คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 210 กระโดดลงไป (1)
เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ตกอยู่นาน เมื่อเห็นหลี่ว์
เสี่ยนผละไปอย่างน่าฉงนก็มีท่าทางใคร่ครวญ หัน
กลับมาหาโหยวฟางอิ๋นแล้วโพล่งถาม “ระหว่าง
ทางเกิดอะไรขึ้นหรือไม่”
โหยวฟางอิ๋นส่ายหัว
เจียงเสวี่ยหนิงเพ่งพินิจ “เช่นนั้นพวกเจ้า
มาร่วมทางกันได้อย่างไร”
โหยวฟางอิ๋นมองนางตาเป็นประกายผาดหนึ่ง
ก่อนจะหลุบตาตอบ “ตอนเพิ่งเข้าแดนซานซี
โกลาหลไปทุกที่เลยเจ้าค่ะ อีกทั้งพวกชาวบ้าน
กำลังจับนักพรตหรือสมณะปีศาจที่มา ‘เรียก
วิญญาณ’ อะไรสักอย่างกัน ต่อให้มีเงินในมือก็
หาทางรวบรวมเสบียงได้ยากยิ่ง จึงดำเนินการ
ล่าช้ากว่าที่คิดไว้มาก เดิมทีเถ้าแก่หลี่ว์จะไปเปิด
เส้นทางข้างหน้าก่อน ทว่ากลับมาช่วย
ประสานงานให้กลางคัน ได้ยินว่าเถ้าแก่หลี่ว์เคย
เป็นจิ้นซื่อที่เคยเข้าสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน
เจ้าหน้าที่มณฑลซานซีในปัจจุบันบางคนเป็น
สหายเก่าของเขา ด้วยความเห็นแก่หน้าจึงพอ
ช่วยได้เล็กน้อย เลยร่วมทางมาด้วยกัน เจ้าค่ะ”
เป็นเช่นนั้นจริง
หากหลี่ว์จ้าวอิ่นไร้ความดีความชอบใหญ่โต
ใช้งานไม่ค่อยได้เรื่อง ก็คงไม่ต้องตาเซี่ยจวีอัน
และคงไม่อาจครองตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังได้
ทันทีหลังทุกอย่างเสร็จสิ้นในชาติที่แล้ว
อย่างไรเสียนอกเมืองคนพลุกพล่าน ไม่
สะดวกพูดคุย
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ซักไซ้ต่อ พอเห็นโหยว
ฟางอิ๋นมาถึงอย่างปลอดภัยก็วางใจไม่น้อย
การเตรียมรบตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
นางรู้ตัวว่าไม่มีหัวด้านการวางกลยุทธ์ ส่วน
เงินทุนที่เก็บออมไว้ไม่น้อยช่วงสองปีนี้ ก่อนมา
ซินโจวก็แทบจะมอบใส่มือเซี่ยเวยหมดแล้ว
มิหนำซ้ำ ตอนนี้ภายในเมืองก็มีคนฉลาดเป็น
โขยง นางรู้สึกว่าตนช่วยอะไรได้ไม่มาก แค่ไม่
เพิ่มปัญหาก็ดีเพียงไรแล้ว
ดูทุกคนวุ่นวายกันได้สักระยะจึงกลับ
ส่วนเซี่ยเวยรั้งอยู่นอกกำแพงอีกพักใหญ่ รอ
จนเยี่ยนหลินออกมาจากค่ายทหาร ร่วมกัน
จัดการขั้นตอนต่าง ๆ เกี่ยวกับเสบียงที่ตามมา
รวมถึงให้คนของหลี่ว์เสี่ยนรับเอาบัญชีในกองทัพ
ไปดูแลต่อเรียบร้อยจึงค่อยกลับจวนแม่ทัพ
ตกดึกก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับอันเรียบง่าย
ระหว่างงานเลี้ยง หลี่ว์เสี่ยนพิจารณา
สถานการณ์ทางด่านชายแดน อย่างเยือกเย็น
พลางดื่มไปหลายจอก หลังเสร็จสิ้นก็ออกจาก
ห้องโถงมากับเซี่ยเวย อดส่ายหน้าทอดถอนใจ
