คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 209 ความเป็นอริของหลี่ว์เสี่ยน
คนบางคนยามพูดจาช่างเอาใจใส่ ให้
ความรู้สึกประหนึ่งอาบไล้สายลมใบไม้ผลิ คนบาง
คนก็พูดจาเชือดเฉือนเสียทุกเรื่อง เอาแต่จับ
จุดอ่อนผู้อื่น ทุกคำทุกประโยค พานจะทำให้ไม่
สบายใจไม่เป็นสุข
เซี่ยเวยเมื่อกาลก่อนเป็นแบบแรก
อย่างไรเสียเขาก็ทำตัวสุขุมรอบคอบและ
ละเอียดอ่อน ไม่ว่าอยู่ในหรือนอกราชสำนักก็
วางตัวไม่ต่างจากนักปราชญ์โบราณจนชื่อเสียงดี
งาม เลื่องลือ แต่กระนั้นยามอยู่ต่อหน้านางที่ต่าง
รู้เบื้องลึกของกันและกัน พอถอดหน้ากากก็เอ่ย
ถ้อยคำดุร้ายแล้งน้ำใจยิ่งขึ้นทุกประโยคโดยไม่
ปิดบัง ใด ๆ อีก
ชั่วขณะหนึ่งโทสะแทบจะท่วมนางมิด หุนหัน
จนอยากตะโกนถามเขานักว่า…
ท่านรู้อะไรบ้าง
คนเลือดเย็นอำมหิตอย่างท่านจะไปรู้อะไร
ท่านไม่รู้อะไรทั้งนั้น
ทว่าดวงตาซึ่งมองนางแทบทะลุปรุโปร่งเมื่อ
ครู่ของเซี่ยเวย ทำให้ ความกล้าที่ถั่งโถมขึ้นมา
กะทันหันสลายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
นางถึงกับไม่กล้า
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งหน้าโต๊ะอยู่นานกว่าจะลุก
ตามออกไป
เซี่ยเวยยืนมองท้องฟั้าใต้ชายคาด้านนอก
สายลมแรงที่ชายแดนพัดมาจากทางเหนือ
เปั่าเมฆครึ้มลอยล่องให้ สลาย นภาครามกระจ่าง
ดุจน้ำสะอาดเป็นสีฟั้าชวนหลงใหล นับเป็นวัน
อากาศดีอย่างหาได้ยาก
เตาฉินกับเจี้ยนซูมองเห็นนางก่อน
เซี่ยเวยหันศีรษะเห็นขอบตานางคล้ายจะแดง
เรื่อ ทว่าไม่เอ่ยวาจาใด เพียงรอให้นางตามมาทัน
แล้วจึงเดินตามระเบียงทางเดินออกนอกจวน
ถนนใหญ่ยามเช้ากำลังครึกครื้น
ทหารที่ตั้งค่ายทั้งใกล้และไกลพากันมาใจ
กลางเมือง บ้างสวมชุด รัดรูป บ้างสวมเกราะ
อ่อน สีหน้าล้วนตื่นเต้นกันถ้วนทั่ว
หากสงบลงแล้วตั้งใจฟังให้ดีจะทราบว่า
หัวข้อสนทนาคือเสบียง สัมภาระจากนอกเมือง
บนถนนมีประชาชนไม่น้อยมุ่งไปยังประตู
เมืองตะวันออกเช่นเดียวกับพวกเขา ต่างรวมตัว
ไปดูความครื้นเครง
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งสัมผัสได้ถึงความเร่งรีบ
เพราะสงครามกระชั้นเข้ามาก็จากความคึกคักนี้
เอง
ระหว่างทางถึงกับมีทหารบางส่วนหยุดเท้า
เพื่อคารวะเซี่ยเวย
เห็นชัดว่าขณะตรวจตราค่ายทหารกับเยี่ยนห
ลินช่วงนี้ พวกเขาทำ อะไรบางอย่างจริง ๆ
เยี่ยนหลินเพิ่งมาถึงซินโจวก็บั่นศีรษะแม่ทัพ
นามหวังเฉิงที่คุมกองทัพใหญ่
ควรทราบว่าคนผู้นี้เป็นถึงคนของตระกูล
