คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 225 ว่านซิวจื่อ (1)
เมื่อถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า เจียงเสวี่ยหนิงก็
ค่อย ๆ ได้สติ
โพรงจมูกและลำคอยังได้กลิ่นแสบจมูกอ่อน
จาง
นางไอเล็กน้อยด้วยความรู้สึกไม่สบายตัว แต่
ครั้นคิดจะยกมือปิดปาก กลับพบว่าสองมือถูกมัด
ไว้ไพล่หลังกับเสากลมขนาดราวหนึ่งฉื่อ เชือก
ค่อนข้างหยาบทั้งยังมัดแน่น ผิวที่ข้อมือเสียดสี
จนเป็นแผล ทิ้งรอยแดง ลึกตื้นเอาไว้หลายรอย
น้ำที่หยดจากขนตายาวหนาของนางบดบัง
การมองเห็น
ต้องพยายามกะพริบตาถี่รัวถึงจะเริ่มคลาย
ความพร่ามัวของภาพตรงหน้าให้ชัดเจน
นางอยู่ในเรือนอันซอมซ่อ มีแต่หน้าต่างไม้
พื้นไม้ บริเวณหน้าประตู เต็มไปด้วยผู้คน
ตรงหน้ามีโต๊ะสูงตัวหนึ่งและโต๊ะชาตัวหนึ่ง ทั้งยัง
มีนักพรตเฒ่าผมขาวสวมชุดสีฟั้าเทาบนเบาะรอง
นั่งแพร กำลังมองนางหัวจดเท้า
นักพรตน้อยด้านข้างพอเห็นนางได้สติก็โยน
กระบวยตักน้ำลงถัง ถอยกลับไปยืนก้มหน้าข้าง
กายผู้เฒ่า
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็จำได้
นับจากถูกจับตัวมาก็ผ่านไปหลายวันแล้ว
กลุ่มชายคลุมหน้าของฝั่ายตรงข้ามพุ่งมาจากปั่า
นางไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องตะโกนขอความ
ช่วยเหลือ ก็ถูกโปะผ้าเช็ดหน้าชุบยาสลบปิดปาก
ปิดจมูกจากด้านหลัง พริบตาเดียวก็หมดสติ
ระหว่างทางแม้จะฟืนมาหลายครั้งก็อยู่แต่บนรถ
ม้า ถูกคนเหล่านั้นปลุกขึ้นมาสั่งให้กินอะไรลง
ท้องบ้าง ทว่าก็ถูกคุมตัวแน่นหนา เมื่อกินเสร็จ ก็
ถูกจัดการให้สลบอีก
นางรู้สึกแต่ตื้อ ๆ มึนงง
ทุกครั้งที่ตื่นจะรู้สึกว่าศีรษะหนักทึบวิงเวียน
ทว่าเมื่อเห็นชายชราผู้นี้ นางก็ได้สติทันที…
ไม่ใช่เพียงเพราะนางไม่เคยพบเจอ
ที่สำคัญคือนางไม่ได้ตื่นมาบนรถม้า ทว่าเป็น
เรือนหลังหนึ่ง ทั้งยัง ถูกมัดติดเสาไม้ อีกฝั่าย
ต้องการสอบสวนนางกระมัง
ผู้เฒ่าแม้จะสวมชุดนักพรต แต่ก็แตกต่างจาก
เซี่ยจวีอัน
ชุดคลุมนักพรตของเซี่ยจวีอันเป็นแบบที่
ปราชญ์บัณฑิตทั่วไปมัก สวมใส่ ถึงจะดัดแปลง
มาจากชุดคลุมนักพรตตามอารามแต่ก็ไม่ได้ปัก
ลาย ไท่จี๋หรือปากว้า[1] ทว่าชายชราผู้นี้สวมชุด
ปักผังปากว้าตรงปลายแขนเสื้อ สองข้าง อีกทั้ง
เกล้ามวยผมบนกระหม่อม รูปร่างผอมโย่ง โหนก
