คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 211 เปิดศึก
สายลมหนาวคืนเหมันต์พัดผ่านจินทั่ว[1]แสง
จันทร์เย็นเยียบส่องกระทบชุดเกราะเหล็ก
บริเวณนอกค่ายทหารใหญ่พ้นตัวเมือง เหล่า
ทหารตั้งขบวนอยู่ด้านหน้ากันแล้ว
ทหารราบอยู่กลาง แบ่งทหารม้าเป็นสองปีก
พลธนูหลบอยู่หลัง ทหารราบแนวหน้า ในหมู่
ทหารราบมีส่วนน้อยเป็นทหารราบหนัก มือหนึ่ง
ถือโล่มือหนึ่งถือดาบ ไว้กำราบทหารเร่ร่อน
ของต๋าต๋าซึ่งชำนาญการยิงธนู โดยเฉพาะ ทั้งบุก
รุกเข่นฆ่าและปั้องกันลูกธนูจากอีกฝั่ายได้ แต่
ส่วนมาก เป็นทหารราบเบาและทหารม้าเบาซึ่ง
น้ำหนักตัวน้อย เคลื่อนไหวปฏิบัติการว่องไว จัด
ระเบียบง่าย ขอเพียงบัญชาการได้ดี ในราตรีสลัว
นี้ย่อมบุกเข้าสังหารได้เงียบเชียบเสมือนใบไม้!
เสียงกลองศึกบนหอสังเกตการณ์กระหึ่มขึ้น
เรื่อย ๆ
ไฟคบเพลิงซึ่งจุดยามราตรีกับธงรบพลิ้วไหว
ตามลม
ใบหน้าของทหารสามหมื่นนายเลือนรางจาก
แสงเงาจนดูไร้ความ แตกต่าง
รอยเลือดในวันวานบนแท่นบัญชาการถูกชะ
ล้างจนสะอาด เหลือแค่รอยด่างดวงแห้งกรัง
ระหว่างซอกเหล็กและหลืบไม้ เค้าโครงใบหน้า
คมเข้มหนักแน่นของเยี่ยนหลินช่างแลกระจ่างชัด
ขณะยืนบนที่สูง
ตะวันยังไม่ขึ้น เขาจึงเป็นอาทิตย์แห่งค่ำคืน
อันมืดมนอนธการ
แสงเพลิงสว่างไสวลุกโชติในส่วนลึกของ
ดวงตา ทำให้ปณิธานและ ความมุ่งหวังจะล้าง
แค้นซึ่งสะกดกลั้นมาตลอดสองปีทะยานขึ้นตาม
ดวงใจ ที่เดือดพล่าน แปรเปลี่ยนเป็นความสง่า
งามองอาจเทียมฟั้า เขาชักกระบี่ ออกจากฝัก ชู
คมกระบี่ยาวสามฉื่อขึ้นสูง!
ภูผาโห่ร้องห้วงสมุทรกู่ก้องไปทุกแห่งหนใน
ฉับพลัน!
“ย่างเข้าเยี่ยนเหมิน พิทักษ์บ้านเมือง!”
“กวาดล้างต๋าหลู่[2] ช่วยเหลือองค์หญิง!”
“จะเป็นหรือตาย ไม่เลิกรา!”
…
เดิมทีมีทหารประจำการอยู่ซินโจวนับแสน
ทว่าตระกูลเซียวที่เข้ามา เป็นผู้บังคับบัญชาทั้ง
บริหารกองทัพไม่เป็นระเบียบและละเลยการฝึก
ทหาร ดังนั้นจึงคัดเลือกมาลงสนามรบภายใน
ระยะเวลาอันสั้นได้จริงไม่ถึงครึ่ง การบุกโจมตี
ต๋าต๋าในฤดูหนาวก็ไม่ใช่กลศึกทั่วไป ทั้งต้องพลิก
แพลง ต้องรวดเร็ว ต้องเสี่ยงอันตราย แม้ต๋าต๋า
จะเป็นแว่นแคว้นหนึ่ง ทว่าเทียบกับ ต้าเฉียนแล้ว
ก็ใหญ่เพียงสามมณฑลรวมกัน ทหารสามหมื่น
นายมากพอจะโจมตีจนอีกฝั่ายรับมือไม่ถูก หมด
กำลังใจจะสู้ต่อ
“ซื่อจื่อยามนี้ให้ความรู้สึกเช่นวีรบุรุษรุ่นเยาว์
อยู่บ้าง…”
บนหอสังเกตการณ์ หลี่ว์เสี่ยนยืนสัมผัสสาย
ลมหนาวที่พัดกรีดใบหน้าอยู่ข้างคบเพลิงลุกโชน
มองดูภาพกองทัพใหญ่ออกรบอยู่ไกล ๆ หลัง
ทอดถอนใจก็กลับไปนิ่งเงียบอีกครู่หนึ่ง
“แว่นแคว้นจะรุ่งเรืองหรือล่มจมล้วนเป็น
ราษฎรที่ต้องทนลำบาก สงครามนี้ไม่รู้ต้องมีคน
ตายอีกสักเท่าใด”
ส่วนเซี่ยเวยยืนอยู่ด้านข้างไม่ไกล
พื้นราบบนหอสังเกตการณ์มีเปั้าธนูแท่นหนึ่ง
ตั้งอยู่
เสื้อคลุมนักพรตสีครามหม่นของเขาถูกสาย
ลมหนาวพัดจนโบกสะบัด นิ้วมือซึ่งต้องความเย็น
จนไม่ต่างจากน้ำแข็งจับคันธนูยาว ดึงลูก