ไม่ได้ “สำหรับคนฉลาดแล้วนับว่าไม่มี ถ้อยคำ
เรื่อยเปือยใดไร้ประโยชน์จริงแท้ แม้แต่หมากไม่ดี
ยังถูกเจ้าจับเดิน จนเกิดแผนรัดกุมเป็นทอด ๆ
สุดท้ายแล้วข้าคนแซ่หลี่ว์เองต่างหากที่สายตาไม่
กว้างไกล ไพล่คิดไปว่าเจ้าหลงสตรีจนโงหัวไม่ขึ้น
ไม่นึกเลยว่าฟันเฟือน ก็ส่วนฟันเฟือน ปั่วยก็ส่วน
ปั่วย แต่ไม่ทำให้ภาพรวมผิดพลาดเลยด้วยซ้ำ”
เซี่ยเวยถาม “เจ้าพูดเหลวไหลอะไรอีก”
หลี่ว์เสี่ยนพ่นเสียงขึ้นจมูกโดยไม่อธิบาย
เขาพูดจากำกวม แต่ไม่เชื่อหรอกว่าเซี่ยเวย
จะฟังไม่ออก
การเดินทางไกลโพ้นเป็นพันลี้มาด่าน
ชายแดนเพื่อช่วยองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออี
จอมน่ารำคาญอะไรนั่น เดิมทีนับเป็นหมากที่ไม่ดี
แทบ หาประโยชน์อะไรไม่ได้
หลี่ว์เสี่ยนแน่ใจว่า…
หากโลกนี้ไม่มีเจียงเสวี่ยหนิง เซี่ยเวยไม่มีทาง
ตัดสินใจเลอะเลือน แบบนี้หรอก
แต่ดันมีนางอยู่
เพียงแต่ต่อให้เลือกเส้นทางนี้ ก็ไม่ได้
หมายความว่าเขาจะละทิ้ง แผนเดิม
ใครบอกว่าระหว่างปลากับอุ้งตีนหมีต้อง
เลือกแค่อย่างเดียวเล่า
มีสามเรื่องที่เซี่ยจวีอันทำไปแล้วจากจินหลิง
มาซินโจว หนึ่งคือกระจายข่าวลับสุดยอดเรื่อง
เสิ่นจื่ออีถูกขังอยู่ต๋าต๋า ชักจูงให้ประชาชน
วิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งพลทหารในกองทัพยัง
ทราบเรื่อง สองคือปลอมแปลงพระราชโองการ
โยกย้ายเยี่ยนหลินมายังด่านชายแดน พระราช
โองการปลอมฉบับเดียวก็ ทำให้เยี่ยนหลินได้คร
องอำนาจทหารแล้ว สามคือใช้แผนซ้อนแผน
เนื่อง ด้วยเยี่ยนหลินออกจากหวงโจวอันเป็นแดน
เนรเทศจึงมีพระราชโองการ ของแท้ลงมาจริง ๆ
เลยมาตรวจการกองทัพที่ด่านชายแดนได้อย่าง
ชอบธรรม มิเพียงได้สนับสนุนเยี่ยนหลินแต่ยัง
สร้างขวัญกำลังใจทหารให้ มั่นคง เร่งแผนบุก
โจมตีต๋าต๋าเข้าไปอีก
หากสุดท้ายทำสำเร็จ ประการแรกคือเซี่ยจวี
อันได้ใจประชาชน ทำให้ราชสำนักตกเป็นฝั่ายอ
ยุติธรรม ประการที่สองคือได้กุมอำนาจทางการ
ทหารแบบมั่นคง ไม่ว่าจะรู้เบื้องหลังเรื่องที่
เยี่ยนหลินใช้พระราชโองการ ปลอมบุกโจมตี
ต๋าต๋าเต็มกำลังหรือเปล่า ตามหลักแล้วก็นับเป็น
ความผิด ใหญ่หลวงระดับหลอกลวงเบื้องสูงคิด
ก่อกบฏอยู่ดี ในสถานการณ์ที่จะยื่นศีรษะหด
ศีรษะก็เจอดาบ ทุกคนจึงถูกมัดอยู่บนเรือลำ
เดียวกัน เป็นไปได้ มากที่กลุ่มคนจะตัดสินใจก่อ
กบฏต่อราชสำนักตามพวกเขาไปเสียเลย
ประการที่สามคือหากศึกสงครามอุบัติที่ด่าน
ชายแดน นิกายสวรรค์ใน ดินแดนภาคกลางจะ
สบโอกาสก่อจลาจล ไว้ถึงตอนนั้นราชสำนักจะ
เจอ ปัญหาทั้งในและนอก ไม่ล้มครืนก็คงยาก!
