คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 213 องค์หญิงเสด็จกลับราชสำนัก
เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยกำลังคอย
นางอุ้มกล่องใบนั้นเดินออกจากประตูจวน
พอเห็นรถม้ากับเจี้ยนซูยืนข้าง ๆ รอนางอยู่ก็
แทบรู้สึกเหมือนความทรงจำหวนไปเมื่อสองปี
ก่อน ไม่มีผิด
กระทั่งแหวกม่านรถเข้าไปเห็นเซี่ยเวยก็ยิ่งใจ
ลอยกว่าเก่า
เขากำลังก้มหน้าจัดรอยพับบนแขนเสื้ออย่าง
เชื่องช้า ครั้นนางเข้ามา ก็เงยมองผาดหนึ่งแล้ว
กล่าวว่า “ไปเถอะ”
สีหน้าเฉยชาประหนึ่งไม่ได้รอนางมาเนิ่นนาน
หางคิ้วและดวงตาปรากฏความอ่อนล้าบาง
เบาเลือนราง ใช่ว่าตัวเขา ไม่ได้เหนื่อยล้าอะไร
มาก เพียงแต่ชินชาจนกระทั่งตัวเองยังรู้สึกว่าไม่
เป็นไร ผู้อื่นเลยพลอยไม่รู้สึกไปด้วย
นอกจากคืนที่เขามานั่งข้างเตียงซึ่งไม่รู้ว่าจริง
หรือฝัน ช่วงศึกสงครามเจียงเสวี่ยหนิงก็แทบ
ไม่ได้พบเขาอีกเลย
แนวรบด้านหน้าบุกตะลุยอย่างรวดเร็ว หาก
แนวหลังตามไม่ทันจะเสียความต่อเนื่อง
หลี่ว์เสี่ยนร้ายกาจก็ส่วนร้ายกาจ ทว่าสิ่งที่เขา
จัดการมีแค่ ‘เงินทอง กับเสบียง’ ทั้งยังไร้ยศ
ตำแหน่ง และไม่กล้าพูดได้ว่ามีวิสัยทัศน์กับ
อำนาจ พอจะดูแลเรื่องแนวหลังได้สมบูรณ์แบบ
เซี่ยเวยจึงต้องไปกำกับดูแลมัน ทุกที่ กล่าวได้ว่า
เบื้องหลังแนวรบยุ่งวุ่นวายกว่าแนวหน้าเสียอีก
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “คารวะเซียนเซิง” เสียง
ค่อย แล้วนั่งลงเงียบ ๆ ตรงข้ามเซี่ยเวย
ยังอุ้มกล่องใบนั้นไม่ยอมปล่อย
เซี่ยเวยช้อนตามอง “ไปต้อนรับองค์หญิง
เสด็จกลับครานี้เสร็จ เจ้า ก็คงบรรลุความ
ปรารถนาแล้ว พอออกจากด่านชายแดนเจ้า
เตรียมจะไป ที่ใดต่อ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่นึกว่าเขาจะตรงไปตรงมา
ขนาดนี้ ทว่าพอใคร่ครวญ ก็รู้สึกว่าแสนจะปกติ
ในเมื่อคืนนั้นหลี่ว์เสี่ยนก็ได้ยินแล้ว เซี่ยเวยจะ
ล่วงรู้แผนการของนางก็มิใช่เรื่องแปลก มิหนำซ้ำ
เขายังเข้าใจถ่องแท้ถึงจิตใจคน หากความคิดเล็ก
ๆ ของนางยังมองไม่ออก ไหนเลยจะคู่ควรเป็น
พระอาจารย์ฮ่องเต้ประจำรัชกาลอะไรนั่น
เพียงแต่…
นางวางนิ้วบนขอบกล่องไม้ หลุบตาตอบว่า
“ไม่กล้าบอกเซียนเซิง หรอกเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยกล่าว “กล้าพูดตรง ๆ แล้วสินะ แต่
หากข้าไม่ยอมให้เจ้าไป แล้วเจ้าจะหนีไปไหนได้”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบไม่พูดจา
เซี่ยเวยเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ก็อัดอั้นตันใจ ชั่ว
พริบตาหนึ่งคิดจะดุด่า นางซึ่งหน้าโดยไม่สนสิ่งใด
ทั้งสิ้น จะด่าดึงสตินางสักที แต่ก็เกรงว่าหากด่า
จนได้สติขึ้นมาจริง ๆ นางจะวิ่งไปหาจางเจอโดย
ไม่ลังเลอีก
รถม้าเคลื่อนออกนอกเมือง มุ่งไปทางด่าน
เยี่ยนเหมิน
ตอนเสิ่นจื่ออีไปอภิเษกสมรสเชื่อม
