คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 23 เข้าวัง (1)
ครั้นเอ่ยคำพูดประโยคนี้จบ เจียงเสวี่ยหนิงก็
ไม่รอว่าอีกฝั่ายจะมีสีหน้าเช่นไร หมุนกายเดิน
จากไป
มีหลายครั้งที่นางไม่อาจแยกแยะว่าที่แท้ตน
รู้สึกเช่นไรต่อหว่านเหนียง
โศกนาฏกรรมที่เกิดกับนางทั้งหมดในชาติ
ก่อน หากว่ากันจนถึงแก่นแท้แล้ว ล้วนเป็น
เพราะหว่านเหนียงทั้งสิ้น
กล่าวกันตามเหตุผล นางควรจะแค้นคนผู้นั้น
ทว่าเพียงนึกถึงบุตรีที่หว่านเหนียงเฝั้าถวิลหา
แต่ฝั่ายนั้นกลับไม่เคยถามไถ่ถึงมารดาบังเกิด
เกล้าแม้แต่น้อย ก็รู้สึกว่าหว่านเหนียงทั้งน่าแค้น
ใจและน่าสงสารนัก
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงช่วงชิงโอกาสของ
เจียงเสวี่ยฮุ่ย และช่วงชิงงานวิวาห์ของอีกฝั่ายไป
เป็นผลให้ตัวเองได้เบียดเข้าวังไปเป็นพระสหาย
ร่วมศึกษาของเสิ่นจื่ออี ชาตินี้ทั้งที่นางหลีกเลี่ยง
วังหลวงแล้วแท้ ๆ แต่ทุกคนกลับเหมือนวิ่งไล่
ตามมาอยู่ตรงหน้านางเสียอย่างนั้น แม้แต่การ
เข้าวังเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษาก็ยังตกมาถึง
นางทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อไปด้วยซ้ำ กล่าวได้ว่าถูก
คนผลักไสให้เข้าวังแบบไม่เหลือทางเลี่ยง
ราวกับว่าทุกสิ่งไม่ค่อยต่างจากชาติก่อน
เท่าใดนัก
สิ่งนี้ทำให้นางอดคิดไม่ได้ว่า การได้ย้อนเวลา
กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ นางจะเปลี่ยนแปลง
อะไรได้จริงหรือ หรือบางทีอาจแค่เดินย่ำซ้ำรอย
เดิมก็เป็นได้
*****
เช้าตรู่ของวันต่อมาฟั้ายังไม่ทันสว่าง เจียง
เสวี่ยหนิงก็ถูกบรรดาสาวใช้ปรนนิบัติให้ลุกจาก
เตียง หลังจากชำระล้างร่างกายและแต่งตัว
เรียบร้อยแล้วก็ไปกล่าวลาบุพการี นำสัมภาระซึ่ง
มีอยู่น้อยชิ้นขึ้นรถม้า
เหล่าขุนนางใหญ่จะเข้าวังทางประตูอู่
ส่วนสตรีภายในวังหรือผู้ที่เข้าวังเพื่อเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาเช่นพวกนางจะเข้าทางประตูเจิน
ซุ่นซึ่งอยู่ทางหัวมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ
วังหลวง
พระสหายร่วมศึกษาที่เข้ารับการคัดเลือก
กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วงสิบเจ็ดถึงยี่สิบ
ปี ล้วนเป็นดรุณีวัยแรกรุ่นซึ่งอยู่ในช่วงอายุที่ดี
ที่สุด
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงเดินทางมาถึงก็มีคนมา
จำนวนหนึ่งแล้ว
นางไม่ค่อยปรากฏตัวในที่ชุมนุมของเหล่า
สตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ ไม่ได้สนิทสนมกับใคร
ต่างจากบรรดาคุณหนูที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน
