คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 22 ไม่คู่ควร (1)
ครั้นออกจากร้านโยวหวงแล้ว เยี่ยนหลินก็พา
นางเดินเล่นอีกสักครู่
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ แก้วแหวนเงินทอง
เครื่องประทินโฉมและถุงหอม แม้กระทั่งพู่กัน
หมึก ภาพอักษรและภาพวาด เมื่อเข้าไปในร้าน
เห็นของดีกี่ชิ้น ๆ ก็มักถามนางว่า ‘ชอบหรือไม่’
เสมอ ทีแรกเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันรู้สึกอะไร แต่
เมื่อนางเห็นเยี่ยนหลินหยิบหยกหรูอี้มาถาม นาง
ก็พอจับเค้าได้ในใจแล้ว
การแสดงออกของหนุ่มน้อยมักตรงไปตรงมา
ตลอด
อย่างไรก็ตามยามนี้กลับคลุมเครืออย่างเห็น
ได้ชัด
ขณะที่เขาถามนางว่า ‘ชอบหรือไม่’ ดวงตา
จะเกลื่อนแววยิ้ม ทว่ากลับหลบสายตาอยู่บ้าง
ประหนึ่งกำลังกลัวว่านางจะพบเจออะไร
บางอย่าง ทั้งยังแฝงความเขินอายอีกด้วย
เยี่ยนหลินไม่อยากให้นางรู้จริง ๆ
ขณะนี้เดือนเก้ากำลังจะผ่านพ้น เมื่อลองงอ
นิ้วมือนับดูก็ใกล้จะเดือนสิบ จากนั้นก็จะถึงพิธี
สวมกวานของเขาในเดือนสิบเอ็ด
เมื่อผ่านพิธีสวมกวานก็ได้เวลาคุยเรื่องวิวาห์
ถึงตอนนั้นก็จะไปสู่ขอที่จวนตระกูลเจียงได้
แล้ว เช่นนั้นรายการสินสอดก็ต้องเตรียมการ
ล่วงหน้า เขาอยากรู้ว่าหนิงหนิงชอบของสิ่งใด ไม่
ชอบของสิ่งใด หากมีสิ่งที่นางชอบ หลังจากวันนี้
ก็จะแอบซื้อหามาก่อนใส่ลงไปในรายการสินสอด
ทั้งหมด คิดว่านางเห็นแล้วคงรู้สึกตื่นเต้นยินดี
ขึ้นมาหน่อย
จิตใจของหนุ่มน้อยไม่อาจซุกซ่อนไว้ได้อย่าง
ลึกซึ้งจริง ๆ
หากเจียงเสวี่ยหนิงยังดูไม่ออก ก็คงบอกว่า
ตนชอบหรือไม่ชอบอะไรเหมือนยามปกติเพราะ
นึกว่าเขาเพียงถามเหมือนที่เคยเป็นมา แต่ครั้นดู
ออกแล้ว กลับจะบอกว่าตนเองชอบก็ไม่ใช่ จะ
บอกว่าตนเองไม่ชอบไปตลอดเลยก็ไม่ดี
นางกับเขาเดินเล่นไปอีกสองร้าน
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็หยุดหน้าแผงลอย
ขายเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากไข่มุกและหยก
กล่าวกับเยี่ยนหลินว่า “ข้ารู้สึกล้านิดหน่อยแล้ว”
เยี่ยนหลินมองก็เห็นว่านางมีสีหน้าอิดโรย
จริงๆ
คราวนี้จึงรู้สึกตัวว่าตลอดทางตนเดินด้วย
ความสำราญบานใจอยู่คนเดียว แต่กลับลืมไปว่า
พรุ่งนี้นางยังต้องเข้าวังหลวงอีก ทั้งยังลืมถามนาง
ว่าต้องการหยุดพักบ้างหรือไม่ เขาพลันรู้สึกผิด
ขึ้นมาเล็กน้อย “ต้องโทษข้า ข้าลืมไปอีกแล้ว ถึง
อย่างไรวันหน้ายังมีเวลาอีกมาก รอให้เจ้าเข้าวัง
เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงแล้วข้าก็ยัง
ไปหาเจ้าได้อีก วันนี้กลับเร็วสักหน่อยเถอะ ข้าจะ
ไปส่งเจ้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิงโดยสารรถม้าออกมา
ทว่าเยี่ยนหลินขี่ม้ามา ขากลับจึงทำได้เพียง
