คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 222 ฟางอิ๋นที่ดีที่สุด
เชิงเทียนซึ่งเคยจุดในห้องตกลงมาดับสนิท
บนพื้น มีแต่โคมไฟในสวนส่องแสงหรุบหรู่เข้ามา
ผ่านกระดาษหน้าต่างขาวบริสุทธิ์
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินเข้าไป
ได้อย่างไร
ทั้งยังไม่รู้ว่าเป็นพลังแบบใดกันแน่ที่สุดท้าย
คอยพยุงร่าง ส่งนางเข้าไปโดยไม่ล้มกลางทาง
เสียก่อน
บาดแผลบนใบหน้าเตาฉินมีคราบโลหิต
กระทั่งบนมือยังเปือนเลือด ชุ่มโชก คล้ายเพิ่ง
ออกแรงกดแผลให้ใครบางคน
เลือดไหลหยดจากปลายนิ้วของเขา
ตอนเจียงเสวี่ยหนิงเดินผ่านเขาไป ชายหนุ่มผู้
เงียบขรึมหล่อเหลาก็ คล้ายมีอาการสะอื้น “ข้า
มาช้าไป…”
เจียงเสวี่ยหนิงเหมือนไม่ได้ยิน
นางเห็นเพียงธารโลหิตไหลไปตามแนวร่องอิฐ
บนพื้น
ห้องที่แต่เดิมเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้หีบ
สมุดบัญชีถูกรื้อค้นแทบ ทั้งสิ้น สมุดบัญชีหลาย
เล่มกับกระดาษเซวียนจื่อกระจัดกระจายเกลื่อน
กลาด บุตรีอนุภรรยาแห่งจวนชิงหยวนปั๋อคนนั้น
ดรุณีที่ต้องกล้ำกลืนความทุกข์ระทมมามากมาย
คนนั้น ปัจจุบันหลับตาหายใจรวยริน พิงศีรษะ
อันไร้เรี่ยวแรงกับฐานตู้ชั้นวาง นวลแก้มน่าชม
มองบัดนี้ไร้ซึ่งสีเลือดฝาด นิ้วมือ ปิดบาดแผล
ฉกรรจ์ตรงหน้าท้องที่ถูกแทงทะลุจากด้านหลัง
แต่โลหิตยังคง รินไหลอย่างเงียบงัน ค่อย ๆ
นำพาชีวิตที่เหลืออยู่ไม่มากนักของนางไปด้วย
เป็นไปได้อย่างไร
ไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงจดจำวันที่ตนไปร่วมงาน
เลี้ยงจวนชิงหยวนปั๋อ ได้ เหล่าสตรีดุร้ายวิ่งกวด
มาจากอีกฟากทางเดินอย่างโกรธแค้นเดือดดาล
ฟางอิ๋นที่ทั้งหวาดกลัวและหวาดวิตกวิ่งมาชนนาง
เข้าจนทำถุงหอมของ นางเปือนเปรอะ หยด
น้ำตาจากดวงตากลมโตสุกใสซึ่งร่วงเผาะชวนให้
นึกถึงหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า
เงอะงะ บอบบาง ซุ่มซ่าม
เปรียบประดุจต้นหญ้าซึ่งต่อให้ดูไร้กำลัง
กลับมีชีวิตแสนทรหดอดทน
แม้จะถูกพวกคนชั่วช้าจับกดน้ำสุดแรง ทว่าก็
ยังคงต่อต้านดิ้นรน ตบฟาดผืนน้ำกระเพื่อมเป็น
วงกว้าง ตีจนน้ำปันปั่วน กระทั่งเงาฟั้าที่สะท้อน
อยู่ยังต้องยับย่น
หลังนางช่วยฟางอิ๋นเอาไว้ก็ยังเข้าใจผิด คิด
ว่าตัวฟางอิ๋นเองไร้ความสามารถ ไม่แสวงหา
ความก้าวหน้า
ทว่าฟางอิ๋นก็ทำให้นางประหลาดใจ
นับแต่วันนั้นที่ออกจากวังแล้วอีกฝั่าย
ประคองส่งกล่องที่ใส่ตั๋วเงิน และถุงหอมมา
ตรงหน้า จับจ้องนางด้วยสายตาระแวดระวัง