สัมพันธไมตรี แสงสายัณห์อาบไล้ ทั่วสี่ทิศ
เวลานี้ที่พวกเขาไปต้อนรับหวนคืนราชสำนัก
กลับเป็นช่วงแสงแรก แห่งรุ่งอรุณ
ภายในรถม้าเงียบสงัด
ผ่านไปพักใหญ่เซี่ยเวยก็เหลือบมองกล่องที่
นางอุ้มอยู่ หลังนึกถึงดรุณีน้อยที่กอดเข่าสะอึก
สะอื้นเมื่อตอนนั้นก็ถามว่า “เสิ่นจื่ออีมีดีอะไร
เจ้าถึง ยอมทุ่มเททุกอย่างแล้วบุกน้ำลุยไฟเพื่อ
นางขนาดนี้”
คำพูดแฝงการเสียดสีอย่างอดไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าถูกทิ่มแทงทีหนึ่ง ดวง
เนตรยามช้อนตามองเขาเย็นชากว่าเดิมหลาย
ส่วน ตอบไปว่า “องค์หญิงทรงดีต่อข้ามากเจ้า
ค่ะ”
ภาพจำของนางต่อเสิ่นจื่ออีชาติที่แล้วไม่
นับว่าดี
ทว่าชาตินี้ เพียงนางแต้มผงดอกอิงเถาให้
กลีบหนึ่งและกล่าวคำ ประจบอย่างโจ่งแจ้ง
ประโยคเดียวที่งานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางในจวน
ชิงหย่วนปั๋อ กลับได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจ
จากอีกฝั่าย
ยามร่ำเรียนในตำหนักเฟิงเฉิน องค์หญิงคือที่
พึ่งพิงของนาง
รู้ทั้งรู้ว่านางนิสัยไม่ดี แต่หลังจากชื่นชอบและ
เชื่อใจเข้าก็ยอมโอนอ่อนและปกปั้อง ต่อให้คน
รอบข้างว่าร้ายนางอย่างไร ตั้งแต่ต้นจนจบ
เสิ่นจื่ออี กลับไม่เคยเคลือบแคลง แรกเริ่มปฏิบัติ
ต่อนางเช่นไร ภายหลังก็ปฏิบัติต่อ นางเช่นนั้น
ทว่าคนแสนดีเช่นนี้จำต้องละทิ้งบ้านเกิด เดิน
ทางไกลไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ที่ต๋าต๋า ต้องยอมรับชะตาอันไม่อาจล่วงรู้โดยทำ
อะไร มิได้ เพียงเพราะมีฐานะเป็นองค์หญิงใน
พระราชวังอันซับซ้อนรวนเร…
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจลืมงานฉลองวันเกิดที่
เสิ่นจื่ออีผู้แทบจะถูก กักบริเวณอยู่แล้วจัดให้ตน
ในตำหนักหมิงเฟิงสองปีก่อนได้ รวมทั้งบะหมี่
อายุยืนชามนั้นที่ให้ข้ารับใช้ในวังลอบนำมาส่ง
กลางดึก…
จำได้แค่ว่านางร้องไห้หนักมาก
น้ำแกงบะหมี่เต็มไปด้วยรสเค็มฝาดจากหยด
น้ำตา ท้ายที่สุดก็ไม่อร่อยเอาเสียเลย จนไม่มี
อะไรน่าจดจำนัก
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาตอบช้า ๆ “คนเช่น
องค์หญิง เซียนเซิงไม่อาจเป็นได้ ข้าเองก็ไม่อาจ
เป็น”
นางกล่าวคำนี้อย่างจริงจัง
ทว่าเซี่ยเวยเหยียดยิ้มเย็นชา “ต้องตกอยู่ใน
กรงขัง ถูกใครต่อใคร ฉุดรั้ง เป็นเนื้อปลาใต้คม
มีดผู้อื่น คนเช่นนี้น่ะคนแซ่เซี่ยเป็นไม่ได้จริง ๆ
นั่นแหละ”
เจียงเสวี่ยหนิงสะอึกจนพูดไม่ออก
นางจึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ท้องนภาด้านนอกสว่างขึ้นทีละน้อย ในที่สุด
กำแพงด่านเยี่ยนเหมิน ที่สร้างไว้ตรงจุด
ยุทธศาสตร์ระหว่างภูเขาสองลูกก็ยิ่งใกล้เข้ามา
ลมฝุั่นทรายนอกด่านพัดผ่านกำแพงเมืองก่อ
จากดินอัดแผ่นแล้ว แผ่นเล่า เกิดเป็นร่องรอย
ตามกาลเวลาจำนวนนับไม่ถ้วน
บนประตูเมืองสูงชะลูดปักธงพลิ้วไสว