เกาทัณฑ์ ขนนกอินทรีทองดอกหนึ่งออกมาเล็ง
กลางเปั้า เอ่ยแค่ว่า “แล้วอย่างไรเล่า”
หลี่ว์เสี่ยนไร้คำจะพูด
แม้ที่ผ่านมาเขาไม่ใช่นักบุญผู้มีเมตตาต่อทุก
ชีวิต แต่ยามต้องเห็นคน รากหญ้าเป็นทุกข์ ต้อง
เห็นมนุษย์ล้มตาย ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดใจเศร้า
โศก บางส่วน ทว่าเซี่ยจวีอันผู้ดูอ่อนน้อมถ่อมตน
และจิตใจดีงาม พอถึงยามที่ โลหิตแปดเปือนนับ
พันลี้ เกิดสงครามฆ่าล้างขึ้นมาจริง ๆ กลับเผย
ความ เยือกเย็นจนน่าตะลึงออกมาราง ๆ
เห็นชีวิตคนเหมือนใบหญ้า เห็นสรรพสิ่งดั่ง
ตัวหมาก
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในความเฉยชาจนน่า
พรั่นพรึงก็ยังแฝงความสว่างไสวและรู้แจ้งราวกับ
จะหลุดพ้นจากเรื่องทางโลกอยู่ด้วย
“เดิมสวรรค์ไร้หลักการ คนต่างหากที่กำหนด
โลกดำเนินไปตาม ธรรมชาติ คนกลับไม่เข้าใจ ไม่
ทำลายแล้วจะสร้างได้อย่างไร ไม่ดับแล้วจะเกิด
ได้อย่างไร โลกใบนี้ทั้งมวลก็มีเพียงคำว่า ‘ตาย’
เรื่องนี้แต่เดิมก็ไม่จำเป็นต้องใช้หลักการมา
สนับสนุนเลย หากไม่รู้จักตาย แล้วจะรู้จักเกิดได้
หรือ”
เกิดเสียงสั่นดัง ‘ฟึบ’
ลูกเกาทัณฑ์ขนนกอินทรีทองพุ่งปะทะเปั้าธนู
เสียงดังสนั่น เรี่ยวแรงมหาศาลจนเปั้าไม้แตก
กระจุยล้มหงาย เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น
ท่ามกลางรัตติกาลหนาวเหน็บ
ใบหน้าไร้อารมณ์ของเซี่ยเวยสงบนิ่งปานสาย
ธารลึก
“ข้าทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ พวก
เขาควรขอบคุณข้าเสียด้วยซ้ำ”
หลี่ว์เสี่ยนกลั้นหายใจ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะ
ผ่อนลม มั่นใจกว่า สองวันก่อนอีกว่าเซี่ยจวีอัน
อารมณ์ไม่ดีมากจริง ๆ
*****
ยิ่งขึ้นเหนือ แสงอรุณก็ยิ่งสว่างช้า
ช่วงกลางยามเหม่าใกล้ผ่านพ้น สีน้ำเงินเข้ม
ยังปกคลุมกระโจมใกล้ ชายแดนของต๋าต๋า
บรรยากาศเงียบสงัดอย่างยิ่ง ทหารลาดตระเวน
ถึงคราผลัดเวร บ้างก็อดนอนมาทั้งคืน บ้างก็เพิ่ง
ตื่นจากนิทรา ส่วนมากแล้วกำลังหมดแรง เป็น
ช่วงเวลาที่ตื่นตัวน้อยที่สุดพอดี
ขณะนี้เองที่มีเสียงแหกปากดังทำลายความ
สงบ!
“ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! กองทัพต้าเฉียนบุก
มาแล้ว! ข้าศึกบุก…”
ตอนแรกบางคนถึงกับฟังไม่ชัด นึกว่ากำลัง
อยู่ในห้วงฝัน เดินไปหลายก้าวกว่าจะได้สติ ตก
ตะลึงพรึงเพริดจนอ้าปากค้าง
กระโจมทุกหลังเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ทันที
พลทหารที่เพิ่งหลับฝันรีบสวมเกราะเตรียม
เข้าร่วมศึก ส่วนทหาร เฝั้ายามที่มีหน้าที่แจ้งข่าว
รีบกระโดดขึ้นหลังม้าตะบึงไปยังราชสำนัก!
ใครจะไปคาดถึงการบุกโจมตีสายฟั้าแลบอัน
ผิดแปลกนี้
ไม่ใช่วสันตฤดูอันอบอุ่น ทั้งยังไม่ใช่ยาม
กลางวันซึ่งมีแสงตะวันสว่างไสว แต่กลับเป็นคืน
เหมันต์อันหนาวเย็นที่พวกเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นไป
ได้โดย สิ้นเชิง!