เปียมความหวัง ไม่ทราบเลยว่าในใจของนางได้
ก่อเกิดคลื่นลมอันใด
ชั่วขณะนั้น ชีวิตของเจียงเสวี่ยหนิงที่ถือ
กำเนิดใหม่ถึงเพิ่งเริ่มต้นอย่างแท้จริง
ออกจากเมืองหลวงมาสองปี ล้วนเป็นโหยว
ฟางอิ๋นที่อยู่ข้างกายแทบตลอดเวลา
จากแดนสู่มาถึงเจียงหนาน
ในสายตาคนนอก นางอาจเป็นเพียงบุตรีอนุผู้
ไม่เป็นที่โปรดปรานในจวนปั๋อ นายหญิงผู้
อ่อนโยนของนาเกลือตระกูลเหริน หรืออาจเป็น
ประธานโหยวผู้สัตย์ซื่อน่าเชื่อถือของสมาคม
การค้า ทว่าในสายตาเจียง เสวี่ยหนิง นางก็ยังคง
เป็นคนดื้อรั้น ยังเป็นเด็กโง่ที่พอเชื่อใจใครก็
พร้อม เปิดอกมอบหัวใจให้อีกฝั่ายตลอดไป…
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่ากายใจของตนแยกจาก
กัน ทว่ายิ่งทำให้รู้สึก เยือกเย็นจนน่าพิศวง
นางไปถึงข้างกายอีกฝั่าย คุกเข่าลงบนแอ่ง
เลือด
จากนั้นก็ยื่นมือออกไปช่วยกดแผลที่โลหิต
ยังคงค่อย ๆ ไหลหลั่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับ
กำลังละเมอ “ฟางอิ๋น ฟางอิ๋น ข้ามาแล้ว ไม่
เป็นไรแล้ว พวกเราไปตามหมอมาแล้ว วิชา
แพทย์ของโจวฉีหวงดีเลิศ เจ้าต้อง ไม่เป็นอะไร
แน่นอน”
แพขนตาของโหยวฟางอิ๋นที่หลุบลงต่ำ เมื่อได้
ยินเสียงนี้ก็ค่อย ๆ เลิกขึ้น
แต่ภาพตรงหน้ากลับเลือนราง
เจียงเสวี่ยหนิงคุกเข่าหันหลังให้ประตู สายตา
ของโหยวฟางอิ๋นเองก็ พร่ามัว ประหนึ่งวิญญาณ
ถูกหน่วยทวงวิญญาณจากยมโลกพรากไปยัง ขุม
นรกไร้ก้นบึ้งเสียครึ่งหนึ่งแล้ว ไม่อาจมองเห็น
ลักษณะของอีกฝั่ายได้ ชัดเจน
ทว่านางจำแนกเสียงของคนตรงหน้าได้
นางจึงแสดงสีหน้าปกติสามัญเฉกเช่นวันวาน
ราวกับว่าชั่วขณะนี้ หาใช่ช่วงเวลาแห่งการพลัด
พรากไม่ ส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า “คุณหนูรอง
ท่านมาแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวกับนาง “ไม่ต้องพูด
แล้ว”
ดวงตาของโหยวฟางอิ๋นเปียมหยาดน้ำตา
“เตาฉินไม่ได้หลอกจริงด้วย ข้าบอกให้เขาไปหา
ท่าน แต่กลัวเหลือเกินว่าเขาจะไม่เชื่อฟังและไป
ตาม หมอก่อนจนเสียเวลา ข้ากลัวไม่ได้เห็นหน้า
ท่าน…”
เสียงของเจียงเสวี่ยหนิงค่อนข้างสั่นเครือ “ไม่
ต้องพูดแล้ว…”
หยดน้ำตาถึงกับร่วงหยดทันทีจนขนตาดำ
ขลับเปียกชุ่ม เผยความ เศร้าเสียใจอันไม่เคย
ปรากฏ “มันเอาตราประทับไป นายหญิง! มันเอา
ตราประทับของพวกเราไป การค้าที่แดนสู่กับ
เจียงหนานต้องเกิดปัญหาแน่…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว!”
