คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 220 ดอกซิ่งที่แบ่งบานก่อน (1)
เรื่องเซี่ยเวยได้รับบาดเจ็บเล่นเอาตื่น
ตระหนกกันทั้งเมืองซินโจว
ดีที่เกิดเรื่องบนหอสังเกตการณ์จึงไม่ค่อยมี
ใครรู้ ผู้เห็นเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบต่างก็ถูก
คำสั่งลับบอกให้ปิดปากเงียบ ดังนั้นข่าวลือที่ว่า
‘คุณหนูรองหนิง’ มีส่วนเกี่ยวข้องจึงมีคนรู้แค่
น้อยนิด
คนส่วนใหญ่เข้าใจเพียงมีมือสังหาร
ไม่ทันถึงสองวัน ข่าวนี้ก็ถูกใส่สีตีไข่ใหญ่โต
นอกจากเรื่องการลอบ สังหารกลางวันแสก ๆ
แล้ว ยังมีคำเล่าลือจำพวกนักฆ่าเหินร่อนข้าม
กำแพงมาเอย หนึ่งใบไม้ซัดทำร้ายคนเอย ล้วน
แต่เล่ากันเป็นตุเป็นตะ ทั้งยังมีคนสบถสาบานว่า
จะต้องเป็นเพราะต๋าต๋าพ่ายแพ้ บังเกิดความอัด
อั้นตันใจยากจะระบาย จึงส่งคนมาลอบสังหาร
รองราชครูเซี่ยเพื่อล้างแค้นแน่ ๆ
“ยังต้องถามอีกหรือว่าพวกต๋าต๋ามีนิสัยเช่นไร
ถึงจะคุกเข่าร้องขอให้ เราสงบศึก ในใจก็ไม่
ยินยอมอยู่ดี แม่ทัพเยี่ยนฝีมือสูงส่ง พำนักอยู่ใน
กองทัพ ถือเป็นตอซังแข็งกำจัดยาก พวกมันคิด
ไปคิดมาคงไม่กล้าตอแย ลงมือกับท่านรองราชครู
ไม่สะดวกกว่าหรอกหรือ บัณฑิตทั่นฮวาจากการ
สอบขุนนางเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ แล้วจะไป
ต้านทานการลอบสังหารได้อย่างไร ดีที่ฟั้ามีตา
ประทานพรคุ้มครองเขาไม่ให้เกิดเรื่อง หลังจากนี้
ถ้าคิด จะลงมืออีกคงยากแล้วละ!”
…
ณ เพิงน้ำชาใต้หอสังเกตการณ์ ผู้คนจิบชานั่ง
สนทนาพาทีน้ำลาย ปลิวว่อน คนพูดก็พูดจนมือ
เท้าออกท่าออกทาง คนฟังก็ฟังอย่างใจจดใจจ่อ
บัณฑิตอ่อนแอหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่มุมหนึ่งของเพิงได้แต่
ยิ้มเยาะเงียบ ๆ
ตอนทัพทงโจวปิดล้อมนิกายสวรรค์ ภาพ
เซี่ยจวีอันยิงเกาทัณฑ์ทะลุบ่าเซียวติ้งเฟยยังแจ่ม
ชัดในสายตา ถ้าจะบอกว่าเขาเป็น ‘บัณฑิต
อ่อนแอ’ เกรงว่าเซียวติ้งเฟยผู้ได้รับความลำบาก
นั่นละคงเป็นคนแรกที่กระโจนมา ทุบตีคนพูดจน
หัวร้างข้างแตก
แต่สุดท้ายแล้วเรื่อง ‘ลอบสังหาร’ เซี่ยจวีอัน
ก็เป็นฝีมือของตน นาง ย่อมไม่ออกไปอธิบาย
อะไร เพียงยกปั้านชาที่วางด้านข้างมารินให้
ตัวเอง ครึ่งถ้วย จากนั้นมองเยื้องไปยังฝังตรงข้าม
หลายวันมานี้นางอยู่แต่ในตลาด
ตอนแรกแค่เดินเตร็ดเตร่ ทว่าเมืองซินโจวมี
ขนาดเพียงเท่านี้ เดินไป เดินมาสักพักก็ถึงใต้หอ
สังเกตการณ์ ร้านตีเหล็กที่วันนั้นเซี่ยเวยลากไปดู
จากด้านบนตั้งอยู่ข้าง ๆ นี่เอง
ใกล้ลี่ชุน[1]แล้ว อีกไม่นานงานการทั้งหลาย
