คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 219 หวานตาม
เตาฉินเพิ่งจัดการสตรีผู้กล้าวางยาสุราอย่าง
ไม่รู้ฟั้าสูงแผ่นดินต่ำคนนั้นเสร็จ ตอนกลับมาถึง
ประตูลานเรือนก็เจอหลี่ว์เสี่ยนขมวดคิ้วกลับมา
สั่งการพอดี เพิ่งพูดไม่ถึงสองประโยคก็ได้ยินเสียง
เอะอะจากข้างนอกกะทันหัน
“โจวฉีหวงล่ะ เรียกโจวฉีหวงมา!”
เสียงนี้ชัดเจนว่าเป็นเจี้ยนซู เพียงแต่ไร้ซึ่ง
ความหนักแน่นเช่นปกติ นอกจากร้อนรนแล้วยัง
ตื่นตระหนกอยู่บ้าง
เตาฉินกับหลี่ว์เสี่ยนตกตะลึง
สังหรณ์ร้ายเบาบางแล่นผ่านใจทั้งคู่
กระทั่งเดินไปดูก็เห็นเซี่ยเวยมีรอยเลือดวง
ใหญ่บริเวณท้อง ใบหน้าไร้สีโลหิตไปนานแล้ว
เจี้ยนซูกับทหารนายหนึ่งกำลังประคองเขา รอบ
ข้างเป็นคนกลุ่มหนึ่งล้อมซ้ายโอบขวาจนดำ
ทะมึน แต่ละคนพูดจาอย่างแตกตื่นด้วยไม่รู้ว่า
ควรทำเช่นไร
หลี่ว์เสี่ยนถึงกับอึ้ง
เตาฉินเกือบอุ้มดาบในอ้อมแขนไม่อยู่ หลัง
ชะงักก็เข้าไปตำหนิไล่ผู้ไม่เกี่ยวข้องรอบ ๆ ด้วย
น้ำเสียงดุดันทันที ตามด้วยช่วยประคองพาไป
นอนในเรือน ถามแค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น”
เจี้ยนซูไม่ปริปาก รีบคุ้ยหีบใส่ยา
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ย “ตอนข้ามายังดี ๆ อยู่เลยมิใช่
หรือ เกิดอะไรขึ้นน่ะ ใครทำ จับตัวไว้หรือยัง”
เซี่ยเวยยังไม่หมดสติ แต่เจ็บเกินทนจนพูด
อะไรไม่ไหว เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
เตาฉินออกแรงกดอีกฝั่ายลงไปนอน พยายาม
ให้ปากแผลมีเลือดออกน้อยที่สุด
พอไม่ได้ยินเจี้ยนซูตอบกลับก็ยิ่งร้อนใจกว่า
ปกติ “เจ้าตามไปด้วยไม่ใช่หรือ พูดสิ!”
เจี้ยนซูจะกล้าพูดอะไรได้
ตอนเขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแล้วหัน
ศีรษะไปดู ก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินมือเปือนเลือด
ผ่านหน้าไปอย่างไร้อารมณ์ กว่าจะรุดถึงหอ
สังเกตการณ์เซียนเซิงก็ล้มลงกับพื้นแล้ว
ต่อให้มอบความกล้าอีกร้อยเท่าเขาก็ไม่กล้า
พูดมากหรอก
เตาฉินยังรอคำตอบ
หลี่ว์เสี่ยนกลับหนังตากระตุกดูสายสนกลใน
ออก กดร่างเขาทีหนึ่งแล้วส่ายหน้าเบา ๆ
เตาฉินผงะ จู่ ๆ ก็นึกบางอย่างได้จึงปิดปาก
ฉับ
ตอนเซี่ยเวยยังไม่เข้าประตูจวนมาก็มีคนรีบ
วิ่งไปแจ้งข่าวแล้ว โจวฉีหวงเพิ่งมาถึงด่าน
ชายแดนเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่วยดูแลอาการ
บาดเจ็บบางส่วนให้กองทัพ กำลังทุกข์ใจว่าไร้ที่
ให้ใช้ความสามารถอยู่เลย ไม่นึกว่าสงคราม
สิ้นสุดแล้วกลับมีคนตะลีตะลานมาแจ้งข่าวอีก
ขามายังคิดอยู่เลยว่ารอบนี้ต้องรักษาใคร
ครั้นเข้าห้องมาเจอเซี่ยเวยตัวโชกเลือดก็
ตกใจแทบโยนหีบยาทิ้ง รุดเข้าไปตรวจดูบาดแผล
ทันทีทันใด “เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน มีนักฆ่ามา
หรือ”
หลี่ว์เสี่ยนมุ่นคิ้ว “ตรวจแผลไปเถอะ!”
