คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 212 กำเริบเสิบสาน (1)
ทันทีที่สงครามอุบัติประหนึ่งต้นหญ้าบนทุ่ง
รกร้าง เพียงประกายไฟ น้อยนิดต้องลมก็ลุกลาม
ทั่วทุกแห่งหน พร้อมแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุณ
กลองรบในคืนเหมันต์อันเหน็บหนาวดังอุก
อาจราวกับเสียงอัสนี!
ปลุกชาวต๋าต๋าที่ต้องเผชิญศึกขึ้นจากฝัน
หวาน หยาดโลหิตสดจาก คมหอกและสรรพ
อาวุธไหลซึมสู่พื้นดินเยือกแข็ง ขณะแสงตะวัน
เลือน สาดส่องปฐพีก็สะท้อนสีชาดอันเย็นเยียบ
ถึงกระดูกครั้งแล้วครั้งเล่า
ทหารม้าเบาเคลื่อนทัพได้ปราดเปรียวสุด
ส่วนพลธนูหลบในหมู่ทหารราบเบาโดยมีปีกซ้าย
ขวาคุ้มกัน ยังไม่เข้าประชิดพลทหารของต๋าต๋า
พลธนู ก็ชิงยิงห่าลูกศรปกคลุมชั้นฟั้าระลอกหนึ่ง
ปักร่างทหารม้าและอาชาศึก นับไม่ถ้วนในทัพ
ศัตรู
คนร่วงจากหลังม้า อาชาไนยร้องก่อนล้มฮวบ
ผู้ที่ตามมาหากไม่โดนลูกหลงก็หลบไม่ทันจน
ถูกชนกระแทกอย่างจัง บ้างตั้งตัวไวปรับกระบวน
ทัพให้กระจายออกชิดริมสองฝัง แต่ถึงกระนั้น ก็
ยังคงเป็นดั่งฝูงมด ถูกฟาดจนรูปขบวนแตก
กระเจิง กระบวนทัพซึ่งเดิมทีแข็งแกร่งแทบจะถูก
แหวกกลางในบัดดล
เยี่ยนหลินยืนสังเกตการณ์บนรถศึกสูง
ตัดสินใจฉับไวสั่งให้มือกลองเปลี่ยนจังหวะการตี
เพื่อเปลี่ยนคำบัญชาการ ทหารม้าตะลุยนำหน้า
ออก จากสองปีกเข้าโอบล้อมรูปขบวนจู่โจมของ
อีกฝั่ายทันใด ส่วนทหารราบ หนักซึ่งถือโล่ชูดาบ
ก็ทะลวงจุดอ่อนซึ่งแยกออกของอีกฝั่ายดั่งด้าม
หอก พลธนูเองก็ไม่ได้ยิงศรจนมืดฟั้ามัวดินต่อ
ทว่าเปลี่ยนมาคุ้มกันทหารราบ หนักที่ดาหน้าเข้า
จู่โจมขบวนทัพของอีกฝั่าย!
ทหารส่วนใหญ่ที่เลือกมาต่อสู้กับต๋าต๋าครั้งนี้
เป็นประเภทเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไว กอปร
กับมีเยี่ยนหลินผู้สั่งการเด็ดขาดไร้ความลังเล
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ให้ตั้งตัว ฝังต๋าต๋าจึงไม่อาจ
คาดเดาได้โดยสิ้นเชิง
กว่านายทหารระดับสูงของอีกฝั่ายจะตั้งสติได้
ก็สายไปแล้ว…
ได้แต่มองทหารปีกขวาสี่ห้าพันนายในขบวน
ทัพต๋าต๋าตกสู่วงล้อม ของทหารม้าเบาและการ
บุกทะลวงของทหารราบหนัก โดนตัดออกจาก
กองกำลังหลักของทัพใหญ่เอาดื้อ ๆ !
ส่วนทหารราบเบาของฝังต้าเฉียนก็เฝั้ารอจะ
เล่นงานพวกเขามา ตั้งแต่แรก!
เสียงร้องเข่นฆ่าดังกระหึ่ม!