ในไร่นาจะยุ่งวุ่นวาย มีการจ้างผลิตเครื่องมือทำ
ไร่ทำนาไม่น้อยเป็นผลให้ในร้านค่อนข้างยุ่ง
นายช่างใหญ่เคราขาวยาวเฟือยกำลังขมวด
คิ้วพูดอะไรบางอย่างกับ ลูกศิษย์ตัวน้อย
ประเดี๋ยวก็ชี้เบ้าหลอม ประเดี๋ยวก็ชี้เตาไฟ
ช่างเหล็กโจวคือหนึ่งในช่างเหล็กอาวุโสไม่กี่
คนแห่งเมืองซินโจว ถึงอย่างไรเมืองนี้ก็ไม่ใหญ่โต
ชาวบ้านมีอะไรอยากได้ก็มาหาเขา คนใกล้ไกล
ล้วนรู้จัก
ทว่านามเขาแท้จริงแล้วคืออะไร ทุกคนต่าง
เรียกขานไม่ถูก
จำได้แค่คนผู้นี้อายุมากแล้ว แซ่โจว เพื่อให้ไม่
ยุ่งยากจึงเรียกเป็น ‘ช่างเหล็กโจว’ หรือไม่ก็เรียก
อย่างเคารพว่า ‘นายช่างโจว’
ร้านตีเหล็กทำหน้าที่ตีเหล็ก นับเป็นกิจการ
อย่างหนึ่งซึ่งอาศัยคำว่า ‘มีจรรยาบรรณ’ และ
‘น่าเชื่อถือ’
ผานไถที่สร้างจากที่นี่ เอากลับไปแล้วหาก
พรวนดินไม่ได้หรือวัสดุ ไม่ตรงตามมาตรฐานจน
เกิดข้อบกพร่อง ล้วนนำกลับมาหาเขาได้หมด
หลายปีมานี้แทบไม่เกิดข้อผิดพลาดใดมาก่อน ถือ
เป็นมือหนึ่งในวงการของเมืองซินโจว
ช่างโจวมีมนุษยสัมพันธ์กับคนแถวนี้ดีมาก
ยกตัวอย่างเช่น เด็กร้านชาฝังตรงข้ามซึ่ง
มักจะยกน้ำชาไปให้พวกเขาบ่อยครั้ง ถึงอย่างไร
อากาศในร้านตีเหล็กก็ร้อนระอุ ทั้งที่เป็นหน้า
หนาวยังมีเหงื่อไหล ไม่ดื่มน้ำมากหน่อยไม่ไหว
จริง ๆ
เพียงแต่ยามที่เด็กรับใช้ของวันนี้ชงชาหลาย
ปั้านมาให้ สายตาของ นายช่างโจวก็เบนมอง
หญิงสาวผู้นั่งอยู่มุมร้านอย่างอดไม่ได้
ชุดกระโปรงลายเทพสถิตสีขาวหิมะ ปักชาย
แขนคอเสื้อลายมุ่นเมฆ สีคราม คลุมศีรษะด้วย
ผ้าไหมย่นเนื้อบางสีเหลืองเขียว แม้ไม่ได้ประทิน
โฉมมากมายก็ยังงามเยี่ยงปทุมพ้นวารี งามระยับ
เสียยิ่งกว่าพระโพธิสัตว์ทองคำในอุโบสถเป็นล้น
พ้น
ถ้าเขาจำไม่ผิด แม่นางท่านนี้นั่งอยู่ตรงนั้นมา
สองวันแล้วกระมัง
หากจะบอกว่านางมีธุระอะไร ก็เห็นเอาแต่นั่ง
ตรงนั้นโดยไม่เข้ามาในร้านตีเหล็ก หากจะบอกว่า
นางไม่มีธุระเลย ทว่าตอนบ่ายหลายวันมานี้ เขา
ออกมาทีไรก็เห็นนางเอาแต่มองไปทางเบ้าหลอม
แดงฉาน
ครั้นถึงยามสนธยาก็จากไป
บ่ายของวันถัดจากนั้นก็ยังคงมา เร็วบ้างช้า
บ้าง
ไม่ใช่แค่ช่างเหล็กโจว ศิษย์และคนงานหนุ่ม
แน่นทั้งหลายในร้าน ตีเหล็กต่างก็สังเกตเห็น
เพียงแต่แม่นางน้อยหน้าตาน่าชมพิศเกินไป พวก
เขากล้าแค่เหลือบมองชั่วครั้งชั่วคราวแล้วลอบ
พูดคุยกันเท่านั้น ไม่มี ใครกล้าเข้าไปสนทนาด้วย
สุริยันในวันนี้ มองก็เห็นแล้วว่าเริ่มคล้อยเฉียง
ต้นซิ่งทั้งหลายที่ปลูกข้างร้านตีเหล็กเริ่มออก
ดอก ถึงกับมีบางดอก แย้มบานกระจัดกระจาย