โจวฉีหวงตรวจดูรอบหนึ่งเสร็จก็สงบลง ถอน
ใจโล่งอก “ไม่ต้องตื่นตกใจ ๆ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
มีดแหลมปลายเล็กแทงเข้ามาเร็วทว่าไม่ลึก คม
มีดก็ไม่ได้จมมิด คล้ายว่ายังมีเมตตาอยู่ ปากแผล
เองก็เล็กทั้งยังไม่โดนจุดสำคัญ แค่เลือดไหลเยอะ
หน่อยแต่ไม่ถึงชีวิตหรอก”
ริมฝีปากเซี่ยเวยเขียวคล้ำไปแล้ว
โจวฉีหวงกดรอบปากแผลแรง ๆ สั่งเจี้ยนซู
ด้านข้างว่า “ชั้นสองในหีบยาข้า หยิบผงยาชา
ออกมาให้เซียนเซิงดื่มคู่สุรา!”
เจี้ยนซูทำตามโดยไม่พูดมาก
ค้นผงยาชาห่อหนึ่งจากในหีบยาออกมา ยก
ให้เซี่ยเวยดื่มร่วมกับสุรา
ฤทธิ์ยาต้องใช้เวลาสักพักถึงจะกระจายตัว
โจวฉีหวงรู้สึกว่าเซี่ยเวยหยุดสั่นแล้ว ถึงได้ชุบ
สุราร้อนแรงด้านข้างมาเช็ดทำความสะอาด
บาดแผล
ความรู้สึกเจ็บปวดยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นทึ่ม
ทื่อ
ในที่สุดเซี่ยเวยก็พอจะมีแรงพูด
แต่แล้วก็กัดฟันแน่นขณะเปล่งเสียงบอกเตา
ฉินกับเจี้ยนซูว่า “หนิงรอง…ไป…หาหนิงรอง…”
เตาฉินและเจี้ยนซูต่างตะลึงงัน
เซี่ยเวยเหวี่ยงแขนโยนถ้วยสุราลงพื้นอย่าง
ดุดัน “ไป!”
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง
เจี้ยนซูกับเตาฉินสบตากันแวบหนึ่ง
ท้ายที่สุดก็เป็นเตาฉินที่พลันลุกขึ้น “ข้าไปหา
เองขอรับ”
เมื่อออกจากเรือนก็คว้าเหล่าคนที่เพิ่งตาม
กลับมาด้วยเมื่อครู่มาสอบถาม “เห็นคุณหนู
รองหนิงหรือไม่”
คนส่วนใหญ่ส่ายศีรษะ
มีคนเล่าว่า “ตอนแรกเห็นคุณหนูรองหนิงกับ
ท่านรองราชครูสนทนากันอยู่บนหอสังเกตการณ์
ขอรับ”
เตาฉินจึงมุ่งออกจากจวน
เดิมทีเขาคิดว่าในเมื่อเซียนเซิงใช้ตนไปตาม
หาร่องรอยของคุณหนูรองหนิง เช่นนั้นคุณหนู
รองหนิงอาจจะไปแล้ว จึงคิดจะตรวจดูจากตรง
หอสังเกตการณ์แล้วส่งใครหลายคนออกไปสืบ
ไม่นึกว่ายังไม่ทันออกจากจวนก็บังเอิญเจอ
พ่อบ้านชรา
อีกฝั่ายเห็นเขามีท่าทีร้อนรนก็อดถามไม่ได้
“คุณชายเตาฉินจะไปที่ใดหรือขอรับ”
เตาฉินตอบโดยไม่คิดอะไร “ไปตามหา
คุณหนูรองหนิงน่ะ”
พ่อบ้านชราตกใจเหลือหลายไปอึดใจหนึ่ง
กล่าวว่า “คุณหนูรองหนิงกลับจวนตั้งนานแล้ว
มิใช่หรือ เมื่อครู่เพิ่งจะเห็นจากไกล ๆ ว่าเดินไป
ลานเรือนฝังตะวันออกน่ะขอรับ”
เตาฉินชะงัก “อะไรนะ”
พ่อบ้านชราจับต้นชนปลายไม่ถูก
ทว่าเตาฉินไม่มีเวลามาอธิบายเพิ่ม หันขวับ
ไปทางลานเรือนฝังตะวันออกโดยไม่พูดให้มาก
