คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 223 คั่งแค้น (1)
“หลังได้รับคำสั่งจากเซียนเซิงข้าควรเดินทาง
ไปทันที แต่ตอนกำลังจะไปก็ได้ยินลูกน้องกลับมา
รายงานว่า โจวอิ๋นจือไปเข้าเฝั้าองค์หญิง สนทนา
กันครู่หนึ่ง และเหมือนจะมอบอะไรให้ด้วย” เตา
ฉินคุกเข่าศีรษะแนบขั้น บันได มือที่ถือด้ามดาบ
เกร็งแน่นราวกับทุ่มเรี่ยวแรงข่มกลั้นบางสิ่ง ทว่า
ดวงตาก็ยังคงแดงฉาน เอ่ยเสียงพร่า “ครั้นบอก
ให้พวกเขาเฝั้าระวังเสร็จ ข้าก็ย้อนมาหาโจวอิ๋
นจือ แต่พอข้าไปถึง ข้าไปถึง…”
ตอนเขาไปถึง โจวอิ๋นจือก็อยู่ในเรือนของ
โหยวฟางอิ๋นแล้ว กำลัง ถือดาบจับตัวไว้
โหยวฟางอิ๋นสำคัญแค่ไหน มีหรือเขาจะไม่รู้
โจวอิ๋นจือมีตัวประกันทำให้อยู่ในสภาวะไร้
พ่าย เตาฉินแม้มีฝีมือย่อม มิอาจนำออกมาใช้ ถึง
คิดจะจัดการหลายครั้ง แต่โหยวฟางอิ๋นตกอยู่ใน
เงื้อมมืออีกฝั่าย เขาจึงเกรงจะไปทำร้ายนางเข้า
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่หากขว้างมุสิกก็
กลัวกระทบสิ่งอื่นเช่นนี้ เขาย่อมเหมือนถูกมัดมือ
มัดเท้า
อีกฝั่ายไต่เต้าเป็นรองผู้บัญชาการกอง
องครักษ์เสื้อแพรได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
ประมือกันอึดใจเดียวเตาฉินก็แทบถูกดาบบั่น
ศีรษะ เคราะห์ดีล่าถอยทันจึงเป็นแค่รอยกรีดบน
ใบหน้า
แต่การล่าถอยนี้มอบโอกาสให้โจวอิ๋นจือ
ชั่วพริบตานั้น ความอำมหิตไม่เลือกวิธีการ
ของคนผู้นี้ก็สำแดงเต็มที่…
ถึงกับใช้ดาบแทงทะลุหัวใจโหยวฟางอิ๋นจาก
ด้านหลังอย่างไร้ปรานี
คมดาบซิ่วชุนเปือนโลหิตทะลวงร่างของนาง
เตาฉินหนาววูบ ทำได้เพียงพุ่งเข้าไปคว้า
โหยวฟางอิ๋น รีบกดปากแผลแล้วพยายามตะโกน
เรียกหาหมอมาช่วย ส่วนโจวอิ๋นจือฉวยโอกาส
หลบหนี พลิกตัวข้ามกำแพงเรือนหลังหายไป
อย่างไร้ร่องรอย
ตัดภาพมาปัจจุบัน บาดแผลที่ท้องช่วงล่าง
ของเซี่ยเวยยังไม่หายดี ความจริงเขาควรพัก
รักษาตัวในเรือน ทว่าบัดนี้กลับยืนอยู่ในครัว
ค่อย ๆ นำจานใบเล็กที่มีขนมแผ่นท้อเพิ่งทำเสร็จ
ใส่ลงกล่องอาหาร
ด้านนอกเป็นยามบ่ายแล้ว
แสงตะวันสาดฉายอย่างเกียจคร้าน ไม่รู้สึกถึง