ชั่วอึดใจนั้น ความเยือกเย็นสงบนิ่งอัน
เปราะบางที่เจียงเสวี่ยหนิง พยายามรวบรวมขึ้น
ก็ถูกความดื้อรั้นอันโง่เขลาของอีกฝั่ายทุบทำลาย
นางตัดบทของโหยวฟางอิ๋นเสียงดัง แต่หัวไหล่
บอบบางก็สั่นเทิ้มกะทันหัน กระแสเสียงคล้ายถูก
กีดกั้นด้วยอะไรบางอย่างจนแหบแห้ง
ไม่รู้ว่าพูดกับอีกฝั่าย หรือพูดกับตัวเองกันแน่
นางเอาแต่พร่ำกล่าวซ้ำ ๆ ซาก ๆ
“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าจะเป็นอะไรไปได้
อย่างไรกัน นาเกลือกับสมาคมการค้ายังมีคนรอ
เจ้าอยู่อีกตั้งมาก ยังมีการค้ารอเจ้าไปทำอีกตั้ง
เยอะ เจ้า จะเป็นอะไรไปได้อย่างไร เด็กดี ไม่ต้อง
พูดแล้ว ไม่ต้องร้องด้วย โจวฉีหวง ใกล้มาถึงแล้ว
…”
แต่เมื่อเอ่ยไปเรื่อย ๆ ดวงตาของนางก็แดง
เรื่อ
น้ำตาไหลรินโดยไม่ทันรู้ตัว
นางพยายามแหงนหน้าเต็มกำลัง หมายจะ
สะกดกลั้นไม่ให้ตนดู อ่อนแอเกินไปในเวลานี้
ทว่าความเศร้าโศกเกินปกติเป็นดังคลื่นกระทบฝัง
ถาโถมเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน นางมิใช่โขดหินบน
หาดทราย แต่เป็นนกน้ำที่ บาดเจ็บอยู่บนโขดหิน
นั่นต่างหาก ถูกคลื่นคลั่งเหวี่ยงโถมหาไม่หยุด
หย่อน ซัดสาดจนเปียกปอน
โลกนี้คล้ายสูญเสียที่ยึดเหนี่ยวไปแล้ว
นางคว้าอะไรก็ไม่ได้ จับอะไรก็ไม่อยู่ การ
ต่อสู้กับกระแสคลื่นโหม กระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่า
นางไม่ได้อะไรกลับมาเลย เหลือเพียงปีกเปือน
เลือด กรงเล็บยับเยิน ทั้งยังเต็มไปด้วยรอย
แผลเป็นนับไม่ถ้วน…
เจียงเสวี่ยหนิงสะอื้นไห้ด้วยความโทมนัส
อย่างสุดกลั้น ยื่นแขนออกไปกอดโหยวฟางอิ๋น
แน่น แต่กลับรู้สึกถึงเพียงความเย็นเยือกดุจ
น้ำแข็งที่ โอบรัดนางจนตัวสั่นสะท้าน “ไม่ร้องนะ
ไม่ร้องสิ ต้องไม่เป็นไรแน่…”
โหยวฟางอิ๋นเผยอรอยยิ้ม
หยดน้ำตา ที่แท้ก็อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยคาดคิด
ทั้งที่เป็นผู้กำลังจะจากไป แต่กลับกลายเป็น