แก้มยกสูง เบ้าตาลึก สองตาซ่อนประกายคม
ปลาบ หากไม่ใช่เพราะบนใบหน้าแฝง กลิ่นอาย
ความไม่สัตย์ซื่อ เมื่อพินิจร่วมกับหนวดเคราสี
ดอกเลาก็คล้ายเป็นยอดคนเหนือโลก มีท่วงท่า
ของเซียนวิเศษอยู่จริง ๆ
นิ้วก้อยของเขาไว้เล็บยาว
ตัวคนแม้ชราและบอบบาง ใบหน้ากลับมีริ้ว
รอยไม่มาก คล้ายมี เคล็ดลับวิชารักษาโฉมอยู่
บ้าง
สตรีรูปงามนางหนึ่งอายุราว ๆ ยี่สิบแปด
สวมชุดกระโปรงสีทับทิม ไม่ทราบตั้งใจหรือเปล่า
เสื้อผ้าถึงยับยุ่ง บริเวณทรวงอกแบะกว้างเผยช่วง
ลำคอและไหปลาร้าข้างหนึ่ง นางคุกเข่าข้างชาย
ชราอย่างเชื่อฟัง คอยทุบขาของเขาอย่างเบามือ
มือของผู้เฒ่าไล้ตามลำคอของนาง
แตะสัมผัสผิว วางเบา ๆ บนต้นคอก่อนจะ
พลิกหลังมือ เหมือนใช้ร่างของสตรีสาวนางนี้เป็น
เตาอุ่น!
เจียงเสวี่ยหนิงตากระตุก
สายตาของผู้เฒ่าจับจ้องมา สีหน้าเหมือน
กำลังพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เห็นว่าแม้
นางจะถูกปลุกจากฤทธิ์ยาสลบด้วยน้ำเย็น แต่ก็
ยัง มองรอบ ๆ โดยไม่ได้ดูตระหนกตกใจ จึงเอ่ย
ว่า “แม่นางน้อยช่างเยือกเย็นนัก ควรค่าให้เขา
เหลือบแลแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่า ‘เขา’ ที่อีกฝั่ายพูดถึง
คือใคร
แต่เมื่อดูรอบด้านก็เห็นคนถืออาวุธทั้งดาบ
และกระบี่เต็มไปหมด ผู้สวมชุดพรตและชุดทั่วไป
อยู่ปะปนกัน ทว่ามีเพียงชายชราผู้นี้ที่นั่งอยู่ ทั้ง
ยังมีสาวงามคอยทุบขาปรนนิบัติ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า
คือหัวโจก
นางมีอะไรให้ตื่นตระหนกกัน
พูดโพล่งออกมาทันที “ท่านส่งคนออกไปตั้ง
มาก ลงแรงเหลือล้นเพื่อวางยาสลบจับข้ากลับมา
นอกจากมัดเอาไว้ก็ไม่ได้ทุบตีเข่นฆ่า เช่นนี้ก็ ดู
เหมือนข้าจะยังมีคุณค่าให้ใช้อยู่ไม่น้อย ในเมื่อ
เป็นอย่างนั้นย่อมไม่ต้อง พะวงเรื่องเป็นตาย แล้ว
ยังมีอะไรให้ต้องเป็นกังวลอีกเล่า”
ชายชราหัวเราะคำหนึ่ง ยิ่งรู้สึกชื่นชมกว่าเดิม
“ไม่เลว นับว่าเข้าใจ หลักการ ตัวเราบำเพ็ญตน
มาหลายปี นามทางโลกหลงลืมไปนานแล้ว ฉายา
ธรรมเรียกว่า ‘ว่านซิวจื่อ’ หรือเรียกว่า ‘นักพรต
เจินอี่’ ก็ยังได้ ครั้งนี้ลงแรงเชิญคุณหนูรองเจียง
มาเป็นแขก พวกเด็ก ๆ ของเรากระทำการไม่รู้
หนักเบา ระหว่างทางหากบกพร่องประการใด
ขอคุณหนูโปรดให้อภัย”
ว่านซิวจื่อ!