เซียว ไม่ว่าเยี่ยนหลินจะมา กับพระราชโองการ
หรือเปล่าตระกูลเซียวก็เป็นขุมกำลังยิ่งใหญ่ การ
เปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ด่านชายแดนยิ่งเกี่ยวพัน
ถึงอำนาจทางการทหาร แสนสำคัญ เพียงเรื่องที่
เขาโยกย้ายมายังพอว่า แต่เพิ่งโยกย้ายมาก็
สังหาร คนทิ้ง หากตระกูลเซียวรู้เข้ามีหรือจะ
ยอมปล่อย
เกรงจะเป็นปัญหาใหญ่เกินรับผิดชอบ
นายทหารระดับสูงทั่วไปย่อมไม่กล้าหาเรื่อง
เยี่ยนหลินซึ่งกำลังเปียมบารมี ทว่าก็หวาดกลัว
ตระกูลเซียวที่เดิมทีกุมอำนาจทางการทหาร จะ
ทางไหนล้วนผิดใจไม่ได้เลย บางคนแค่เฝั้าจับตาดู
โดยยังไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว บางคนที่มีส่วนได้ส่วน
เสียก็รอให้เยี่ยนหลินเจอดีทันทีที่ผู้ตรวจการ
กองทัพจากราชสำนักมาถึง
ใครจะคาดว่าผู้มาเป็นเซี่ยเวย
ภาพฝันสูญสลายในพริบตา
อีกฝั่ายไม่เพียงเป็นอดีตอาจารย์ของเยี่ยนห
ลิน หลังมาถึงซินโจวยังไร้วี่แววจะถ่วงดุลอำนาจ
แค่จากการหารือและงานเลี้ยงไม่กี่วันก่อนก็
พอจะ มองออก ในงานเลี้ยงมีคนทำเป็นพูดลอย
ๆ เรื่องที่เยี่ยนหลินมาถึงก็บั่น ศีรษะแม่ทัพ
หวังเฉิงทิ้ง เซี่ยเวยกลับไร้ปฏิกิริยาเสียอย่างนั้น
ไม่มีเจตนา ซักไซ้ไถ่ถามให้มากความสักนิด ไม่ถึง
สองวันยังไปตรวจตราค่ายกับ เยี่ยนหลินอีก
แสดงทีท่าสนับสนุนเต็มกำลัง
เหล่าคนที่แอบรอชมเรื่องสนุกให้เยี่ยนหลิ
นถึงคราวซวยจึงถูกบีบให้ ยอมจำนนครั้งใหญ่
ดังคำกล่าวว่า ‘ผู้เข้าใจสถานการณ์ย่อมเป็น
คนฉลาด’ ใครมอง สถานการณ์นี้ไม่ออกก็ตา
บอดแล้ว
เป็นเหตุให้ผ่านไปไม่กี่วัน บรรยากาศใน
กองทัพก็พลิกผันโดยสิ้นเชิง
ที่เปลี่ยนใจก็เปลี่ยนใจไป ที่ฝึกทหารก็ฝึก
ทหารไป
ยิ่งกว่านั้นคือมีคนลอบคาดเดาว่าตระกูลเซียว
สูญเสียอำนาจแล้ว กระทั่งพระสนมที่ได้รับความ
โปรดปรานในวังยังเอาไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นมีหรือเซี่ย
เวยจะถูกส่งมาตรวจการทัพ
พวกเขาไหนเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วไม่มีพระ
ราชโองการให้เยี่ยนหลิน ได้กุมอำนาจทาง
การทหารอะไรตั้งแต่แรก ถึงขั้นจุดประสงค์
ดั้งเดิมที่ส่ง เซี่ยจวีอันมาตรวจการทัพก็ไม่ใช่เพื่อ
สนับสนุนเยี่ยนหลิน แต่เพื่อปั้องกัน การก่อกบฏ
ต่างหาก
ทว่าแผนการนี้อุกอาจเกินไป
อุกอาจจนไม่มีใครกล้าสงสัยว่าพระราช
โองการเป็นของปลอม มิหนำซ้ำพระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้ประจำรัชกาลยังมาเยือนด้วยตัวเอง ยิ่ง