“นกปากซ่อมสู้กับหอยกาบ ส่วนชาวประมง
เช่นเจ้านั่งสบาย ๆ อยู่ ด่านชายแดน กอบโกย
ชื่อเสียงและผลประโยชน์ รอจนพวกมันอ่อนล้า
ค่อยยกทัพไปดินแดนภาคกลางบุกตีเมืองหลวง
ผลลัพธ์ก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว เพียงแต่…”
หลี่ว์เสี่ยนอดมองเขาไม่ได้
“แผนการใหญ่นี้แม้จะไร้ข้อผิดพลาด แต่ดัน
ไม่ได้ใจสตรีเสียนี่”
เซี่ยเวยฟังแล้วไม่พูดจา
หลี่ว์เสี่ยนคิดว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นเซี่ยเวยเอง
อาจทราบดีแก่ใจยิ่งกว่า วาจานี้ของเขาจึงอาจ
เป็นการควงขวานต่อหน้าหลู่ปาน ทำให้ตัวเองอับ
อายเสียเปล่า จึงหุบปากแล้วแยกย้ายตรงทาง
แยกหน้าลานเรือน
จวนแม่ทัพกินอาณาบริเวณไม่น้อยเลยจริง ๆ
ที่พักเขาอยู่ทางตะวันตก จึงย่างเท้าไปตาม
ระเบียงทางเดิน
พอมาถึงตรงหน้าลานเรือนก็ได้ยินเสียง
สนทนาขาด ๆ หาย ๆ
“ด่านชายแดนไม่สงบ ข้าว่าเจ้าอย่าอยู่ที่นี่
นานนักเลย ไม่ว่าสงคราม จะอุบัติขึ้นอย่างไร
สุดท้ายก็ไม่รบไปจนถึงเจียงหนานหรอก เจ้าน่ะ
เชื่อฟัง ข้าเถอะ รีบจัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว
กลับเจียงหนานหรือแดนสู่ไปเสีย เรื่องทางนี้ถึง
อย่างไรก็มีหลี่ว์จ้าวอิ่น เขาเป็นคนของเซี่ยเวย
สมควรให้เขาทำงานถวายหัวอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้อง
มายุ่งหรอก”
“แล้วคุณหนูล่ะเจ้าคะ”
“ข้าน่ะหรือ รอช่วยองค์หญิงออกจากต๋าต๋า
ได้ ข้าย่อมรีบหนีไปเช่นกัน คร้านจะยุ่งกับตัว
ปัญหาเละเทะพวกนี้แล้ว”
เป็นเสียงของเจียงเสวี่ยหนิงกับโหยวฟางอิ๋น
หลี่ว์เสี่ยนได้ยินถ้อยคำที่กล่าวถึงตนก็ไม่สบ
อารมณ์ เดิมทีเขาควรอยู่ ในที่ลับ รอทั้งสองคุย
เสร็จค่อยเดินออกไป ทุกคนจะได้ไม่กระอัก
กระอ่วน ทว่าโทสะกลับพวยพุ่งอย่างไร้สาเหตุ
พานให้ไม่ยินยอม
เขาจึงเดินขึ้นหน้าสองก้าว
เจียงเสวี่ยหนิงหันหลังให้เขา ส่วนโหยว
ฟางอิ๋นหันหน้ามาทางนี้จึง สังเกตเห็นทันที
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ย “คุณหนูรองหนิงพูดได้ถูกต้อง
นัก สมควรให้ข้าทำงานถวายหัวจริง ๆ”
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงเพิ่งสังเกตพบ
ทว่านางไม่รู้สึกว่าคำพูดตนมีอะไรน่าละอาย
ครั้นเห็นหลี่ว์เสี่ยนก็นึก ถึงเรื่องบางอย่างเมื่อ
กลางวันขึ้นมา จึงยังไม่สนใจเขาแล้วพูดกับโหยว
ฟางอิ๋น “เจ้ากลับห้องไปก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับ
เถ้าแก่หลี่ว์สักหน่อย”
ดวงตาของโหยวฟางอิ๋นเบือนมองหลี่ว์เสี่ยน
ท่าทางลังเล ทว่าสุดท้าย ก็เชื่อฟังเจียงเสวี่ยหนิง
พยักหน้าแล้วหมุนกายจากไป
บทที่ 210 กระโดดลงไป (2)
จึงเหลือแค่เจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังมอง
พิจารณาหลี่ว์เสี่ยน