นักพรตเจินอี่…
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินชื่อนั้นเข้า
หูจริง ๆ เจียงเสวี่ยหนิง ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็น
เยือกที่แผ่ซ่านในใจ
ว่านซิวจื่อถาม “เรื่องนี้ก็ไม่ประหลาดใจ
หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ถ้าเดาไม่ผิด เหตุการณ์
ลอบทำร้ายที่เมือง ไท่อานมณฑลซานตงเมื่อปี
ก่อนก็คงเป็นฝีมือท่าน เพียงแต่คราวนั้นล้มเหลว
ทว่าใต้หล้าไม่มีหลักการให้ ‘ระวังโจรพันวัน[2]’
แม้คิดระวังก็คงยาก ท่าน นักพรตวางแผนการมา
ยาวนาน รอหาโอกาสลงมือ หากจะทำสำเร็จ
ย่อม ไม่น่าแปลกใจ”
ว่านซิวจื่อปรบมือหัวเราะลั่น “ยอดเยี่ยม
ยอดเยี่ยม!”
เจียงเสวี่ยหนิงเคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้
แม้ชาติก่อนจะไม่เคยพบหน้าและไม่ทราบ
ด้วยว่าสุดท้ายอีกฝั่ายมี จุดจบอย่างไร ทว่ายี่สิบ
กว่าปีก่อนเขาเคยจับมือกับผิงหนานอ๋องโจมตี
เมืองหลวง เข่นฆ่าสังหารคนไปครึ่งเมืองจนเป็น
ธารโลหิต กระทั่งราชวงศ์ ยังแทบสิ้นตระกูล
นับเป็นเหตุการณ์กบฏที่หนักหนาและชัดแจ้ง
ที่สุดในประวัติศาสตร์
ราชสำนักย่อมชิงชังคนผู้นี้เข้ากระดูกดำ
นิกายสวรรค์มากอิทธิพลอยู่ทางใต้ หลัง
ล้มเหลวคราวนั้น ว่านซิวจื่อ ก็ยังคงสั่งการผ่าน
ข้ารับใช้คนสนิทโดยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนน้อย
ครั้งยิ่ง หากไม่จำเป็นจะไม่ออกหน้า ถิ่นที่อยู่
ลึกลับเป็นที่สุด
ดังนั้นแม้ทางการจะตามจับหลายครั้งก็ไม่
เป็นผล
ยามนี้นางยังไม่อาจคาดเดาเหตุผลที่อีกฝั่าย
จับตนมาได้ชัดเจนนัก จึงยังไม่กล้าเอ่ยปาก
โต้ตอบโดยง่าย
หากแต่อิสตรีที่นั่งคุกเข่าทุบขาให้ว่านซิวจื่อ
นั้น พอได้ยินว่านซิวจื่อ พูดจากับเจียงเสวี่ยหนิง
ด้วยความนิยมชมชื่นก็นึกริษยา เหลือกตาใส่นาง
ก่อนสะบัดหน้ากลับ แอ่นหน้าอกเข้าประชิดว่าน
ซิวจื่อด้วยท่าทางออเซาะ น่าสงสารกว่าเดิม
กล่าวเสียงออดอ้อนชวนขนลุกชัน “ท่านเจ้า
นิกาย วันนี้ ก็ใกล้ตะวันตกดินแล้ว ท่านยังไม่ได้
รับประทานยาเม็ดเซียนเลยนะเจ้าคะ บ่าว บ่าว
เก็บรักษาไว้ที่นี่นานแล้ว…”
——————–
1. ไท่จี๋คือลายหยินหยาง ปากว้าคือลาย
สัญลักษณ์แปดทิศ นิยมใช้กันในหมู่ผู้นับถือ
ลัทธิเต๋า
2. ระวังโจรพันวัน เป็นสำนวน หมายถึงคอย
ระมัดระวังผู้ร้ายอยู่ตลอดเวลา
บทที่ 225 ว่านซิวจื่อ (2)
ว่านซิวจื่อหลุบตามอง
สตรีสาวหยิบเม็ดยาสีม่วงแดงจากร่องอกส่ง
ให้เขา ยาเม็ดนี้หลอม กลั่นด้วยความยากลำบาก
ว่านซิวจื่อรับประทานอยู่ทุกวัน ส่วนผลลัพธ์…
