คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 208 หลอกตัวเอง
ขากลับเจียงเสวี่ยหนิงบังเอิญเจอเยี่ยนหลิน
ดูจากทิศทางน่าจะไปหาเซี่ยเวย
ครั้นเห็นนางหน้าคล้ำเขียวประหนึ่งดื่มยาพิษ
ท่วงท่ายามย่างก้าวราวกับเหยียบปุยเมฆ เขาจึง
ตกตะลึงแล้วมองด้านหลังนางผาดหนึ่ง ก่อนจะ
ถาม ว่า “เป็นอะไรไป เพิ่งกลับจากไปพบเซี่ย
เซียนเซิงหรือ”
ในปาก ลำคอ กระทั่งทั่วท้องของเจียงเสวี่ย
หนิงกำลังผุดไอเปรี้ยว ไม่อยากพูดสักประโยค
เดียว โบกมือตอบว่า “วันนี้เซี่ยเซียนเซิงเหมือน
จะอารมณ์เสีย ไปหาก็ระวังหน่อย”
เยี่ยนหลินจับต้นชนปลายไม่ถูก
ระหว่างเจียงเสวี่ยหนิงพูดก็เกือบอาเจียนแห้ง
ๆ รีบลาเยี่ยนหลินแล้ว กลับห้องตัวเอง
เล่นเอาเยี่ยนหลินหลากใจอยู่บ้าง
เขาจ้องแผ่นหลังนางสักพักด้วยท่าทาง
ครุ่นคิด
ทว่าก็ยังไปหาเซี่ยเวยตามเดิม
ระหว่างทางบังเอิญเจอเจี้ยนซูอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาถามเจี้ยนซูว่ายกอาหารไปทำอะไร
เจี้ยนซูเผยรอยยิ้มไม่น่าชมนัก บอกว่าเอาไป
ให้สุนัขกิน
เยี่ยนหลินพลันพิศวงอีกครา
ไม่นานก็มาถึงนอกเรือนเซี่ยเวย เห็นเตาฉิน
ซึ่งยืนอยู่ค้อมกายเล็กน้อยแสดงความเคารพ ตาม
ด้วยเดินขึ้นหน้าโค้งกายคารวะไปทางประตูแล้ว
กล่าวว่า “เยี่ยนหลินมาพบเซียนเซิงขอรับ”
เซี่ยเวยเรียกให้เขาเข้าไป
พอเขาเข้าไปก็พินิจสีหน้าเซี่ยเวย แลสงบสุข
ไม่ผิดจากปกติชัด ๆ มองไม่เห็นความ ‘อารมณ์
เสีย’ อะไรนั่นที่เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งเอ่ยถึงสัก
กระผีก
ทั้งสองคุยกันเรื่องเสบียง
ตอนนี้ย่างเข้าฤดูหนาว อากาศทางเหนือเย็น
เยียบลงเรื่อย ๆ
จะเปิดศึกกันอยู่แล้ว หากขาดเสบียงวันหนึ่ง
ทุกคนย่อมขาดความ มั่นใจไปหนึ่งวัน หลี่ว์เสี่ยน
ที่ควรมาถึงวันนี้ตามแผนเดิมของพวกเขาไม่มี
ข่าวคราวเสียทีจึงน่าวิตกเล็กน้อย
ทางเซี่ยเวยเองก็จับตาดูข่าวเรื่องเสบียง
สัมภาระเป็นระยะจึงทราบดี กล่าวเพียง “หลี่ว์
เสี่ยนที่มาก่อนไม่ได้นำอะไรมาด้วย คนจากนา
เกลือ ตระกูลเหรินซึ่งจะตามมาไม่กี่วันจากนั้น
ต่างหากรับผิดชอบเสบียงสัมภาระ ถ้าหลี่ว์เสี่ยน
มาไม่ทันตามกำหนดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอแค่
หลังจากนี้คนของ นาเกลือตระกูลเหรินมาถึงตาม
กำหนดเป็นพอ หลี่ว์เสี่ยนผู้นี้คงรู้ดีอยู่แล้วว่าควร
ทำเช่นไร ไม่จำเป็นต้องกังวลแทนเขาหรอก”
ความหมายในถ้อยคำชัดเจนอย่างยิ่ง…
อย่างไรเสียหลี่ว์เสี่ยนก็ไม่ได้รับผิดชอบการ
ขนเสบียงสัมภาระ ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันตาย
กลางทางก็ไม่มีอะไรต้องเสียดาย
ดีที่หลี่ว์เสี่ยนไม่อยู่ มิฉะนั้นหากได้ยินเข้าคง
โกรธจนควันออกเจ็ดทวารแน่
ในที่สุดเยี่ยนหลินก็มองความ ‘อารมณ์เสีย’
จากคำพูดนี้ออกเล็กน้อย
เซี่ยเวยพอจะจับสังเกตได้ ถามว่า “มีอะไร”
เยี่ยนหลินช้อนตาตอบ “ขามาเมื่อครู่บังเอิญ
เจอหนิงหนิง เห็นนางท่าทางไม่สู้ดีนัก บอกข้าว่า
วันนี้เซียนเซิงคล้ายจะอารมณ์เสียน่ะขอรับ”
หนิงหนิง
นิ้วเรียวยาวของเซี่ยเวยพลิกเปิดคัมภีร์เต๋าใน
มือไปหน้าหนึ่ง คิ้วงามดั่งขุนเขาน้ำหมึกอันไกล