ตามกิ่งก้าน กลีบดอกสีชมพูแต่งแต้มสีของแสง
สายัณห์จากขอบฟั้าจนงดงามยิ่ง
ตลาดเริ่มวาย
ลูกค้าที่พูดคุยหัวเราะร่าในร้านน้ำชาก็จากไป
ไม่ต่าง
แม่นางเองน่าจะเตรียมไปแล้วเช่นกัน
ช่างเหล็กโจวเผลอคิดฟุั้งซ่านไปครู่หนึ่ง ดื่ม
น้ำชาเสร็จก็ม้วนแขนเสื้อ ขึ้นมามัดต้นแขน คีบ
เหล็กสำหรับตีกระบี่ที่เผาจนแดงฉานออกมาจาก
เตาถ่านคุไหม้ เหวี่ยงค้อนฟาดเป็นจังหวะ
กระทั่งตีจนทุกแห่งสมดุลกันดีจึงหยิบขึ้นมา
ประเมินน้ำหนัก แล้ว ค่อยหยุดพักซับเหงื่อชั่วครู่
ไม่คิดเลยว่าพอหันหน้าไป กลับเห็นแม่นาง
น้อยเดินมาหยุดข้างต้นซิ่งที่ผลิดอกก่อนเวลา
ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ช่างเหล็กโจวอดประหลาดใจไม่ได้ แม้จะไม่
รู้จักกัน แต่ชั่วขณะนั้น ก็ยังเอ่ยปากไปว่า “ทาง
เหนือฤดูใบไม้ผลิมาถึงช้า แต่ร้านตีเหล็กปล่อย
ไอร้อนไปด้านนอกตลอดปี ต้นไม้ดอกไม้จึงมักจะ
บานเร็วกว่าที่อื่นอยู่ทุกปี น่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปเล็กน้อย “อย่างนั้น
หรอกหรือ”
ช่างเหล็กโจวกล่าว “ข้าเห็นแม่นางคล้ายจะ
นั่งอยู่ข้างนอกมาหลาย วันแล้ว เอาแต่มองร้านตี
เหล็กโดยไม่เข้ามา ไม่ทราบพบเรื่องลำบากใจ
อันใดหรือเปล่า”
ลำบากใจหรือ
ก็ไม่ขนาดนั้น
เพียงต้องการสงบจิตใจและเรียบเรียงความ
คิด เดินมาถึงที่นี่ทีไรก็นั่งจนเวลาผ่านไปทั้งบ่าย
โดยไม่รู้ตัวอยู่เรื่อย
เจียงเสวี่ยหนิงส่ายหน้าน้อย ๆ “ทำให้ท่าน
เป็นกังวลเสียแล้ว ไม่ได้ มีเรื่องลำบากใจอะไร
หรอก แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น พอดีผ่านมาเห็น
ร้าน ตีเหล็กแห่งนี้ยุ่งวุ่นวายตลอดเวลา ส่งเสียง
ตึง ๆ ตัง ๆ ทั้งยังเห็นว่าท่าน เหมือนจะตีกระบี่
เล่มนี้มาหลายวันก็ยังไม่แล้วเสร็จ เลยเผลอมอง
อยู่นาน น่ะ”
ช่างเหล็กโจวหันมองเหล็กสำหรับตีกระบี่
แวบหนึ่งก็หัวเราะ
เขาลูบเครา พอพูดถึงเรื่องวิชาชีพของตนก็
คล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นหลายส่วน “การหลอม
เหล็กกล้าเริ่มจากการเผาเหล็กที่เพิ่งขุดมาให้
กลายเป็น เหล็กดิบก่อน หลังผ่านการหลอมการ
ตีนับร้อยพันครั้งจนขจัดสิ้นสิ่งเจือปน ก็เรียกได้
ว่าบริสุทธิ์ แข็งแกร่งหยุ่นเหนียวชนิดที่เพียงเส้น
ผมปัดผ่านก็ ตัดขาดและสะบั้นทองหยกได้ การ
หลอมเหล็กกล้ายังนับเป็นเรื่องขั้นต้น เท่านั้นนะ
ขั้นตอนในยามนี้คือการหลอมเหล็กเหลวเทลง
แม่พิมพ์ สิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลายจะให้ดีที่สุดต้อง