หลี่ว์เสี่ยนถอนสายตาจากร่างที่ลาลับของ
โหยวฟางอิ๋นแล้วยิ้มให้ เจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนู
รองมีอะไรจะชี้แนะอย่างนั้นหรือ”
“ไม่กล้าชี้แนะหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เผยสีหน้ายิ้มแย้ม เดิน
วนรอบ ๆ เขาด้วยท่าที สนอกสนใจสองรอบครึ่ง
มองไปก็ส่ายหัวไป ในความหยอกเย้าแฝงแวว
เยาะเย้ยอย่างสุขสันต์ในความทุกข์ของผู้อื่น
“นับแต่โบราณพ่อค้าหน้าเลือดต่างคิดอ่าน
แผนการเป็นอย่างดี ไฉนสีหน้าเถ้าแก่หลี่ว์ดู
เหมือนคนเสียฮูหยินแล้วยังเสียกองทัพ[1]ไปได้”
สีหน้าของหลี่ว์เสี่ยนเปลี่ยนไปในบัดดล ทว่า
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเอามือไพล่หลัง ยิ่งคิดยิ่งมี
ความสุขกับปฏิกิริยาดังกล่าว สักพักก็หยุดฝีเท้า
แล้ว ขยับเข้าใกล้ พลันกดเสียงเบาถามประโยค
หนึ่งว่า “ข้องใจมาตั้งนาน ที่แท้เจ้าสนใจฟางอิ๋
นของเราหรือนี่”
หลี่ว์เสี่ยนแค่นหัวเราะสีหน้าเย็นชา “ล้อเล่น
อะไรของท่าน!”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้ว
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ยต่ออย่างเย็นชา “สตรีมีสามี
แล้ว! คนแซ่หลี่ว์ยังไม่ต่ำตมถึงขั้นนั้นหรอก”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ท่าทางสบายอารมณ์ในตอน
แรกของเจียงเสวี่ยหนิงก็สลายวับ ดวงตาซุกซ่อน
ประกายแสงเย็นเยียบ กล่าวแค่ว่า “เจ้าเองก็รู้
เหมือนกันนี่ กว่าความสัมพันธ์ของฟางอิ๋นกับ
คุณชายเหรินจะมาถึงขั้นนี้ ได้นั้นไม่ง่าย พอครานี้
เห็นคนจะตกลงปลงใจกันแล้ว ข้าว่าคนฉลาด
อย่าง เถ้าแก่หลี่ว์ก็ย่อมคำนึงความเหมาะสมได้
อย่ายื่นเท้าเข้ามาสอดเลย”
หลี่ว์เสี่ยนแค่นหัวเราะ “สามีภรรยาปลอม ๆ
ก็นับด้วยหรือ”
ถึงคราวเจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึงบ้าง เขารู้ด้วย
หรือนี่
หลี่ว์เสี่ยนกลับคร้านจะอธิบาย
เขาสะบัดชายเสื้อจะเดินจากไป
เจียงเสวี่ยหนิงเงียบไปครู่หนึ่งก็จ้องเขา ทันใด
นั้นพลันฉุกคิดบางอย่างได้จนหัวเราะขึ้นมา “เอ๋
ความเป็นอริที่เจ้ามีต่อข้าเมื่อตอนกลางวัน หรือ
จะเป็นเพราะโหยวฟางอิ๋นใส่ใจข้ามากกว่า เจ้าก็
เลยอิจฉา”
นางเห็นหลี่ว์เสี่ยนชะงักฝีเท้ากึก คล้ายถูก
ประโยคของนางทำเอา เกร็งเขม็งตลอดร่าง
ทว่าท้ายที่สุดก็ยับยั้งเอาไว้ ไม่ได้หันกาย
กลับมา
เขามุ่งตรงไปกลางลานเรือนโดยไม่เหลี่ยว
หลัง ท่าทีเหมือนอยาก พิสูจน์ว่าไม่ได้คิดมาก
เรื่องนี้จริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงปรบมือหัวเราะอยู่ด้านหลัง
แทบจะขำจนตัวงอ
ชาติที่แล้วมีคนอิจฉานางถมเถไป ทว่านางไม่
แยแสสักนิด
ถึงอย่างไรก็ผู้หญิงทั้งนั้น
ทว่าชาตินี้กระทั่งผู้ชายยังอิจฉานางด้วย น่า
สนุกเกินไปแล้ว!