เพิ่มความ น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปเมียงมอง หากบอกว่า
ไม่นับถือเลยคงโกหก
เพียงแต่นอกจากนับถือแล้ว ยังอดหวาดหวั่น
ด้วยไม่ได้
ครั้นเห็นว่าใกล้จะถึงนอกประตูเมือง นางจึง
ถามอย่างเพิ่งนึกได้ “ตอนแรกไม่ใช่บอกว่าหลี่ว์
เสี่ยนจะมาเบิกทางให้ก่อน ส่วนฟางอิ๋นจะมาถึง
ช้ากว่าสองสามวันหรอกหรือเจ้าคะ แต่หลี่ว์เสี่ยน
ยังมาไม่ถึงเลยนี่นา วันนี้ฟางอิ๋นถึงเร็วกว่า
กำหนดสองสามวันเสียแล้ว”
เซี่ยเวยตอบ “นิกายสวรรค์ก่อความวุ่นวาย
ไม่สะดวกให้ใช้ทางหลวง ทุกอย่างล้วนต้อง
เตรียมการให้พร้อม ระหว่างนั้นอาจเกิดเหตุ
เหนือความ คาดหมายอะไรเข้ากระมัง”
ขอแค่เสบียงมาถึงก็พอ
ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันอันใด เขาก็ไม่กังวล
นัก
บริเวณประตูเมืองมีผู้คนคับคั่ง เบียดเสียด
แน่นขนัดจนน้ำสักหยดก็ ไม่อาจเล็ดลอด
ทว่ายามเซี่ยเวยพาเจียงเสวี่ยหนิงมาถึง บน
ประตูเมืองก็มีนายทหาร ตาแหลมสังเกตเห็น จึง
มีคนกลุ่มหนึ่งลงมาเปิดทางข้างหน้าให้
ครั้นเดินผ่านอุโมงค์ประตูเมืองก็เห็นทิวทัศน์
ภายนอกได้ชัดเจน
หน่วยขนส่งเสบียงสัมภาระทยอยเข้ามาจาก
สุดทางหลวง แค่กวาดตามองก็ดูออกว่ามาจาก
คนละที่
เจียงเสวี่ยหนิงถึงกับเห็นตราร้านค้าบางส่วน
จากเมืองต้าถงแห่งมณฑลซานซี
กองทัพส่งทหารกลุ่มหนึ่งมาโดยเฉพาะ รอ
จนเจ้าหน้าที่ฝังนั้นถือ สมุดบัญชีตรวจนับทีละ
อย่างจนเสร็จแล้วพยักหน้า ถึงค่อยลากรถเหล่านี้
ไปคลังเสบียงของกองทัพภายในเมือง
โหยวฟางอิ๋นกับหลี่ว์เสี่ยนยืนอยู่ข้าง
เจ้าหน้าที่ฝังที่กำลังทำบัญชี คนหนึ่งถึงสมุดบัญชี
คล้ายกำลังก้มศีรษะพูดบางอย่าง
เสมียนอายุมากแล้ว พอถูกสองคนนั้นจับจ้อง
มือที่กำพู่กันก็ถึงกับสั่น
หลี่ว์เสี่ยนแทบจะมองด้วยสายตาเย็นชา
ส่วนโหยวฟางอิ๋นย่นหัวคิ้วเล็กน้อย นิ้วมือ
วาดผ่านตัวหนังสือบนสมุดบัญชีทีละบรรทัด
อย่างรวดเร็ว สีหน้าแฝงความจริงจังตั้งใจอย่าง
บอกไม่ถูก
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นใต้กระโปรงจีบสีฟั้านกยูง
ของนางเลอะโคลนเต็มไปหมดมาแต่ไกล พอเดิน
เข้าใกล้ก็ยิ่งพบว่านิ้วมือที่กำลังพลิกสมุดบัญชี
ของ นางเย็นจนแดง ถึงขั้นมีบาดแผลจำนวนหนึ่ง
นางขมวดคิ้วเรียกขาน “ฟางอิ๋น”
ครั้นโหยวฟางอิ๋นได้ยินสุ้มเสียงอันคุ้นเคยหัน
หน้ามาเห็นนาง คิ้วตา ก็ผ่อนคลายทันใด รีบวิ่ง
มาหาโดยไม่ทันวางสมุดบัญชีเสียด้วยซ้ำ “คุณหนู
รอง!”
