คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 224 ใต้หล้าวุ่นวาย (1)
เจียงเสวี่ยหนิงเคยคิดจริง ๆ ว่าถ้าตนเป็นคน
ชั่วก็คงตัดไฟแต่ต้นลมไปแล้ว ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่า
ชาติก่อนโจวอิ๋นจือกระทำแต่เรื่องชั่วช้า เหตุใด
ชาตินี้ถึงไม่กล้าจัดการเขาก่อนจะเติบใหญ่เพื่อ
ปั้องกันโศกนาฏกรรมเยี่ยง วันนี้
แต่ถ้านางเป็นคนชั่วโดยกมลสันดาน ไยจึง
ช่วยโหยวฟางอิ๋นขึ้นมา
ในเมื่อนางช่วยโหยวฟางอิ๋น ก็แปลว่านาง
ไม่ใช่คนชั่ว เมื่อไม่ใช่คนชั่ว นางย่อมไม่อาจ
สังหารใครก่อนที่อีกฝั่ายจะทำผิดเพียงเพราะ
เป็นไปได้ว่า จะทำผิดดังชาติก่อน
พอคิดวนไปมาจึงพบทางตัน
เพราะนางเป็นคนแบบนี้เอง ถึงต้องประสบ
เรื่องเช่นนี้
หากจะหาสาเหตุลึกลงไปจริง ๆ เกรงว่าเป็น
เพราะ…
นางยังไม่แข็งแกร่งพอ
แต่แบบนั้นเรื่องราวในโลกหล้าก็ไร้เหตุผล
เกินไปแล้ว การสมรสของตระกูลเซียวกับตระกูล
เยี่ยนตอนนั้นไม่แข็งแกร่งพอหรือ สุดท้ายเซี่ยจวี
อัน ซึ่งแท้จริงแล้วแบกรับความแค้นลึกล้ำจึงต้อง
กล้ำกลืนถูกหยามหยัน มายี่สิบกว่าปี แล้วเสิ่น
หลางกับเสิ่นเจี้ยในชาติก่อนเล่าไม่แข็งแกร่งพอ
หรือ ราชวงศ์หนึ่งจึงต้องพินาศ ส่วนตัวเองต้อง
ม้วยมรณาในวังหลวง หรือไม่ก็ปั่วยตายบนแท่น
บรรทม
ไม่ว่าใครเป็นผู้แข็งแกร่ง ล้วนแล้วแต่กล้า
แกร่งได้เพียงช่วงหนึ่ง
ลมบูรพาสะกดลมประจิม ลมประจิมเองก็
สะกดลมบูรพา
ไม่มีใครแกร่งกล้าได้ตลอดไป
หลักเหตุผลในใต้หล้า ไหนเลยจะอธิบายได้
เพียงเพราะเรื่องความ เข้มแข็งอ่อนแอ
ด้วยเหตุนี้ก่อนผละไป เซี่ยเวยที่คล้ายมอง
ความสับสนที่วนเวียนในใจนางออกจึงกล่าวเสียง
เบา “หลักเหตุผลในใต้หล้าย่อมไม่อาจถกเถียง
กัน ด้วยเรื่องเข้มแข็งอ่อนแอ แต่หากปราศจาก
ความเข้มแข็งและความอ่อนแอ ก็ย่อมไม่เกิด
หลักเหตุผลใด แม้ผู้อ่อนแอนิยมถกเหตุผลกับผู้
เข้มแข็ง แต่ เหตุผลก็ไม่เคยยืนอยู่ข้างพวกเขา”
พูดจบก็ถอนสายตากลับ
ประตูบานนั้นปิดลงอีกครั้ง
รอบกายนางเงียบสงบ
เจียงเสวี่ยหนิงหลับตา ราวกับได้ยินเสียง
ความคิดลอยล่อง
นั่งอยู่นานจึงค่อย ๆ พยุงตัวเองลุก หยิบขนม
แผ่นท้อที่เซี่ยเวยวางไว้ด้านข้างมากินสองสามคำ
ครั้นตกเย็น นางจึงค่อยออกมาจากห้อง
เหล่าสาวใช้เห็นก็รีบไปเตรียมอาหาร