ความอบอุ่นเลย
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ในห้องคนเดียวตลอดทั้งวัน
ไม่ยอมออกมา
คืนที่เกิดเรื่องกับโหยวฟางอิ๋น นางใช้
เรี่ยวแรงกอดร่างซึ่งค่อย ๆ เย็นเฉียบแข็งทื่อนั้น
ไว้ไม่ยอมปล่อย ใครก็เกลี้ยกล่อมให้นางออกมา
ไม่ได้ สุดท้ายเป็นเยี่ยนหลินที่กลับมาตีให้นาง
สลบจึงพากลับห้องสำเร็จ
ทั่วทั้งจวนวุ่นวายไม่หยุดหย่อน
เรื่องประหลาดที่สุดคือ แม้จะมีคำสั่งปิดเมือง
ทันทีแต่ไร้ร่อยรอย โจวอิ๋นจือสักกระผีก กระทั่ง
เที่ยงคืน เมื่อตรวจสอบไปถึงทหารยามเวรก่อน
หน้าซึ่งรักษาประตูเมือง จึงเพิ่งพบว่าคนกลุ่ม
หนึ่งถูกโจวอิ๋นจือติดสินบน ที่แท้หลังพ้นจวนแม่
ทัพ โจวอิ๋นจือก็ไม่เสียเวลาชักช้าสักนิด หนีออก
จาก เมืองเอาชีวิตรอดทันควัน
ทั้งที่คนก็ตายไปแล้ว
แต่กลับจับตัวผู้ลงมือไม่ได้
ข่าวจากแดนสู่และเจียงหนานมาถึงในวัน
ต่อมา เป็นรายงานของครึ่งเดือนก่อน กล่าวว่า
ผู้เกี่ยวข้องในสมาคมการค้าเจียงหนานและนา
เกลือ ตระกูลเหรินล้วนถูกส่งเข้าคุกข้อหากบฏ ผู้
ขัดขืนต่างถูกสังหารเพื่อมิให้ เป็นเยี่ยงอย่าง
ประการแรก เป็นเพราะอีกฝั่ายลงมือรวดเร็วและ
เฉียบขาด ทำให้คนที่กล้าส่งข่าวออกไปภายนอก
จึงเหลือไม่มาก ประการที่สอง เป็นเพราะโจวอิ๋
นจือออกคำสั่งปิดเมืองถึงที่สุด เฝั้าปั้องกันแน่น
หนา ควบคุม เส้นทางอย่างเข้มงวด ตัดเส้นทาง
ส่งข่าวไปยังเมืองฝังทิศตะวันตก เฉียงเหนือ
ทั้งหมด ประการที่สาม เป็นเพราะหนทางยาว
ไกล ถ้าไม่ส่งข่าวด่วนผ่านสถานีสื่อสารของ
ทางการ ตามปกติการส่งข่าวสารไปเมืองซินโจว
ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
โจวอิ๋นจือเองก็ย่อมรู้
เขาทิ้งเรื่องสอบสวนเอาไว้กับองครักษ์เสื้อ
แพรและทางการ ส่วน ตัวเองรีบเดินทางมาจาก
เมืองหลวงคนเดียว แสร้งตีหน้าซื่อใจคด หา
โอกาสลงมือกับโหยวฟางอิ๋น ชิงตราประทับเพื่อ
นำเงินที่เหลือออกจากร้านแลก เงินรายใหญ่ ได้
ตั๋วแลกเงินจำนวนมหาศาล
วิธีการทรงอานุภาพดุจฟั้าผ่าเช่นนี้ แม้หน้า
ฉากจะเป็นโจวอิ๋นจือ แต่เบื้องหลังย่อมมีฮ่องเต้
คอยหนุน
