คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 221 ความคิดดีงามชั่ววูบ
“องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพเยี่ยนกับท่านรอง
ราชครูแจ้งว่า แม้การศึกจะสงบ แต่เมืองซินโจ
วเองก็อาจจะยังไม่ปลอดภัย หากมีพระประสงค์
จะ เสด็จออกไปนอกจวน กระหม่อมจำต้องแจ้ง
ให้ราชองครักษ์ติดตามไปด้วย ขอองค์หญิงโปรด
ประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ทหารยามหน้าจวนคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้า
เสิ่นจื่ออีด้วยท่าทางตระหนกอยู่บ้าง
เสิ่นจื่ออีสองมือประสานหน้าลำตัว สายตา
ตกที่ร่างของอีกฝั่ายก่อน จะค่อย ๆ เคลื่อนไป
ทางนอกประตูเรือนแล้วถอนกลับอย่างเชื่องช้า
พลัน หมดอารมณ์จะไปไหน อีกทั้งนางก็ไม่อยาก
สร้างความลำบากให้นายทหารด้วย จึงแย้มยิ้ม
บาง “ถูกของเจ้า เย็นขนาดนี้ข้างนอกไม่มีอะไร
น่าดู ข้า ไม่ออกแล้ว เจ้าลุกเถอะ”
นายทหารเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่กล้าลุกขึ้นยืน
เสิ่นจื่ออีลอบถอนใจ ทราบว่าหากตนไม่กลับ
เข้าห้อง เกรงว่าเขาก็จะยังคงคุกเข่าต่อ ดังนั้นจึง
ไม่พูดอะไรอีก หมุนกายเดินกลับไป
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งมาถึงระเบียงนอกเรือน จะมี
เสียงดังมาจากด้านนอก
“กระหม่อมโจวอิ๋นจือขอถวายบังคม ขอพบ
องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
เท้าของเสิ่นจื่ออีหยุดลงทันที คิ้วขมวดเพราะ
เหตุไม่คาดฝัน นางหัน กายกลับไปมอง พบว่า
เป็นโจวอิ๋นจือจริง ๆ
อีกฝั่ายเดินเข้ามาจากภายนอก
นายทหารจะร้องห้ามเขาก็ไม่เหมาะสม
เสิ่นจื่ออีกับโจวอิ๋นจือแทบไม่เคยเกี่ยวข้องกัน
ความสัมพันธ์เดียว น่าจะเป็นการที่บุคคลผู้นี้
เดินทางมาชายแดนตามคำสั่งของเสิ่นหลางเสด็จ
พี่ฮ่องเต้ของนาง แต่ตอนนั้นเมื่อครั้งวิวาห์ นางได้
เห็นชัดเจนแล้วว่า ไม่ว่า จะมีตำแหน่งฐานะสูงส่ง
เพียงใด ในสายตาฮ่องเต้ก็เป็นเพียงเม็ดหมากที่
สละได้ตลอดเวลา ทางราชสำนักเดิมทีไม่เคย
สนใจความเป็นความตายของนาง โจวอิ๋นจือ
เพียงเคยถวายบังคมแก่นางในงานเลี้ยงคืนส่ง
ท้ายปีเก่า เท่านั้น
ในเวลาแบบนี้ เขามาทำอะไร
นางจับจ้องฝั่ายตรงข้าม กล่าวว่า “เปินกงกับ
ใต้เท้าโจวมิได้มีสัมพันธ์สนิทสนมกันแต่ประการ
ใด หาคู่ควรให้ใต้เท้าโจวมาเยี่ยมเยือนด้วยตนเอง