ว่านซิวจื่อลูบไล้ใบหน้าของสตรีนางนั้น ก่อน
จะรับเม็ดยาขนาด ไม่ใหญ่นักมาใส่ปากกลืน
เจียงเสวี่ยหนิงคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้ง
สองได้ราง ๆ เห็นแล้วก็ยิ่งหนาวเหน็บ
ว่านซิวจื่อกินยาเสร็จใบหน้าก็แดงระเรื่อ ยื่น
มือสัมผัสลำคอและ ทรวงอกของสตรีสาว
สุดท้ายก็เชยคางนางขึ้นมา มองประเมินใบหน้า
สลับกับเจียงเสวี่ยหนิงอีกครั้ง คล้ายกำลัง
เปรียบเทียบอะไรบางอย่าง
สตรีผู้นั้นหึงหวง “บ่าวไม่น่าดูหรือเจ้าคะ”
ว่านซิวจื่อเดิมยังอารมณ์ดี เมื่อได้ยินประโยค
นี้พลันหน้าเคร่งโดย ไม่ทราบสาเหตุ ถึงกับบีบ
คางของนางอย่างแรงและผลักออก พูดอย่าง
เหยียดหยัน “เจ้ายังคู่ควรจะไปเทียบกับนาง
หรือ”
สตรีผู้นั้นน้อยใจจนน้ำตาไหล
ว่านซิวจื่อแทบระเบิดโทสะ แต่ครั้นมอง
ท่าทางชวนเวทนาก็เพียง ตบแก้มเบา ๆ ด้วย
ท่าทางเหมือนเห็นอีกฝั่ายเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง
จากนั้นเปลี่ยนกลับมาพูดเสียงเรียบตามเดิม “ตู้
จวินถึงกับไปถูกใจนาง แน่นอนว่าต้องดีกว่าเจ้า
นัก”
สตรีนางนั้นขบริมฝีปาก แต่พอมองเจียงเสวี่ย
หนิงก็มีท่าทีไม่ยอมรับ ถึงกับบังเกิดความริษยา
แรงกล้ากว่าเดิมหลายส่วน
กระทั่งคนที่อยู่รอบ ๆ ยังเริ่มส่งเสียงเอะอะ
สายตารอบด้านคล้ายจับจ้องมายังร่างของ
เจียงเสวี่ยหนิง
บ้างประหลาดใจ บ้างสงสัย บ้างคิดไม่ถึง
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้สึกไม่ค่อยดี ทว่าใช่จะไม่
เคยเห็นโลกมาก่อน แม้ ถูกฉากเล็ก ๆ นี้ทำให้
ตกใจ แต่ก็รู้สึกได้ว่าสายตาที่พวกนั้นมองนางไม่
เหมือนก่อน ประหนึ่งกำลังประเมินคนประเภทที่
ตัวไม่เคยเห็น
พอตั้งใจฟัง ก็ได้ยินคนกระซิบกระซาบ
“ในที่สุดตู้จวินเซียนเซิงก็หาคนมาบำเพ็ญ
ร่วมได้แล้ว”
“สตรีผู้นี้ช่างสามารถนัก”
พวกเขาล้วนพูดถึง ‘ตู้จวิน’ …
เจียงเสวี่ยหนิงพอจะจำชื่อนี้ได้ ตอนศึกทงโจ
วจางเจอก็ใช้ชื่อของ ‘ตู้จวินซานเหริน’ ลอบเข้า
นิกายสวรรค์! แต่วันนี้ว่านซิวจื่อกลับบอกว่า ตู้
จวินถูกตาต้องใจนางหรือ
ความคิดพลิกผัน สีหน้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะ
แปรเปลี่ยน
ว่านซิวจื่อมองเห็นสิ่งนี้
เขาพลันนึกอะไรได้ นัยน์ตาฝั้าฟางกลอกช้า
ๆ “หรือเจ้ายังไม่ทราบฐานะของตู้จวิน”
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้น
หากไม่มีประโยคนี้ของว่านซิวจื่อ นางคงไม่
เข้าใจ
แต่เมื่อเพิ่มประโยคนี้เข้ามา ในหัวก็เหมือนมี
ประกายสายฟั้าแลบ ขึ้นมาแปลบหนึ่งจนร่าง
แทบสั่นสะท้าน คำตอบที่คงไม่มีใครกล้าเชื่อ
ปรากฏในใจ…
เซี่ยจวีอัน!