คนแค่สี่ห้าพันตกอยู่ในวงล้อมหนัก ต่อให้
ออกแรงขัดขืนสู้สุดใจไม่ เลิกรา ทว่าจะไป
ต้านทานความได้เปรียบทางกำลังพลและ
ประเภททหาร ของทางต้าเฉียนได้อย่างไร
มิหนำซ้ำเดิมทีการตกอยู่ในวงล้อมศัตรูก็น่า
กระวนกระวายพอแล้ว ยิ่งถูกจู่โจมอย่างดุดันก็ยิ่ง
ระส่ำระสายไม่เป็นท่า!
ทุกชัยชนะของสงครามล้วนเริ่มจากความ
ได้เปรียบเล็ก ๆ เมื่อแรกเริ่ม คว้าโอกาสให้ได้
แล้วผลักเข้าไปเสมือนก้อนหิมะ
ทีละนิด ทีละหน่อย
ในสถานการณ์ที่ฝั่ายซึ่งพร้อมพรักเข้าจู่โจม
ฝั่ายที่ไม่ได้เตรียมพร้อม แม่ทัพหนุ่มก็แสดงความ
สุขุมและเด็ดขาดจนน่าตื่นตะลึง แม้จะคุมความ
ได้เปรียบมาแต่แรกก็มิได้ย่อหย่อน ทั้งยังไม่สั่ง
การโดยปราศจากความ ยั้งคิดให้สักแต่จะบุก
ตะลุยเพื่อเอาความดีความชอบ
ประมือครั้งแรกฝังต๋าต๋าเสียทหารไปสี่ห้าพัน
นาย ถือเป็นความสูญเสียใหญ่หลวง
ถึงต่อจากนั้นจะปรับเปลี่ยนกระบวนทัพ
หลายครั้ง จนแล้วจนรอดก็ ไม่อาจสร้างความ
เสียหายหนักหน่วงแก่คู่ต่อสู้ได้อยู่ดี
หากยังจะห้ำหั่นกับต้าเฉียนอย่างเอาเป็นเอา
ตายอีก ย่อมนับว่าหุนหันพลันแล่นจนไม่แยแส
สภาพการณ์โดยรวมอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจาก
ฝัง ต๋าต๋าถูกบุกทะลวงอย่างดุดันฉับไวจึงตีระฆัง
ถ่ายทอดคำสั่ง ให้ทหารทั้งหมดถอยกลับมาตั้ง
หลักที่ปราการชายแดนฝังตน
มีนายทหารระดับสูงของฝังต้าเฉียนไม่น้อย
กำลังคึกคะนองถึงขีดสุด แทบจะเห็นผลงานทาง
การทหารอยู่ตรงหน้ารำไร ครั้นวาดฝันว่ากวาด
ล้าง ต๋าต๋าแล้วจะได้เลื่อนขั้นอย่างไรบ้างก็รบเร้า
เยี่ยนหลินให้ฉวยโอกาสบุกโจมตีต่ออย่าได้ลดละ
ดับความกำแหงของต๋าต๋าให้มอด ให้พวกมันรู้
เสียบ้างว่า ต้าเฉียนยังคงเป็นต้าเฉียน กีบเท้า
เหล็กของต้าเฉียนต่างหากที่พวกมันควรเกรงกลัว
ใครจะคิดว่าเยี่ยนหลินกลับไม่สนใจ
ถ่ายทอดคำสั่งหลายอย่างเสร็จก็บัญชาให้
ถอยทัพกลับค่ายทันทีโดย ไม่กระหายจะสู้ต่อสัก
นิด!
ย่อมมีคนในทัพไม่เห็นด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าผลงานเห็นอยู่ตรงหน้า ต่อให้พวกเขา
วิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่อาจ หยุดยั้งบารมีและ
อิทธิพลของเยี่ยนหลินที่พุ่งสูงอย่างฉับพลันใน
กองทัพ มิหนำซ้ำเสบียงกองทัพยังถูกมอบหมาย
ให้คนของหลี่ว์เสี่ยนซึ่งเชื่อฟังคำสั่งเยี่ยนหลิน คน
อื่น ๆ จึงไม่มีอำนาจจะพูดหรือระดมกำลังใด ๆ
ทั้งสิ้น
หากไม่มีกระทั่งเสบียงแล้วจะใช้อะไรรบ
ต่อให้ความไม่พอใจนับพันนับหมื่นจะอัดแน่น
เต็มท้อง ก็ทำได้แค่ กัดฟันกลืนกลับอย่างอดทน
ระหว่างประชุมในค่ายก็ยังต้องก้มหัวเชื่อฟังแม่
ทัพหนุ่มผู้นี้!
ศึกแรกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ว่องไวปราด
เปรียวดั่งอสุนีบาต
กลยุทธ์ประเภทนี้ยิ่งแผลงฤทธิ์ถึงขีดสุดใน
หลายวันให้หลัง คอยส่งทัพไปก่อกวนเรื่อย ๆ
ทว่าก็ไม่ยืนกรานจะโจมตีด้วยทัพใหญ่ เพียงจิก
กิน เลือดเนื้อทีละนิดดุจอินทรีเฒ่าล่าเหยื่อ ตัด
กำลังอีกฝั่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันก็เร่งการฝึกกำลังทหารที่เหลือ
ในค่าย
สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการเฉือนเนื้อด้วยมีดทื่อ
ผ่านไปสามคราฝังต๋าต๋าก็มองเจตนาออก
กระทั่งครั้งที่สี่ราชสำนัก ต๋าต๋าจึงส่งกำลังหนุน
ทหารทั้งหมดสี่ห้าหมื่นนายรวมตัวกันที่ชายแดน
วางแผนว่ารอทหารม้าเบาของฝังต้าเฉียนเข้าจู่
โจมด้วยวิธีเดิมอีกก็จะตีกลับเข้าแสกหน้า เอาให้
อีกฝั่ายมาแล้วไม่ได้กลับเสียเลย!
ทว่าพอถึงวันประจัญบานจริง ๆ สิ่งที่ปรากฏ
ต่อหน้าพวกเขากลับเป็นทัพใหญ่ห้าหมื่นนาย
ประหนึ่งคลื่นน้ำเกรี้ยวกราด!
ห้าหมื่นคนมีทหารม้าเบาเพียงหยิบมือ
ส่วนมากเป็นทหารม้าหนัก พลธนูหนัก และ
ทหารราบหนัก!
กองทัพเปียมแสนยานุภาพ ไร้เทียมทานยาก
จะแตกพ่าย!
ครั้นเข้าปะทะก็ขยี้แนวทัพต๋าต๋าเป็นเนื้อบด
เสมือนรถศึกเหล็กนิล คันมโหฬารสำแดงฤทธิ์
ทลายแผนการที่พวกเขาทุ่มเทคิดจนแหลกลาญ!
ฝังต๋าต๋าไม่กล้าเชื่อเลย หวังเฉิงผู้นำทัพของ
เมืองซินโจวนำศึกเก่งกาจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
ตลอดเวลานั้นจึงส่งหน่วยสอดแนมไปสืบข่าวสาม
ครั้ง
สองครั้งแรกเผชิญความย่อยยับ กระทั่งรอบ
ที่สามถึงมีผู้มากความสามารถเคราะห์ดีพอจะนำ
ข่าวกลับมาได้…
ทัพเมืองซินโจวยังจะมีหวังเฉิงอะไรนั่นอยู่ที่
ไหนกันเล่า
แม่ทัพที่กำราบพวกเขาจนหมดท่าซ้ำแล้วซ้ำ
เล่าในครั้งนี้แซ่เยี่ยน ชื่อหลิน นามรองว่า ‘หุย’ !
เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน ทั้งยังบั่น
คอหวังเฉิง ใช้โลหิต แม่ทัพเก่าควบคุมอำนาจ
ทางการทหาร ผลักดันสงครามอันน่าสะพรึง
อย่างวันนี้ให้บังเกิดโดยเร็วที่สุด!