เจียงเสวี่ยหนิงดื่มน้ำแกงถ้วยหนึ่งก่อน ตาม
ด้วยกินข้าวอีกถ้วย ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ให้คน
ไปตามตัวเตาฉิน
ฝั่ายเตาฉินเมื่อได้ยินว่าเจียงเสวี่ยหนิงเรียก
หาก็ตกตะลึงไปครู่ใหญ่ เดินทางมาด้วยความ
กระวนกระวาย ทว่าเมื่อถึงหน้าบันได ภาพ
เหตุการณ์ ที่โหยวฟางอิ๋นสิ้นชีพวันนั้นก็ปรากฏ
ในใจอีกครั้งอย่างไม่มีทางเลี่ยง
เขาไม่กล้าพูดอะไร
ประตูงับปิดแค่ครึ่งเดียว ไม่ได้ปิดสนิท เจียง
เสวี่ยหนิงกำลังก้มหน้า เขียนอะไรบางอย่างที่โต๊ะ
หนังสือ เมื่อเงยหน้ามาเห็นเขาก็เงียบไปสักพัก
แล้วเอ่ยว่า “เข้ามาเถอะ”
เตาฉินจับดาบแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง
ในที่สุดก็เดินเข้าไป เงียบ ๆ
บนโต๊ะมีพู่กันและหมึกวางอยู่
จดหมายปิดผนึกสามฉบับเขียนเรียบร้อย
เจียงเสวี่ยหนิงรอจนหมึก แห้งแล้วค่อยพับ แบ่ง
ใส่ซองจดหมายแตกต่างกันสามซอง ผนึกครั่ง
เสร็จ ก็ส่งให้เตาฉิน “พอโจวอิ๋นจือกลับเมือง
หลวง สถานการณ์ทางเมืองซินโจว คงลำบาก
กว่าเดิมมาก เจ้าอยู่กับเซียนเซิงมาหลายปี ขึ้น
เหนือล่องใต้ วรยุทธ์ล้ำเลิศ สมควรปรับตัวตาม
สถานการณ์ได้ชำนาญ เรื่องสำคัญนี้ข้าจึงอยาก
ฝากเจ้าไปจัดการ”
เตาฉินรับจดหมายมาแล้วมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวต่อ “จดหมายทั้งสาม
ฉบับนั้น ฉบับหนึ่งเขียนให้ ติ้งเฟยซื่อจื่อ คนผู้นั้น
พวกเจ้าคงรู้จักดีกว่าข้า อีกฉบับเขียนให้เจิ้งเปั่า
ตอนนี้เขาน่าจะได้เป็นขันทีผู้ส่งมอบฎีกาแล้ว คน
ผู้นี้นับเป็นผู้ที่ ‘ได้รับ บุญคุณหนึ่งหยดน้ำ ยอม
กรุยลำธารชดใช้’ ภายใต้สถานการณ์ที่รากฐาน
ในเมืองหลวงของเซี่ยเซียนเซิงยังไม่น่าจะถูกถอน
รากถอนโคนหมดสิ้น ด้วย หลักการตีงูต้องตีที่หัว
ข้าหวังว่าเจ้าจะนำจดหมายสองฉบับนี้ไปยังเมือง
หลวง ส่งให้ทั้งสองแล้วจงซ่อนตัวอยู่ในเมือง
หลวงเพื่อจับกุมใครคนหนึ่งให้ข้า”
เตาฉินตื่นตะลึง
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วมองเขา พูดออกมาทีละ
คำ “นางเป็นสตรีผู้อาศัยในเรือนหลังของโจวอิ๋
นจือ น่าจะเป็นอนุภรรยาผู้อยู่ร่วมกับเขาตั้งแต่
ตอน ยังไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ มีชื่อเรียกว่า ‘เยา
เหนียง’ ข้าไม่รู้ว่านางมีทายาท ให้โจวอิ๋นจือ