เจียงเสวี่ยหนิงจับมือนางไว้แล้วเงยหน้า
พิจารณาปรางแก้ม รู้สึกว่า ผอมกว่าเดิมหนึ่งรอบ
ไม่รู้เหตุใดในใจถึงบังเกิดโทสะ อารมณ์ไม่ค่อยดี
นัก “อยู่เจียงหนานก็ดีแล้วเชียว เรื่องขนส่ง
เสบียงพรรค์นี้ให้เหรินเหวยจื้อทำ ก็ได้ เจ้าจะ
มาร่วมวงด้วยตัวเองทำไม”
โหยวฟางอิ๋นพลันอึกอัก
นางมองเจียงเสวี่ยหนิงขณะเอ่ยตะกุกตะกัก
“หลังหารือกับเถ้าแก่ หลี่ว์ มีเสบียงสัมภาระ
หลายอย่างต้องโยกย้ายที่เมืองใกล้ ๆ อยู่ดี ข้า
เกรงว่าอาศัยแค่ตราทางการพวกร้านค้าต่าง ๆ
จะไม่ยอมไว้หน้า เลยคิดจะเดินทางไปเองสัก
รอบน่ะเจ้าค่ะ ไม่กี่วันก่อนฝนตกหนัก ระหว่าง
ทาง เปียกแฉะจนเดินทางไม่สะดวก ขามาก็เลย
มอมแมมหน่อย ไม่ได้เจอเรื่อง อะไรมาหรอกเจ้า
ค่ะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงนะ”
หัวรั้นไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ การขนส่งเสบียง
ย่อมหมายถึงการเสี่ยงอันตราย ระดับความ
ปลอดภัยไม่ต่างจากนางที่ร่วมเดินทางกับเซี่ยเวย
เท่าใดนัก มิหนำซ้ำอีกฝั่ายมีกิจการในมือตั้ง
ใหญ่โตแล้ว เหตุใดแม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่คิดเผื่อตัวเอง
บ้างเลย
เจียงเสวี่ยหนิงโมโหนาง แต่เห็นสภาพนาง
เช่นนี้ก็เอ่ยวาจารุนแรง ไม่ออก
ท้ายที่สุดก็ได้แต่ก้มหน้าเช็ดรอยเปือนบนมือ
ให้ “ไหนว่าอีกไม่กี่วันจะตามมา ไฉนวันนี้ก็มาถึง
แล้วเล่า”
โหยวฟางอิ๋นมองนางตาเป็นประกาย “องค์
หญิงใหญ่ถูกขังที่ต๋าต๋า เกรงว่าสถานการณ์จะแย่
ลงทุกวัน ข้ารู้ว่าท่านเป็นกังวล ดังนั้นหาก แนว
หลังจัดการทุกอย่างได้เพียบพร้อมเสียแต่วันนี้ก็
น่าจะเปิดศึกได้โดยไว ข้าจึงเร่งเดินทางสักหน่อย
อีกอย่างได้ยินว่าท่านถูกลอบโจมตีระหว่างไป
ด่านชายแดนด้วย ข้าเองก็เป็นห่วงท่าน เลย
อยากมาพบให้เร็วขึ้นอีกสักวันน่ะเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มให้ความเขลาของนาง ทว่า
ในใจกลับอบอุ่น
เพียงแต่หลังจากหลี่ว์เสี่ยนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลได้
ยินคำพูดของทั้งสอง ไม่รู้ว่าโดนทิ่มแทงผิดจุด
ตรงไหนถึงแค่นหัวเราะ
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินถึงค่อยหันไปมอง
เถ้าแก่หลี่ว์หน้าเลือดแห่งร้านโยวหวงในเมือง
หลวงเมื่อวันวาน บัดนี้มองไปกลับสภาพดูไม่จืด
เสื้อคลุมยาวไม่เพียงเลอะน้ำโคลนเป็นดวง ๆ แต่
ยังโดนกิ่งไม้ซึ่งยื่นจากไหนก็ไม่รู้กรีดเป็นรอย
หลายเส้น
ตอนเห็นเจียงเสวี่ยหนิงมองมา เขาก็ยังทำ
หน้าเย็นชาใส่
ถึงขั้นมองค้อน โยนสมุดบัญชีไปบนโต๊ะ
เสมียนซึ่งกำลังตัวสั่นงันงก แล้วหมุนกายจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงยากจะบรรยายความรู้สึก
ชั่วขณะนั้น
นี่มัน…
ความเป็นอริ?