ความ
เจียงเสวี่ยหนิงพักที่ไหนเขาทราบดี
ระหว่างทางยังมีสาวใช้ยกน้ำชากับถาดผลไม้
เดินพูดคุยหัวเราะไปยังลานเรือนด้วย
เตาฉินเดินตามเข้าไปก็มองเห็นเจียงเสวี่ย
หนิง
นางกลับจวนแม่ทัพราวกับไม่ใช่เรื่องของตน
ล้างเลือดที่เปรอะมือแล้วเรียกโหยวฟางอิ๋นมา
ห้องเสิ่นจื่ออีเพื่อฆ่าเวลาเป็นเพื่อน ทั้งสามตั้งโต๊ะ
สี่เหลี่ยมตัวหนึ่งแล้วจุดเตาอุ่น ล้อมวงเล่นไพ่
ใบไม้ใต้หน้าต่าง
เวลานี้เล่นกันเสร็จหลายตาแล้ว
เมื่อครู่โหยวฟางอิ๋นรออยู่ในโรงน้ำชา พอเห็น
นางลงจากหอสังเกตการณ์แบบมือเปือนเลือดก็
เกือบอุทานตกใจ
ระหว่างกลับมาด้วยกันไม่กล้าถามสักแอะ
ขณะกำลังเล่นไพ่เป็นเพื่อน นางเองก็ทำเป็น
ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพียงจับไพ่ในมือตนพลางย่น
คิ้วพิจารณาว่าจะลงใบไหน
เสิ่นจื่ออียังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก
เผอิญหยิบได้ไพ่ดีก็ถามยิ้ม ๆ “พวกเจ้าสองคนไป
เดินเล่นที่ถนนมาหรือ ไม่ใช่ว่าสองวันก่อนหนิงห
นิงบอกว่าจวนจะไปแล้วหรือไร ไม่รีบเตรียมตัว
เดินทางแต่มาเล่นไพ่เป็นเพื่อนข้าเสียได้”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ไม่ใช่เพราะเห็นองค์
หญิงทรงเบื่อหน่ายมากหรอกหรือเพคะ”
ระหว่างพูดก็โยนไพ่ไปใบหนึ่ง
โหยวฟางอิ๋นเมียงมองโดยไม่กินไพ่นาง
เสิ่นจื่ออีเหลือบมองไพ่ของตน ทันใดนั้นก็สี
หน้าแจ่มใส วางไพ่ที่เหนือกว่าพอดีลงไป “แล้ว
จะไปเมื่อใดเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงชอบเล่นให้ไพ่ในมือตนดีก็พอ
ทั้งยังไม่ชอบคำนวณไพ่คนอื่น หลังทำมือขอข้าม
ก็พูดแค่ว่า “ไม่ไปแล้วเพคะ”
โหยวฟางอิ๋นได้ยินก็มองนางทันที
เสิ่นจื่ออีเองก็อึ้ง “เพราะเหตุใดกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้าอ่อนล้าเหมือนคร้านจะ
เอ่ยถึงให้มากความ “คนไม่มีหน้า พฤกษาไม่มี
เปลือก[1] จะอย่างไรก็ล้วนเป็นชีวิต ท่อนแขนมิ
อาจสู้ต้นขา[2] คิดไปคิดมาก็ใช่ว่าหม่อมฉันเป็น
ฝั่ายคุกเข่าเสียหน่อย ลองปลอบตัวเองดูแล้วคิด
เสียว่าสั่งสมบุญบารมี ใช้ชีวิตตามใจชอบแล้วกัน
หม่อมฉันเป็นคนขลาด ไม่มีความกล้าจะกำหนด
ชะตาความเป็นตายของตัวเองหรอกเพคะ”
เสิ่นจื่ออีเฉียบแหลมปานใดน่ะหรือ
ก็แทบสัมผัสได้ทันทีว่ามีเรื่องที่ตนไม่ล่วงรู้น่ะ
สิ
แต่นางเห็นเจียงเสวี่ยหนิงคล้ายไม่อยากพูด