หรือไม่ ถ้าไม่มีก็แล้วกันไปเถอะ แต่ถ้ามีก็นำตัว
กลับมาด้วย”
เตาฉินถาม “แล้วจดหมายฉบับที่สามเล่า
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้น เดินไปข้างอ่างทองแดง
บรรจุน้ำสะอาด จุ่มนิ้ว ที่เปือนหมึกก่อนเอ่ยเสียง
เรียบ “หลังจับตัวเยาเหนียงได้ค่อยมอบให้ โจวอิ๋
นจือ”
สายตาของนางปรากฏความเย็นชาที่ไม่เคยมี
เตาฉินเงียบไปนาน แล้วจึงรับคำ “ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิง “เรื่องราวไม่ควรรอช้า รีบไป
จัดการเถอะ”
เตาฉินกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ ท่าทางเหมือนมีสิ่ง
ใดต้องการพูด
แต่ขณะกำลังจะอ้าปากก็พลันรู้สึกลำคอแห้ง
ผาก ไม่ว่าอย่างไรคำพูดนั้นก็ไม่อาจเอ่ยออกมา
รู้สึกผิดจะมีประโยชน์อะไร
โหยวฟางอิ๋นกลับมาไม่ได้อีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ หลับตา เมื่อนึกถึง
ดรุณีน้อยโง่เขลาใสซื่อที่แค่ เล่นไพ่ใบไม้ยังไม่อาจ
ใจร้ายเอาชนะผู้อื่น นางก็แทบควบคุมอารมณ์ไม่
อยู่
กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยสะกดข่มกลับลง
สำเร็จ
จากนั้นกล่าวกับเตาฉินว่า “เจ้าไม่ผิด ความ
เมตตาก็ไม่ผิด ที่ผิดคือ พวกคนที่อาศัยความ
เมตตาของผู้อื่นมาทำชั่วต่างหาก ฟางอิ๋นไม่โทษ
เจ้า หรอก แต่นางย่อมต้องหวังให้เจ้าช่วยทวง
ความยุติธรรม”
เตาฉินซึ่งเดิมยังแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง ครั้นฟัง
คำนี้เข้าก็รู้สึกได้ว่าจมูกเริ่มตีบตัน ดวงตาเปียก
ชื้นหลั่งน้ำตากระทบหลังมือ
เขาปักดาบลงคุกเข่า “เตาฉินจะไม่ผิดต่อ
คำสั่งแน่!”
เขาลุกขึ้นกล่าวลาเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะก้าว
เท้ายาว ๆ ตรงออกไป ด้านนอก
*****
ตลอดเส้นทางจากซินโจวถึงเมืองหลวง ใต้
หล้าปันปั่วนวุ่นวาย
โจวอิ๋นจือยังรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ฝัน
ตอนขามา ทุกอย่างยังดีอยู่แท้ ๆ ข่าวการรบ
ชนะที่ชายแดนแพร่ กระจายไปทั่ว
ประชาราษฎร์ล้วนยินดี แต่ตอนเขาควบม้า
กลับไปบน ทางหลวง กลับเห็นครอบครัวผู้อพยพ
สวมเสื้อผ้าเก่าขาดเต็มไปหมด ส่วนใหญ่มาจาก
ทางใต้แทบทั้งสิ้น
ยิ่งเดินทางไปทิศตะวันออก ผู้อพยพก็ยิ่งมี
มาก
กระทั่งก่อนเข้าเมืองหลวงหนึ่งวันเขาถึงรู้สึก