การจู่โจมโดยอีกฝั่ายไม่ทันตั้งตัว อาศัยว่า
เตรียมการมาอย่างดีก็ ไม่ต้องกังวลจะแพ้พ่าย
ดังคำกล่าวว่า ‘การทำศึกก็คือการเล่นกล’
ต๋าต๋าอ๋องเหยียนต๋ากำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ เมื่อ
คืนเพิ่งทำศึกใหญ่กับ สนมหลายนางอย่างเต็มที่
อันที่จริงเพิ่งพักผ่อนได้ไม่นานก็พลันได้ยิน
สัญญาณเตือนจากข้างนอก จึงปวดเศียรเวียน
เกล้าแทบระเบิด หลังเรียกทหารแจ้งข่าวเข้ามา
สอบถามก็เดือดดาลจนยกเท้าถีบโต๊ะบนพรม
หนังแกะกระเด็น
“อยู่ดี ๆ ต้าเฉียนบุกโจมตีได้อย่างไร หรือจะ
มีข่าวเล็ดลอด”
ใบหน้าเขามีหนวดเคราครึ้ม คิ้วตาแม้
ค่อนข้างองอาจทว่าแฝงความดุร้าย
“นางคนนั้น นางคนนั้นเล่า?!”
สาวใช้ที่ปรนนิบัติซ้ายขวาหมอบตัวสั่นบนพื้น
สองปีมานี้รู้ชัดดีว่า ‘นางคนนั้น’ ที่ท่านอ๋องพูด
ถึงก็คือองค์หญิงที่มาต๋าต๋าเพื่ออภิเษกสมรส
เชื่อมสัมพันธไมตรีครานั้น รีบตอบเสียงสั่นเครือ
“ตามที่ท่านอ๋องทรงกำชับให้ขังในกระโจม หลาย
วันนี้เลยไม่ได้ให้นางออกมาอีกเพคะ”
เหยียนต๋าหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง คว้าดาบได้
ก็ออกจากกระโจมอ๋อง
ระหว่างทางก็สั่งเรื่องรับมือการบุกโจมตี
กะทันหันไปด้วยโดยไม่หยุดฝีเท้า เดินมาจนถึง
กระโจมขนาดสามจั้งสุดฝังตะวันออกของราช
สำนัก
เวลานี้ฟั้าเริ่มสว่างบ้างแล้ว
ภายในกระโจมมีแสงตะเกียง
เงาร่างผอมบางทาบลงบนกระโจมสีขาวหิมะ
เสิ่นจื่ออีได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวายจากข้างนอกก็
ผุดลุก
ตอนเหยียนต๋ากระชากม่านเข้าไป เสิ่นจื่ออี
กำลังหันหลังให้ขณะเปิดหีบเปือนฝุั่นที่เก็บมา
นาน มวยผมเกล้าสูงเผยต้นคอระหงผุดผ่อง ไม่รู้
ว่า ถอดเครื่องแต่งกายหลากสีสันของต๋าต๋าแล้ว
เปลี่ยนมาสวมชุดเก่าของตน เมื่อปีนั้นตั้งแต่
เมื่อใด
ภายในหีบเป็นชุดทางการขององค์หญิงแห่ง
แว่นแคว้น
ชุดชาววังถักทอจากเส้นไหมชั้นเลิศแม้จะอยู่
ใต้แสงไฟสลัวก็ยังระยิบระยับงามวิจิตร ดิ้นเงิน
ดิ้นทองลายกระเรียนแปรเป็นหงส์ยังคงเย็นเฉียบ
ทว่างดงามเช่นของใหม่
เหยียนต๋าชักดาบมาพาดคอนางทันที กัดฟัน
กรอดถามว่า “ใช่เจ้า หรือไม่!”
เสิ่นจื่ออีหันหน้ามามองเขา
รอยแผลเป็นเก่าคล้ายแต้มชาดสีจางใต้หาง
ตาเส้นนั้น นอกจากจะประทับชาติกำเนิดและ
เคราะห์กรรมที่ประสบเอาไว้ ยังทำให้นางไร้
ความ รู้สึกใดต่อคมดาบบนลำคอโดยสิ้นเชิง โค้ง
มุมปากน้อย ๆ ด้วยความสงบ และเย็นชา “หาก
สังหารข้า พวกเจ้าตายกันหมดแน่”
——————–
1. จินทั่วหรือเตียวโต่ว เป็นเครื่องมือที่ใช้ใน
กองทัพสมัยโบราณ ลักษณะเป็นภาชนะ
สามขามีด้ามจับทำจากโลหะ ยามกลางวัน
ใช้เป็นหม้อสำหรับบรรจุหรือทำอาหาร
ยามกลางคืนใช้เคาะตีระบุเวลา
2. ต๋าหลู่ เป็นชื่อที่ชาวฮั่นในอดีตใช้เรียกชน
เผ่าทางเหนือด้วยความดูแคลน