กำแพงล้อมเมืองยาวคดเคี้ยวตามแนวสันเขา
ด้านนอกยังสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่สามชั้น
และกำแพงหินขนาดเล็กอีกยี่สิบกว่าชั้น แทบจะ
ล้อมทั้งเมืองชายแดนไว้เป็นปราการแน่นหนา
ภายในด่านคือดินแดนภาคกลาง ภายนอก
ด่านเป็นทุ่งรกร้างพายุทราย
เสิ่นจื่ออียังจำภาพต่าง ๆ ที่ตนเห็นขณะเดิน
ทางไกลจากเมืองหลวง ออกนอกด่านได้
ทิวทัศน์เปลี่ยนผัน จากครึกครื้นสู่เปล่า
เปลี่ยว
ขณะรถม้าเคลื่อนผ่านด่านเยี่ยนเหมิน นาง
หันกลับไปมองกำแพงเมืองสีขาวเทาอมเหลืองที่
ดูราวกับชโลมเลือดใต้แสงตะวันรอนอันวังเวง ให้
ความรู้สึกงดงามและเศร้าโศก ยามมองเส้นทาง
ข้างหน้าที่ไม่อาจคาดเดากลับ เป็นดวงอาทิตย์ซึ่ง
กำลังลาลับ บนทุ่งรกร้างกว้างใหญ่บังเกิดเสียง
ลมหวีดหวิว เส้นทางเลี้ยวลดและเลือนรางซึ่ง
ทอดไปเบื้องหน้าดูไร้ที่สิ้นสุดประหนึ่ง เชื่อมกับ
ปลายขอบฟั้า
ลำบากแสนเข็ญมาตลอดสองปี นางไม่เคยคิด
เลยว่าจะมีวันได้รอด กลับมา
เพื่อนเล่นสมัยเด็กกลายเป็นแม่ทัพผู้ปกครอง
สามกองทัพ ขณะนี้ กำลังอยู่บนหลังอาชากีบเท้า
ดำชั้นยอดนำหน้ารถโดยสาร แสงสุริยาที่ ค่อย ๆ
สว่างไสวตกกระทบบนบ่า
เสิ่นจื่ออีเพียงรู้สึกว่าสรรพสิ่งยังคงเดิม ทว่า
คนกลับเปลี่ยนไป
ถึงขั้นมีแต่ความอ้างว้างเต็มหัวใจ มิได้ปีติ
ยินดีนัก
ช่วงท้องซึ่งนูนออกปั่าวประกาศเรื่องที่นาง
กำลังจะเป็นแม่คนอย่างชัดเจน ทั้งยังทำให้นาง
กังวลถึงสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนที่ตน
จะต้องเผชิญในไม่ช้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทุกอย่างแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ขณะรถม้าเข้า
ใกล้ด่านเยี่ยนเหมิน
เวลานี้ทั้งในและนอกกำแพงเมือง นายทหาร
ทั้งหมดจัดแถวเสร็จสรรพเบื้องล่าง สวมเกราะ
กันครบครัน บนใบหน้าบางคนมีรอยแผลเปือน
เลือด ที่ยังไม่แห้งดี แต่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยฉกรรจ์
หรือวัยเยาว์ต่างก็ยืนหันไปทาง ทุ่งรกร้างทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือ!
ไม่รู้ใครเห็นขบวนคดเคี้ยวดั่งมังกรยาวและธง
แม่ทัพหน้าขบวนจาก ไกล ๆ เป็นคนแรก พลัน
โห่ร้องยินดี “ธงแม่ทัพของแม่ทัพเยี่ยน เป็น ธง
แม่ทัพของแม่ทัพเยี่ยน! องค์หญิงเสด็จกลับ
มาแล้ว องค์หญิงเสด็จกลับ มาแล้ว…”
เจียงเสวี่ยหนิงสะท้านไปทั้งร่างในพริบตา
หลังมาถึงด่านเยี่ยนเหมิน นางก็ขึ้นหอ
สังเกตการณ์แล้วทอดสายตา มองไปไกลตามเซี่ย
เวย ดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังขึ้นทางตะวันออก
เปล่งแสง แรงกล้า ทำให้นางไม่อาจลืมตากว้าง
และมองไม่ชัดนัก
กระทั่งขบวนรถยาวเหยียดข้ามผ่านจุดแสง
ระยิบระยับในครรลอง สายตา นางถึงเห็นรถม้า
คันที่ผ้าม่านสั่นไหวอยู่กลางขบวนชัด ๆ สักที…
“องค์หญิง!”