ไม่ มีธุระอะไรหรือ”
โจวอิ๋นจือทราบว่าองค์หญิงนางนี้ถูกราช
สำนักละทิ้ง ทว่าต่อให้ถูก ละทิ้งก็ยังคงเป็นเชื้อ
พระวงศ์ ในช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้มีคุณค่ากว่าปกติ
เสียอีก
ตอนขามา เขาได้รับพระราชโองการจากเสิ่น
หลาง
แม้สัมผัสได้ถึงความระแวดระวังและเย็นชาที่
แผ่ซ่านจากร่างของ เสิ่นจื่ออี แต่ก็ไม่ได้สนใจ
กลับเดินค้อมศีรษะเข้าไปใกล้ “มาตรว่า
กระหม่อมจะไม่ได้ติดต่อกับพระองค์เท่าใดนัก
แต่ก็ได้รับมอบหมายให้มายังเมือง ซินโจว หนึ่ง
คือเพื่ออ่านราชโองการ สองคือเพื่อรับพระองค์
เสด็จกลับ เมืองหลวง หลายวันนี้ได้ยินมาว่าองค์
หญิงมีพระพลานามัยอ่อนแอ องค์ชายน้อยเองก็
จำเป็นต้องได้รับการบำรุง ไม่สมควรเดินทางไกล
ไม่ทราบทรงมีแผนการเสด็จกลับเมืองหลวง
หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีเงียบ
โจวอิ๋นจือกลับยิ้มน้อย ๆ “เดิมทีพระองค์ก็
ทรงมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงผู้สูงส่ง แน่นอนว่า
ประสงค์ไปยังที่ใดก็เสด็จไปที่นั่นได้ แม้บัดนี้ไม่
คิดจะมีแผนกลับคืนเมืองหลวงก็ไม่เป็นไรพ่ะย่ะ
ค่ะ กระหม่อมแค่เดินทางกลับไป ทูลฮ่องเต้เป็น
พอ เพียงแต่เมืองหลวงหนทางยาวไกล ทั้งฮ่องเต้
ไทเฮา รวมถึงหลินจืออ๋องล้วนทรงห่วงใย ตอน
กระหม่อมมาจากเมืองหลวง ระหว่างทางได้พบ
หลินจืออ๋อง ทรงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้
กระหม่อมนำมาถวายองค์หญิงด้วยตนเอง
โดยเฉพาะ”
เดิมทีพระองค์ก็ทรงมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงผู้
สูงส่ง แน่นอนว่าประสงค์ไปยังที่ใดก็เสด็จไปที่นั่น
ได้
เสิ่นจื่ออีรู้สึกว่าคำพูดนี้มีนัยแฝง
นางมองจดหมายที่โจวอิ๋นจือนำออกมาจาก
แขนเสื้อ ชั่วขณะนั้นยัง ไม่ได้ยื่นมือไปรับ
ด้วยนิสัยอันดีงามของเสิ่นเจี้ย เป็นไปได้ว่าจะ
เขียนจดหมายหานาง จริง ๆ
ทว่าเสิ่นหลางไม่ใช่เจ้าแผ่นดินที่ทรงเมตตา
แม้แต่น้อย
หากนี่เป็นจดหมายที่เสิ่นเจี้ยรั้งเขาไว้กลาง
ทางเพื่อฝากฝังให้ส่งต่อ โจวอิ๋นจือผู้ชาญฉลาด
รู้จักแสวงหาผลประโยชน์หลีกเลี่ยงเคราะห์ร้าย
ต้องไม่มีทางมอบให้นางง่าย ๆ แบบนี้แน่นอน จึง
เป็นไปได้ว่าจดหมายนี้ถูกคนอ่านผ่านตาไปแล้ว
หรือไม่ก็…
อาจไม่ได้เขียนโดยเสิ่นเจี้ยมาแต่แรก!