เพิ่งเริ่มสงครามได้สิบวัน ฝังต๋าต๋าก็เกินกำลัง
จะต้านทานไหว
ต่อให้เหยียนต๋าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็ไม่อาจ
ใช้กำลังของตนพลิกความปราชัยซึ่งเสียเปรียบมา
ตั้งแต่ต้นได้ วันที่สิบเอ็ดจึงส่งราชทูตไปมอบ
สัญญาพันธมิตรแก่เยี่ยนหลิน ทั้งยังบอกกล่าว
เรื่องที่องค์หญิงตั้งครรภ์และกำลัง จะคลอด
สายเลือดระหว่างสองแว่นแคว้นเพื่อขอร้องให้ยุติ
ศึก
เยี่ยนหลินชักกระบี่สังหารราชทูต ส่งศีรษะ
คืนกระโจมอ๋องแห่งต๋าต๋า
ดังคำกล่าวว่า ใจละโมบทะเยอทะยานไม่อาจ
ลดน้อยลงจนหมดได้ในวันเดียว
หากจะให้คนใจคดไม่ก่อปัญหาอีก แค่คำพูด
กับสัญญาพันธมิตรฉบับเดียวย่อมไม่ควรค่าให้
เชื่อใจ จะมีก็แต่หักเขี้ยวเล็บ ดึงเอ็นเลาะกระดูก
ฟาดจนมันเข็ดขยาดไร้กำลังโต้ตอบอีกต่อไป
เท่านั้น ถึงจะมีวันสงบสุขได้!
ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำศึกต่อ!
ไม่เพียงสู้ต่อ ทว่ายังบุกหนักกว่าเดิม!
ขวัญกำลังใจในกองทัพล้วนเกิดจากการรบ
โลหิตหลั่งเป็นสาย ไล่ปราบตลอดทาง ฮึก
เหิมเปียมกำลัง นับว่า ไร้ท่าทีถดถอยต่างจาก
กาลก่อนโดยสิ้นเชิง!
วันที่ยี่สิบสองเดือนสิบเอ็ด ทัพใหญ่ต้าเฉียน
มุ่งหน้าเข้าจู่โจมราชสำนักต๋าต๋าอย่างดุดันเยี่ยง
มังกรทอง ครั้นถึงช่วงชี้เป็นชี้ตาย ม้าศึกของ
เยี่ยนหลินก็มาหยุดหน้ากระโจมอ๋อง คมกระบี่
สามฉื่อสะท้อนใบหน้าอ่อนเยาว์ กล่าวกับเหล่า
เชื้อพระวงศ์ต๋าต๋าที่กำลังตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นกัน
ถ้วนหน้าเพียง ประโยคหนึ่ง “คนแซ่เยี่ยนมาครั้ง
นี้แค่เพื่อรับองค์หญิงกลับราชสำนัก ประเดี๋ยว
ต้อนรับองค์หญิงกลับทัพแล้วข้าก็จะไป ทุกท่าน
โปรดอย่า ตระหนก”
‘แค่เพื่อรับองค์หญิงกลับราชสำนัก’ กับผีสิ!
คำกล่าวนี้เมื่อกระทบโสตของชาวต๋าต๋าก็ไม่
ต่างอะไรกับถูกคนที่กำลังยิ้มยกมือตบหน้า!!
ทัพใหญ่ของอีกฝั่ายไล่กวาดล้างมาตลอดทาง
ตั้งแต่ด่านเยี่ยนเหมิน รื้อทำลายเมืองของพวก
เขา สังหารทหารของพวกเขา กระทั่งธงท่านอ๋อง
ที่นอนล้มยังถูกกีบเท้าเหล็กเปือนเลือดของม้าย่ำ
เหยียบ!
ตบหน้าเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าจนบวมเปั่ง แล้ว
ค่อยกล่าวทั้งรอยยิ้มกับ เจ้าว่า…
พวกเราแค่อยากมารับคน
ไม่เหมือนทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่ายกระมัง ไม่
เห็นจะโอหังอำมหิต สักนิดจริง ๆ กระมัง!