ถึง หลังตริตรองสักพัก ท้ายที่สุดก็ไม่ถามต่อ
เพียงเอ่ยว่า “อย่าลำบากตัวเองก็พอแล้ว”
ไพ่ตาหนึ่งเล่นมาถึงตรงนี้เป็นอันเห็นผลลัพธ์
โหยวฟางอิ๋นแพ้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่แพ้ไม่ชนะ ทว่าพอเห็นอีก
ฝั่ายวางไพ่ในมือก็อดพูดไม่ได้ “มีไพ่ในมือก็ไม่ลง
ไม่ยอมกินไพ่ข้าอยู่ได้ เจ้าใจดีหลอกง่ายเสียจริง
ไม่รู้เหมือนกันว่าสองปีนี้ทำการค้ามาได้อย่างไร”
โหยวฟางอิ๋นแค่เม้มปากยิ้มให้อย่างเคอะเขิน
เจียงเสวี่ยหนิงโกรธจนขำ
เสิ่นจื่ออีกลับหยิบไพ่มาปิดริมฝีปากแล้ว
หัวเราะ เก็บเงินบนโต๊ะอย่างผ่าเผยพลางเย้าแหย่
“เช่นนั้นก็นับว่าข้าโชคดีแล้ว จับพลัดจับผลูมา
เป็นผู้ชนะในตอนจบเสียได้ ข้าไม่เกรงใจหรอก
นะ!”
เดิมทีก็มาฆ่าเวลาเป็นเพื่อนให้นางสุขเกษม
เงินแค่นี้จึงไม่มีใครเก็บมาใส่ใจ
เจียงเสวี่ยหนิงแย้มยิ้มตาม
ทว่าเพียงช้อนตาก็มองเห็นเตาฉินเข้ามาจาก
ข้างนอก จึงขมวดคิ้วน้อย ๆ ถามอย่างเป็นปกติ
“ช่วยเซียนเซิงของพวกเจ้าเอาไว้ได้แล้วสินะ ยัง
ไม่ตายอีกหรือ”
เตาฉินมึน ๆ แต่ก็ตอบตามสัญชาตญาณ
“ท่านหมอบอกว่าไม่สาหัส กำลังรักษาอยู่ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงวางไพ่ “ดวงแข็งนัก”
เตาฉินงุนงงคล้ายอยู่ในม่านหมอกปุยเมฆ
“เซียนเซิงให้มาตามหาท่านขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบอย่างเกียจคร้าน “ก็เจอ
แล้วไม่ใช่หรือ กลับไปเถอะ อย่าลืมบอกให้เซียน
เซิงของพวกเจ้าเลิกทำตัวน่ารังเกียจเช่นนั้นด้วย
เล่า หากครั้งหน้าไปให้ใครแทงอีก เรื่องอาจไม่
ง่ายแบบนี้ก็ได้”
เตาฉินรู้สึกว่าตนเข้าใจคำพูดนี้
ทว่าพอครุ่นคิดดี ๆ ก็เหมือนจะฟังไม่เข้าใจ
เลยสักอย่าง
เขาสังเกตน้ำเสียงท่าทางของเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนจะนึกถึงท่าทีของเซียนเซิงตนเมื่อสักครู่
กลายเป็นว่าไม่กล้าถามอะไรมาก พอเจอตัวแล้ว
จึงขานว่า “ขอรับ” ค้อมกายคารวะเสร็จก็ล่า
ถอยไปจริง ๆ
ภายในห้องเซี่ยเวย บัดนี้จัดการบาดแผล
เสร็จเกินครึ่งแล้ว
น้ำซึ่งถูกโลหิตย้อมจนแดงฉานกว่าครึ่ง
กะละมังถูกยกออกไป
หน้าผากโจวฉีหวงมีเหงื่อผุดซึมให้เห็น
หลี่ว์เสี่ยนเฝั้าดูอยู่นาน ครั้นเห็นอาการของ
เซี่ยเวยดีขึ้นไม่น้อยถึงเพิ่งถาม “อยู่ดี ๆ เหตุใด
เอามีดมาแทงกันเสียได้”
เซี่ยเวยเม้มริมฝีปากบางแน่น หลุบตาไม่ให้
คำตอบ
หลี่ว์เสี่ยนถาม “เจ้าบังคับหรือ”