โพ้นเลิกขึ้น เอ่ยเสียงเบาพร้อมรอยยิ้มคล้ายไม่ใส่
ใจ “แม่นางน้อยไม่ค่อยเชื่อฟัง สั่งสอนสักหน่อยสิ
ดี ข้าไม่เห็นจะมีอะไรไม่ดี ตรงไหน”
เยี่ยนหลินมองเขาโดยไม่กล่าวคำ
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตามองแวบหนึ่งด้วยท่าที
เยือกเย็นเช่นเดิม เสมือนไม่รู้สึกว่าตนพูดอะไรไม่
ถูก จากนั้นข้ามไปสนทนาเรื่องอื่นในกองทัพราว
กับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
*****
ตกลงคนแซ่เซี่ยเป็นบ้าอะไรกันแน่
หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงห้องก็บ้วนปาก
หลายครั้งติด ทั้งยัง อมผลไม้เคลือบน้ำตาลอีก
หลายลูกถึงพอจะสะกดความเปรี้ยวลงได้ ทว่า
พอกดความเปรี้ยวไว้ได้ ความสงสัยก็ค่อย ๆ ผุด
พรายแทน
นางไร้ข้อสันนิษฐานแม้สักนิดเลยหรือ
ย่อมไม่ถึงขนาดนั้น
บางครั้งเซี่ยเวยผู้นี้ก็ทำอะไรโจ่งแจ้งนัก
หากบอกว่านางคาดเดาไม่ออกเลยก็คงขัดต่อ
ความเป็นจริงเกินไป
แต่หากสันนิษฐานได้แจ่มแจ้งเกินก็จะก่อ
ปัญหาให้ตัวเองอย่างไม่อาจเลี่ยง
ไม่สู้แกล้งโง่หน่อยดีกว่า
ถึงอย่างไรเซี่ยจวีอันก็รู้จักวางตัว เพียงทำแต่
ไม่พูด คงรู้เช่นกันว่า กระดาษกรุหน้าต่างบาง
แผ่นก็มิอาจแทงทะลุ[1]
เพราะหากเจาะขาดขึ้นมาจริง ๆ จะกระอัก
กระอ่วนกันหมด
นางจึงคิดว่าต่อให้คนผู้นี้จะไม่ปลื้มหรือหัว
เสียก็คงไม่ทรมานนางมากเกินหรอก หรือต่อให้
เขาอยาก แต่นางจะยังส่งตัวเองไปให้เขาจัดการ
แบบ โง่ ๆ เช่นครานี้อีกหรือไร
เจียงเสวี่ยหนิงเชื่อว่าเรื่องพรรค์นี้จะมีแค่ครั้ง
แรกไม่มีครั้งสอง
ด้วยเหตุนั้นถึงวางใจลงไม่น้อย
ครึ่งชั่วยามก่อนหน้ากินน้ำส้มสายชูไปมาก
พอแล้วที่เรือนเซี่ยเวย ครึ่งชั่วยามหลังเลยให้
ห้องครัวทำอาหารอร่อย ๆ หลายอย่างมาปลอบ
ขวัญ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันที่สอง เซี่ยเวยไม่ได้ส่งคนมาตามตัวดังคาด
เจียงเสวี่ยหนิงจึง เตร็ดเตร่ในเมืองและซื้อลูกข่าง
มาด้วยลูกหนึ่ง
วันที่สาม เซี่ยเวยกับเยี่ยนหลินออกจากเมือง
ไปตรวจตราค่ายทหาร เจียงเสวี่ยหนิงพาสาวใช้
เล่นไพ่ใบไม้กันทั้งคืน
วันที่สี่ เซี่ยเวยเรียกทหารระดับสูงมาประชุม
เจียงเสวี่ยหนิงพบเหลาสุราที่ดีสุดในเมือง ทั้งยัง
ดื่มนิด ๆ หน่อย ๆ ไปสองจอก
วันที่ห้า…
วันที่ห้า ในที่สุดเซี่ยเวยก็ว่าง
เช้าตรู่วันนั้นเจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะลืมตา เสียง
ของเจี้ยนซูที่มาเชิญก็ดังเร่งเร้าจากข้างนอก
ประหนึ่งทำพิธีเรียกวิญญาณ
นางสะดุ้งตื่นเต็มตา
แม้บอกปัดแค่ไหน อ้างสารพัดสิ่งปานใด นาง
ผู้หมายมาดจะไม่ตก หลุมเดิมเป็นครั้งที่สองซ้ำยัง
มีปณิธานแน่วแน่จะปฏิเสธให้ได้ ก็ไม่อาจ
ต้านทานคำพูดแผ่วเบาประโยคหนึ่งของเจี้ยนซู
“เซียนเซิงบอกว่า หากท่านไม่ยอมไปดี ๆ จะจับ
มัดไปก็ได้ขอรับ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงยอมแล้ว
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่านอกจากขุดหลุมให้คนเขา
กระโดด[2] ยังมีวิธีการ บังคับอย่างหน้าไม่อาย
เช่นนี้อยู่ด้วย ช่างหยาบช้าต่ำทรามเสียจริง!