นางใจเต้นระรัว ยกชายกระโปรงหมุนกายวิ่ง
ออกจากข้างกายเซี่ยเวยปานนกกระพือปีก ปรี่ลง
ไปตามขั้นบันไดสูงชันบนหอสังเกตการณ์โดยไม่
แม้แต่จะคิด
เซี่ยเวยเอื้อมคว้าตามสัญชาตญาณ ทว่า
สัมผัสโดนแค่ชายเสื้อ
แขนเสื้อปักลายลื่นไหลดั่งสายลม ทิ้งความ
เย็นเล็กน้อยไว้ที่ปลายนิ้ว
ยามเคลื่อนสายตาขึ้นอีกครั้ง นางก็ไปอยู่
ด้านล่างหอสังเกตการณ์แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายไม่รับรู้ถึงลมเย็นที่ปะทะ
กรีดใบหน้า แหวกตัวฝั่า ทหารมากมายซึ่งยืนรอ
อยู่เนิ่นนานด้านล่างหอสังเกตการณ์
ผู้คนโดยรอบมองนางด้วยสายตาตื่นตะลึง
ทว่านางยังคงพุ่งกายออกจากประตูเมืองซึ่ง
อ้ากว้าง มุ่งไปยังขบวนที่ค่อย ๆ เคลื่อนมาทาง
ด่านเยี่ยนเหมิน ตะโกนไปทางรถม้าคันที่พิเศษ
สุดในขบวน “องค์หญิง…”
ดวงใจอันเงียบเหงาของเสิ่นจื่ออีพลันสะท้าน
กระแสเสียงแฝงความคุ้นเคยลอยสวนกระแส
ลมมาแว่ว ๆ
นางผุดลุกแหวกม่านรถม้าที่ทิ้งชายลง
ด้านหน้าทันที!
สตรีผู้ตอนแรกยกมือแต่งแต้มขีดบนแก้มให้
คนนั้น สตรีผู้ถือดีว่ามีนางเป็นที่พึ่งแล้วทำตามใจ
ตัวเองที่เรือนหยางจื่อคนนั้น สตรีผู้ดึงแขนเสื้อ
นาง ในอุทยานหลวงแล้วบอกจะพาหนีคนนั้น
กำลังวิ่งออกจากหอสังเกตการณ์ด้านในประตู
เมืองซึ่งถูกลมทรายกัดกร่อนเป็นเวลานาน นำพา
ความรู้สึก มีชีวิตชีวาอันร้อนแรงที่ห่างหายไปพัก
ใหญ่ทะยานสู่สายตา…
นางสงสัยว่าตนกำลังฝัน
ความเปียกชื้นอุ่น ๆ ล้นทะลักจากดวงตา
ทันที แทบเติมดวงใจอัน หนาวเหน็บจนเอ่อท้น
สิ่งใดล้วนเปลี่ยนไป
เจียงเสวี่ยหนิงคนนั้นไม่เปลี่ยนเลย
ขบวนรถหยุด
เยี่ยนหลินดึงบังเหียนม้าให้นิ่งอย่างเงียบ
เชียบ
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็มาถึงหน้าขบวนรถ
ด้วยฝีเท้าอันเร่งรีบ ครั้น เข้ามาใกล้ก็ช้อนตาเห็น
เสิ่นจื่ออียืนอยู่บนที่นั่งสารถี ชุดชาววังซึ่งเคย
หรูหราบนร่างอีกฝั่ายดูหลวมโพรกไปบ้าง กำลัง
สะบัดประหนึ่งแผ่นกระดาษโบกปลิวกลางสาย
ลม
ความอาลัยประการหนึ่งที่จู่ ๆ ก็มาเยือน
พลันกระแทกจัง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักฝีเท้า ดวงตาอันสุกใส
แวววับด้วยหยาดน้ำตา
ทว่าชั่วขณะต่อมากลับยิ้มแย้มอย่างติดจะดื้อ
รั้น
กล่องไม้ยังแนบชิดอก
ภายใต้แสงตะวันเจิดจ้า ท่ามกลางสายลมแรง
พัดกระโชกในพื้นที่ ชายแดน เจียงเสวี่ยหนิง
คุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องล่างของที่นั่งสารถี ประคอง
กล่องไม้ขึ้นสูง จับจ้ององค์หญิงผู้ยืนอยู่นานพลาง
ยิ้มสดใส “องค์หญิงเพคะ แผ่นดินของพระองค์
มาตุภูมิของพระองค์ รวมถึงบ้านเกิดเมืองนอน
ของพระองค์เพคะ”
รอให้วันใดเยี่ยนหลินเหยียบย่ำบดขยี้ด่าน
เยี่ยนเหมิน
จงนำดินก้อนนี้ติดตัวไปและค่อยรับข้า…
กลับมาตุภูมิ กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน!