ติดตามเคียงข้างรถม้าของนางช้า ๆ
บางครั้งที่นางเลิกมุมผ้าม่าน จะมองเห็นแสง
สายัณห์สีแดงอมทองของอาทิตย์อัสดงสาดส่อง
ลงบนร่างเหยียดตรงของเด็กหนุ่ม จมูกโด่งเป็น
สัน มุมปากอมยิ้มบาง ๆ หรือแม้แต่ขนตาที่
กระเพื่อมไหวเล็กน้อยก็ยังอาบไล้แสงตะวัน ยาม
เคลื่อนดวงตากลับมามองทั้งร้อนแรงทั้งแจ่มจ้า
ทว่าสิ่งที่เริ่มผุดขึ้นมาภายในใจนางกลับเป็น
ความร้าวรานและขื่นขม
ได้เวลาอันสมควรแล้ว
ควรหาเวลาที่เหมาะสมเพื่อบอกกล่าวเยี่ยนห
ลินให้ชัดเจนเสียที
*****
ครั้นกลับถึงจวน เจียงเสวี่ยหนิงก็สั่งให้คนยก
ข้าวของของตนออกมา ทั้งยังสั่งให้คนไปที่ห้อง
บัญชีของจวนเพื่อตรวจสอบว่าช่วงหลายปีมานี้
ท่านแม่เพิ่มของสิ่งใดให้นางบ้าง
ตัวนางไม่มีสมุดบัญชี แต่ที่จวนย่อมมี
บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ซึ่งก่อนหน้านี้ถูก
ลงโทษเพราะขโมยสิ่งของของนางต่างตกใจจน
ตัวสั่นงันงก นึกว่าคุณหนูรองจะเริ่มคิดบัญชีเก่า
อีกแล้ว แม้แต่หวังซิ่งจยายังตกใจจนหน้าถอดสี
แต่เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเอ่ยว่า “ข้าเคยบอกแล้ว
ไม่ใช่หรือว่าจะไม่สืบสาวราวเรื่องพวกเจ้าอีก ครั้ง
นี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า คนที่ควรขนของก็ขนของไป
คนที่ควรตรวจสอบบัญชีก็ตรวจสอบบัญชีไป”
บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ในเรือนถึงค่อย
โล่งใจ
ไม่นานนักหีบหลายใบก็ถูกขนออกมา
เจียงเสวี่ยหนิงใช้รายการสิ่งของในมือแบ่ง
ของล้ำค่าของตนออกเป็นสองฟาก ฟากหนึ่งเป็น
ของตัวนางเอง โดยพื้นฐานแล้วจะเพิ่มขึ้นมาช่วง
งานเทศกาลภายในจวน ส่วนอีกฟากหนึ่งคือสิ่งที่
ได้รับจากเยี่ยนหลินในช่วงหลายปีมานี้ และครอง
จำนวนมากกว่า
นางทำสมุดบัญชีใหม่ขึ้นมาเองอีกเล่ม จด
บันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน
จวนหย่งอี้โหวเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจ
มหาศาล เจริญรุ่งเรืองภายในช่วงระยะเวลาอัน
สั้น ทว่าขณะที่ฝั่าบาททรงมีพระราชโองการให้
ยึดทรัพย์ในสมัยนั้น จวนโหวกลับไม่ระแคะ
ระคายแม้แต่น้อย กระทั่งว่าคืนก่อนเกิดเรื่อง
จวนโหวทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างกำลังเตรียมพิธี
สวมกวานของเยี่ยนหลินซึ่งจะจัดในวันถัดไปเสีย
ด้วยซ้ำ
ดังนั้นพอเกิดเหตุยึดทรัพย์จึงไร้การตั้งรับ
แม้แต่น้อย
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดถูกยึดเข้าคลังหลวง ถูก
ตรวจสอบจนหมดสิ้น ส่วนคนเองก็ถูกขังอยู่ในคุก
หลวง แม้ว่าเบื้องนอกจะมีคนพยายามวิ่งเต้น
ติดต่อ แต่ทรัพย์สินกลับมีอยู่จำกัด ทั้งยังไม่พบ
ตัวท่านโหวและซื่อจื่อ กอปรกับต่อมาองครักษ์
เสื้อแพรสืบได้ว่าจวนหย่งอี้โหวส่งสารติดต่อกับ
กลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องจริง ฝั่าบาททรงพระพิโรธ
อย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าวิ่งเต้นให้จวนหย่ง
อี้โหวอีก
สุดท้ายเพราะเห็นแก่ท่านโหวซึ่งเคยสร้าง
คุณูปการให้แว่นแคว้นจึงละเว้นโทษประหารทั้ง
ตระกูล
แต่การถูกเนรเทศเช่นนี้จะมีสภาพน่า
อเนจอนาถและสิ้นหวังเพียงใด
ชาติก่อนหลังจากเยี่ยนหลินหวนคืนสู่ราช
สำนักก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
มักมีไออำมหิตแผ่ซ่านจากร่าง อีกทั้งยังยิ้มแย้ม
น้อยมาก
ราวกับว่าหนุ่มน้อยผู้ร้อนแรงภายในความ
ทรงจำผู้นั้นของนางไม่เคยดำรงอยู่
มีเพียงยามดึกสงัดที่เขานอนอยู่บนที่นอนใน
ตำหนักบรรทมของนาง กุมมือนางเบา ๆ เล่า
ความรู้สึกและสิ่งที่เขาได้ประสบพบเจอมา
ทั้งหมดยามถูกเนรเทศไปยังดินแดนทุรกันดาร
และห่างไกลทางตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้นที่
เจียงเสวี่ยหนิงจะรู้สึกว่านี่คือเยี่ยนหลิน…
คือเด็กหนุ่มซึ่งเคยเล่าถึงทัศนียภาพอันงดงาม
ให้นางฟังเมื่อครั้งยังเยาว์วัย
เพียงแต่เรื่องที่เล่าไม่เหมือนเดิมแล้ว ครั้งวัย
เยาว์เขาคือท่านโหวน้อยผู้สูงศักดิ์ สวมชุดหรูหรา
งามสง่าขี่อาชาพ่วงพี ชมขุนเขาและสายน้ำไปทั่ว
ทุกแห่งหน เปียมล้นด้วยจิตใจอันกระฉับกระเฉง
และมีชีวิตชีวา ภายในดวงตามีแต่ความสุกใสและ
ความดีงาม ครั้นถูกเนรเทศ เขาไม่เพียงไม่ใช่
ลูกหลานของตระกูลใหญ่ แต่กลับกลายเป็น
นักโทษผู้มีโทษติดตัว ลำบากตรากตรำ ณ
ดินแดนอันเหน็บหนาว แม้จะเป็นขุนเขาและ
สายน้ำดังเดิม ทว่าในสายตากลับมีแต่ความเวิ้ง
ว้างว่างเปล่า สิ่งที่เหลืออยู่ในความทรงจำมีเพียง
ความลำบากตรากตรำและภยันตรายของโลกใบ
นี้กับใจคนที่แปรเปลี่ยนง่ายเท่านั้น
บัดนี้สวรรค์มอบโอกาสให้นางอีกครา ให้
กระแสธารแห่งกาลเวลาอันแสนจะยาวนานไหล
ทวนกลับ ทำให้นางได้พบหนุ่มน้อยผู้จริงใจและ
ร้อนแรงที่มีอยู่ในความทรงจำของนางอีกหน
ความรู้สึกนี้นางไม่อาจตอบแทนได้
แต่หากทำให้หนุ่มน้อยยังคงความดีงามเฉก
เช่นที่มีอยู่ภายในความทรงจำได้ตลอดกาล มัน
จะน่าตื้นตันสักเพียงใดกัน
พิณที่เยี่ยนหลินซื้อมอบให้นางเมื่อกลางวันยัง
วางอยู่บนโต๊ะ
เจียงเสวี่ยหนิงจดจ้องเป็นเวลานาน ก่อนจะ
จดบันทึกพิณคันนี้ลงในสมุดบัญชีด้วย ใช้
ตัวอักษรขนาดเล็กเขียนทำสัญลักษณ์อยู่ข้างท้าย
แถวหนึ่ง ‘เงินสามพันตำลึง’
บทที่ 22 ไม่คู่ควร (2)
เมื่อทำสัญลักษณ์เสร็จแล้วก็หัวเราะอย่างขม
ขื่น
เยี่ยนหลินช่างใช้เงินโดยไม่กะพริบตาเสียจริง
เชียว คิดจะให้นางจนหมดตัวเลยหรือไร พิณคัน
นี้ซื้อมาด้วยราคาสามพันตำลึง ทว่ายามขาย
ออกไปไม่รู้ว่าราคาจะลดลงไปเช่นไรแล้ว
หลี่ว์จ้าวอิ่นช่างเป็นพ่อค้าหน้าเลือดของแท้!