ทว่าครั้นเจียงเสวี่ยหนิงตื่นมาฟังรายงานจบก็
เพียงตอบกลับทื่อ ๆ คำหนึ่ง “รู้แล้ว”
นางไล่บุคคลอื่นออกไปหมด ปิดประตูสนิท
ผู้ใดก็ไม่คิดจะพบ ข่าวสารใดล้วนไม่อยากทราบ
กระทั่งอาหารส่งถึงหน้าห้องก็ถูกทอดทิ้งจนเย็น
ชืด โดยไม่เห็นนางออกมาสักครั้งเดียว ตะเกียบ
สักข้างยังไม่ขยับ
เซี่ยเวยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเตาฉิน เพียง
ปรายตากล่าวว่า “ก่อน โจวอิ๋นจือจะลงมือคง
คาดการณ์ไว้แล้วว่าระหว่างไล่ฆ่ามันกับช่วยโหยว
ฟางอิ๋น เจ้าต้องละทิ้งประการแรกและเลือก
ประการหลัง คนผู้นี้จิตใจยังอำมหิตยิ่งกว่าเจ้า ไม่
เกินความคาดหมายหรอก”
เตาฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น
รอยดาบบนแก้มยังสดใหม่ สะกดกลั้น
อารมณ์แทบไม่ไหวจนขอบตา แดงเรื่อ “ถ้า
ข้าน้อยไปเร็วกว่านี้ หรือช้ากว่านี้ คุณหนูโหยวคง
ไม่ต้องเผชิญการลงมืออันต่ำช้าของมัน เป็น
เพราะข้าตกหลุมพรางจนไร้หนทางขยับตัว จึง
กลายเป็นทำร้ายคุณหนูโหยว…”
แม้เตาฉินจะติดตามเซี่ยเวยมานาน พบเจอ
เรื่องราวต่าง ๆ มาไม่น้อย ทั้งชีวิตกลับแทบไม่มี
เรื่องที่ผิดต่อผู้อื่น นับประสาอะไรต่อคุณหนูผู้มี
อุปนิสัยแบบนั้น
ถึงอย่างไร เขาก็ยังมีจิตใจของผู้เยาว์
ทั้งความโกรธและรู้สึกผิดทะลุทะลวงใส่
กดดันจนเขาเงยหน้าไม่ขึ้น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
เขาปาดเช็ดลวก ๆ โดยแรง ความเคลื่อนไหวแฝง
ด้วยความพยายามสะกดข่มอย่างดุดัน ดูไปกลับ
ยิ่งน่าเวทนา
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง
ถอนใจเบา ๆ “เจ้าไม่ผิด ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว”
เจี้ยนซูทางด้านข้างก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับท่าทาง
ขลาดเขลาอันแทบไม่เคยเห็นของอีกฝั่าย
เจี้ยนซูก้าวขึ้นหน้า ฉุดเตาฉินให้ลุกและขมวด
คิ้วดุ “มีอะไรน่าร้องไห้กัน ร้องแล้วจะชุบชีวิต
กลับมาได้หรือไร”
เซี่ยเวยจึงกล่าว “จับกุมมือสังหาร เอาชีวิต
มันมาสังเวย นี่ต่างหากวิธีชดใช้ความผิด”
เตาฉินไม่ยอมลุกขึ้น เพียงกัดฟันพูด “เตาฉิน
ยินดีแลกด้วยชีวิต!”