เสิ่นจื่ออีแทบจะลืมไปแล้วว่าตนเคยเอื้อนเอ่ย
วาจาแสนอาจหาญ และให้คำสัญญาเช่นนี้กับ
เจียงเสวี่ยหนิงเพื่อหลอกให้เจ้าตัวสบายใจ…
แต่อีกฝั่ายไม่เห็นเป็นคำพูดล้อเล่น
ในที่สุดน้ำตาที่คลอหน่วยมานานก็ร่วงเผาะ
ขณะรับกล่องไม้จากมือ เจียงเสวี่ยหนิงมาเปิด
นางค้อมกายกอดสหายร่วมศึกษาเมื่อวัยเยาว์ผู้นี้
แน่น ลำคอตีบตันแปรเปลี่ยนเป็นขมปร่า
เหลือหลาย ส่งเสียงไม่ออก แม้แต่น้อย
ภายนอกด่านรกร้างกว้างใหญ่
บรรดาทหารคับคั่งทั้งในและนอกด่านเยี่ยน
เหมิน เวลานี้ก้มลงหมอบแล้วโห่ร้องไปทางองค์
หญิงรูปงามที่พวกเขาเห็นไม่ชัดนักบนรถม้าคัน
นั้น “ยินดีต้อนรับองค์หญิงเสด็จกลับราชสำนัก
พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกึกก้องดั่งเกลียวคลื่นม้วนสูงขึ้นฟั้า
ก่อนจะกลายเป็นคลื่นยักษ์สนั่นหวั่นไหวข้าง
หู
สายลมหวีดหวิว ธงพลิ้วเต็มสายตา เป็นที่
ประจักษ์ ณ ชายแดนอันไพศาล
เซี่ยจวีอันกลับยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์โดย
ไม่ขยับสักก้าวเดียว
เขาละม้ายภูผาสูงชันตั้งตระหง่าน ไม่แปรผัน
เพราะความสุขเศร้าของโลกมนุษย์ เพียงมองลง
มายังการพบเจอและลาจากในโลกมนุษย์อย่าง
เย็นชา แล้วหยักยิ้มแฝงความร้ายกาจบางเบา
สายตาของเสิ่นจื่ออีข้ามผ่านความว่างเปล่า
ไปหยุดตรงหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมืองอย่าง
เหนือความคาดหมาย ปะทะเข้ากับสายตาของ
เขา
เป็นเซียนเซิงที่เคยบรรยายในตำหนักเฟิงเฉิน
ผู้นั้น
ทว่าตอนนี้ในใจนางกลับไม่บังเกิดความสนิท
สนมคุ้นเคยเช่นคนที่ไม่ได้พบมานาน มีแต่ความ
เย็นเฉียบแทรกซึมถึงกระดูก ขณะเดียวกันความ
เย้ยหยันและเศร้าโศกอันยากจะบรรยายก็ผุด
ขึ้นมา
ถึงอย่างไรนางก็เติบใหญ่ภายในวัง หลายปีที่
อยู่ต๋าต๋าก็ใช่ว่าไร้การ เติบโต ตั้งแต่ตอนเยี่ยนห
ลินนำทัพมาเหยียบย่ำทำลายราชสำนักต๋าต๋า
นางก็สัมผัสได้แล้วว่าบางอย่างผิดปกติ
พอถามเยี่ยนหลิน เยี่ยนหลินก็ไม่พูด
จวบจนตอนนี้ นางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงและ
เซี่ยจวีอันผู้เดิมทีไม่ควรมาปรากฏกายที่ด่าน
ชายแดน…
เสิ่นจื่ออีกอดเจียงเสวี่ยหนิงแน่นกว่าเก่า ยิ้ม
เอ่ยเสียงสะอื้นดวงตา แดงก่ำ “หนิงหนิงคนโง่
เอ๊ย”