ใช้วิธี ‘หมื่นชุบสร้าง’ กว่าจะสำเร็จ เสร็จสิ้นใช้
เวลาอย่างน้อยสักสิบวันไปจนถึงครึ่งเดือน”
——————–
1. ลี่ชุนหรือหลิบชุงในภาษาจีนแต้จิ๋ว เป็นวัน
แรกของฤดูใบไม้ผลิ
บทที่ 220 ดอกซิ่งที่แบ่งบานก่อน (2)
เหล็กร้อยหลอม กระบี่หมื่นชุบสร้าง
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนไปที่เตา
หลอมเหล็กสูงชันด้านหลัง ช่างโจว ดวงตาทอ
แสงเป็นประกาย ตอบเพียงว่า “ไม่ง่ายเลย
จริงๆ”
นายช่างโจวยิ้ม “เรื่องแบบนี้จะง่ายดายได้
เช่นไร”
ขณะพูดเขายังก้มลงไปออกแรงดึงหีบสูบลม
ด้านล่าง ไฟในเตาหลอมลุกโหมยิ่งกว่าเดิม
เขาพูดต่อโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ชีวิตยังมี
ทุกข์เข็ญนานัปการ แล้วกระบี่จะหนีพ้นได้
อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ค่อย ๆ เคลื่อนสายตา
ไปจับจ้องกิ่งซึ่งมีดอก สีชมพูแบ่งบาน
ช่างเหล็กโจวทำสิ่งต่าง ๆ เสร็จก็ลุกขึ้นมอง
อดพูดไม่ได้ว่า “ถ้าแม่นางชอบก็เด็ดไปสักก้านสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่ง
แววตาของช่างเหล็กโจวเจือความเมตตาที่ผู้
สูงวัยพึงมี กล่าวต่ออีกว่า “หลานสาวข้าพอเห็น
ดอกซิ่งบานก่อนฤดูก็ชอบเด็ดกลับไปเล่นสักกิ่ง
สองกิ่งอยู่ทุกปี ไม่เป็นไรหรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงชมชอบดอกซิ่งที่บานก่อนฤดู
อยู่บ้างจริง ๆ ครั้นฟัง ประโยคนี้ของช่างเหล็กโจ
วจึงเผยยิ้ม เขย่งเท้าเล็กน้อยเลือกเด็ดกิ่งเล็ก ๆ
ด้านข้างซึ่งยาวเท่าฝั่ามือกิ่งหนึ่ง ก่อนค้อมกาย
“ขอบคุณนายช่าง”
ดอกซิ่งสิบกว่าดอกเรียงซ้อนกันเป็นสามกลุ่ม
มีดอกที่บานแล้วอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีดอกตูม
บางส่วนหลบซ่อนอย่างเขินอาย เมื่อถือด้วยนิ้ว
มือขาวเรียวของนางแล้วน่าดูชมอย่างยิ่ง
ช่างเหล็กโจวยิ้มกว้าง โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่
เป็นไร ๆ ก็แค่ดอกไม้เท่านั้นเอง”
เมื่อพูดจบก็เห็นว่าดวงตะวันด้านนอกใกล้ลา
ลับ จึงชี้นิ้วไปบนฟั้า “วันนี้เย็นแล้ว แม่นางยังไม่
กลับบ้านหรือ ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่ ยังจะใหญ่ได้
ถึงเพียงไหนเชียว กลับไปนอนสักตื่นเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็
ดีขึ้น”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตา ยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไร
ต่อ
เย็นมากแล้วจริง ๆ ตัวนางเองก็เห็นว่า
สมควรกลับสักที จึงบอกลา ช่างเหล็กโจว