ว่านซิวจื่อพินิจด้วยท่าทีสนใจ ฉุดดึงสตรีสาว
นางนั้นขึ้นมาลูบไล้บน ล่าง แม้บริเวณเอวเขาจะ
เกร็งเขม็งทว่าสีหน้าเรียบเฉย ครั้นเอ่ยคำว่า ‘ตู้
จวิน’ แล้วก็เหมือนนึกไปถึงเรื่องเมื่อยี่สิบกว่าปี
ก่อน
เขาแค่นหัวเราะ
ทว่ายามพูดจาคล้ายทอดถอนใจ
“พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายปี เดิม ยังคิดว่าผดุง
คุณธรรมแทนฟั้า ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นชัก
หมาปั่าเข้าบ้าน เลี้ยงเสือสร้างเภทภัย ใช่ว่าเราไม่
อาจทนรอ แม้ยามนี้ร่างกายยังต้องได้รับการ
บำรุงเต็มเปียม ยามค่ำคืนก็ยังมีสัมพันธ์กับสตรี
ได้ อาศัยวิถีบำเพ็ญ สร้างสมดุลหยินหยาง
เพียงแต่สุดท้ายกาลเวลาไม่คอยท่า อายุขัยมี
จำกัด หากยังไม่ลงมือก็เกรงจะกลายตัดชุดวิวาห์
ให้คนแซ่เซี่ยแทน ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะทรง
คุณธรรมและเกื้อหนุนเราให้เขาก้าวพลาดเพราะ
สตรีจน เปิดเผยจุดอ่อนใหญ่โตเช่นนี้! แล้วตัวเรา
จะไม่อาจหัวเราะได้หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ออก
ที่จับข้ามา ก็เพื่อจัดการเซี่ยจวีอัน
สตรีสาวผู้ต้องมือว่านซิวจื่อส่งเสียงคราง
ว่านซิวจื่อทำเหมือนนางเป็นเพียงของเล่น
แม้จะเล่นด้วยแต่ก็ไร้รัก เห็นแล้วชวนขยะแขยง
เขาถึงขั้นหัวเราะคราหนึ่ง
กล่าวเพียงว่า “นิกายสวรรค์เราเป็นนิกายเต๋า
เดิมแท้ เน้นละตัณหา ทว่าถ้าไม่แปดเปือน
กามตัณหาก็ไม่ถือเป็นการบำเพ็ญ อาศัยสมดุลห
ยาง บุรุษหยินสตรี แยกกายกับจิต ถึงกายาจะ
พัวพันแต่ก็ต้องคอยกันระวังจิตไว้ไม่ให้เข้าไปเสพ
สมแปดเปือน เช่นนี้จึงจะถือว่า ‘เข้าสู่วิถี’ เดิม
เราเห็นว่าเขามีรากปัญญาจึงให้กงอี๋จัดหาสตรี
พรหมจรรย์ที่เกิดวันหยินเดือนหยินปีหยินไว้บน
เตียงให้เขาบำเพ็ญ เราก็คิดว่า ‘หยางโดดเดี่ยวไม่
ยืนยาว’ สตรีเอง ก็ถือเป็นคูหาหลอมวิญญาณ
เรือนกายวีรบุรุษ หากไม่บำเพ็ญแต่เนิ่น ๆ แล้ว
ภายหลังไปพบนางมารชวนลุ่มหลงขึ้นมา แต่
ร่างกายท่อนล่างใช้การไม่ได้ จะทำให้เสียเรื่อง
คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่รับน้ำใจ”