บทที่ 212 กำเริบเสิบสาน (2)
สงครามที่ด่านชายแดนลุกลามดั่งไฟปั่า เรื่อง
กองทัพไร้เทียมทาน เอิกเกริกขนาดนี้ย่อมไม่อาจ
ปิดมิด วันที่เยี่ยนหลินนำทัพไปเหยียบย่ำ ราช
สำนักต๋าต๋าจนราบเป็นหน้ากลอง ในที่สุดข่าว
จากด่านชายแดนซึ่งถูก สกัดกั้นแน่นหนาก็แพร่
ไปถึงเมืองหลวงท่ามกลางความชุลมุนต่าง ๆ
นานา สะพัดข้ามผ่านประตูวังชั้นแล้วชั้นเล่าจน
ไปถึงตำหนักบรรทมของฮ่องเต้
ขณะนี้อยู่ในช่วงราตรีอันยาวนาน
นาฬิกาน้ำหยดติ๋ง ไม้จันทน์มีกลิ่นหอมกรุ่น
โชยชาย
หลังปรนนิบัติเสิ่นหลางเสวยผงห้าศิลาแล้ว
เซียวซูก็นอนหลับบน พระแท่นบรรทมมังกรทว่า
ไม่ลึกนัก แค่ด้านนอกเกิดความเคลื่อนไหว
เล็กน้อยนางก็รู้สึกตัวตื่น ภายในวังจุดเตาเอาไว้
จนอุ่น
นางคลุมเสื้อคลุมตัวบางคล้ายผ้าโปร่งแล้วลุก
ขึ้น ขมวดคิ้วโก่งดั่ง ทิวเขาขณะแหวกม่านลูกปัด
อันวิจิตรประณีต นอกจากความงามสง่าใน อดีต
แล้ว ยังแฝงราศีเฉพาะตัวของสนมชายาผู้เป็นที่
โปรดปรานอีกบางส่วน ต่อให้ยามนี้แสดงท่าที
เกียจคร้านแต่ในวังหลังผู้ใดบ้างจะไม่ทราบความ
ร้ายกาจ
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอกคือเจิ้งเปั่า
หลายปีมานี้หวังซินอี้เริ่มชราภาพ จึง
มอบหมายเรื่องต่าง ๆ ให้ศิษย์ คนนี้แทน มือเท้า
คล่องแคล่ว ละเอียดรอบคอบ นับว่าได้รับการ
ถ่ายทอด มาจากหวังซินอี้โดยแท้ อีกทั้งรู้พระทัย
ของฝั่าบาทเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงค่อย ๆ ได้รับ
ความไว้วางพระทัยเช่นกัน
ทว่าที่ผ่านมาเซียวซูไม่แยแสขันทีผู้นี้มากนัก
นางกลัวจะทำเสิ่นหลางตื่นบรรทม จึงเดิน
ออกมาก่อนค่อยถาม “ข้างนอกมีเรื่องอะไรกัน”
เจิ้งเปั่าค้อมกายตอบ “ทูลพระสนม มีข่าว
ด่วนจากด่านชายแดน พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวซูพลันเลิกคิ้ว “ข่าวด่วน?”
เจิ้งเปั่าเล่าข่าวจากภายนอกเสียงแผ่ว
ฉับพลันนั้นสีหน้านางก็ แปรเปลี่ยน หมุนกาย
กลับไปปลุกเสิ่นหลางบนพระแท่นบรรทมมังกร
ไม่นานวังหลวงก็มีคำสั่งเรียกตัวด่วนถึงจวน
ขุนนางใหญ่ทั้งหลาย
เมืองหลวงในคืนเงียบสงัดเกิดเสียงดังเซ็งแซ่
ไปชั่วขณะ เหล่าตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่งและจวนกง
โหวปั๋อต่างสว่างไสวด้วยแสงไฟ เกี้ยวทางการ
และ รถม้าจากทุกสารทิศแห่กันไปยังวังหลวง
เสิ่นหลางถึงกับไม่เชื่อพระกรรณ “เยี่ยนหลิ
นแข็งข้อ แล้วเซี่ยเซียนเซิงเล่าอยู่ที่ใด”
ผู้ส่งสารตัวสั่นเทา “ได้ยินว่าตอนเซี่ยเซียน
เซิงไปถึงซินโจว โจรกบฏ นั่นก็ปลอมแปลงพระ
ราชโองการเข้ากุมอำนาจทหารแล้ว ทั้งยังส่งคน
ไป คุมตัวท่านรองราชครูอย่างแน่นหนาด้วยพ่ะ
ย่ะค่ะ เพียง…เพียงแต่…”
แววดุร้ายฉายบนพระพักตร์เสิ่นหลาง
“เพียงแต่อะไร”
ผู้ส่งสารโขกศีรษะโดยแรงทันที “เพียงแต่
ตามท้องถนนเล่าลือกันว่า รองราชครูเซี่ยมีใจไม่
ซื่อ หลังไปถึงซินโจวกลับช่วยโจรกบฏจัดระเบียบ
การงานในกองทัพให้ใหม่และคิดจะแข็งข้อ
เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!”
“เหลวไหล!”