โจวอิ๋นจือเห็นนางไม่รับก็ไม่ชักมือกลับ ยังคง
ค้างอยู่ในท่าส่งมอบ
เนิ่นนานเสิ่นจื่ออีถึงค่อยยื่นมือออกไป
ในที่สุดจดหมายฉบับบางจึงถูกส่งมายังฝั่ามือ
โจวอิ๋นจือมองนางแล้วยิ้ม “ฝั่าบาทเองก็ทรง
ระลึกถึงพระองค์มาก หากทรงทราบว่าพระองค์
ปลอดภัยดี ฝั่าบาทคงดีพระทัยยิ่ง เมื่อพระองค์
เสด็จกลับถึงเมืองหลวง ฝั่าบาทย่อมเต็มพระทัย
ปัดกวาดธุลีชายแดนให้สิ้นจากพระองค์แน่นอน”
เสิ่นจื่ออีมองจดหมายโดยไม่โต้ตอบ
โจวอิ๋นจือทราบด้วยตนเองแล้วว่าซินโจ
วในยามนี้ไม่ต้อนรับเขาแม้แต่น้อย จึงไม่พูดอะไร
มากความ ค้อมกายคารวะก่อนถอยไป
เขาออกมาจากเขตเรือน
เหล่านายทหารยังคงยืนยามอยู่สองข้างประตู
เสิ่นจื่ออียืนอยู่บนระเบียงทางเดินเนิ่นนาน
สายตาจ้องมองผืนนภาที่ค่อย ๆ มืดเหนือศีรษะ
ถึงกับรู้สึกว่าความหมองเศร้าในกาลก่อนมิได้ถูก
ความยากเข็ญตลอดสองปีนี้ขจัดไป มันเพียง
เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ยังคง วนเวียนอยู่ในใจ
อย่างไม่ลบเลือนหาย
ผู้คนประดุจมีดเขียง ตัวข้านี้เป็นดั่งเนื้อปลา
ในวังก็ดี ที่ต๋าต๋าเองก็ดี กระทั่งที่จวนแม่ทัพ
เมืองซินโจวแห่งนี้เอง ก็ดี…
ถึงอย่างไรผู้อ่อนแอก็เป็นได้เพียงเม็ดหมาก
สถานการณ์ในเมืองซินโจวเป็นอย่างไร โจวอิ๋
นจือทราบค่อนข้าง ชัดเจนแล้ว ขณะนี้เขาจึงอด
ถอนใจชมเชยสายตามองการณ์ไกลและศาสตร์
ควบคุมใจคนของเสิ่นหลางไม่ได้ หากราชสำนัก
ทอดทิ้งซินโจวโดยไม่แยแส วันหน้าเยี่ยนหลิ
นต้องก่อกบฏแน่นอน ทว่าการส่งตนมาที่นี่ไม่
เพียงเพื่อ ปราบกบฏ แต่ยังทำให้เสิ่นจื่ออีตกอยู่
ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วย…
ไม่ว่าจะกลับเมืองหลวงหรือไม่ ล้วนตกอยู่ใน
สภาพถูกกระทำ
ถ้ากลับเมืองหลวง นางย่อมต้องโดดเดี่ยว ถ้า
เลือกไม่กลับเมืองหลวง อย่างไรเสียเสิ่นจื่ออีก็ยัง
เป็นองค์หญิง แล้วราชสำนักจะปล่อยให้นาง
เคลื่อนไหวอิสระโดยไม่ผูกมัดได้จริง ๆ หรือ
ตลอดทางกลับเรือน เสิ่นจื่ออีไม่กล้าเปิด
จดหมายอ่าน
นางลอบคลำดูหลายครั้ง รู้สึกได้ชัดเจนถึง
วัตถุแข็งชิ้นไม่ใหญ่นัก เกรงว่าจะไม่ใช่เพียง
แผ่นกระดาษ
ฝั่ายโจวอิ๋นจือก็กำลังครุ่นคิด วัตถุประสงค์ที่
ตนเดินทางมาซินโจวใกล้ลุล่วงแล้ว ทีนี้ก็เหลือสิ่ง
เดียว…
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อนึกขึ้นมาก็รู้สึกไม่
สบายใจอยู่บ้าง
เขาเดินเอามือไพล่หลังต่อไป เพิ่งจะพ้นหัว
มุมก็เห็นเงาร่างหนึ่งเดิน ตรงเข้ามา ขนคิ้ว
นัยน์ตางามชดช้อยดูค่อนข้างเยือกเย็น ถือสมุด
บัญชีหลายเล่ม ก้าวเท้าพลางขยับริมฝีปากไป