ตะวันลับทางทิศประจิม ตลาดเงียบเหงาว่าง
เปล่า
เจียงเสวี่ยหนิงจากไปไกลแล้ว
ช่างเหล็กโจวมองจากใต้ชายคาครู่หนึ่ง ไม่
ทราบหญิงสาวยกมือ ไพล่หลังขณะเดินทอดน่อง
ตั้งแต่เมื่อใด ดอกซิ่งคีบหลวม ๆ ระหว่างนิ้ว มี
กลิ่นอายของความสงบสุขทางจิตใจอยู่บ้าง
*****
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงกลับถึงจวนแม่ทัพก็พอดี
กับจังหวะที่ม้าชั้นดี หลายตัวควบเข้ามาทาง
ประตูข้าง ฝุั่นควันตลบเล็กน้อย ทว่าเหมือนผู้ขี่
มองเห็นนางเข้าก่อนจึงรั้งม้าไว้หน้าประตู
เยี่ยนหลินนั่งตระหง่านบนหลังม้า
เขาสวมชุดรัดกุมสีดำ ให้ความรู้สึก
คล่องแคล่วปราดเปรียว แต่ยาม มองเจียงเสวี่ย
หนิงหัวคิ้วกลับขมวดมุ่นน้อย ๆ คล้ายมีถ้อยคำ
มากมาย ต้องการจะกล่าว ทว่าเขาไม่ได้อยู่
ในช่วงเยาว์วัยที่คิดอะไรก็พูดเรื่อยเปือยเหมือน
ก่อน จึงเงียบไปครู่หนึ่ง
หลายวันนี้นางเตร็ดเตร่ข้างนอกทั้งวัน ไม่ได้
พบหน้าผู้อาศัยในจวน บ่อยนัก ยิ่งไม่ต้องพูด
ถึงเยี่ยนหลินซึ่งออกเช้ากลับดึกประจำอยู่ที่ค่าย
ทหารใหญ่ แน่นอนว่ากระทั่งโอกาสพบหน้ายังไม่
มี
เกรงว่าเยี่ยนหลินกำลังนึกถึงบาดแผลของ
เซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงคล้ายมองเห็นว่าเขานิ่งเงียบจึง
ยิ้มถาม “จะไปค่าย ทหารอีกแล้วหรือ”
เยี่ยนหลินไม่ใช่คนอื่นไกล
วันนั้นบนหอสังเกตการณ์เกิดอะไรขึ้น ถึงเขา
จะไม่ได้เห็นกับตาแต่ก็ พอรู้คร่าว ๆ บัดนี้เมื่อ
เห็นนางทำตัวเหมือนคนไม่เกี่ยวข้อง เขาก็ไม่
สะดวกจะถามไถ่
ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ด้วยรู้สึกว่าคำพูดอื่นใดล้วนไร้ประโยชน์ เขา
เลยบอกแค่ว่า “หนิงหนิง ข้ายืนอยู่ฝั่ายเจ้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักไปอึดใจหนึ่ง ชั่วขณะต่อ
มาถึงยิ้มออก ทว่าไม่ได้เห็นคำพูดเขาเป็นแค่เรื่อง
ตลก ตอบกลับอย่างจริงจัง “ดี”
เยี่ยนหลินจึงค่อยควบม้าจากไปอีกครั้ง
คนอื่น ๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาฝูงม้าก็ลับหายไปสุดถนน
เจียงเสวี่ยหนิงค่อยเข้าไปในจวน แต่เพิ่งไปได้
ครึ่งทางก็มองเห็น ระเบียงทางเดินอันเงียบเชียบ
นางหยุดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยังคงเดินไป
ลานกลางเรือนโดดเดี่ยวและสงบเงียบ ทั้งยัง
มีคนรอรับใช้อยู่ไม่กี่คน
นางก้าวเข้าไปในลาน หยุดยืนใต้ชายคา
เจี้ยนซูที่เพิ่งยกถ้วยยาเปล่าออกจากห้องเห็นนาง
เข้าก็ตะลึง
ขณะนั้นประตูยังไม่ทันปิด
จากในห้องจึงมองเห็นภายนอก
อาจเพราะจับสังเกตได้จากสีหน้าท่าทาง