เซี่ยเวยปิดฝากล่องอาหาร ไม่สนใจว่าทั้งสอง
รู้สึกอย่างไร ถือกล่อง เดินผ่านร่างอีกฝั่าย กล่าว
เสียงค่อยว่า “รอผ่านไปสักหลายวันก็ไป
รายงานหนิงรองแล้วกัน”
ทว่าเพิ่งเดินไปได้สองก้าว ฝีเท้าก็ชะงักอีก
ครั้ง
เขาหันกลับมา “ช่วงนี้หลี่ว์เสี่ยนเป็นอย่างไร
บ้าง”
เจี้ยนซูชะงัก ครู่ถัดมาจึงกระซิบตอบ “ถึงดู
เหมือนไม่มีอะไร แต่หลายวันนี้เขาเอาแต่อยู่ใน
ห้องทำบัญชีของกองทัพ เมื่อวานยังมีนักบัญชีมา
บอกด้วยว่าทำพลาดไปหลายจุดเลยขอรับ”
เซี่ยเวยเงียบ ไม่ถามอะไรอีก
เขาถือกล่องอาหารไปยังเรือนของเจียงเสวี่ย
หนิง
บาดแผลยังไม่ทุเลา จึงก้าวได้ไม่ยาวและไม่
เร็วนัก
เมื่อมาถึงระเบียงทางเดินนอกสวนก็บังเอิญ
เห็นเสิ่นจื่ออี
องค์หญิงผู้ซึ่งแม้จะถูกช่วยกลับมาก็ไม่อาจ
คืนสู่เมืองหลวงชั่วคราว แต่งกายชุดเรียบ ๆ สี
อ่อน ยืนเงียบใต้พุ่มไม้ดอกเพิ่งแตกหน่อยาม
วสันต์ ดวงตาที่มองไปในสวนเศร้าสลดดุจปก
คลุมด้วยม่านเมฆหมอกพิรุณ
เท้าของเซี่ยเวยหยุดลง
เขาเองก็มองเรือนในสวน ก่อนถามขึ้น “องค์
หญิง ไม่เสด็จไปหาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีมองเขา นิ่งเงียบไปนานกว่าจะตอบ
“ข้าไม่กล้า”
เซี่ยเวยกล่าว “หนิงรองมายังชายแดนเพื่อ
ช่วยเหลือองค์หญิง ส่วน โหยวฟางอิ๋นก็ติดตามห
นิงรองมา บัดนี้คนไม่อยู่แล้ว พระองค์ไม่สบาย
พระทัยจนไม่กล้าเข้าพบหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออี้ฟังถ้อยเสียดแทงในคำพูดนี้ออก
นางจับจ้องเซี่ยเวย
เซี่ยเวยกลับสงบนิ่ง ท่าทางเหมือนไม่ได้รับ
เอาเรื่องความเป็นความ ตายมาใส่ใจ
“หากคนแซ่เซี่ยเป็นพระองค์ย่อมต้อง
กระสับกระส่ายพลิกไปมาจน นอนไม่หลับเช่นกัน
ทว่ามัวยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
อากาศ ต้นวสันต์หนาวเย็น หากไม่ทรงมีธุระอื่น
ใด ก็ไม่สมควรมายืนให้ลมเย็น ทำร้ายพระวรกาย
อยู่ที่นี่หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
บทที่ 223 คั่งแค้น (2)
เขาก้าวลงบันได
เสิ่นจื่ออีมองเงาหลังของเขา คลางแคลงว่า
ความไม่เป็นมิตรนั้นตน รู้สึกไปเองหรือเปล่า ทว่า
ยามนี้นางก็ไม่คิดจะสนใจว่าเซี่ยเวยมีฐานะใด กัน
แน่
นางจึงถามเขาตรง ๆ “เซี่ยเซียนเซิงกำลัง
อิจฉาข้าอยู่หรือ”
เซี่ยเวยไม่ยิ้ม ทั้งยังไม่ตอบ หลุบตาก้าวไป
ข้างหน้า
เหล่าสาวใช้ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ด้านนอก
กระวนกระวายว่าเจียง เสวี่ยหนิงอาจเรียกตัวเข้า
ไปรับใช้กะทันหันได้ทุกเมื่อ
อาหารบนโต๊ะเย็นชืดแล้ว
ประตูเรือนยังคงปิดแน่นหนา ไม่มีทีท่าว่าจะ