พลาง จีบนิ้วคล้ายคำนวณอะไรอยู่
โจวอิ๋นจือชะงักฝีเท้า ประสานมือทักทาย
“แม่นางโหยว บังเอิญยิ่งนัก ได้พบกันอีกแล้ว”
โหยวฟางอิ๋นชะงัก ยามนี้ถึงเพิ่งมองเห็นเขา
ฝีเท้านางเองก็หยุดด้วย ทว่าไม่ได้เข้าใกล้
จนเกินไป ถึงอย่างไรคุณหนูรองก็เคยบอกให้
ระวังคนผู้นี้ไว้บ้าง แม้จะสงสัยเล็กน้อยแต่นางก็
สมควร รักษาระยะห่าง จึงเพียงกล่าวคำหนึ่ง
“คารวะใต้เท้าโจวเจ้าค่ะ”
โจวอิ๋นจือมองสมุดบัญชีในมือนางพร้อมเอ่ย
ว่า “หลายวันนี้เห็นตรงประตูจวนวุ่นวาย ดู
เหมือนท่านกับเถ้าแก่เหรินซื้อหาสินค้ามาไม่น้อย
เป็นเพราะใกล้จะเดินทางกลับแดนสู่แล้วสินะ ข้า
คิดไม่ถึงจริง ๆ ผ่านไป สองปีทุกคนเปลี่ยนไปกัน
หมดแล้ว ตอนคนแซ่โจวเข้าคุกหาสมุดบัญชีไปให้
คุณหนูโหยว ไม่คิดเลยว่าคุณหนูในครานั้นจะร้าย
กาจเช่นวันนี้ ตัดสินคนที่หน้าตาไม่ได้เลย”
ยามนั้นโจวอิ๋นจือดูแลนางไว้มากจริง ๆ
โหยวฟางอิ๋นถึงอย่างไรก็จิตใจดีงาม จะปัน
หน้าเย็นชาใส่ก็รู้สึกไม่ดี นางจึงผ่อนคลายสีหน้า
เล็กน้อย พูดด้วยรอยยิ้มว่า “แค่การค้าผ้าไหมใบ
ชาเล็ก ๆ น้อย ๆ เองเจ้าค่ะ ซินโจวมีผลิตผลไม่
มาก ทำการค้าอะไรได้ไม่ ใหญ่โตนักหรอก”
โจวอิ๋นจือเดิมแค่คิดจะถือโอกาสทักทาย แต่
พอได้ยินคำว่า ‘ใบชา’ ไม่ทราบเพราะเหตุใด
พลันหวนนึกถึงเรื่องที่หอสังเกตการณ์ เจียงเสวี่ย
หนิงคุยเรื่องเยาเหนียงชงชากับเขา
วันนั้นสีหน้าท่าทางของอีกฝั่ายทำให้เขารู้สึก
เหมือนมีอะไรไม่ถูกต้อง อยู่ตลอด
แววตาเขาวูบไหวเล็กน้อย แต่ก็กลับมา
สนทนากับโหยวฟางอิ๋นต่อ อย่างรวดเร็ว “ตัวข้า
ตอนอยู่เมืองหลวงก็ดื่มชามามาก ล้วนเป็นสินค้า
ที่ทางสมาคมการค้าซึ่งคุณหนูโหยวเป็นประธาน
จัดส่งมา จะเรียกการค้าเล็ก ๆ ได้อย่างไรกัน
ทราบมาว่าชาบางชนิดยังดีเลิศกว่าในวังหลวง
เสียอีก”
เมื่อพูดถึงวังหลวง โหยวฟางอิ๋นก็ไม่กล้าตอบ
รับโดยง่ายด้วยเกรงจะ ตกอยู่ในอันตราย รีบพูด
ว่า “ท่านกล่าวล้อเล่นแล้ว ใบชาทั่วทั้งแดนดินนี้
ชาที่ดีที่สุดล้วนต้องนำไปส่งเป็นเครื่อง
บรรณาการก่อน กระทั่งคนค้าขาย เช่นข้ายังต้อง
รอจนกว่าศาลาว่าการมณฑลจัดเก็บเครื่อง
บรรณาการแล้ว เสร็จถึงจะติดต่อผู้ปลูกชาได้
บางครั้งคนจากศาลาว่าการมาเก็บใบชาช้า กว่า
กำหนดเดิมก็ยังต้องรอให้พวกเขามาเลือกส่วน
ของใบชาที่เยี่ยมที่สุดไปก่อนด้วยซ้ำ ไม่กล้าทำ
ข้ามหน้าชิงเก็บก่อนหรอกเจ้าค่ะ”
ชั่วขณะนั้น หางตาของโจวอิ๋นจือกระตุก
น้อยๆ
รอจนกว่าจะจัดส่งเครื่องบรรณาการไปแล้ว…
ในที่สุดเขาก็ระลึกได้ว่า ณ หอสังเกตการณ์
วันนั้น ที่แท้มีตรงไหนคอยรบกวนจิตใจทั้งวันทั้ง
คืน…
เขาเผยพิรุธไปแล้ว!