ว่าปลอดภัยแล้ว ต่อให้ คนทางซินโจวคิดจะไล่
ตามมาก็ไม่ทันหรอก ด้วยเหตุนี้ขณะเปลี่ยนม้าที่
จุดพักม้าจึงเอ่ยถาม “ข้าเดินทางมาจากซินโจว
ระหว่างทางพบผู้อพยพ นับไม่ถ้วนทีเดียว เกิดสิ่ง
ใดขึ้นน่ะ”
ขุนนางประจำจุดพักม้ายากจะได้ต้อนรับขุน
นางผู้ใหญ่แบบนี้ ด้วย หวั่นว่าจะต้อนรับไม่ดี จึง
รีบตอบกลับหมายเอาใจ “อ๊ะ ท่านไปชายแดน
มาน่าจะยังไม่ได้ยินกระมัง มีข่าวว่านิกายสวรรค์
ก่อความวุ่นวายอยู่ทางใต้ เหมือนจะอยาก…”
โจวอิ๋นจือหัวใจกระตุกวูบ “อยากก่อกบฏรึ”
ขุนนางประจำจุดพักไม่กล้ากล่าววาจามาก
นัก ขยับเข้ามาใกล้และยิ้มประจบ “ข้าน้อยไม่
กล้าพูดเช่นนั้นหรอก เหล่าผู้อพยพด้านนอกเล่า
ลือกัน น่ะขอรับ ไม่ทราบข่าวแพร่กระจายมาจาก
ที่ใดจึงบังเกิดความหวาดกลัว พากันหลบหนีขึ้น
เหนือมา”
โจวอิ๋นจือพลันหน้าซีดเผือด มือกุมบังเหียน
สุดแรงจนขอบสายเนื้อ หยาบแทบจมในฝั่ามือ
ขุนนางประจำจุดพักตระหนกกับท่าทีของเขา
โจวอิ๋นจือกลับไม่พูดอะไรต่อ เปลี่ยนม้าเสร็จ
ก็ไม่คิดแม้แต่จะหยุด พักเท้า เร่งม้าไปบนทาง
หลวงทันทีจนถึงเมืองหลวงช่วงเย็น
บทที่ 224 ใต้หล้าวุ่นวาย (2)
เรื่องแรกที่ทำคือกลับบ้าน
ขณะได้รับการปรนนิบัติจากเยาเหนียง เขาก็
ไม่สนใจจะตอบคำถาม อันห่วงใยของนาง ครั้น
เปลี่ยนเป็นชุดขุนนางสะอาดสะอ้าน เขาก็นำตรา
ประทับที่แม้นไร้คราบเลือดแต่ก็คล้ายจะมีเข้าวัง
ไปเข้าเฝั้าทันที
ตอนมาถึงประตูวังก็บังเอิญพบติ้งเฟยซื่อจื่อ
กำลังเดินตุปัดตุเปั๋ เอื่อยเฉื่อยออกมา
เจ้าหนุ่มไร้ประโยชน์ผู้นี้ยังเดินสบายอกสบาย
ใจ
ทั่วร่างยังมีกลิ่นอายความร่ำรวย เอวห้อย
พวงหยกประดับมากมาย คนที่รู้จักย่อมทราบว่า
เขามีสถานะต่างจากคนทั่วไป ทว่าผู้ไม่รู้จักอาจ
หลงเข้าใจไปได้ว่าเป็นพ่อค้าคดโกงตามถนนที่
ออกมาขายขยะเฮงซวย
ครั้นเห็นโจวอิ๋นจือ คิ้วของเซียวติ้งเฟยก็เลิก
ขึ้นเล็กน้อย กวาดตา สำรวจรอบหนึ่งอย่างไม่คิด
ปิดบัง ส่งยิ้มทักทาย “ไอ้หยา ผู้บัญชาการโจว
ไม่ใช่หรือไรกัน กลับมาจากซินโจวแล้วสิเนี่ย แต่
การมารอบนี้ของท่านคง ไม่ถูกเวลากระมัง ด้าน
ในกำลังคุกรุ่นเชียว”
ถึงอย่างไรก็ถือเป็นผู้เคยมีพระคุณต่อฮ่องเต้
สองปีมานี้เจ้าตัวเป็นขุนนางกรมพิธีการที่ไม่
ค่อยมีงานมีการในราชสำนัก สุมหัวอยู่กับเหล่า
