโต๊ะ ก้มหน้ามองอาหารบนโต๊ะสีหน้า
เปียมสุข
มีตั้งห้าหกอย่าง
พิราบอบตัวเล็กมันวาวสีแดงเข้ม เต้าหู้หยก
ขาวนุ่มนิ่มฉ่ำน้ำ น้ำแกง เห็ดหูหนูขาวใส่ไก่เส้นสี
สด ลิ้นเป็ดร้อยบุปผาแต่ละชิ้นล้วนประณีต ที่
ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าคือตรงกลางตั้งเนื้อแกะจานหนึ่ง
ไม่รู้ว่าชโลมเครื่องปรุงรสอะไร ผิวนอกแต่ละชิ้น
จึงมันวาวคล้ายชุ่มน้ำมัน ข้างกันยังมีหอมแดง
ซอย เป็นแว่นจำนวนหนึ่งด้วย
แค่กลิ่นโชยมาก็น้ำลายสออย่างห้ามไม่อยู่
เจียงเสวี่ยหนิงก็เกือบจะยื่นตะเกียบแล้ว ทว่า
พอเงยหน้าเห็นเซี่ยเวย นั่งดื่มสุราอยู่ฝังตรงข้ามก็
ชะงัก เพ่งพินิจของตรงหน้าเขาครู่หนึ่งแล้วหัน
มองตะเกียบตัวเอง ถามอย่างงุนงงว่า “ทำไมฝัง
เซียนเซิงไม่มีตะเกียบล่ะเจ้าคะ”
เซี่ยเวยมองนาง “ข้าอิ่มตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจว่านี่หมายความว่า ‘ไม่
หิว’ จึงชูตะเกียบหมุน เป็นวง ถามหยั่งเชิง “ถ้า
อย่างนั้นทั้งหมดนี้ทำให้ข้าหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยจิบสุราอึกหนึ่งยิ้ม ๆ “ก็เจ้าเป็นศิษย์
ของข้านี่”
ไม่รู้เหตุใดเจียงเสวี่ยหนิงถึงหนาวสันหลังวาบ
ทว่าอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า อันที่จริง
ท่าทางเช่นนี้ของเซี่ยเวยก็ไม่ได้ต่างจากยามปกติ
เลย อีกทั้งระยะนี้เขาก็ทำดีกับนาง ความ
ระแวดระวังที่เคยมีต่อคนผู้นี้จึงหายสิ้น เวลานี้จึง
ยิ่งไม่คิดมาก
นางใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะเข้าปากอย่าง
อารมณ์ดี
เนื้ออ่อนนุ่มแสนโอชะดังคาด
เพียงแต่…
รสชาติเปรี้ยวไปหน่อยหรือเปล่านะ
เจียงเสวี่ยหนิงลิ้มรสแล้วก็นึกว่าเป็นเพราะ
เครื่องปรุงรสที่ใช้ทาค่อนข้างพิเศษ ไม่แน่อาจ
เป็นรสชาติอะไรใหม่ ๆ ต้องลองชิมเยอะ ๆ ถึงจะ
รู้
นางจึงรีบคีบมาอีกชิ้น
ทว่าพอกัดเคี้ยว เครื่องปรุงรสเปรี้ยว ๆ ซึ่ง
ผสมกับน้ำมันในเนื้อก็ ทะลักท่วมทั้งโพรงปาก
ทันใด
“แค่ก!”
ไม่รู้ว่าใส่น้ำส้มสายชูเก่าเก็บกี่ปี รสเปรี้ยวจึง
ฉุนกึกจนนางใบหน้า เหยเก เอามือปิดปากแทบ
จะทันทีแล้วคายเนื้อใส่จานด้านข้าง!
ทว่ารสเปรี้ยวก็ยังตกค้างอยู่ในปาก
นางเสียอาการจนพูดไม่ออก รีบยื่นมือจะ
หยิบน้ำ “นี่มันรสอะไรกัน!”