โจวอิ๋นจือใจหายวาบ
โหยวฟางอิ๋นยังไม่รู้สึกตัว นางกล่าวเสริม
อย่างอ่อนโยน “ซินโจวช่วงนี้มากคนมากความ
จริง ๆ แทบไม่มีเวลาว่างเลย หากวันใดได้ไป
เมืองหลวง จะต้องไปเยี่ยมเยือนแสดงความ
ขอบคุณต่อความเมตตาของใต้เท้าโจวใน ตอน
นั้นอีกครั้งแน่เจ้าค่ะ”
พูดจบนางก็ประสานมือคารวะ ตั้งท่าจะเดิน
ต่อ
โจวอิ๋นจือทีแรกก็ยังไม่ปริปาก จวบจน
ประสานมือคารวะตอบและ เดินสวนกันไปแล้ว
เขาจึงเพิ่งนึกบางอย่างได้ หันมาเอ่ยว่า “ครานี้
คุณหนู โหยวเองก็จัดซื้อชาท้องถิ่นของซินโจ
วจำนวนมากอีกกระมัง”
โหยวฟางอิ๋นชะงัก หันมาตอบ “เจ้าค่ะ”
โจวอิ๋นจือหัวเราะออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียง
คล้ายแฝงความกระดาก “ข้าเป็นคนหยาบกร้าน
ไม่เข้าใจเรื่องชา เพียงแต่ที่บ้านมีอนุภรรยาคน
หนึ่งชมชอบการดื่มชา ทั้งยังถือกำเนิดจาก
ตระกูลผู้ปลูกชาด้วย บัดนี้นางเปลี่ยวเหงา ข้าเอง
ก็จะกลับเมืองหลวงในอีกไม่กี่วัน จึงมีเรื่องอยาก
ขอร้องเสีย มารยาทหน่อย ชาที่คุณหนูโหยว
จัดซื้อต้องยอดเยี่ยมแน่ ๆ ไม่ทราบจะ แนะนำให้
ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะได้นำกลับไปให้นาง
ลองชิม”
โหยวฟางอิ๋นงุนงงเล็กน้อย
โจวอิ๋นจือรีบพูด “ราคาเท่าใดคนแซ่โจวก็
ยินดีจ่าย แต่หากคุณหนู โหยวไม่มีเวลาก็ไม่
เป็นไร ข้าค่อยไปสอบถามคนอื่นเอาก็ได้”
อย่างไรเสียเขาก็มีท่าทางสุภาพเรียบร้อย ทั้ง
ยังพูดถึงอนุภรรยา
แม้โหยวฟางอิ๋นจะไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่เมื่อ
ระลึกว่าในอดีตโจว อิ๋นจือเคยช่วยเหลือตน
มิหนำซ้ำยังเป็นบุคคลที่เดินทางไกลพันลี้มาถึง
ซินโจวแล้วยังอุตส่าห์นึกถึงคนทางบ้าน ใจนางก็
พลันอ่อนยวบ เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จึงพยักหน้า
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ใบชาทาง
ชายแดน ค่อนข้างหยาบ เกรงจะไม่ถูกปากนาง
ข้าขอเอาสมุดบัญชีไปเก็บสักครู่ ใต้เท้าโจวจะ
ตามมารอเลยก็ได้เจ้าค่ะ”
โจวอิ๋นจือจึงกล่าวขอบคุณคำหนึ่ง
โหยวฟางอิ๋นเดินนำหน้า เขาติดตามไป
แต่ถึงกระนั้นเมื่ออีกฝั่ายหันกลับ ใบหน้าของ
โจวอิ๋นจือก็เคลือบความหม่นหมองชั้นหนึ่ง ลังเล
อยู่อึดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นดุดัน ในเมื่อเผยพิรุธไป
แล้ว สถานการณ์ตอนนี้ย่อมไม่เหลือทางเลือก ถ้า
ไม่ลงมือก็ไม่มีทางรอด ไม่แน่ว่าท่ามกลาง
อันตรายอาจได้พบทรัพย์สมบัติ!