เปิด ด้านในก็เงียบสนิท
ความจริงไม่ได้ลงกลอน ด้านในก็ไม่ได้ลั่นดาล
ขัดประตูไว้
เพียงแต่ไม่มีใครกล้ารบกวนนาง
เซี่ยเวยมาถึง ไม่จำเป็นต้องมองเหล่าสาวใช้
สักแวบก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ถือกล่องข้าวเดิน
เข้าไปผลักประตูอย่างเชื่องช้า
ทั้งที่เป็นกลางวันแสก ๆ แต่ในห้องมืดสลัว
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานประตูที่ถูกเปิดดังขึ้น
พร้อมลำแสงลอดผ่าน รอยแยก ค่อย ๆ ขยาย
ใหญ่ตกกระทบพื้นเย็นเฉียบ
เสียงเย็นชาดังมาจากมุมมืด “ไสหัวไป”
เซี่ยเวยได้ยินก็ไม่ได้ขุ่นเคือง เข้าห้องมาแล้ว
หันไปปิดประตูอีกครั้ง
เขาถือกล่องอาหาร มองหานางจากที่มาของ
เสียง
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งพิงกำแพงบนพื้นในมุมมืด
สองแขนกอดเข่าที่ชันขึ้นหลวม ๆ เมื่อได้ยินเสียง
ฝีเท้าเข้าใกล้ ใบหน้าไร้ความรู้สึกพลันฉายความ
ชิงชังลึกล้ำ ถลึงตาอย่างใกล้ระเบิดอารมณ์อยู่
รอมร่อ
แต่สิ่งที่เข้ามาในครรลองจักษุกลับเป็นเงาร่าง
ของเซี่ยเวย
พวงแก้มของนางซีดเซียวดูอมโรค สภาพ
ร่างกายบอบบางถึงขั้นแค่ เปั่าทีเดียวก็หลุดลอย
ริมฝีปากซีดเผือดอิดโรย ทว่าสองตากลับต่างจาก
สองแก้ม มีความมืดชวนตระหนกแฝงอยู่ ดุจ
ประกายมีดในอนธการ คมกริบจนทะลวงจิตใจ
ผู้คน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา “ท่านมาทำอะไร”
เซี่ยเวยวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ หยิบขนม
แผ่นท้อชิ้นหนึ่งส่งให้ “กินอะไรหน่อยเถอะ”
ทีแรกเขาอยากจะนั่งตรงหน้านาง
แต่บาดแผลบริเวณเอวยังไม่หายดีเลยไม่อาจ
ทำได้ เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ
แล้วกล่าวกับนางว่า “โจวอิ๋นจือหนีไปแล้ว คงยัง
จับไม่ได้เร็ว ๆ นี้ ถ้าเจ้าอดตายเสียก่อน เดี๋ยวก็
ถูกหัวเราะเยาะเอา หรอก”
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตว่าเขาเคลื่อนไหว
เชื่องช้ากว่าเก่าพอสมควรก็พูดเสียงเรียบ “ท่าน
ไม่ห่วงชีวิตแล้วหรือ”
เซี่ยเวยกลับตอบว่า “หนิงรอง บางครั้งก็ใช่
ว่าผู้คนคิดขึ้นไปยืนบน ยอดเขาปีนหน้าผานั้น
ด้วยตนเอง แต่เป็นเพราะเมื่อเดินตามหนทางไป
จน สุดถึงเพิ่งพบว่าตรงหน้าเป็นขอบผา เรื่องราว
ในโลกหล้าก็เหมือนพายุทรายที่ไล่หลังเจ้ามา
เหมือนลมคลั่งที่พร้อมจะพัดไม้ให้หักโค่น แล้ว
เจ้าจะยืนอยู่กับที่รอให้มันกลืนกิน หรือจะบังคับ
ตัวเองให้หลับตากระโดดลงก้นเหว ทั้งหมดก็ล้วน
แล้วแต่จะคิด ไม่มีทางเลือกอื่นอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา “อาศัยอะไรจึงต้อง