ฝั่ายปลอบประโลมเสีย แทน พยายามใช้เสียงอัน
อ่อนล้าทิ้งกำลังใจไว้ให้อีกฝั่าย “ฟางอิ๋นเดิมเป็น
คนใกล้ตาย ครานั้นคุณหนูช่วยเหลือไว้จึงพาข้า
กลับมาจากตำหนักยมบาล ที่มีชีวิตอยู่มาหลายปี
ฟางอิ๋นล้วนไม่คู่ควร เป็นเพราะสวรรค์มีเมตตาจึง
ให้ฟางอิ๋นได้พบท่าน คุณหนู โปรดอย่าร้องไห้อีก
ต่อไปเลย…”
เจียงเสวี่ยหนิงสะอึกสะอื้น
ส่วนโหยวฟางอิ๋นคล้ายถูกคำพูดของตนเอง
พาย้อนไปเมื่อกาลก่อน
ในอดีตอันมืดมิดของนาง ไม่เคยเห็นใครงาม
เฉิดฉันเช่นนั้น ทั้งยัง ไม่เคยประสบท้องฟั้าที่
สดใสเช่นนั้น
“ข้าเป็นคนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ข้างล่างนั่น
ดูไม่น่ากลัวเลย นอกจากมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่ง
ใด กระทั่งสีดำก็แลไม่เห็น…” โหยวฟางอิ๋นยกนิ้ว
อย่างยากลำบาก ประหนึ่งต้องการคว้าจับอะไร
ในความเวิ้งว้างเย็นยะเยือก แต่ก็ทลายฝั่าไปไม่ได้
“ตอนนั้น เหมือนข้าจะเห็นคนผู้หนึ่ง นางกับข้า
หน้าตาคล้ายกัน กำลังมองตรงมายังข้า แต่
หลังจากท่านช่วยข้าขึ้นมาจาก น้ำ นางก็หายวับ
ไป นับแต่นั้นข้าก็ไม่…ไม่เคยเห็นนางอีกเลย…”
นัยน์ตาดำขลับสะท้อนแสงไฟบนกระดาษ
หน้าต่าง
สายตาเลื่อนช้า ๆ มาจับอยู่ที่ใบหน้าของเจียง
เสวี่ยหนิง
นางเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวเงอะงะงุ่มง่าม
ไม่รู้ความตอนนั้นอีกครั้ง บอกเล่าด้วยสุ้มเสียง
แผ่วเบา “ต้องโทษที่ข้าโง่เขลาเกินไป ท่านเตือน
ให้ ระวังแล้วแท้ ๆ ข้าก็มัวแต่คิดว่าเขาเคยช่วย
ข้าไว้…”
เจียงเสวี่ยหนิงกุมมือของนางแน่น ออกแรง
จับบ่าของนางไว้ แต่ก็ไม่อาจกดความเจ็บปวดที่
ชอนไชหัวใจกะทันหันได้
โจวอิ๋นจือ!
ถ้าไม่ใช้งานโจวอิ๋นจือ ตัวนางตอนนั้นไม่มี
ทางช่วยโหยวฟางอิ๋น ออกมาจากเมืองหลวงได้
แต่ก็เป็นเพราะนางช่วยโจวอิ๋นจือ โหยวฟางอิ๋น
ในวันนี้จึงถูกสังหาร จึงต้องประสบเคราะห์กรรม!
โชคชะตาผันเปลี่ยนเวียนวน เล่นตลกคับฟั้า
กับนาง!