เพียงแต่ฟางอิ๋นจิตใจใสซื่อ เมื่อปักใจกับใคร
แล้วก็ดื้อด้านยิ่งนัก แม้ ไม่รู้ว่าปัจจุบันนางกับเห
รินเหวยจื้อไปถึงขั้นใด แต่หากมีคนใจดำอย่าง
หลี่ว์เสี่ยนแอบเล่นลูกไม้อยู่ลับ ๆ เรื่องดีก็อาจ
กลายเป็นร้าย
ต่อจากนี้ต้องคอยระวังเขาเสียหน่อย
มิใช่จะบอกว่าสำหรับฟางอิ๋นแล้วต้องเป็นเห
รินเหวยจื้อเท่านั้นหรอก ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับ
ความพอใจของเจ้าตัว เจียงเสวี่ยหนิงแค่ไม่อยาก
ให้ อีกฝั่ายไม่มีความสุขเท่านั้นเอง
ชั่วขณะหนึ่งนางถึงขั้นอยากไปหาเซี่ยเวยเพื่อ
ขอยาหยอดตามาให้ หลี่ว์เสี่ยนเสียหน่อย
แต่ความคิดนี้แค่แวบผ่านก็ถูกปัดทิ้งทันที
เซี่ยจวีอันจะทำการใหญ่ ส่วนนางแค่อยากใช้
ชีวิตอย่างเรียบง่าย เหตุ ที่ตอนนี้มีทีท่าเชื่อฟัง ไม่
ทำเขาอารมณ์เสียและเฝั้าตามใจ ว่ากันตามตรง
ก็เพื่อเสิ่นจื่ออีนั่นละ นางไม่อยากฉีกหน้าเขา
ทว่าตอนนี้ก็แทบถึงขีดสุด แล้ว ถ้านางไม่รู้จัก
เพิ่มระดับขีดจำกัดย่อมไม่ต่างอะไรกับพาตัวเอง
ให้ ถลำลึก หากเสร็จธุระเมื่อใด เกรงว่าแค่ถอน
ตัวออกจากมือเซี่ยเวยเฉย ๆ คงยังไม่พอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เจียงเสวี่ยหนิงก็พึงใจยิ่งนักที่
มีผู้ชายมาอิจฉา
ทว่ายามนอนตอนค่ำกลับฝันร้าย
เป็นมาหลายคืนแล้ว
นางฝันเห็นตัวเองยืนบนหน้าผาสูง ภูผาชัน
แทบจะเป็นแนวดิ่ง กระทั่งต้นสนเหี่ยวเฉาต้นไม้
เก่าแก่ก็ไม่อาจหยั่งรากบนผานั้น
เบื้องหน้าเป็นเหวลึก
มองปราดเดียวก็พบแต่ความมืดสนิท
ประหนึ่งน้ำหมึก
ข้างล่างเหวลึกมีลมกระโชก หวีดหวิวไม่หยุด
ราวกับเสียงภูตผีร้าย
นางอยากสอดส่องทว่ายืนไม่นิ่ง ก้อนหินเล็ก
ๆ ข้างเท้าจึงร่วงกราว จากผาลงไปในหุบเหว
ทว่าผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่ได้ยินเสียงสะท้อน
กลับมา
ความหวาดหวั่นประการหนึ่งเข้าครอบงำ
คล้ายกลัวว่าหุบเหวลึกจะมีอสุรกายสักตัว
โผล่ออกมาจับกินอย่างไรอย่างนั้น นางยกเท้า
ถอย หมายจะออกห่าง
ทว่ามือข้างหนึ่งกลับยื่นจากข้างหลังมากด
ไหล่นางเอาไว้ ส่วนแขน อีกข้างโอบรอบช่วงเอว
ลมหายใจของคนผู้นั้นพ่นรดใบหู ชิดใกล้แก้ม
นาง
เป็นเซี่ยเวยนั่นเองที่ขวางทางหนี เอ่ยข้างหู
นางว่า “ลึกขนาดนี้ หาก เจ้าไม่กระโดดลงไป
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหรือตาย”
ไม่…
สองมือเปียมพละกำลังของเขาพลันผลักนาง
สู่เหวลึกเบื้องหน้า!