พูดมาถึงตอนนี้ ว่านซิวจื่อก็อารมณ์ดีขึ้น
หลายส่วน
โดยเฉพาะยามมองเจียงเสวี่ยหนิง เขาก็แสดง
ความพึงพอใจ
สองปีที่ผ่านมา สำหรับเขาแล้วนับเป็น
ช่วงเวลาที่ยากจะมีเรื่องภาคภูมิใจ เช่นนี้
โดยเฉพาะเมื่อจับจุดอ่อนของเซี่ยเวย วางตาข่าย
รอคนมาติดกับได้ ทั่วร่างเขาย่อมผ่อนคลายไม่
น้อย “หึ หลายปีนี้เราเองก็รู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ อย่าง
สงบเสงี่ยมหรอก ยามอยู่เมืองหลวงก็ไม่เห็นเจ้า
นิกายเช่นเราใน สายตา ทว่าเขากระทำการต่าง
ๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ยุ่งเกี่ยวตัณหาราคะ
ความอาฆาตพยาบาท เพียงขลุกอยู่กับผู้ติดตามที่
ยอมตายแทน เลือดเย็นจนไม่มีใครกล้าสบตา ไม่
มีใครกล้าถามไถ่ หาจุดอ่อนอะไรไม่ได้ เลย น่า
เสียดายที่ตอนแรกเขาไม่สนใจ เราเองก็บีบบังคับ
ไม่ได้ มาวันนี้ เรื่องนี้กลับกลายเป็นจุดอ่อนของ
เขาเสียอย่างนั้น คนร้ายกาจพรรค์นี้ สุดท้ายยังไม่
อาจก้าวข้ามคำว่า ‘รัก’ มาพ่ายให้อิสตรี เห็นที
สวรรค์คงจะ เข้าข้างช่วยเหลือเรา ต้องการให้เรา
ขึ้นครองบัลลังก์ พิชิตใต้หล้า!”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำพูดหยาบโลนของพรต
เฒ่าต่ำช้าผู้นี้ก็สีหน้า แปรเปลี่ยน
เมื่อนึกได้ว่าตนเองถูกจับกุมไว้ในที่คุมขัง ไม่รู้
ว่าสร้างความลำบากให้แก่พวกเซี่ยเวยเยี่ยนห
ลินมากแค่ไหน นางก็ขำไม่ออก
ทว่าว่านซิวจื่อกลับจงใจถามอีก “มันถูกเจ้า
แทงไปมีดหนึ่งยังไม่ ตอบโต้ เกรงว่าการบำเพ็ญ
ร่วมกับเจ้าคงหรรษายิ่งกระมัง”
บำเพ็ญ…
หางตาของเจียงเสวี่ยหนิงกระตุก แต่ก็ทำเป็น
ไม่ได้ยิน
นางตอบกลับไปว่า “ในราชสำนักมีนักปรุงยา
ที่พยายามหลอมปรอทเป็นเม็ดยาเพื่อโอรส
สวรรค์โดยเฉพาะ นำผู้คนย้อนสู่ความเยาว์วัยได้
หาก เจ้านิกายกังวลว่าเหลืออายุขัยไม่ยืนยาวจะ
ลองดูก็ได้นะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ …”
ว่านซิวจื่อกลับเงยหน้าหัวเราะลั่น ไร้ซึ่งความ
สนใจคำกล่าวนี้
“ฮ่องเต้ชาติสุนัขนั่นรับยาจากนักปรุงยาชั่ว
ช้า ชีวิตเหลืออีกไม่มาก แล้ว! แม่นางเอ๋ย คิดว่า
เราไม่รู้หรือว่าปรอทมีพิษ การบำเพ็ญพรตที่แท้