ทายาทคนใหญ่คนโตผู้ไม่ได้ทำงานอะไรจริงจัง
เช่นเดียว กัน ทั้งยังจัดตั้ง ‘สมาคมสุขสำราญ’ ใน
เมืองหลวง ทุ่มเทไปกับเรื่องราว เหลวไหลใน
โลกีย์ เรียกได้ว่ามีชีวิตหรูหราฟุั่มเฟือย
แม้โจวอิ๋นจือไม่ใช่คนมีคุณธรรมลงมือ
เที่ยงตรง แต่ก็ไม่คิดสนทนากับคนประเภทนี้ให้
มากความ อีกทั้งเซียวซูก็เกลียดชังพี่ชายที่ยังไม่
ตายผู้นี้ เขาย่อมไม่ไปสนิทสนมคบค้าด้วยมากนัก
ดังนั้นจึงเพียงพยักหน้าเบา ๆ
แล้วเดินผ่านอีกฝั่ายตรงเข้าวังโดยไม่เอ่ยคำ
สถานการณ์ในตำหนักเฉียนชิงไม่ดีเลยจริง ๆ
ยังไม่ทันถึงก็ได้ยินเสียงอาละวาดของเสิ่น
หลาง “นิกายสวรรค์ประเสริฐนัก! ประเสริฐจริง
ๆ ! กินดีหมีหัวใจเสือหรืออย่างไรจึงกล้าหวน
กลับมา! แค่กลุ่มโจรผู้อพยพจะทำการใหญ่อะไร
ได้! ตอนนั้นอดีตฮ่องเต้จับกลุ่มขุนนางกบฏคน
ถ่อยมารับโทษทางกฎหมายฉันใด ครั้งนี้เราก็จะ
ทำให้พวกมันบุก มาได้แต่กลับไม่ได้ฉันนั้น!!
ทหาร ไปเชิญตัวเซียวกั๋วกงเซียวหย่วน!”
เจิ้งเปั่าเดินออกมาอย่างรีบร้อน
ปะโจวอิ๋นจือเข้าจังหน้า
โจวอิ๋นจือสุภาพมากมารยาทกับบรรดาคนที่
คอยรับใช้ข้างพระวรกายฮ่องเต้ตลอดเวลา เขา
จึงประสานมือหลวม ๆ เอ่ยเสียงเบา “เจิ้งกงกง
ฝั่าบาทเล่า”
เจิ้งเปั่ามองเขาและตอบว่า “หนึ่งชั่วยามก่อน
มีข่าวด่วนว่าทัพมาถึง จินหลิง นิกายสวรรค์ก่อ
กบฏแล้ว”
*****
วันฝังศพของโหยวฟางอิ๋นกำหนดเป็นวันที่
สิบสี่เดือนหนึ่ง
ข่าวความวุ่นวายของทางใต้ที่ค่อย ๆ ก่อตัว
แม้จะมาสายแต่ก็แพร่ถึง ซินโจวอย่างต่อเนื่อง
ภัยด้านหน้ามีราชสำนัก ด้านหลังมีนิกาย
สวรรค์
ใต้หล้ากลียุค ปวงราษฎร์ไม่อาจสงบสุข
อย่าว่าแต่ประชาราษฎร์ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่
กระทั่งพวกเขาเอง อยากส่งศพกลับแดนสู่ก็ไม่
อาจทำได้ คิดคำนวณหลายตลบจึงได้แต่หาพื้นที่
ที่ฮวงจุ้ยไม่ย่ำแย่นอกเมืองซินโจวฝังร่างนาง
ทรัพย์สินในตระกูลล้วนถูกราชสำนักกวาดไป
จนว่างเปล่า
ทางนาเกลือกับสมาคมการค้าไร้ข่าวคราว
แม้แต่น้อย
เหรินเหวยจื้อร่ำสุรามาหลายวัน ตอนจัดพิธี
ศพเขาแลท้องฟั้าด้านนอกอันซีดหม่น ฟังเสียง
ความวุ่นวายแล้วตามออกไป มองเห็นผู้คนสวม
ชุดขาวรวมถึงโลงที่ตั้งบนรถม้า รู้สึกเหมือนฝัน
ย้อนไปในอดีต
โดดเดี่ยวลำพัง ร่างและเงาปลอบประโลมกัน
และกัน