ครั้นมาถึงเรือนเซี่ยเวยก็พบอาหารชั้นเลิศโต๊ะ
หนึ่งดังคาด
เจียงเสวี่ยหนิงกินอย่างอกสั่นขวัญแขวนราว
กำลังทดสอบพิษ
ทว่าเหนือความคาดหมายตรงหนนี้เป็น
อาหารชั้นเลิศทั้งโต๊ะของจริง เป็นความเปรี้ยวที่
ชวนให้นิ้วชี้กระตุก[3] เป็นความเผ็ดที่ชวนให้
น้ำลายสอ เนื้อชุบแปั้งทอดน้ำมันกรุบกรอบจิ้ม
น้ำแกงสีขาวขุ่นมีผักลอย กลืนแล้ว อบอุ่นตั้งแต่
คอไปจนถึงกระเพาะ ไหนจะเนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นจิ้ม
พริกคลุกเคล้าจนทั่ว ผัดถั่วลันเตาอ่อนสีเขียวกิน
พร้อมข้าวไม่กี่ช้อนก็สะท้านตั้งแต่ปาก ยันปลาย
ลิ้น…
ก่อนหน้านี้นางเห็นเซี่ยเวยเป็นเสมือนผีร้าย
โดยสมบูรณ์ แต่พอ กินเสร็จมองเขาอีกทีกลับ
รู้สึกเสมือนผู้ประเสริฐมาช่วยให้หมดทุกข์เสีย
อย่างนั้น
หลังจบมื้อนี้ เซี่ยเวยก็คล้ายจะว่างกว่าก่อน
เยี่ยนหลินเสียอีกที่มือ เป็นระวิงอยู่ไม่ค่อยติด
จวน
คิดดูก็รู้ว่าจะเปิดศึกในอีกไม่ช้า
แม่ทัพอย่างเขาย่อมไม่มีเวลาว่าง
หลายวันต่อจากนั้นเจียงเสวี่ยหนิงจึงมีข้าวกิน
ทุกมื้อ แต่ละครั้งกิน อย่างเปรมปรีดิ์คล้ายว่าเซี่ย
เวยหายโกรธแล้ว นางมาคิดดูก็เห็นว่าตนเป็น
ผู้ใหญ่ใจกว้าง จึงทำเป็นลืม ๆ มื้ออาหารดุจดั่ง
ฝันร้ายนั้นไปเสีย
ใครจะไปคิดว่าอยู่ดี ๆ วันนี้เซี่ยเวยดันถาม
“กลับมากล้ากินแล้วสินะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตัวสั่นเทา เกือบสำลักลูกชิ้น
ตาย
เซี่ยเวยส่งน้ำถ้วยหนึ่งให้
นางดื่มเสร็จก็ไอสองทีถึงค่อยแย้มยิ้ม “เซียน
เซิงมีหัวใจนักปราชญ์ เดิมทีไม่จำเป็นต้อง
ทำอาหารให้ผู้อื่นกินเลยก็ยังได้ ในเมื่อคนได้กิน
แล้ว นางก็ควรรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้นถึงจะถูก
ต่อให้มีความผิดก็ต้องผิดที่นาง แน่ ๆ เจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ช่างประจบประแจง
เซี่ยเวยฟังแล้วไม่สบอารมณ์
เขาหยักยิ้ม “เจ้านี่จำแต่เวลากินไม่จำเวลาตี
เลยจริง ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ ก็เป็นผลลัพธ์ที่ท่าน
อยากเห็นไม่ใช่หรือถึงตี ทีหนึ่งให้พุทราหวานที
หนึ่ง[4] ไฉนยังมาหาเรื่องข้าอีก
นางแกล้งฟังไม่เข้าใจ
ตอบด้วยท่าทางเหมือนงุนงงว่า “ใครให้เซียน
เซิงทำอาหารอร่อยล่ะ เจ้าคะ อร่อยเกินไปจริง ๆ
ต่อให้อยากจำเรื่องโดนตีก็จำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเห็นรอยยิ้มเสแสร้งของนางก็หงุดหงิด
หมุนจอกสุราในมือแล้วเลิกคิ้ว “อ้อ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกำหมัด “พร้อมบุกน้ำลุยไฟ