ดำเนินอยู่ด้วยการหล่อเลี้ยงชีวิต บำรุงซ่อมแซม
ตามธรรมชาติ ถ้าเจ้าอยากเห็นเราตายเพราะกิน
ยานั่นก็เกรงจะเป็นไปไม่ได้หรอก”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เจ้านิกายผู้ชั่วร้ายที่จริงจังกับการหล่อเลี้ยง
ชีวิตพรรค์นี้ สำหรับโลก อันเต็มไปด้วยนักปรุงยา
เม็ดจากปรอทก็ถือเป็นธารน้ำใสสายหนึ่งเลย
ทีเดียว
นางยอมเลยจริง ๆ
ว่านซิวจื่อมองฟั้าด้านนอกที่เริ่มมืดลงทีละ
น้อยพร้อมกล่าวว่า “เหลือไม่ถึงสองชั่วยามแล้ว
หากตู้จวินไม่มา…”
เขาหันกลับมามองเจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงลอบด่าในใจ พอนึกถึงนิสัย
ของเซี่ยจวีอัน กระทั่งจะ กลอกตาใส่เจ้านิกายยัง
รู้สึกเกียจคร้าน เพียงพูดว่า “วางใจเถอะ เซี่ยจวี
อันย่อมต้องมา ทั้งยังไม่ได้มาเพียงผู้เดียวแน่ ถ้า
ข้าเป็นเจ้านิกาย ตอนนี้ข้าจะ รีบเก็บข้าวของหนี
ให้ไว”
ตาดำของว่านซิวจื่อหดลงเล็กน้อยคล้ายกำลัง
ประเมินสิ่งที่นางพูด
ผ่านไปสักครู่ก็หัวเราะเฮอะฮะ เอ่ยเสียงเย็น
“เราเองก็อยากเห็น เหมือนกัน”
ทั้งสองไม่พูดจาอะไรกันต่อ
ถึงเจียงเสวี่ยหนิงจะกล่าวแบบนั้น แต่จาก
ความเข้าใจที่นางมีต่อ เซี่ยเวยในชาติก่อนรวมถึง
ที่เคยข้องเกี่ยวกันชาตินี้ นางเองก็ไม่ได้มั่นใจ
อะไรนัก คนผู้นั้นเวลาคลั่งขึ้นมาเป็นอย่างไรนาง
เคยเห็นมาแล้ว เรื่องอย่างการควบม้าควงทวน
บุกเดี่ยวเข้าถ้ำเสือใช่จะเป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาย่อมเข้าสู่กับดัก
มิเพียงจะช่วยนางไม่ได้ เกรงว่าจะทำให้ทั้งคู่
ตกอยู่ในสถานการณ์ อันยากลำบากเสียอีก
นางนึกภาวนาให้เซี่ยจวีอันไม่ปรากฏตัว
รอจนถึงยามจื่อก็ยังไม่เห็นผู้ใด
สีหน้าของว่านซิวจื่อย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
ขณะเสียงเคาะบอกเวลายามจื่อสามเค่อใกล้
จะดังก็มีเสียงเร่งฝีเท้า จากด้านนอก นักพรต
น้อยผู้หนึ่งค้อมศีรษะอยู่หน้าประตู “เรียนท่าน
เจ้านิกาย ตู้จวินเซียนเซิงอยู่นอกสำนักสาขา ขอ
เข้าพบ! ทัพซินโจวไม่มี ความเคลื่อนไหวประการ
ใด อีกทั้งยังไร้ผู้คนติดตาม มั่นใจว่าหวนคืนนิกาย
แต่เพียงผู้เดียวขอรับ!”