นอกจากตนเองก็ไร้ซึ่งผู้ใด
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างโลง
กระทั่งเซี่ยเซียนเซิงผู้ร้ายกาจก็มาด้วย
ตอนเหรินเหวยจื้อเดินเข้าไปยังจับจ้องเจียง
เสวี่ยหนิงอยู่นาน คิดว่า หากโหยวฟางอิ๋นไม่มา
ที่นี่ เรื่องรันทดเช่นนี้คงไม่เกิด แต่หากปราศจาก
เจียงเสวี่ยหนิง คงไม่มีทางช่วยฟางอิ๋นในตอนนั้น
ได้แน่
กระทั่งเสียงขานพิธีดังขึ้น เขาถึงได้สติ
เถ้าแก่เหรินผู้เคยตกต่ำถึงที่สุด อาศัยการยืม
เงินขายหุ้นอย่างหาญกล้าจนพลิกฟืนจากจุดตก
อับ ทั้งร่างมีแต่กลิ่นอายหนอนตำรา บัดนี้กลับมา
มีสภาพตกต่ำดุจเดิม ถือปั้ายวิญญาณเดินนำหน้า
ออกจากเมือง
ลงสู่ดิน
กลบฝัง
สุสานใหม่หลังนี้อยู่เชิงเขา เงินกระดาษลอย
ว่อนเต็มฟั้า
เจียงเสวี่ยหนิงมองดินเหลืองที่ยิ่งถมยิ่งสูงไม่
วางตา สุดท้ายก็กลบ โลงศพจนมิด รู้สึกว่าหัวใจ
ซึ่งเคยว่างเปล่าเหมือนแดนร้างกลับมีทุ่งหญ้างอก
ชุกชุม
เซี่ยจวีอันกับคนอื่น ๆ มองนางจากด้านหลัง
นางกลับนั่งยองหน้าปั้ายสุสานใหม่ ยื่นมือลูบ
หินหน้าปั้ายหยาบนั้นอย่างแผ่วเบา “ข้ามีคำพูด
อยากจะบอกฟางอิ๋นคนเดียว ให้ข้าอยู่นี่นาน
หน่อยเถอะนะ”
ไม่มีใครพูดอะไร
เหรินเหวยจื้อหันกายผละจากไปคนแรก
คล้ายถ้าอยู่ที่นี่ต่ออีกชั่วขณะเดียวก็ทุกข์ทรมาน
คนอื่นต่างมองเซี่ยเวย
เซี่ยเวยเงียบไปครู่หนึ่ง รู้ดีว่าอีกไม่นานต้อง
ไปจากซินโจว ทั้งยังทราบว่าโหยวฟางอิ๋นมี
น้ำหนักในใจนางแค่ไหน สุดท้ายจึงไม่กล่าวคำ
เพียงสั่งให้เหล่านายทหารมากฝีมือคอยมองจาก
ไกล ๆ ส่วนตนเองติดตามฝูงชนไป คอยบริเวณที่
ราบตีนเขา
ไร้คนเปล่งวาจา
ทว่าพอผ่านไปครู่ใหญ่ ขณะเซี่ยเวยคิดจะ
เรียกเยี่ยนหลินให้ขึ้นไปดู บนเขากลับมีเสียง
ตะโกนอย่างเดือดดาลระคนตกอกตกใจกะทันหัน
“ใคร กัน?!”
เสียงอาวุธกระทบกันพลันดังขึ้น!
ทุกคนขนลุกซู่ ตื่นตระหนกทันที
ปฏิกิริยาของเยี่ยนหลินว่องไวยิ่งกว่า ไม่คิด
อะไรก็ชักกระบี่พุ่งไปใน ฉับพลัน! ไม่นานก็มาถึง
บริเวณสุสานใหม่ ปรากฏว่าเห็นคนใช้ผ้าสีดำ
คลุมหน้าเหมือนจะกระจายตัวจากส่วนลึกของ
ผืนปั่ามาปะทะกับผู้คนรอบข้าง
คนเหล่านั้นถืออาวุธรูปร่างแปลกตา การลง
มือก็ประหลาดพิสดาร แกว่งและเหวี่ยงสะบัด
คราเดียวก็ครอบศีรษะคน แค่กระตุกมือก็เกี่ยว
กระชากไปทั้งศีรษะ!
แสนชั่วช้าอำมหิต!