หยุดชะงักของเจี้ยนซู คนในห้องจึงนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดเสียงดังออกมาถึงด้านนอก “ไม่เข้ามา
หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ทราบว่ากำลังกล่าวกับ
ตน ตอบเพียงว่า “ไม่ ดีกว่า วันนี้แค่จะมาถาม
เรื่องโจวอิ๋นจือเท่านั้น ตรวจสอบไปถึงไหนแล้ว”
เซี่ยเวยส่งเสียงผ่านทางหน้าต่าง “ไม่มีข่าว
อะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาช้า ๆ สะกดความ
หงุดหงิดที่ผุดจากก้นบึ้ง ของจิตใจ กล่าวว่า “ข้า
ไว้ใจคนผู้นี้ไม่ลงจริง ๆ คิดไปคิดมาการปล่อยให้
เขาเคลื่อนไหวในซินโจวถือเป็นเภทภัย ในเมื่อจะ
ลงมือทั้งทีก็ลงมือจนถึงที่สุด เลยดีกว่า ชิงจับมา
กักขังไว้ก่อนปั้องกันเขาเล่นลูกไม้ รอจนสืบทราบ
กระจ่างว่าบริสุทธิ์ค่อยปล่อยตัวก็ได้”
เซี่ยเวยกระแอมเสียงแผ่ว “เจ้าไม่กลัวเขามี
โทสะหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ต้นหญ้าลู่ลมจะไปมี
โทสะอะไรได้ เขาน่ะรู้ สถานการณ์ ไม่มีทาง
หรอก”
เซี่ยเวยจึงว่า “เช่นนั้นก็ให้เตาฉินไปจัดการ”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้า ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องใดแล้ว ก็หันกายจะจากไป
เซี่ยเวยกลับเอ่ยถามกะทันหัน “พรุ่งนี้จะมา
อีกหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงชะงักเท้าอีกครั้ง หลุบตามอง
กิ่งดอกซิ่งขนาดเล็กใน ร่องนิ้ว “พรุ่งนี้จะไปส่ง
ฟางอิ๋นกับเหรินเหวยจื้อออกจากซินโจว คง
ค่อนข้างยุ่ง เป็นวันอื่นแล้วกัน”
เซี่ยเวยตอบรับ “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นวันอื่น”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงเขาฟังดูปกติดี
เพียงแต่ในเรือนมีกลิ่นขมปร่าของสมุนไพรอวล
จาง ๆ อย่างยากจะเลี่ยง ชวนให้ระคายจมูกเคือง
ลิ้นอยู่ เล็กน้อย
ดังนั้นใจจึงล่องลอย หวนนึกถึงเหตุการณ์วัน
นั้น
นางหมุนก้านดอกซิ่งอย่างเชื่องช้า เอ่ยว่า
“บางทีท่านคงพูดถูก ตัวข้ากับคนสามัญธรรมดา
ในโลกไม่มีอะไรแตกต่าง เพียงแต่โลกหล้ามีผู้คน
หลากหลายประเภท คนบางคนเมื่อชอบคนผู้
หนึ่ง ก็จะใช้ทุกวิถีทาง พยายามให้ได้อยู่ร่วมกัน
แต่ก็มีบ้างที่เมื่อชมชอบใครก็หวังแค่ให้อีกฝั่ายสุข
สงบสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องผลลัพธ์ คน
ทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้ สูงล้ำต่ำต้อยไปกว่ากัน
สำหรับข้า จางเจอเป็นถ่านร้อนที่มอบความอุ่น
ใน วันหิมะตก เป็นโคมไฟในความมืด เป็นเรือที่