นางกรีดร้องในพริบตา
ภาพเหวลึกปะทะใบหน้า นางถูกความรู้สึกไร้
น้ำหนักเข้าห่อหุ้ม ห้วงความหวาดกลัวถูกขยาย
ถึงขีดสุด หลั่งเหงื่อเย็นท่วมร่าง สะดุ้งตื่นจากฝัน
ซ้ำซากนี้อีกครั้ง
สิ่งที่ดังก้องข้างหูกลับไม่ใช่ประโยคในฝัน
หากแต่เป็นวาจาเสียดสีของเซี่ยเวยเมื่อไม่นานมา
นี้ ‘หากเจ้าทำความเข้าใจได้ว่าเหตุใดเจ้ากับเขา
ถึง ไม่อาจอยู่ร่วมกันก็คงไม่ชื่อเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว
และยิ่งไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ ขณะนี้หรอก’
เจียงเสวี่ยหนิงเหมือนถูกลากออกมาจากน้ำ
นางยกมือปิดหน้าตัวเองอย่างอ่อนแรง
ผ่านไปพักหนึ่งถึงค่อย ๆ ขับไล่ความกลัวจาก
ก้นบึ้งหัวใจ
ความมืดประดุจเส้นด้ายแทรกสอดเข้ามา
ภายในห้องพร้อมกับความหนาวเย็น
ม่านโปร่งข้างเตียงถูกลมพัดจนมุมหนึ่ง
กระพือ
แสงอันน้อยนิดลอดผ่านกระดาษหน้าต่าง
ส่องให้เห็นเงาร่างข้างเตียงนางสลัว ๆ
น้ำเสียงสงบนิ่งของเขาเลือนรางราวไอหมอก
คล้ายกลืนกลายเป็น หนึ่งเดียวกับความมืด “เจ้า
ฝันเห็นข้า?”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้งโหยง!
พอนางได้ยินสุ้มเสียงคุ้นเคยก็ลดมือลง เพ่ง
สายตาพินิจถึงมองเห็น เงาร่างท่ามกลางความมืด
ชั่วขณะนั้นรู้สึกเหมือนแม้แต่หัวใจยังถูกกุมเอาไว้
ตะลึงจนพูดคำใดไม่ออก
ไม่รู้เซี่ยเวยมาตั้งแต่เมื่อไร เพียงจับจ้องนาง
แล้วถามดังเดิม “เจ้าฝัน เห็นข้า?”
ฝันร้ายเมื่อครู่ยังทิ้งความสะพรึงเอาไว้เสี้ยว
หนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าเชื่อเลยจริง ๆ ว่าคนผู้นี้
จะมานั่งอยู่ข้างเตียงนางกลางดึก “เซี่ยจวีอัน
เหตุใดท่าน…”
ฝั่ามือของเซี่ยเวยกลับลูบไล้แก้มนางแผ่วเบา
แนบมือกับปลายคิ้วนางแล้วจึงเอ่ย “หนิงรอง
เสิ่นจื่ออีเป็นเชื้อพระวงศ์ ตายก็ตายไปเถิด เกี่ยว
อันใดกับข้าด้วยเล่า ข้าชักจะเสียใจกับการ
ตัดสินใจนี้ขึ้นมาแล้ว”
นิ้วมือแผ่ไอเย็นเล็กน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงสั่นสะท้านในบัดดล
ทว่าเขาไม่เอ่ยอะไรอีก ผ่านไปเนิ่นนานถึงดึง
มือกลับอย่างเชื่องช้าแล้วลุกออกไป
สายลมพัดเข้ามา ม่านโปร่งพะเยิบไหวแผ่ว
เบา
จันทราข้างนอกเย็บเฉียบประหนึ่งน้ำค้างแข็ง
สีเงิน
เสียงแตรสัญญาณทุ้มต่ำกึกก้องทั่วทุกแห่งหน
ดังมาจากไกล ๆ เพิ่ม เสียงเข่นฆ่าของสรรพอาวุธ
ให้แก่ค่ำคืนเหน็บหนาวอันเงียบสงบ!
เจียงเสวี่ยหนิงกอดผ้าห่มปักลาย เพิ่งจะ
ตระหนักได้…
สงครามอุบัติในคืนนี้
——————–
1. เสียฮูหยินแล้วยังเสียกองทัพ เป็นสำนวน
หมายถึงคิดจะเอาเปรียบคนอื่นเขาแต่กลับ
เป็นฝั่ายเสียหายแทน