บัดนี้พวกนางกำลังกระซิบกระซาบพูดคุยกันแถว
ประตูวัง
ทว่าเมื่อรถม้าของจวนตระกูลเจียงมาถึง
เสียงพูดคุยก็หยุดทันที
ทุกคนต่างหันศีรษะกลับมามองเจียงเสวี่ย
หนิง
ความสงสัยใคร่รู้และความหวาดกลัวเผยจาก
สายตาไม่มากก็น้อย ชื่อที่จวนตระกูลเจียงเสนอ
ขึ้นไปครั้งแรกคือเจียงเสวี่ยฮุ่ย แต่ต่อมาผู้ที่ได้รับ
การคัดเลือกเข้าวังหลวงเพื่อเป็นพระสหายร่วม
ศึกษากลับเปลี่ยนเป็นเจียงเสวี่ยหนิง เรื่องนี้ไม่ได้
รู้กันเฉพาะจวนตระกูลเจียง แต่แพร่สะพัดอยู่
เบื้องนอกมาตั้งแต่แรกแล้ว คุณหนูตระกูลใหญ่
เช่นพวกนาง มีผู้ใดบ้างไม่สนใจเรื่องเหล่านี้
คนอื่นแย่งชิงจนหัวแทบแตกยังแย่งชิงมา
ไม่ได้ เจียงเสวี่ยหนิงผู้นี้กลับดีนัก นั่งอยู่บ้านเฉย
ๆ ไม่ต้องทำสิ่งใดทั้งสิ้น โชคก็หล่นลงมาจาก
ท้องฟั้าตกใส่ศีรษะซะนี่
ช่างยากจะทำให้คนสงบจิตใจได้จริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะลงจากรถม้า พอกวาด
ตามองก็เห็นใบหน้าอันคุ้นเคยมากมาย ยังคงเป็น
เหล่าพระสหายร่วมศึกษาในชาติก่อนจริง ๆ
ผู้หนึ่งคือโหยวเย่ว์จากจวนชิงหย่วนปั๋อ
ในงานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางคราก่อน เจียง
เสวี่ยหนิงไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย ถือว่าผูก
ความแค้นเอาไว้แล้ว
ยามนี้โหยวเย่ว์สวมชุดชาววังอันงดงาม สี
หน้าท่าทางและอากัปกิริยาแสนสง่า ทว่าสาย
ตามยามมองมาทางเจียงเสวี่ยหนิงเผยความเป็น
อริโดยไม่ปิดบัง ถึงขั้นแฝงความอาฆาตมาดร้าย
อยู่หลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าฝั่ายนั้นอย่ามา
รนหาที่ตายต่อหน้านางก็แล้วกัน เนื่องด้วยความ
เป็นอยู่ในวังชาตินี้ของนางดีกว่าชาติก่อนเป็นกอง
ฉะนั้นหากอารมณ์เสียแล้วเผลอบีบคออีกฝั่ายจน
ตายขึ้นมา เมื่อเรื่องแพร่ออกไปมันจะไม่ค่อยน่า
ฟัง
ข้างกายโหยวเย่ว์ก็คือฝานอี๋หลาน บุตรีจาก
ครอบครัวเสนาบดีฝานแห่งกรมพิธีการซึ่งถูกขาน
ชื่อให้ได้อันดับหนึ่งจากการแต่งโคลงกลอนใน
งานเลี้ยงเทศกาลฉงหยางครั้งก่อน เป็นผู้ที่แต่ง
กายเรียบง่ายมากที่สุด แม้แต่ต่างหูยังไม่สวมสัก
ชิ้น หัวคิ้วและดวงตาแผ่กลิ่นอายเฉยชาห่างเหิน
และไม่แยแสลาภยศสรรเสริญ
สำหรับฝานอี๋หลาน การเข้าวังอาจไม่ควรค่า
แก่การตื่นเต้น
สายตาที่ผู้อื่นมองเจียงเสวี่ยหนิงจะกี่มาก
น้อยก็แฝงความพิกล แต่ฝานอี๋หลานเพียงมองมา
ด้วยสายตาเรียบเฉย ทั้งไม่สงสัยใคร่รู้ ทั้งไม่อิจฉา
ริษยา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าในบรรดาสิบสองคนที่เข้า
วังมาเพื่อเป็นพระสหายร่วมศึกษา มีคุณหนูนางนี้
เพียงผู้เดียวที่ไม่สนใจลาภยศสรรเสริญ มิหนำซ้ำ