หลี่ว์เสี่ยนมาเป็นอริอะไรกับนางเนี่ย
ส่วนเซี่ยเวยไม่ได้เดินมาสมทบ ทำแค่ยืนมอง
จากด้านข้าง
หลี่ว์เสี่ยนเข้าไปหาก็ยิ้มเย็น “เห็นน้ำใจเป็น
ความมุ่งร้าย ตัดชุด แต่งงานให้คนอื่นเขาเสียได้
[1]!”
เซี่ยเวยเหลือบมอง
หลี่ว์เสี่ยนยิ่งหมดความอดทน ด่ากราด
“บัญชีเสบียงสัมภาระกองทัพที่ซินโจวเทียบ
ตัวเลขไม่ตรงกัน ที่ผ่านมาเป็นบัญชีเสียทุกปี ไอ้
หวังเฉิงนั่น เป็นตัวสารเลวสูบเลือดสูบเนื้อ
ประชาชน คนที่มันทิ้งไว้ไม่มีประโยชน์สักตัว เล่น
ลูกไม้ตั้งเท่าไหร่ไม่รู้ ข้าน่ะพาลูกน้องมาไม่น้อย
โละเจ้าพวกนั้นยกแผงแล้วเปลี่ยนคนใหม่ไปแทน
ได้พอดี!”
พูดจบก็เหมือนเดือดกว่าเก่า หันกายจะเดิน
เข้าเมือง
เซี่ยเวยที่อยู่ด้านหลังเลิกคิ้ว “แล้วลูกไม้เจ้า
สะอาดนักหรือ”
หลี่ว์เสี่ยนแทบเต้นผาง
หันศีรษะมาร้องเสียงสูง “เซี่ยจวีอัน!”
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยมองอะไรออก จึงโบกมือยิ้ม ๆ
แล้วเอ่ยขัดเขาก่อนจะ ทันได้กล่าว ‘ตัดญาติขาด
มิตร’ สี่คำนี้ออกมา “ได้ เอาตามเจ้าว่า เปลี่ยน
ใหม่เลย”
คำผรุสวาทซึ่งยังไม่ออกจากปากถูกดันกลับ
ลงไปหมดทันที
หลี่ว์เสี่ยนเกือบสำลักตายเพราะไม่กี่คำนี้ของ
เขา ผ่านไปสักพักถึง สะบัดแขนเสื้อขวับ “ไย
เมื่อก่อนข้าถึงไม่รับรู้นะว่าเจ้าก็ยังเป็นคนต่ำช้า
ไม่เปลี่ยน!”
——————–
1. เห็นน้ำใจเป็นความมุ่งร้าย ตัดชุดแต่งงาน
ให้คนอื่นเขาเสียได้ เป็นความเปรียบ
หมายถึงไม่เห็นค่าความหวังดีของคนอื่น
ทุ่มเทให้แต่สุดท้ายอีกฝั่ายไม่ไยดี