เสิ่นหลางเสวยผงห้าศิลามาเกือบสองปี ฤทธิ์
ยาเมื่อครู่กำลังออกฤทธิ์เป็นช่วงกำลังพลุ่งพล่าน
ได้ที่พอดี ครั้นได้ยินก็โลหิตฉีดพุ่งสู่สมอง ดวง
เนตรแดงก่ำ คว้าแท่นฝนหมึกบนโต๊ะแล้วทุบใส่
ในบัดดล!
แท่นฝนหมึกชั้นเลิศจากตวนโจวหนักเป็น
อย่างยิ่ง
ผู้ส่งสารถูกทุบหน้าผากจนเลือดทะลัก เจ็บ
แทบสิ้นสติแต่แค่จะเช็ด เลือดยังไม่กล้า คุกเข่า
ร้องขอความเมตตาไม่หยุด
ขุนนางราชสำนักจำนวนไม่น้อยรุดมาเพราะ
ถูกเรียกตัวด่วน เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ก็ไม่กล้า
ย่างเท้าเข้าตำหนัก
แต่ละคนล้วนคุกเข่าอยู่ด้านนอก
พระสุรเสียงเคืองขุ่นของเสิ่นหลางฟังกราด
เกรี้ยวดั่งเสียงอสุนีบาต ดังออกมาจากตำหนักมืด
สลัว “ท้องพระคลังไม่ถูกแตะต้อง กรมคลังก็ไร้
ความเคลื่อนไหว สิ่งสำคัญนับแต่โบราณยาม
กองทัพออกรบอยู่ที่กองกำลังกับ เสบียง! ต่อให้
เขามีใจใฝั่สูงและคิดจะกุมอำนาจทหารไว้ในมือ
แต่ทำศึก ครั้งใดล้วนต้องพึ่งพลังของแว่นแคว้น
ชั่วเวลาแค่สั้น ๆ จะไปรวมเงินกับ เสบียงจาก
ไหนมากพอจะนำมาใช้โจมตีต๋าต๋า?! หรือคนของ
กรมคลังสิ้นใจ กันหมดแล้ว เขาถึงปกปิดเรื่องราว
ทุกอย่างภายใต้สายตาของเราได้?!”
เหล่าขุนนางเพิ่งได้ยินข่าวเรื่องด่านชายแดน
แข็งข้อเป็นครั้งแรก ยังไม่ทันจัดระเบียบความคิด
เลยด้วยซ้ำ
เดิมทีทุกคนรู้สึกว่าเมื่อเซี่ยเวยไปแล้ว ทุก
อย่างย่อมเป็นไปอย่าง เหมาะสมตามครรลอง
ใครจะคิดเล่าว่า กระทั่งพระอาจารย์ของ
ฮ่องเต้ท่านนี้ก็ยังมีโอกาส เป็นกำลังให้คนถ่อย ไม่
แน่อาจเป็นตัวการเบื้องหลังตัวจริงเสียด้วยซ้ำ!
ยามนี้เมื่อได้ยินคำถามจากฮ่องเต้ พวกเขามี
หรือจะกล้าเปล่งเสียง
นอกตำหนักใหญ่เงียบสงัดในพริบตา
เสิ่นหลางยิ่งทอดพระเนตรก็ยิ่งกริ้ว แทบจะ
อยากสั่งให้ลากกลุ่มคนไร้ประโยชน์พวกนี้ออกไป
ประหารให้หมด!