สุดท้ายก็ไม่ได้อยู่เป็นพระสหายร่วมศึกษา
ครั้งนี้โจวเปั่าอิงคุณหนูสามจากจวนติ้งหย่วน
โหวมีอายุน้อยที่สุด และเป็นไข่มุกกลางฝั่ามือที่
ติ้งหย่วนโหวให้ความรักใคร่ทะนุถนอมมากที่สุด
อีกด้วย ดวงหน้ากลมปั่องยังดูเป็นเด็กน้อยอยู่
บ้าง ดวงตากลมโตขนาดเท่าลูกองุ่นสีดำขลับ
กระจ่างสุกใสยิ่งนัก
ยืนเหลียวซ้ายแลขวาอยู่หน้าประตูวัง ไร้
ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
มือขาวนุ่มนิ่มยังถือห่อกระดาษน้ำมันขนาด
ไม่ใหญ่นักห่อหนึ่ง หยิบผลไม้แช่อิ่มออกมากินไม่
หยุด แก้มทั้งสองข้างปั่องขึ้นมาราวกับกระรอก
น้อย กำลังจ้องมองเจียงเสวี่ยหนิงตาปริบ ๆ
นี่คือเด็กสาวซึ่งใช้ขนมขบเคี้ยวอะไรก็สยบ
เจ้าตัวได้แล้ว
เพียงแต่มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่งเช่นกัน…
นั่นคือผู้ใดให้ขนมนางก็ล้วนสยบนางได้หมด
อาจเพราะยังเด็กอยู่ ไม่เข้าใจเรื่องราว จึงไม่มี
หลักการใด ๆ ทั้งสิ้น
ที่เหลืออีกไม่กี่คนก็มีเหยาหรงหรง ฟางเมี่ยว
และคนอื่น ๆ อีกสามราย
สามคนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วไม่คุ้นหน้า
ปราศจากความทรงจำ
คล้ายว่าพวกนางมีคุณสมบัติด้านมารยาทพิธี
การและความรู้ไม่เพียงพอ ระหว่างช่วงที่เข้าวัง
หลวงเพื่อศึกษากฎระเบียบและทำความคุ้นเคย
กับสภาพแวดล้อมหลายวันเข้าก็ถูกนางข้าหลวง
บอกให้ออกจากวัง
ส่วนสองคนข้างหน้ายังพอจดจำได้อยู่บ้าง
ผู้หนึ่งคือเหยาหรงหรง มีชาติกำเนิดต่ำต้อย
ที่สุดในบรรดาผู้ที่เข้าวังหลวงครั้งนี้ เป็นบุตรีของ
เหยาตูผิงผู้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตฝั่ายบรรยาย
เนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลิน รูปโฉม
ระดับปานกลาง การแต่งกายเมื่อเทียบกับคุณหนู
ซึ่งถือกำเนิดในตระกูลใหญ่คนอื่นก็ออกจะดู
ยากจนข้นแค้น
ยามมองใครก็มักก้มหน้าก้มตา
ขณะที่เหยาหรงหรงเมียงมองก็ปะทะเข้ากับ
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงเข้าพอดี รีบถอน
สายตากลับทันควัน ไม่กล้ามองมาอีก
เจียงเสวี่ยหนิงจำเหยาหรงหรงได้ เพราะชาติ
ที่แล้วอีกฝั่ายโง่เขลาที่สุดและเรียนรู้ช้าที่สุด
ที่เหลือก็คือฟางเมี่ยว
หน้าตาหมดจด สะอาดสะอ้าน มีดวงตา
ฉลาดเฉลียว ทว่าออกจะปราดเปรียวเกินไป
หน่อย บริเวณหางคิ้วมีไฝแดงขนาดเล็กเม็ดหนึ่ง
ทำให้นางค่อนข้างยวนเย้าพราวเสน่ห์ หากมอง
สำรวจอย่างถ้วนถี่ ก็จะพบว่าวันนี้นางสวมเสื้อสี
ฟั้าน้ำทะเล เนื่องจากเดือนเก้าอยู่ในธาตุทองตาม
ศาสตร์ห้าธาตุ มีพลังหยินชุ่มชื้นไหลลื่นอ่อน ๆ
ทั้งยังถูกโฉลกกับธาตุน้ำ
ถูกต้อง ฟางเมี่ยวเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของผู้