ตนนึกไม่ออกเลยว่าเจียงเสวี่ยหนิงผู้มีนิสัย
แข็งนอกอ่อนในพรรค์นั้นจะทำใจเหี้ยมแทงคนผู้
นี้ได้ลง เจ้าตัวต้องปากเสียแค่ไหน ทำเรื่อง
ร้ายแรงถึงเพียงใดกันแน่
เซี่ยเวยยังคงไม่ปริปาก
เจียงเสวี่ยหนิงวาดฝันถึงอิสรภาพ อยากจะ
หนีไป แต่เป็นตายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อย
รนหาที่นักก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง
ต่อให้ถามเขาสักพันครั้งหมื่นครา เขาก็จะยัง
มอบคำตอบเดิมให้อยู่ดี
ตอนนั้นเองที่เตาฉินกลับมา
หลี่ว์เสี่ยนมองไป
เซี่ยเวยกำมือแน่น ถามอย่างเป็นกังวลว่า
“นางล่ะ”
เตาฉินอ้าปากพะงาบ ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรตอบ
อย่างไร นิ่งไปพักหนึ่งถึงเอ่ย “อยู่กับองค์หญิง
ใหญ่ขอรับ”
เซี่ยเวยพลันชะงัก “นางยังไม่ไป”
เตาฉินส่ายหัว “ไม่ได้ไปขอรับ”
ทนอยู่ครู่หนึ่งก็อดไม่ไหว ท้ายที่สุดก็เสริมอีก
ประโยค “ลากเถ้าแก่โหยวกับองค์หญิงมานั่งเล่น
ไพ่ใบไม้ด้วยกันในห้องอย่างกับว่าไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้อง
แน่ะขอรับ!”
หลี่ว์เสี่ยนเกือบพ่นชาพรวด
เซี่ยเวยกลับไม่ได้ยินอะไรแล้ว
นางไม่ได้ไป
ใบหน้าฉายแววเหม่อลอยขณะกำมือ ในที่สุด
เขาก็ค่อย ๆ กลับไปเอนพิงหมอนรองที่วางไว้ข้าง
หลัง ร่างกายซึ่งเกร็งเขม็งมาตลอดผ่อนคลาย
กว่าเดิมทีละน้อย สุดท้ายก็ยกมุมปากโค้งขึ้น
เรื่อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
แสงตะวันสาดส่องใบหน้าขาวซีดแทบ
ปราศจากสีเลือด
ทว่าเซี่ยเวยยังยิ้มออก
ชั่วขณะนั้น ราวกับว่าความทุกข์ทรมานทุก
ประการมลายหายอย่างหาได้ยาก ผลักเมฆครึ้ม
ออก ขับไล่ม่านหมอกหนา เผยให้เห็นแสงสว่าง
ไสว
รอยยิ้มนี้ทำเอาหลี่ว์เสี่ยนสัมผัสได้ถึงความ
หวานหน่อย ๆ ที่ตามมาหลังความขมขื่น รู้สึก
งงงวยเป็นหนักหนา แต่พอเห็นอีกฝั่ายมีท่าทาง
เช่นนี้ก็รู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ในที่สุดเซี่ยจวีอันก็
เหมือนคนมีชีวิตจริง ๆ สักที
——————–
1. มาจากสำนวน ‘คนมีหน้า พฤกษามี
เปลือก’ หมายถึงหากต้นไม้ถูกเลาะเปลือก
จะไม่สามารถเติบโตได้ตามปกติ ในทำนอง
เดียวกัน หากคนเราไม่รักษาแม้แต่ศักดิ์ศรี
หน้าตาของตัวเองก็ไม่อาจใช้ชีวิตตามปกติ
ได
2. ท่อนแขนมิอาจสู้ต้นขา เป็นสำนวน
หมายถึงผู้อ่อนแอไม่อาจเอาชนะผู้
แข็งแกร่งกว่า