*****
เจียงเสวี่ยหนิงกินมื้อเย็นและล้างหน้าบ้วน
ปากเรียบร้อย กำลังจะ ปล่อยผมเข้านอน
ไม่คิดว่าจะมีคนมาหายามค่ำคืน
ด้านนอกถึงกับเป็นเจี้ยนซู ฟังออกว่าน้ำเสียง
ไม่ผ่อนคลายนัก ค่อนข้างเคร่งเครียด “คุณหนู
รองหนิง คนที่ส่งไปสืบข่าวเมื่อหลายวันก่อน ส่ง
สารด่วนกลับมาขอรับ โจวอิ๋นจือเข้าด่านตั้งแต่
ปลายเดือนสิบสอง ทั้งยังไม่ได้มาตามทางหลวง
จากเมืองหลวง ระหว่างทางมีคนเห็นเขาเลี้ยวมา
จากพื้นที่ซีหนานของแดนสู่ อาจจะเดินทางจาก
เมืองหลวงเข้าแดนสู่ก่อนค่อย มาถึงซินโจว”
ปลายนิ้วที่กุมหวีงาช้างของเจียงเสวี่ยหนิง
แข็งค้าง เย็นสันหลังวาบ แทบจะทันที
นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
โจวอิ๋นจือไปทำอะไรที่แดนสู่
หวีถูกเก็บกลับลงกล่องเครื่องประทินโฉม หัว
สมองกระจ่างวาบ ลางสังหรณ์อัปมงคลพลัน
บังเกิด นางผุดลุกทันควัน ผลักประตูเร่งฝีเท้า
เฉียดผ่านเจี้ยนซูไปทางเรือนของโหยวฟางอิ๋น
“รีบให้คนไปแจ้งเหริน เหวยจื้อ ก่อนที่เตาฉินจะ
จับตัวโจวอิ๋นจือไว้ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเดินทาง
ออกไปโดยพลการทั้งสิ้น!”
เจี้ยนซูไม่กล้าขัดคำสั่ง ติดตามนางพ้นประตู
เรือนก็สั่งการทันที
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าชะลอฝีเท้า
ยิ่งเข้าใกล้ที่พักของโหยวฟางอิ๋นใจก็ยิ่งเต้น
แรง เห็นโคมแขวนอยู่ ไกล ๆ บนระเบียงทางเดิน
ก็ยิ่งตาลาย ทว่าพอเข้าไปในลานเรือน ฝีเท้า ก็
หยุดชะงักกะทันหัน
ในลานเรือนมืดสนิทกลับมีกลิ่นคาวเลือดโชย
จาง ๆ
เตาฉินเพิ่งเดินออกมาคล้ายรีบร้อนจะไปหา
ผู้ใด ทว่าพลันหยุดยืนอยู่ข้างประตู ใบหน้ามีรอย
เลือดสายหนึ่ง มือยังกุมดาบแน่นไม่คลาย
พฤติการณ์แปลกประหลาดเหมือนกำลังตื่น
ตระหนก
เขามองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว
เขาอ้าปาก รู้สึกไม่กล้ามองนางตรง ๆ อยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยเปล่งเสียงสั่นพร่า “คุณหนู
รองหนิง…”
ชั่วขณะนั้น ในสมองของเจียงเสวี่ยหนิงราว
กับมีเสียงดังวิ้ง รู้สึก หัวสมองหนักอึ้ง ทว่าเท้า
กลับเบาหวิว กระทั่งยืนก็ยังยืนไม่มั่น
โคมไฟสลัวสาดแสง
หลังประตูเรือนอ้ากว้าง โลหิตสีแดงสดไหล
เจิ่งนองตามร่องแตกบน พื้น อาบย้อมธรณีประตู
จนแทบจะกลายเป็นสีดำ
“ฟางอิ๋น! ฟางอิ๋น…”