เป็นข้า อาศัยอะไรจึง ต้องเป็นนาง”
เซี่ยเวยยกมือขึ้น ปลายนิ้วยื่นสัมผัสแก้มนาง
กวาดเส้นผมที่ตกระ ยุ่งเหยิงไปทัดหลังใบหูขาว
ผ่อง
น้ำเสียงกลับประดุจเทือกเขาหลังฝนปราย
ให้บรรยากาศเงียบสงบปกคลุมด้วยไอหมอก
เขาว่า “ชีวิตคนมีเพียงความสูญเสียไร้สิ้นสุด
ไม่ใช่เช่นนี้ก็ยังมีเช่นนั้น เจ้าไม่อาจคว้าสิ่งที่
สูญเสียไปแล้วได้ เพราะนั่นจะทำให้เจ้าพลอย
สูญเสีย สิ่งที่ยังมีในครอบครอง”
เจียงเสวี่ยหนิงยามนี้เปราะบางอย่างยิ่ง
คล้ายแค่ตกลงพื้นก็จะแตกกระจาย
เขาจึงเคลื่อนไหวระมัดระวังถึงที่สุด กระทั่ง
แขนเสื้อซึ่งกวาดผ่านยัง แทบไม่รบกวนละออง
ฝุั่นล่องลอยในอากาศ
นางรู้สึกเหมือนว่าตนคือเครื่องเคลือบที่บรรจุ
ทั้งความโกรธเกรี้ยว ชิงชังและความร้าวระทมไม่
ยินยอมอย่างเต็มเปียม ภายในนั้นเห็นได้ชัดว่า
กำลังเดือดพล่าน แต่ภายนอกกลับเย็นชา
ประหนึ่งเถ้ามอด
โลกนี้มีเรื่องราวหลายอย่างที่ทำให้ผู้คนต้อง
งุนงง
นางจ้องเซี่ยเวยเขม็ง ไพล่นึกถึงเรื่องในอดีตที่
ไม่เข้ากับเหตุการณ์นี้ แม้แต่น้อย ก่อนจะถามว่า
“วันนั้นที่ข้าบอกว่าท่านเคยสังหารข้า ทำไม ท่าน
ไม่มาถามไถ่สาเหตุ”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วมองนาง พูดอย่างเนิบช้า “ข้า
ไม่อยากรู้”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มเยาะ “ช่างชาญฉลาดนัก”
อันที่จริงการนำวาจาประโยคนั้นมาบอกเซี่ย
เวยในชาตินี้นับว่าไม่ ยุติธรรม นางเองก็ทราบ
แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางจะควบคุมได้ เนื่องจากนางคือ
เจียงเสวี่ยหนิงที่มีชีวิตผ่านมาแล้วสองชาติภพ
เรื่องที่เคยเกิดอาจลบเลือน ไปจากใจผู้อื่น ทว่าก็
ไม่อาจลบเลือนรอยแผลเป็นในใจนาง
เซี่ยจวีอันเป็นคนหลักแหลม
เรื่องราวหลายประการเพียงมีเบาะแสก็คาด
เดาได้คร่าว ๆ โดยไม่ จำเป็นต้องแตกหักซักไซ้ถึง
ที่สุด
ดังคำกล่าวที่มักว่ากันว่า เลอะเลือนบ้างก็ดี
เขาไม่เหมือนจางเจอ ในขณะที่จางเจอรู้สึก
ว่าคนสองคนหากต้องอยู่ร่วมกัน ถ้ามีความลับ
ย่อมไม่อาจอยู่ด้วยกันยืนยาว ทว่าเซี่ยเวยชาญ
ฉลาด ยิ่ง เขากลับยินดีทำตัวเลอะเลือน เรื่องมี
ความลับไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขา ถึงกับเป็นแค่
เรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญ
เพียงถามนางอย่างอ่อนโยน “เจ้าอยากบอก
หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ข้าไม่อยากพูด”
นางค่อย ๆ เอนศีรษะพิงกำแพงเย็นเฉียบ