นางร่ำไห้รำพัน “ไม่เลย ไม่เลย เจ้าโง่เขลาที่
ไหนกัน เจ้าทำการค้า ใหญ่โตขนาดนั้น ทั้งยังมา
จัดเตรียมเสบียงทัพถึงซินโจว แม้แต่คนเก่งกาจ
อย่างหลี่ว์จ้าวอิ่นเมื่อเจอเจ้ายังต้องยอมแพ้
คุณชายเหรินเองก็ชมเชยเจ้าไม่ขาดปาก…ไม่ใช่
ความผิดของเจ้าเลย เจ้าไม่ผิด…ไม่มีใครดีอย่าง
เจ้าแล้ว…”
ความเจ็บปวดก่อนหน้าค่อย ๆ เลือนหาย
โหยวฟางอิ๋นรู้สึกว่าชั่วขณะนี้ช่างแสนวิเศษ
ราวกับว่าทั่วร่างกลับมา มีเรี่ยวแรงแห่งชีวิต ด้วย
เหตุนี้จึงกล่าวเจือความหวังว่า “ยังดีกว่าคนผู้นั้น
อีกหรือเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองอีกฝั่าย
ดวงตาคู่นั้นปรากฏความละเมอเพ้อพก
เสมือนตกในห้วงฝัน “มีบางครั้งข้ารู้สึกว่าท่าน
ไม่ได้มองข้า บางครั้งท่านเหม่อลอยเหมือนกำลัง
มองทะลุเข้ามาและผ่านเลยไปยังใครบางคน ข้า
กลัว กลัวเหลือเกิน กลัวว่าคนผู้นั้นจะปรากฏตัว
แล้วไล่ข้าออกไป ข้าทำบัญชีไม่เป็น ข้าไม่รู้
หนังสือ ไม่รู้ว่าจะทำ การค้าอย่างไร ทั้งยังคิด
คำนวณอะไรก็ไม่ได้ ข้ากลัวจะช่วยท่านไม่ได้เลย
ข้ากลัวท่านไม่ต้องการข้า กลัวว่าข้าจะสู้นางไม่ได้
…”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน
ก่อนน้ำตาจะพรั่งพรูดุจสายฝน
ในชาตินี้ นอกจากเหตุการณ์ครั้งก่อนตอนพูด
กับเซี่ยเวย นางก็ไม่เคยกล่าวถึงเรื่องของชาติที่
แล้วอีก เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นความลับที่สมควรถูก
กลบฝังมิดชิด นางไม่เคยคิดเลยว่าตอนนางมอง
ใบหน้าซึ่งเหมือนโหยว ฟางอิ๋นในชาติก่อนและ
หวนนึกถึง จะมีคนจับพิรุธได้จากสีหน้าท่าทาง
อัน น้อยนิด
เด็กสาวผู้ทุกข์ทน บอบบางและอ่อนไหวกลับ
ซ่อนทุกสิ่งเอาไว้เงียบ ๆ
นางนึกถึงตะเกียงน้ำมันที่จุดในคุก
นึกถึงสมุดบัญชีเก่าเก็บใต้เงาตะเกียง
นึกถึงเด็กสาวขลาดเขลาผู้เติบโตมาในเรือน
ส่วนหลังของจวนปั๋อ คนที่วันหนึ่งจู่ ๆ ก็มาบอก
ว่าต้องการสมรสปลอม ๆ กับเหรินเหวยจื้อเพื่อ
หนี ออกจากเมืองหลวงไปทำการค้ายังแผ่นดิน
กว้างใหญ่
…
เจียงเสวี่ยหนิงตัวสั่นเทิ้มครั้งแล้วครั้งเล่า
นางยกนิ้วเปือนเลือดขึ้นมา พยายามปาดเช็ด
หยาดน้ำตาที่แก้มโหยวฟางอิ๋น ทว่ามิเพียงไม่
สะอาดขึ้น กลับทิ้งคราบเลือดน่าพรั่นพรึงเอาไว้
บนใบหน้าขาวซีด
เป็นคราแรกที่นางรู้สึกจนปัญญา
ได้แต่ตระกองกอดสตรีโง่เขลานางนั้นเอาไว้
แน่น ประพฤติตนเช่นคนบาปผู้กำลังร่ำไห้
สารภาพ “ไม่เลย ไม่เลย เจ้าดีที่สุดแล้ว เป็นเจ้า
ที่ทำให้ ข้าเข้าใจว่าข้าช่วยเหลือผู้อื่นได้และยัง
เดินหมากกับโชคชะตาได้ เจ้าทำให้ทั้งหมดนี้