กำกับดูแลสำนักโหรหลวง
นางได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่ได้เห็นได้ยินเป็น
ประจำมาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การสังเกต
ปรากฏการณ์บนท้องฟั้าและการคำนวณฤดูกาล
จากบิดา ลุ่มหลงศาสตร์แห่งธาตุทั้งห้าและ
แผนผังแปดทิศ ทั้งยังดูนรลักษณ์เพื่อคำนวณดวง
ชะตาให้ผู้อื่นได้ด้วย
ส่วนจะแม่นหรือไม่แม่น เจียงเสวี่ยหนิงไม่
ทราบ
บทที่ 23 เข้าวัง (2)
อย่างไรเสียชาติที่แล้วฟางเมี่ยวก็ได้รับความ
ชื่นชอบจากผู้อื่นมากเพราะงานอดิเรกทางด้านนี้
ตกเย็นเอะอะก็ชอบมาสุมหัวรวมกันคำนวณ
บุพเพสันนิวาสโชคดีโชคร้ายอะไรต่อมิอะไร อยู่
อย่างมีความสุขราวกับมัจฉาได้วารี
เจียงเสวี่ยหนิงไม่สนใจนักว่าพวกนางจะใช้
สายตาอะไรมองตน เนื่องจากชาตินี้นางมี
แผนการชัดเจน…
เรียนมารยาทพิธีการอย่างนั้นหรือ
ไม่มีผู้ใดปลุกคนแกล้งหลับให้ตื่นได้ เช่นนั้น
ต่อให้เป็นนางข้าหลวงที่เก่งกาจสักเพียงใด ก็ไม่
อาจสอนสั่งผู้มีใจคิดแต่จะไกลห่างออกจากวัง
หลวงได้หรอก
นางคร้านจะสนใจคนพวกนี้
ด้วยเหตุนี้เมื่อลงจากรถจึงไม่ไปโอภาปราศรัย
กับพวกนาง ยืนห่างจากประตูวังในระยะไม่ใกล้
ไม่ไกล
ขันทีผู้เฝั้าประตูวังมองนางปราดหนึ่ง จากนั้น
จึงงอนิ้วคำนวณ “เก้าคนแล้ว ยังขาดอีกสามท่าน
ที่ยังมาไม่ถึง ขอคุณหนูทุกท่านโปรดรออีกสักครู่
หลังจากนี้บ่าวจะพาพวกท่านเข้าวังขอรับ”
เหยาหรงหรงเอ่ยถามอย่างขลาดกลัว “ผู้ใด
ยังมาไม่ถึงหรือ?”
โจวเปั่าอิงก้มหน้าก้มตาหยิบผลไม้แช่อิ่ม
ออกมาจากห่อกระดาษน้ำมัน ริมฝีปาก
กระจุ๋มกระจิ๋มเบะออก ก่อนจะตอบกลับสบาย ๆ
ว่า “ผู้ที่มาสายที่สุดก็ต้องเป็นพี่หญิงตระกูลเซียว
น่ะสิ พี่หญิงเฉินและพี่หญิงเหยาก็มากับนางด้วย
คิดว่าคงมาถึงพร้อมกัน”
ผู้อื่นแสดงสีหน้าแตกต่างกันไปเล็กน้อย
โจวเปั่าอิงเป็นถึงบุตรีจวนโหว อีกทั้งที่ผ่านมา
ก็สนิทสนมกับพวกเซียวซู นอกจากนี้ยังมีจิตใจใส
ซื่อบริสุทธิ์ ยามพูดจาเช่นนี้จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใด
ไม่ถูกต้อง ทว่าตระกูลอื่นกลับยากจะเทียมทัด
พวกนางได้
บัดนี้คนส่วนใหญ่กำลังรออยู่ตรงนี้ แต่กลับมี
คนที่ยังมาไม่ถึงอีก
ผู้ใดบ้างฟังแล้วจะไม่คิดว่าพวกที่ยังมาไม่ถึง
ช่างวางก้ามเสียเหลือเกิน
เพียงแต่ขณะกำลังกล่าวอยู่นั้นเอง รถม้า
หรูหราคันหนึ่งก็แล่นตรงจากสถานที่อันห่างไกล
มายังประตูเจินซุ่น และหยุดตรงเบื้องหน้าทุกคน
สารถีหยิบแท่นเหยียบออกมาจากรถแล้ววาง
เมื่อขันทีซึ่งสนทนากับพวกเจียงเสวี่ยหนิง
ก่อนหน้านี้เห็นรถม้าคันนี้ก็รีบพุ่งปราดเข้าหา
เค้นรอยยิ้มเต็มใบหน้า โค้งกายคารวะอยู่ข้างรถ