กะพริบตาพลางนึกย้อนถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้ว
พูดกับเขาด้วยระดับเสียงแผ่วเบาเช่นกัน “ความ
จริงตั้งแต่ยังเยาว์ เห็นท่านครั้งแรกข้าก็ไม่ชอบ
หน้าแล้ว ท่านสวมชุดขาวตลอดร่าง อุ้มพิณ
ท่าทางอย่างกับผีหิวโหยโรคภัยรุมเร้า ใครเห็นก็ดู
ถูก แต่กิริยาความประพฤติกลับไม่เหมือนคน
พวกนั้นสักนิด และยิ่งไม่เหมือนข้าเลย ที่น่าชัง
ที่สุดคือดวงตาคู่นั้นของท่าน ดูเหมือนไม่ว่าอะไร
ก็รู้ ไม่ว่าอะไรก็เข้าใจ ข้าถึงกับคิดว่าท่านเวทนา
ข้า ท่านทำให้ข้ารู้ว่าระหว่างคนด้วยกันก็มีข้อ
แตกต่างมากมาย ทำให้ข้ารู้สึกว่าตนยืนอยู่ไกล
สุดขอบฟั้ามหาสมุทร ไม่มีความสามารถอันใด
เลย ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงข้าก็ยิ่งกลัวและชิงชัง
ท่าน ภายหลังยังคิดจริง ๆ ว่าถ้ามีโอกาสอีกหน
ให้ข้าย้อนเวลากลับไป ข้าก็จะ เอามีดของท่าน
เองมาทำลายพิณท่านเสีย แล้วปล่อยท่านไว้กลาง
ปั่า อย่างนั้นแหละให้พวกหมาปั่ามันกิน”
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะจากหางตา
เซี่ยเวยยื่นมือออกไปช้า ๆ โอบนางมาพิงต้น
ขา พูดเสียงค่อย “เดิม เจ้าก็ควรทำแบบนั้น”
ร่างอันเขม็งตึงของนาง ในที่สุดก็สั่นสะท้าน
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็เผยความอ่อนแอต่อ
หน้าเขาจนหมด ได้แต่ จ้องมองความว่างเปล่า
“ท่านเป็นคนชั่ว ชั่วร้ายเหลือเกิน”
เซี่ยเวยตอบรับ “ใช่”
เจียงเสวี่ยหนิงร้องไห้ไปพักใหญ่ เซี่ยเวยเองก็
ฟังอยู่เนิ่นนานก่อนจะ พูดอย่างแช่มช้าว่า
“บางครั้งถ้าเป็นคนใจดีไม่ได้ เป็นคนชั่วร้าย
เสียเลยก็ใช่ว่ามีอะไรไม่ดี เจ้าต้องคิดว่าเจ้า
เปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้ เช่นนี้ถึงจะเปลี่ยนเป็นคน
ใหม่ได้ จริง ๆ ทุบทำลายรั้วที่กีดขวางเจ้าไปเสีย
เชื่อมั่นเสียก่อนค่อยลงมือ ถ้า ไม่ถูกกดทับจนร่าง
แหลกก็แสดงว่าก้าวข้ามไปได้แล้ว ความโชคดีมัก
เป็น ของคนส่วนน้อย สวรรค์เองก็ไม่ได้เอ็นดู
พวกเราขนาดนั้น หนิงรอง ความ แค้นน่ะ
บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ดี”
เหมือนดังที่เขาวาดหวัง นางจงเชื่อเถิดว่า
พวกเราอยู่ร่วมกันได้
ไปทำลายสิ่งกีดขวางนั่นเสีย
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนตามองเขา รอยยิ้มตอนนี้
มิได้ปราศจากความ เหยียดหยัน แต่ภายหลัง
กลับเหลือเพียงความโศกเสียใจลึกล้ำ ความหดหู่
แผ่ซ่าน ถามเขาว่า “เซี่ยจวีอัน ชีวิตท่านก็ผ่านมา
เช่นนี้หรือ”
เซี่ยเวยพยักหน้าน้อย ๆ “อืม”
เขาหลุบตาใคร่ครวญ ในอดีตเขาผ่านมาด้วย
วิธีนี้จริง ๆ