เหลียนเอ๋อร์และถังเอ๋อร์ไม่รู้ว่าเหตุในนางถึง
นับสิ่งของอย่างกะทันหันอีกครา ทว่ากลับนึก
เรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงประชิดเข้าหานาง
และพูดว่า “จริงสิคุณหนู เนื่องจากท่านได้รับ
คัดเลือกให้เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
นายท่านและนายหญิงมอบของขวัญมาให้ไม่น้อย
เลยเจ้าค่ะ ยามบ่ายคุณหนูใหญ่ก็มอบชุดเขียน
อักษรมาให้ชุดหนึ่งเช่นกัน ท่านจะดูและนับ
หน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ย…?
เจียงเสวี่ยหนิงมองไปทางเหลียนเอ๋อร์
หูปี[1] ตวนเยี่ยน[2] หมึกควันสน เข้าชุดกับ
กระดาษเฉิงซินถังอีกปึก ล้วนเป็นของชั้นเลิศ
นางพลันเงียบงัน เพียงตอบว่า “วางเอาไว้
เถอะ”
*****
เรื่องที่เจียงเสวี่ยหนิงถูกเรียกตัวเข้าวังเป็น
พระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงย่อมสร้าง
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในจวนตระกูลเจียงอยู่
ครู่ใหญ่ อย่างไรเสียนางก็มีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ
ทั้งยังเรียนไม่ได้ความ ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็
ต่างจากคุณหนูใหญ่เจียงเสวี่ยฮุ่ยลิบลับ
แต่สุดท้ายชื่อที่แจ้งลงมากลับเป็นนาง
แรกเริ่มจวนส่งรายชื่อของคุณหนูใหญ่ไป ไม่
มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เหนือความ
คาดหมายเช่นนี้
มีสารพัดคำพูดปรากฏขึ้นมาทันที บ้างก็บอก
ว่าวังหลวงอาจแจ้งรายชื่อผิด บ้างก็บอกว่าเจียง
เสวี่ยหนิงไปประจบประแจงองค์หญิง ใช้ลูกไม้
อะไรบางอย่าง ทำให้องค์หญิงคัดชื่อเจียงเสวี่ยฮุ่
ยทิ้งและมอบโอกาสให้นาง มีบางคนบอกว่านาง
แอบไปโวยวายกับนายท่าน บังคับให้นายท่าน
เปลี่ยนชื่อเป็นนางก่อนจะเสนอชื่อขึ้นไป และมี
คนบอกว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ วัง
หลวงจึงไม่สนใจ…
แต่ไม่ว่าอย่างไรคำพูดก็แพร่มาถึงเจียงเสวี่ย
หนิง
นางไม่ใส่ใจ
พรุ่งนี้เช้าต้องเข้าวังหลวงแล้ว ถึงแม้เจียงปั๋อ
โหยวกับเมิ่งซื่อจะรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นช่างน่าฉงน
สนเท่ห์และจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่พอถึงช่วง
เย็นก็ยังคงจัดเลี้ยง เรียกเจียงเสวี่ยฮุ่ยและเจียง
เสวี่ยหนิงมารับประทานร่วมกันอยู่ดี
อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เจียงเสวี่ยหนิงได้พบ
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหลังจากวังหลวงเลือกเฟั้นผู้ที่จะมา
เป็นพระสหายร่วมศึกษาแล้ว
ท่าทางไม่ต่างจากยามปกติแม้แต่น้อย
ยังคงสง่ากิริยางดงามดังเดิม ระหว่างงาน
เลี้ยงยังเป็นฝั่ายคีบอาหารให้บุพการีอีกด้วย แวว
ตาปราศจากความรู้สึกไม่เป็นธรรมและความ
ผิดหวังแม้แต่น้อย เหมือนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้
มาก่อนและไม่เคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจาก
ภายนอกสักคำ
เจียงปั๋อโหยวกลับค่อนข้างรู้สึกหนักอึ้งในใจ
ไม่ได้ตั้งความหวังต่อการเข้าวังหลวงของเจียง
เสวี่ยหนิงครั้งนี้สักเท่าไรนัก เพียงกำชับกำชาด้วย