“คุณหนูใหญ่มาได้เสียทีนะขอรับ”
ผู้อยู่ในรถคือเซียวซูจริงดังคาด
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงแขนเสื้อหลวมกว้าง
สีเหลืองส้ม ห้อยหยกประดับบริเวณเอวส่งเสีย
งกรุ๊งกริ๊ง จับประคองมือที่ขันทีส่งมาลงจากรถ
กล่าวระคนหัวเราะว่า “วันนี้กลับเป็นหวงกงกงที่
ออกมารับ องค์หญิงใหญ่ไม่เห็นจะบอกกล่าวข้า
สักคำเลย”
หวงเหรินหลี่หัวเราะตามเช่นกัน “องค์หญิง
ทรงทราบว่าคราวนี้จะมีพระสหายมาร่วมสนุก
ด้วยเป็นจำนวนมาก ก็ทรงยินดีมากเลยขอรับ
วันนี้พระองค์สั่งให้บ่าวมาโดยเฉพาะ จะได้ฉวย
โอกาสรู้หน้าค่าตาสักหน่อย กลับไปแล้วค่อย
กราบทูลองค์หญิงอีกครา”
ทุกคนล้วนฟังออก หวงเหรินหลี่ผู้นี้เป็นขันที
ข้างพระวรกายองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง คิดว่าคง
ได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์หญิงใหญ่ไม่เบา
แต่ขันทีเช่นนี้ก็ยังเข้าไปประคองเซียวซูลง
จากรถอยู่ดี
ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตระกูลเซียวและ
ความสนิทชิดเชื้อระหว่างเซียวซูกับองค์หญิงใหญ่
เห็นเป็นที่ประจักษ์
รถคันนั้นมิได้มีเซียวซูแต่เพียงผู้เดียว เมื่อนาง
ลงจากรถก็มีอีกสองคนตามลงมาด้วย
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นก็ต้องเลิกคิ้ว
เล็กน้อย
เฉินซูอี๋ บุตรีเฉินอวิ๋นจิ้นมหาบัณฑิตแห่ง
สำนักมหาบัณฑิต แม้จะไม่ค่อยได้เข้าวัง และไม่
ถือว่าสนิทสนมกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยางมากนัก
ทว่ากลับสนิทสนมกับเซียวซูอย่างยิ่ง
นั่นเป็นเพราะทั้งสองคนมีชาติตระกูลเสมอ
กันในเมืองหลวง
แม้ว่ารูปโฉมโนมพรรณจะไม่ได้โดดเด่นจับตา
เช่นเซียวซู แต่คนกลับเหมือนดั่งนาม[1] สูงส่งสง่า
ริมฝีปากมักประดับรอยยิ้มบาง ทว่าดวงตากลับ
แฝงความเจ้าคิดเจ้าแผนการอยู่บ้าง เป็นคน
รอบคอบและระแวดระวัง
ส่วนอีกคนก็น่าสนใจ
ดวงตากลมโตดุจเมล็ดซิ่ง[2] คิ้วโก่งดั่งใบหลิว
ทำผมทรงมวยก้นหอยเดี่ยว ใบหูประดับต่างหู
หยกขาวรูปจันทร์เสี้ยวคู่หนึ่ง บริเวณหน้าอกยัง
ห้อยประดับแม่กุญแจหยกอันวิจิตร ล้วนดูดี
งดงาม พินิจจากการแต่งกายก็รู้แล้วว่าชาติ
ตระกูลไม่ธรรมดา เพียงแต่ขณะลงจากรถ
คุณหนูตระกูลขุนนางผู้นี้กลับหัวคิ้วขมวดมุ่น แฝง
ความหงุดหงิดเล็กน้อย กระทั่งกอปรด้วยความ
ขุ่นมัวหลายส่วน คล้ายเผชิญเรื่องที่ยากจะแก้ไข
และทำให้ไม่สบอารมณ์บางอย่างมา
เจียงเสวี่ยหนิงมีความทรงจำต่อนางล้ำลึก
เหลือเกิน
เหยาซี บุตรีของอำมาตย์[3]เหยา ผู้ดำรง
ตำแหน่งเสนาบดีกรมขุนนาง
ผู้เกือบจะได้วิวาห์เป็นภรรยาของจางเจอ
ทว่าเจรจาเรื่องวิวาห์ไปได้ครึ่งเดียวก็เสียใจกับ