เซี่ยเวยส่งจอกสุราที่ตนดื่มไปแล้วสองอึกมา
ให้
เจียงเสวี่ยหนิงรับมาโดยไม่มอง แหงนหน้า
ดื่มรวดเดียว
จากนั้น…
ใบหน้าเท่าฝั่ามือที่เดิมทีก็บิดเบี้ยวอยู่แล้ว
เขียวคล้ำในบัดดล นาง สำลักจนปล่อยจอกสุรา
เอามือกุมลำคอแล้วไออย่างรุนแรง “คะ…แค่ก ๆ
! เซี่ย…แค่ก ๆ ๆ ! เซี่ยจวีอัน ท่าน…แค่ก ๆ !”
ประหนึ่งคนเป็นวัณโรค
นางหน้าแดงก่ำ รสชาติเปรี้ยวจัดกับเผ็ดสุด
ขีดอัดเต็มปาก พุ่งขึ้น ศีรษะราวกับก้อนเพลิง ต่อ
ให้อยากคายก็คายไม่ออก!
อยากจะสิ้นใจมันเสียตรงนี้เลย!
เซี่ยเวยจ้องนางอย่างปราศจากความแตกตื่น
“ทำไม เปรี้ยวมากหรือ”
คิดจะฆ่าชิงทรัพย์กันหรือไร?!
ทั้งสองชาติของเจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยกินอะไร
เปรี้ยวขนาดนี้มาก่อนเลย!
ครั้นได้ยินคำพูดของอีกฝั่าย มีหรือจะยังไม่
เข้าใจอีก
ตั้งใจจะสั่งสอนนางแต่แรกแล้วนี่นา!
โกรธนักที่ตัวเองพลั้งเผลอจนติดกับ…คน
แซ่เซี่ยโหดเหี้ยมอำมหิตนัก ภูตผีมารร้ายชัด ๆ
เลย นางสติเลอะเลือนไปแล้วหรือถึงกล้ารู้สึกว่า
เขาเป็นเทพเซียนนักปราชญ์จิตใจงาม
รสชาตินั้นยากจะบรรยาย เจียงเสวี่ยหนิง
แทบลมจับ
ไหนเลยจะมีแรงตอบเซี่ยเวย นางหาน้ำชาไป
ทั่วห้องก็ไม่เจอปั้านชา เลยสักปั้าน นางไออย่าง
รุนแรงแล้วจับกรอบประตูวิ่งออกไปข้างนอก
เซี่ยเวยมองโดยไม่ห้าม
เตาฉินและเจี้ยนซูต่างอยู่ในลานเรือน
ทั้งสองล้วนได้ยินเสียงพลิกกล่องคว่ำตู้จากใน
เรือน
พอเห็นเจียงเสวี่ยหนิงออกมาด้วยสภาพราว
กับถูกวางยาพิษก็พากันสะท้านใจ
เจียงเสวี่ยหนิงค่อนข้างสนิทกับเจี้ยนซู นาง
เสียงแหบแห้งเพราะไอ หลายครั้ง เวลานี้ยิ่งกลัว
ว่าคนแซ่เซี่ยผู้จิตใจคับแคบยิ่งกว่าเข็มในเรือนจะ
ได้ยิน คว้าเจี้ยนซูหมับแล้วกระซิบว่า “เร็ว รีบ
เอาน้ำมา!”
ขณะพูดนางก็เริ่มคลื่นไส้
เจี้ยนซูหนังตากระตุก ไม่กล้าให้นางคว้าตัวไว้
นานเกินจึงรีบไปยกน้ำ มาให้
เป็นถ้วยชาขนาดใหญ่
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงรับมาก็กรอกลงปากเกิน
ครึ่งถ้วยถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง ทว่ารสชาติเปรี้ยว ๆ
และเผ็ดร้อนยังค้างอยู่ในลำคอไม่น้อย ทำอย่างไร
ก็ ไม่หาย!
คนแซ่เซี่ยอยากตายใช่หรือไม่!
เจี้ยนซูพิจารณาสีหน้านาง กล่าวเบา ๆ ทั้งที่
หนังตากระตุก “เซียนเซิงอารมณ์ไม่ดี ก็มีบ้างที่
จะทำอาหารไม่อร่อยน่ะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงแทบม้วยด้วยความเดือดดาล
นั่นน่ะใช่สิ่งที่บรรยายด้วยคำว่าไม่อร่อยได้
หรือ
นี่มันเอาสุราฤทธิ์แรงอย่างยิ่งมาผสม
น้ำส้มสายชูทั้งถ้วยเลยชัด ๆ ! ดื่มแล้วชะตาขาด
ไปครึ่งหนึ่งกันพอดี!