เพื่อเซียนเซิงเลยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยหัวเราะเยาะ “เกรงว่าไม่ใช่เพื่อเซียน
เซิงแต่เพื่อของกิน กระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตาคล้ายจิ้งจอกน้อย หรี่
ตายิ้มเขิน ๆ “ใต้หล้า หากมีเพียงเซียนเซิงที่ทำ
ได้เลิศรสขนาดนี้ เช่นนั้นไม่ว่าจะเพื่อเซียนเซิง
หรือเพื่อของกินก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยจ้องนางไม่เปล่งวาจาอยู่นาน
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกเหงื่อซึมฝั่ามือ ต่อให้
เตือนตัวเองว่าต้องสุขุม ทว่าสีหน้าแววตาก็ยังเผย
ความกังวลอยู่บ้าง
เซี่ยเวยมองนางเนิ่นนานกว่าจะถอนสายตา
เมื่อเห็นจอกสุราในมือตนก็พลันเอ่ย “เจ้าว่าเจ้า
กับจางเจอชอบพอกัน แล้วเหตุใดถึงไม่ได้อยู่
ร่วมกันเล่า”
รูม่านตาเจียงเสวี่ยหนิงหดรั้งในบัดดล
เรื่องในอดีตเกี่ยวกับจางเจอคือรอยแผลเป็น
บนร่าง วาจาของเซี่ยเวยจึงเป็นดุจมีดที่แหวก
แผลอย่างไร้ปรานี!
เขาตั้งใจ
ถึงขั้นมีเจตนาร้าย
แววตานางเย็นเยียบขณะกล่าว “คนรักกันไม่
จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน เสมอไปนี่เจ้าคะ เรื่องทาง
โลกยากจะคาดเดาได้ ต่อให้เครื่องเคลือบขาวมี
รอยแตกยากจะประสานแล้วมันเกี่ยวอันใดกับ
ท่านด้วยเล่า”
เซี่ยเวยมิใช่ผู้อาวุโสจิตใจเมตตาอะไรเลย เมื่อ
เห็นนางพองหนามแหลมตั้งชันทั่วร่างกลับรู้สึก
สุขใจค่อนข้างมาก เขาจ้องตานางพร้อมเย้ยหยัน
เล็กน้อย “เครื่องเคลือบขาวมีรอยแตก?”
เจียงเสวี่ยหนิงกำมือแน่น
เซี่ยเวยหัวเราะเย็นชา วางจอกสุรากระแทก
โต๊ะดังตึง “ก็ถูก หากเจ้าทำความเข้าใจได้ว่าเหตุ
ใดเจ้ากับเขาถึงไม่อาจอยู่ร่วมกันก็คงไม่ชื่อเจียง
เสวี่ยหนิงแล้ว และยิ่งไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ขณะนี้
หรอก”
ท่าทางขี้ขลาดทั้งกลัวเจ็บและกลัวทุกข์ เอา
แต่หลอกตัวเองเช่นนี้น่ะ
สมควรให้เขาแกล้งแล้ว
เขาคร้านจะแนะนำอันใดคนหัวดื้อผู้นี้ต่อแม้
สักครึ่งประโยค จึงสะบัดแขนเสื้อลุกไปข้างนอก
พูดแค่ว่า “ยิ่งกินก็ยิ่งโง่ หลี่ว์เสี่ยนกับโหยว
ฟางอิ๋น อยู่นอกเมืองแล้ว เลิกกินแล้วมาด้วยกัน
เถอะ”
——————–
1. กระดาษกรุหน้าต่างบางแผ่นมิอาจแทง
ทะลุ เปรียบเปรยถึงบางเรื่องที่ไม่สมควร
เอ่ย
2. ขุดหลุมให้กระโดด เป็นสำนวน หมายถึง
วางกับดักแล้วคาดหวังให้คนติดกับ
3. นิ้วชี้กระตุก เดิมทีสื่อถึงลางสังหรณ์ว่าจะมี
อาหารเลิศรสให้กิน ต่อมากลายเป็นวลีที่ใช้
บรรยายท่าทางเวลาเห็นอาหารน่า
รับประทาน
4. ตีทีหนึ่งให้พุทราหวานทีหนึ่ง เป็นสำนวน
หมายถึงคนเราไม่จำบทเรียน พอได้
ผลประโยชน์ก็ลืมช่วงที่ถูกลงโทษ