ความห่วงใย “พ่อเป็นขุนนางในราชสำนักและ
ผลงานก็มีพอควร พอเจ้าเข้าวังหลวงไปแล้ว ไม่
จำเป็นต้องแย่งชิงสิ่งใดทั้งสิ้น ขอเพียงวางตัวให้ดี
ควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้ อย่าไปก่อเรื่อง
ก่อราวก็พอ ส่วนองค์หญิงจะพอพระทัยหรือไม่
บรรดาเซียนเซิงทั้งหลายจะชื่นชอบหรือไม่ ล้วน
ไม่สำคัญ พอฝืนให้ผ่านพ้นไปได้ก็เพียงพอ จงจำ
เอาไว้ ดูให้มากพูดให้น้อย ก้มหน้าก้มตาทำไปก็
พอแล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิงรับปากทุกประการ
แต่นางกลับคิดในใจว่า พรุ่งนี้วังหลวงจะเริ่ม
เรียนรู้มารยาทพิธีการ เจียงปั๋อโหยวไม่
จำเป็นต้องกังวลขนาดนี้เลยจริง ๆ อย่างไรเสีย
หากแผนการ ‘รับผิดชอบอย่างไม่ตั้งใจ’ ประสบ
ความสำเร็จราบรื่น เกรงว่านางคงไม่ผ่านด่าน
มารยาทพิธีการและด่านคุณสมบัตินี้จนได้กลับ
จวนอย่างรวดเร็วแล้ว
เจียงปั๋อโหยวเห็นนางมีท่าทีไม่แยแสก็รู้สึก
กังวลอยู่บ้าง ปากไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรอีก ทว่าใจ
กลับกำลังขบคิด พรุ่งนี้หลังจากไปฟังราชกิจเช้า
เสร็จแล้วจะไปบอกกล่าวจวีอันสักสองสาม
ประโยค ฝากฝังให้เขาดูแลนางขณะอยู่ภายในวัง
สักหน่อย
ด้านเมิ่งซื่อยังไม่อาจปล่อยวางเรื่องที่การ
คัดเลือกพระสหายร่วมศึกษาเกิดความ
เปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝัน ระหว่างรับประทาน
อาหารสีหน้าไม่สู้ดีนัก มองเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
หลายครั้ง ใคร่อยากจะถามนางว่าไปทำอะไรมา
หรือไม่ แต่เจียงปั๋อโหยวซึ่งอยู่ด้านข้างส่งสายตา
ปราม นางจึงไม่ได้ถาม
ตอนกำชับก็เอ่ยเพียงสองประโยค
อย่างไรเสียคำพูดที่แท้จริงก็ให้เจียงปั๋อโหยว
บอกกล่าวไปแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบจึงสนทนากับ
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงไม่กี่คำ
อาหารมื้อนี้ยาวถึงยามโหย่ว[3] สามเค่อถึง
ค่อยแยกย้าย
เมื่อออกมาจากเรือนหลัก ภายในจวนก็จุด
โคมไฟแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงการคารวะและออกมา
พร้อมเจียงเสวี่ยฮุ่ย ด้วยเหตุนี้ยามเดินอยู่ที่
ระเบียงทางเดิน ผู้หนึ่งจึงอยู่เบื้องหน้า อีกผู้หนึ่ง
ก็อยู่เบื้องหลังอย่างปกติสุข
หากเหมือนที่เป็นมา คงต่างคนต่างเดินโดย
ไม่สนใจกันไปแล้ว
แต่วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงกลับเรียกนางเอาไว้
กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าไม่ชอบของที่เจ้าให้
ข้า”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรั้งฝีเท้า ไม่ได้หันหน้ากลับมา
“เช่นนั้นน้องหญิงหนิงโยนทิ้งไปก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงอดหัวเราะเย้ยหยันไม่ได้
“หากข้าเป็นเจ้า ชื่อเสนอขึ้นไปแล้ว แต่กลับไม่ได้
รับคัดเลือก กลายเป็นน้องสาวที่ไร้ความรู้
ความสามารถของตนเองได้รับคัดเลือกให้เป็น
พระสหายร่วมศึกษาแทน จะต้องคิดว่าตนถูกเล่น
ตุกติกหรือเปล่าแน่นอน แต่เจ้ากลับจอมปลอม
ทั้งยังมอบเครื่องเขียนให้ข้าอีก หรือนึกว่าข้าดูไม่
ออกเรื่องที่แท้จริงแล้วเจ้าก็อยากจะเข้าวัง?”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็เบนสายตามามองนาง