เริ่มต้น ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าหรอก แต่เป็นเจ้าต่างหาก
ที่ช่วยเหลือข้า เจ้าคือพระโพธิสัตว์ผู้เปียมเมตตา
ที่สุด…ต่อให้ฟั้าจะประทานอีกคนมาให้ ข้าก็ไม่
ต้องการ เจ้าคือฟางอิ๋นคนเดียวในโลกนี้ เป็น
ฟางอิ๋นที่ดีที่สุด…”
โหยวฟางอิ๋นยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มที่ทั้งพึงพอใจและเปียมสุข
ท่ามกลางความมืดมิดอันหดหู่สิ้นหวัง กลับมี
แสงสว่างจ้าสาดขึ้นมา กระจ่างดุจดวงตะวัน
จันทร์ส่อง ทว่าพริบตาเดียวก็มืดดับ ประหนึ่ง
รอยยิ้มนี้ดึงเอาพลังเสี้ยวสุดท้ายในร่าง เผาไหม้
เปล่งประกายแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต นางกุมมืออีกฝั่าย
แน่น
ไม่ต่างจากตอนดิ้นรนเหนือสระน้ำเมื่อตอน
แรก
นางร้องไห้ “คุณหนู ข้าทำใจจากไปไม่ได้ ข้า
ยังอยากมีชีวิตอยู่…”
แต่กระทั่งเรี่ยวแรงจะดิ้นรนก็อ่อนระโหยลง
ไปพร้อมสีสันบนใบหน้าอันหม่นหมอง
บึงเลือดแข็งตัวเย็นเยียบแล้ว
เสมือนไส้เทียนมอดไหม้ ท้ายที่สุดย่อมต้อง
ดับ โหยวฟางอิ๋นผู้ซึ่ง ครั้งหนึ่งเคยเปล่งประกาย
แบ่งบานอยู่บนโลกใบนี้ก็ถึงคราวมอดดับอย่าง
เงียบงัน
เมื่อโจวฉีหวงถือหีบยามาถึงได้ยินเสียงจาก
ข้างในก็ไม่กล้าเข้าไป
เหรินเหวยจื้อตะโกนลั่นมาแต่ไกล
หลี่ว์เสี่ยนเดินเข้าไปใกล้ประตูเรือน พอ
มองเห็นสภาพการณ์ด้านในก็ตัวสั่นสะท้าน หน้า
มืดงุนงง ถอยกลับออกมาช้า ๆ
เนื้อตัวของเจียงเสวี่ยหนิงอาบโลหิต คุกเข่า
บนกองเลือด กอดร่างที่ เริ่มเย็นเยียบทีละน้อย
รอบด้านมีแต่ความมืดอันเงียบสงัด
ลมพัดโกรกเข้ามา ฟังประดุจเสียงหัวเราะคิก
คักแปร่งหูของภูตผีนับพันนับหมื่นที่ซ่อนอยู่ใน
ม่านอนธการ เย้ยหยันปุถุชนว่าเพ้อฝันที่คิดจะ
ควบคุมชะตาของตน ทั้งที่ความจริงแล้วสวรรค์
ต่างหากเป็นผู้กำกับ
แต่ข้าไม่ยอม
ข้าไม่ยอม!
ถือสิทธิ์อะไร!
อาศัยอะไรมาบงการข้า!
ความชิงชังเทียมฟั้าฉีกกระชากดวงใจจน
แหลกลาญ ทิ่มแทงบีบคั้น นาง เจียงเสวี่ยหนิงตัว
สั่นเทา นัยน์ตาซึ่งแดงก่ำจากการร้องไห้ช้อนมอง
ความมืดดำที่กดทับอยู่เบื้องบน ตั้งคำถามต่อ
ความว่างเปล่าอย่างคลุ้มคลั่ง “ข้าเป็นคน
ช่วยเหลือนางขึ้นมา แล้วท่านอาศัยอะไรมาพา
นางไปจากข้า ในเมื่อท่านเคยปล่อยนางมาแล้ว
กล้าดีอย่างไรมาชิงตัวกลับอย่างเลือดเย็นเช่นนี้
ท่านคิดจะบอกข้าอย่างนั้นสิว่าต่อให้หวนกลับมา
ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ข้าจะบอกให้นะ
ท่านฝันไปเถอะ! นอกจากฆ่าข้าให้ตายไปด้วย
ไม่อย่างนั้นก็รอแหกตาอันมืดบอดของท่านดูได้
เลย! ชาตินี้ ข้าไม่ยอม… ไม่ยอมคุกเข่าให้ท่าน
เป็นอันขาด…”