นางเงยหน้าดื่มน้ำชาที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจน
เกลี้ยงแล้วส่งถ้วยคืน เจี้ยนซู ก่อนจะโบกมือเดิน
ไปด้านนอก
เจี้ยนซูถาม “แล้วเซียนเซิงเล่าขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงหันไปมองทางเรือนของเซี่ย
เวย รู้สึกแค่ว่าทั้งเรือนกำลังแผ่ไอดำทะมึน มีหรือ
จะกล้าเดินเข้าไปแม้สักครึ่งก้าว นางตอบขณะ
ร่าง สั่นสะท้าน “มะ…ไม่ต้องมาหาข้าอีกนะ!
เซียนเซิงของพวกเจ้าน่ะสมอง… แค่ก…มีปัญหา
…”
ระหว่างพูดเสียงก็อ่อนระโหยไปหลายส่วน
นางอ้อมระเบียงทางเดินด้วยสภาพคล้ายย่าง
เหยียบปุยเมฆ ตัวอ่อนยวบ เท้าสิ้นแรง
โคลงเคลงประหนึ่งเหลือเพียงลมหายใจเฮือก
สุดท้าย
เตาฉินและเจี้ยนซูมองหน้ากัน
ไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียกอันสงบมาจากใน
เรือน “เจี้ยนซู”
เจี้ยนซูสะดุ้งโหยงก่อนจะเข้าไป
อาหารที่วางเต็มโต๊ะแทบไม่ถูกแตะต้องเลย
เซี่ยเวยยืนอยู่ข้างโต๊ะด้วยท่วงท่าสง่างาม
หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาเช็ดสุราและน้ำส้มสายชู
บางหยดที่เลอะติดนิ้วอย่างไม่ยี่หระ ราวกับก่อน
หน้านี้ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เอ่ยเสียงเรียบว่า “เอา
ไปให้สุนัขกินให้หมด”
เจี้ยนซูหนังศีรษะชาวาบ “ขอรับ”
เขาเก็บกวาดทุกอย่างบนโต๊ะแล้วยกออกไป
เตาฉินเหลือบมองปราดหนึ่งก็ส่ายหน้า
เจี้ยนซูหวั่นใจ กล่าวเสียงค่อยว่า “เป็นเพราะ
คุณหนูรองหนิงกับ ซื่อจื่อหรือ”
เตาฉินตอบกลับ “น่าจะใช่”
เจี้ยนซูงุนงง “แต่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นว่าอะไร
…”
เตาฉินเอ่ย “ถ้าจะคบหาตกลงปลงใจกันคง
ทำไปนานแล้ว ไม่ต้องรอ จนปั่านนี้หรอก เซียน
เซิงไม่จำเป็นต้องกังวลเลยแท้ ๆ”
เจี้ยนซูพยักเพยิดให้อีกฝั่ายมองที่มือตน “ถ้า
อย่างนั้นแล้วนี่เล่า”
เตาฉินเห็นก็ไม่เอ่ยคำใดต่อ
ทั้งคู่สบตากัน
สุดท้ายเจี้ยนซูก็ยอมรับชะตากรรมก่อน เดิน
ไปด้านข้างหมายจะ จัดการอาหารที่ทุ่มเททำมา
แต่เช้า ทว่าเดินได้เพียงสองก้าวก็ชะงัก ลังเล ครู่
หนึ่งจึงหันไปถาม “เตาฉิน เจ้าว่า ถ้าแม้แต่หมา
ยังไม่กินจะทำอย่างไรดี”
“…”
เห็นชัดว่าปัญหานี้มีความเป็นไปได้สูงมาก
เตาฉินนิ่งเงียบ ตั้งใจขบคิดสักพักจึงตอบ “ไม่
หมาตายก็เจ้าตาย”
เจี้ยนซู “…”