เรื่องมงคลครั้งนี้เจียนตาย ทั้งยังสั่งให้คนแพร่ข่าว
ลือเหลวไหลว่าจางเจอ ‘มีดวงกินภรรยา’ ไปทั่ว
เมืองหลวง และให้บิดาของตนบีบเค้นเขาในราช
สำนัก เป็นผลให้เฝิงซื่อมารดาวัยชราของจางเจอ
โมโหจนล้มปั่วยครั้งใหญ่
ผลกลับกลายเป็นว่าหลังจากเลือกแล้วเลือก
อีก นางก็แต่งงานกับโจวอิ๋นจือ
นับแต่นั้นก็ให้ตระกูลเดิมคอยช่วยเหลือโจวอิ๋
นจือ กรุยทางส่งเสริมจนก้าวหน้า แต่คิดไม่ถึงว่า
ต่อมาสามปีก็จบชีวิตในจวนซึ่งเต็มไปด้วยภรรยา
และอนุภรรยาของโจวอิ๋นจือ ด้วยสาเหตุ ‘คลอด
ยาก’
ขณะนี้เหยาซีคงหารือเรื่องวิวาห์กับจางเจอ
อยู่ หงุดหงิดรำคาญใจด้วยเหตุนี้อย่างนั้นหรือ
อย่างไรเสียจางเจอก็เพิ่งจะสู้รบปรบมือกับ
องครักษ์เสื้อแพรมายกหนึ่ง
ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนมีอนาคตที่ดี
ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกัน แม้เจียงเสวี่ย
หนิงจะรู้ว่าชาติก่อนตนไม่ใช่คนดีอะไร แต่ก็ไม่ได้
ใช้วิธีการต่ำช้าเท่ากับคนผู้นั้น นางมองเบื้องบน
จดเบื้องล่าง มองซ้ายมองขวา เห็นเหยาซีแล้วไม่
สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ละทิ้งจางเจอแล้วไปเลือกโจวอิ๋นจือ…
ดวงตาอันงดงามคู่นี้ช่างมืดบอดเสียจริง
สายตาเจียงเสวี่ยหนิงสงบนิ่งและแฝงความ
นัยลึกซึ้ง เพียงจดจ้องเหยาซีเช่นนี้
เหยาซีเพิ่งจะลงจากรถ อยู่ในช่วงกำลังมอง
สำรวจผู้อื่นอยู่พอดี ปะทะสายตานี้ของเจียงเสวี่ย
หนิงโดยไม่ได้ตั้งใจ สายตานางจึงหยุดชะงัก นิ่ง
อึ้งไปทันที
เจียงเสวี่ยหนิงยกยิ้มมุมปาก ยืนอยู่ด้านข้าง
ฝูงชน เผยรอยยิ้มงามเฉิดฉันให้อีกฝั่าย ซุกซ่อน
ความแหลมคมและความประชดประชันที่มีเมื่อ
ครู่ไปเสีย ทั้งยังผงกศีรษะทักทายราวกับรู้สึกดี
และเป็นมิตรอย่างยิ่ง
เหยาซีงุนงง แต่คนงามเช่นเจียงเสวี่ยหนิง
หากแย้มยิ้มให้ผู้อื่น ต่อให้เป็นสตรีก็ไม่อาจ
ต้านทานได้ ถึงแม้ตนเองจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
แต่ก็ยิ้มตอบโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าใสซื่อเป็นมิตร แต่ในใจ
กลับเริ่มตรึกตรองอะไรมากมาย เวลานี้ในชาติ
ก่อนตนยังไม่รู้จักจางเจอ และไม่ได้ให้ความสนใจ
เหยาซี แต่ชาตินี้สตรีผู้นี้อย่าหมายจะกระทำเรื่อง
เลวทรามต่อหน้าต่อตานางเด็ดขาดเชียว มิ
เช่นนั้นคงมีบางเรื่องที่นางอาจทนไม่ไหว และไม่
อาจ มองดูอยู่ด้านข้างเฉย ๆ เป็นแน่…
——————–
1. ซูอี๋ แปลว่าผู้มีจิตใจและหน้าตางดงาม
2. ผลซิ่ง หมายถึงแอปริคอต
3. อำมาตย์ เป็นผู้ให้คำชี้แนะและคำปรึกษา
แก่องค์รัชทายาท ทั้งยังรับผิดชอบบัญญัติกฎ
ธรรมเนียมและประกาศใช้งาน