พริบตาโลหิตก็สาดกระจาย
เยี่ยนหลินไม่เสียเวลามาสนใจ เขากวาดตา
มองรอบหนึ่ง ทว่าเจียง เสวี่ยหนิงที่เคยอยู่หน้า
สุสานกลับไม่รู้ไปไหนเสียแล้ว?!
กลางปั่าลึกมีเงาตะคุ่มผละไปอย่างรวดเร็ว
วันนี้เดิมมีแค่พิธีฝังศพ ทั้งยังเป็นนอกเมือง
ซินโจว ผู้ใดจะคาดคิดว่ามีคนลอบดักซุ่มโดยไม่มี
ใครรู้ กลุ่มพวกเขามีไม่กี่คนพกอาวุธติดตัว
มิหนำซ้ำคนของกองทัพต่างชำนาญการสู้
รวมกลุ่ม อาศัยกลยุทธ์สู้รบ เรื่องทักษะ การสู้ตัว
ต่อตัวไหนเลยจะเทียบคนในยุทธภพผู้ดุดันหลั่ง
เลือดเลียคมดาบได้ ภายในชั่วอึดใจจึงยังไม่อาจ
จัดการพวกมัน ได้แต่เบิกตามองพวกนั้นสู้แลก
ชีวิต ปล่อยให้คนจากปั่าเขาถอยหนีอย่างรวดเร็ว!
“หนิงหนิง…”
เยี่ยนหลินตาแทบถลน กระบี่ทะลวงอกคน
คลุมผ้าดำตรงหน้า โลหิตร้อนฉ่าสาดอาบใบหน้า
และลำตัว ทว่าเขาไม่แม้แต่จะปาดเช็ด เข่นฆ่า
สังหารเป็นเส้นทางโลหิตเข้าไปในปั่า!
รอบสุสานขณะนี้เป็นเหมือนขุมนรก
ดาบกระบี่เข้าปะทะ แขนขาไม่สมบูรณ์
หยาดเลือดสาดกระจาย
โลหิตหลายหยดกระเซ็นลงบนปั้ายสุสานที่
เพิ่งตั้งวันนี้ ทั้งยังเปือนกระดาษที่วางบนปั้ายหิน
เล็กน้อย
เซี่ยเวยบาดแผลยังไม่หายดี ตอนติดตามมา
รีบร้อนเกินไป ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงให้ไม่กระทบ
บาดแผล บริเวณบั้นเอวจึงปรากฏรอยสีแดงจางๆ
เห็นภาพนี้แล้วเขายังมีอะไรไม่เข้าใจอีก
รู้สึกเหมือนใต้หล้าไม่เหลืออะไรเลยนอกจาก
การเข่นฆ่าอันเย็นเยียบ สายลมประดุจคมดาบ!
เขาย่ำซากศพที่นอนแทบเท้า เดินไปบนธาร
โลหิต ก่อนจะหยุดยืน ตรงหน้าปั้ายหลุมศพ
หยิบกระดาษแผ่นนั้นมาเปิดออกช้า ๆ
ไม่ได้เห็นลายมือนี้มาหลายปีแล้ว
ในจดหมาย ผู้เขียนไม่ได้เรียกขานเขาว่า
‘รองราชครู’ แต่เป็น…ตู้จวิน!
‘โลกแห่งกลียุค รวมคุณธรรมลุกขึ้นต้าน เดิม
ได้รับบุญคุณ แต่ชดใช้ ด้วยความแค้น พึงหันหลัง
ละทะเลทุกข์ ถึงจะรอดชีวา ยี่สิบสองเดือนอ้าย
สาขาลั่วหยาง คอยเจ้าผู้เดียว ที่สุดก็แค่ตาย!’
“ว่านซิวจื่อ…” เขาหน้าซีดเซียว แค่นหัวเราะ
คำหนึ่ง เส้นเลือดบน หลังมือข้างที่ถือกระดาษ
ปูดโปน กล่าวอย่างเนิบช้า “ยังกังวลอยู่เลยว่า
จะหาตัวเจ้าไม่เจอ แต่ส่งตัวเองมาถึงหน้าประตู
เชียวนะ”