เซียวซูเปลี่ยนมาสวมชุดชาววังแล้ว
นางยืนดูเงียบ ๆ จากด้านข้างอยู่นาน เมื่อ
เห็นเหล่าขุนนางพร้อมใจ กันไม่ปริปาก ดวงตาก็
ฉายแสงเย็นเยียบ ขบคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงเบา
“ฝั่าบาท การที่โจรกบฏตระกูลเยี่ยนเริ่มแข็งข้อที่
ด่านชายแดน ทว่าไป โจมตีต๋าต๋าก่อนเช่นนี้
ค่อนข้างแปลกประหลาด นับว่าผิดสามัญ ตาม
ความเห็นอันโง่เขลาของหม่อมฉัน ใช่ว่าจะ
ปราศจากหนทางกู้สถานการณ์โดยสิ้นเชิง เรื่อง
เสบียงที่กองทัพจำเป็นต้องใช้ต่างหากถือเป็น
เรื่องสำคัญ ที่สุดเพคะ”
เสิ่นหลางตรัสเสียงเย็นชา “เจ้ามีความเห็น
หรือ”
เซียวซูหมอบแนบพื้น เผยท่าทีอ่อนน้อมเชื่อ
ฟังโดยสมบูรณ์ทันใด
แต่ถึงกระนั้นถ้อยคำกลับฉะฉานเป็นพิเศษ
“หากไร้เสบียงย่อมไม่อาจใช้งานกองทัพใหญ่ ถ้า
สืบทราบว่าเงินทองและเสบียงของโจรกบฏมา
จาก ที่ใดแล้วตัดตอนมันเสีย ก็จะกลายเป็นแผน
ตัดไฟแต่ต้นลมได้เพคะ หม่อมฉันนึกถึงคนผู้หนึ่ง
ที่น่าจะพอเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้าง”
บรรดาขุนนางมองนางอย่างตะลึง
แม้แต่เสิ่นหลางยังอดสะท้านไม่ได้ “ใคร”
เซียวซูช้อนตาตอบเสียงเฉียบขาด “รองผู้
บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร โจวอิ๋นจือเพคะ!”
*****
นับแต่เยี่ยนหลินนำทัพใหญ่เข้าโจมตีต๋าต๋า
เจียงเสวี่ยหนิงก็ไปเฝั้าดู นอกเมืองทุกวันโดย
ตลอด หลายวันที่ผ่านมาแม้จะได้ยินรายงานข่าว
ชัยชนะเป็นระยะ แต่กลับไม่มีข่าวคราวของ
เสิ่นจื่ออีเสียที นางจึงมักจะฝันเห็นโลงศพซึ่งถูก
ทหารคุ้มกันกลับมาเมื่อชาติที่แล้วจนสะดุ้งตื่น
กลางดึกอยู่บ่อยครั้ง
การรอคอยอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้ ไม่ต่าง
อะไรกับอ้อนวอนให้ใบมีดเครื่องประหารของ
โชคชะตาอย่าได้สับลงมา
ในชีวิตใหม่นางทั้งได้ช่วยเหลือโหยวฟางอิ๋น
เปลี่ยนชะตากรรมของ เยี่ยนหลิน ถึงขั้นแก้
พรหมลิขิตตนเสียด้วยซ้ำ แล้วไฉนตอนนี้จะไม่
อาจช่วยเหลือเสิ่นจื่ออีกลับมาได้เล่า
นางมีเหตุผลมากพอให้มีหวัง
วันแล้ววันเล่าเอาแต่เปิดกล่องซึ่งเต็มไปด้วย
ดินจากมาตุภูมิเมื่อครานั้นออกมาดู
ในที่สุดม้าเร็วจากแนวหน้าก็ห้อตะบึงมาส่ง
ข่าวในคืนจันทร์กระจ่างหลังหิมะตก นายทหารที่
แม้อ่อนล้าไปทั้งร่างแต่กลับไม่อาจปิดบังความ
ตื่นเต้น ย่ำผ่านประตูใหญ่มาถึงหน้าที่พักนาง
กล่าวรายงานเสียงแหบพร่าว่า “คุณหนูรองหนิง
ท่านแม่ทัพแจ้งมาว่า ราชสำนักต๋าต๋าแตกพ่าย
แล้ว องค์หญิงทรงปลอดภัยดีไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้
เช้าจะมาถึงด่านเยี่ยนเหมิน ขอ ให้ท่านไป
ต้อนรับด้วยขอรับ!”
ชั่วขณะนั้น เจียงเสวี่ยหนิงพลันผุดลุก
เกือบจะทำกล่องพลิกคว่ำ
ณ มุมหนึ่งบนหอสังเกตการณ์ ดวงจันทร์ส่อง
กระทบหิมะสีเงิน แลดูสว่างไสวเฉกเช่นกลางวัน
รถม้าของเซี่ยเวยรอคอยอย่างเงียบสงบอยู่
นอกประตูเมือง
ตัวเขานั่งอยู่ในรถ ไม่รู้เหตุใดถึงปลดมีดแถว
ข้อมือออกมาเพ่งพินิจ ครั้นผ่านไปพักหนึ่งจึงถาม
ว่า “นางยังไม่มาอีกหรือ”