พาข้ามฝัง แม้จะแปรเปลี่ยน เป็น ‘คนที่เคย
ชอบ’ แล้ว ข้าก็ไม่อยากฟังวาจาคนหมิ่นหยาม
เขา เซี่ยจวีอัน ต่อไปท่านอย่าพูดถึงเขาอีกได้
หรือไม่”
เจี้ยนซูยืนหน้าประตู ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดย
พลการ
ในห้องเงียบสนิท
เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็นว่าคนในนั้นมีสีหน้า
แบบไหน หลังผ่านความเงียบงันอันยาวนานถึง
ค่อยได้ยินเสียงทุ้มต่ำเยือกเย็นดังมา “ได้”
นางเองก็บอกไม่ถูกว่าขณะนี้กำลังรู้สึกเช่นไร
กันแน่
ลมพัดมาทางช่องลม กลีบดอกไม้สีชมพูไหว
ระริก
ครั้นจะเดินจากไป เจียงเสวี่ยหนิงก็ยกมือ
อย่างเนิบช้า วางกิ่งดอกซิ่งขนาดเล็กไว้ริม
หน้าต่างเงียบ ๆ
เจี้ยนซูอดประหวั่นไม่ได้
พอนางจากไปแล้ว เขาก็วางถาดเคลือบบรรจุ
ถ้วยยาลงด้านข้าง หยิบกิ่งดอกซิ่งริมหน้าต่าง
ขึ้นมา กลับเข้าห้องไปมอบให้เซี่ยเวย
อีกฝั่ายเอนกายบนตั่งริมหน้าต่าง
วิชาแพทย์ของโจวฉีหวงเป็นเอกอย่างไม่ต้อง
สงสัย รักษามาหลายวันบาดแผลก็ค่อย ๆ สมาน
นอกจากดวงหน้าซึ่งยังซีดขาวเล็กน้อยก็ดูไม่ค่อย
ต่างจากกาลก่อนสักเท่าใด
เจี้ยนซูพูดเสียงค่อย “เมื่อครู่คุณหนูรองหนิง
วางไว้ริมหน้าต่างขอรับ”
เซี่ยเวยยื่นมือรับ
รอยหักของกิ่งซิ่งเล็ก ๆ ยังสดใหม่ กลีบดอก
สีชมพูแรกแย้ม สำหรับแดนเหนือช่วงปลาย
เหมันต์ต้นวสันต์นั้นดูงดงามอ่อนโยนเป็นพิเศษถึง
ขั้นเหนือจินตนาการ
ดอกซิ่งที่ไหนกันนะบานเร็วขนาดนี้
ชั่วขณะนั้น เขาจ้องมองดอกไม้สีชมพูบนกิ่ง
ก้าน รู้สึกเสมือนหัวใจ ละลายเหลว คล้ายคนตก
ในภาพมายาหลังสมใจปรารถนา จากนั้นก็เผยยิ้ม
อันเปียมความสงบสุขและอบอุ่นเพิ่มขึ้นหลาย
ส่วน
สายตาของเซี่ยจวีอันเคลื่อนออกไปนอก
ประตู
ตะวันลับทิศประจิม รอบข้างเงียบสงบ
เจี้ยนซูไม่กล้ารบกวน ผ่านไปเนิ่นนานจนอีก
ฝั่ายรั้งสายตากลับจึงถามเสียงเบา “เรื่องที่
คุณหนูพูดเมื่อครู่ ข้าน้อยให้เตาฉินไปจัดการนะ
ขอรับ”
เซี่ยเวยพยักหน้า
เจี้ยนซูค้อมกาย ถอยหลังออกไป แต่เพิ่งถอย
ได้ครึ่งเดียวพลันนึก อะไรได้จึงหยุดชะงัก ท่าทาง
ไม่แน่ใจ
เซี่ยเวยจ้องมองเขา
เจี้ยนซูลังเลอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วถามว่า
“ความหมายของคุณหนูรอง หนิงคือจะจับเป็น
เอาตัวมาขังไว้ปั้องกันไม่ให้ก่อเรื่อง แต่ว่าถ้า…”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ สายตาไม่ละจากกิ่ง
ดอกซิ่งสักครู่เดียว ไม่ได้เก็บเรื่องโจวอิ๋นจือมาใส่
ใจสักกระผีก เพียงพูดอย่างเย็นชา “จับตายเสีย
ก็สิ้นเรื่อง”