ระเบียงนั้นปลูกดอกจื่อเถิง[4]เป็นหลังคา แต่
เนื่องด้วยผ่านพ้นช่วงฤดูผลิดอกและล่วงถึงปลาย
ฤดูสารทแล้ว บุปผาใบไม้จึงโรยรา กิ่งก้านแห้ง
เหี่ยว แสงจันทราสีเงินยวงเหนือยอดศีรษะแทรก
ผ่านช่องว่างของกิ่งก้านสาขาลงมา ทอแสงวูบ
ไหวเป็นจุดเล็กละเอียดบนร่างเจียงเสวี่ยหนิง
ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดเรียบง่าย เมื่อยืนอยู่
ตรงนั้นกลับงามสง่ากอปรด้วยเสน่ห์ยวนตา
แม้แต่รอยยิ้มเย้ยหยันตรงมุมปากยังน่าลุ่ม
หลง
นางไม่เคยปิดบังความยินดีหรือโทสะ และ
เหมือนรังเกียจที่จะปิดบังอีกด้วย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง กล่าวอย่าง
แช่มช้าว่า “ข้าอยากเข้าวัง ใต้หล้านี้มีสตรีใดบ้าง
ไม่รักชอบความหรูหรา? สำหรับข้าแล้ว หาใช่
เรื่องน่าอับอายอันใดไม่ เพียงแต่สุดท้ายไม่สำเร็จ
ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดให้ตัดพ้อเช่นกัน สรรพสิ่งล้วนมี
วาสนาเป็นของตัวเอง บัดนี้ข้าก็แค่ไม่มีทั้ง
ความสามารถและไม่มีวาสนานี้ก็เท่านั้น”
แต่ไหนแต่ไรมาเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ถูกชะตาสี
หน้านิ่งเรียบยามอีกฝั่ายเอ่ยวาจาเช่นนี้อยู่แล้ว
รอยยิ้มซึ่งประดับบนริมฝีปากเจียงเสวี่ยหนิงค่อย
ๆ เลือนหาย ในขณะที่น้ำเสียงกระแนะกระแห
นกลับเข้มข้นมากยิ่งขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดข้า
ถึงไม่ชอบเจ้าตั้งแต่เข้าจวนมา?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่กล่าววาจา
เจียงเสวี่ยหนิงหักกิ่งไม้แห้งกิ่งเล็กซึ่งห้อยลง
มาจากระเบียงทางเดินจนเกิดเสียงดัง ‘เปั๊าะ’
ส่งผลให้ค่ำคืนอันเงียบสงัดบังเกิดความน่าตื่น
ตะลึงรูปแบบหนึ่ง “ไม่ใช่แค่เพราะเจ้าดีกว่าข้า
โดดเด่นกว่าข้า เสพสุขต่อทุกสิ่งที่เดิมทีควรเป็น
ของข้าเท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ บัดนี้สี่ปีล่วง
มาแล้ว ทั้งที่เจ้ารู้ชาติกำเนิดและรู้ว่าผู้ใดเป็น
มารดาบังเกิดเกล้าของตนเอง มีคนบางคนต่อให้
ปราศจากบุญคุณที่เลี้ยงดู ทว่าก็มีบุญคุณที่ให้
กำเนิด แต่เจ้าไม่เคยถามเรื่องของหว่านเหนียง
กับข้าสักประโยคเดียว หรือแม้แต่คำเดียว”
มือที่กุมประสานกันด้านหน้าของเจียงเสวี่ย
ฮุ่ยค่อย ๆ กุมแน่น นางหลุบตาลงเล็กน้อย คล้าย
อยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงโยนกิ่งไม้แห้งทิ้งไป แล้ว
หัวเราะใส่นาง
“หว่านเหนียงล้มปั่วยหนัก ก่อนจะจากโลกนี้
ไป นางกุมมือข้า ยัดกำไลซึ่งเป็นของตกทอดใน
ตระกูลของนางใส่มือข้า บอกให้ข้ากลับจวน เมื่อ
พบเจ้าแล้วให้มอบสิ่งนี้ถึงมือเจ้า แต่ตลอดมาข้า
ไม่ได้มอบให้เจ้า เพราะข้ารู้สึกว่า…เจ้ามันไม่
คู่ควร”
——————–
1. หูปี คือพู่กันชั้นยอดที่มีชื่อเสียง ผลิตมา
จากหูโจวในมณฑลเจ้อเจียง
2. ตวนเอี้ยน คือจานฝนหมึกจากเจ้าชิ่งของ
มณฑลก่วงตง หรือกวางตุ้ง
3. ยามโหย่ว หมายถึงช่วงเวลา 17.00 น. –
19.00 น.
4. ดอกจื่อเถิง หรือดอกวิสทีเรีย เป็นดอกไม้
ที่มีกลิ่นหอม มีสีตั้งแต่สีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน
ชมพู และขาว