คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 226 แสดงละครเสียหน่อย (1)
ลั่วหยางยามเที่ยงคืน ดาราทอแสงเย็นยะ
เยือกเต็มฟั้า ไร้ซึ่งแสงจันทร์
ด้านนอกประตูจวนบนเนินเขาธรรมดา ๆ
ตรงหน้าไม่เห็นเงาใครแม้ ครึ่งคน
เว้นเพียงยามเฝั้าประตูสองคนที่มือเท้าหยาบ
หนา แขนใหญ่เอวกลม ถือดาบกระบี่ ใช้สายตา
เย็นชากวาดผ่านเซี่ยเวยอย่างเปียมความระแวด
ระวัง ทั้งยัง…
มีความประหลาดใจและอัศจรรย์อันปิดไม่มิด
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างของนิกายสวรรค์ คน
ที่เคยเห็นเขามีไม่มาก ที่เคยเห็นและรู้ว่าเขาคือตู้
จวินซานเหรินในตำนานก็น้อยยิ่งกว่า
แต่ถึงกระนั้นหลายวันมานี้ ข่าวลือเกี่ยวกับ
ตัวเขากลับแพร่ไปทั่ว ล้วนบอกว่าการตายของกง
อี๋เซียนเซิงมีข้อสงสัยหลายประการ คนผู้นี้ ไม่
เพียงทรยศนิกาย แต่ยังแทนคุณด้วยโทษ ขัดแย้ง
กับเจ้านิกาย การมา ลั่วหยางครั้งนี้ก็เพราะใน
ที่สุดเจ้านิกายหมายจะแสดงอำนาจ ลงจากเขา
มาจัดการเจ้าตัว
ใครจะไปคิดว่าตู้จวินซานเหรินในตำนานที่
แท้ก็หน้าตาเช่นนี้
บนร่างสวมเสื้อคลุมนักพรตสีขาวราบเรียบ
แม้สีหน้าอ่อนล้าจากการเดินทางอยู่บ้าง แต่คิ้ว
ตาที่งามดุจภาพวาดน้ำหมึกกลับสงบนิ่ง
ปราศจากความตระหนก ถึงจะมาคนเดียวก็ไม่ได้
มีท่าทางหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ที่สำคัญคือ ไม่ได้เป็นตาเฒ่าร้ายกาจอะไร…
เปรียบกับกงอี๋เฉิงที่กาลก่อนพวกเขาพบเห็น
เป็นประจำ เซี่ยจวีอัน ดูเยาว์วัยกว่ามาก มากเสีย
จนไม่อยากจะเชื่อ
เพียงแต่ไม่นาน นักพรตน้อยที่เข้าไปรายงาน
เมื่อครู่ก็ออกมา
ครั้นมาถึงประตูก็แสดงความเคารพ
ถึงกับโค้งคำนับเซี่ยจวีอันด้วยซ้ำ แต่กลับดู
เหมือนทำหน้ายิ้มใจไม่ยิ้ม กล่าวว่า “เจ้านิกาย
กับคุณหนูรองเจียงท่านนั้นรอคอยอยู่นานแล้ว
เชิญ เซียนเซิง”
หนทางเปล่าเปลี่ยว สายลมพัดจากถนนร้าง
ต้องชายเสื้อเซี่ยเวยจนกระพือ
เขามีทีท่าสงบนิ่ง
ทั้งยังไม่พูดจามากความ สายตาไร้ซึ่งความ
กลัวเกรง ไม่เหมือนคน โชคร้ายที่กำลังจะถูกคุม
ตัวหรือกระทั่งจำขังอยู่รอมร่อ ถึงขั้นสงบเยือก
เย็น ตามนักพรตน้อยเข้าไปด้วยท่าทางเสมือน
เดินเข้าบ้านของตน
ยี่สิบกว่าปีในนิกายสวรรค์ เขาไม่เคยใช้ชื่อ
เซี่ยเวยออกคำสั่งหรือให้ คำปรึกษา แต่ใช้ชื่อ ‘ตู้
จวินซานเหริน’ แทน จุดประสงค์ก็เพื่อว่าวันหน้า
แฝงตัวเข้าไปในราชสำนัก ชื่อเซี่ยเวยจะยัง
สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ดึงดูดความ สงสัยจนมีพิรุธ
เกินไป
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไปเยือนแต่ละสาขาน้อยครั้ง
ยิ่ง
สาขาย่อยเมืองลั่วหยางนั้นไม่คุ้นเคยแม้แต่
น้อย ระหว่างทางที่เดินตามผู้รับใช้ตนก็กวาดตา
มองรอบ ๆ โดยไม่ปริปาก หลังผ่านเส้นทางอัน
คดเคี้ยวก็มาถึงลานข้างของจวนบนเขา
ด้านนอกแขวนโคมสว่างไสว ใต้แสงโคมเต็ม
ไปด้วยศิษยานุศิษย์ของนิกายสวรรค์ ได้ยินเสียง
ผู้รับใช้กล่าวว่า “ตู้จวินเซียนเซิงมาถึงแล้ว”
ชั่วขณะนั้น สายตาของทุกผู้คนล้วนหันมายัง
ร่างของเขา ฝูงชนค่อย ๆ แหวกเหมือนสายน้ำ
เพื่อเปิดทางให้ ทว่าจับจ้องเขาตลอดทางอย่าง
ดุดัน
เซี่ยเวยกลับไม่แยแส
เขาไม่เหลือบแลเหล่าศิษย์นิกายสักแวบ มุ่ง
หน้าผ่านเส้นทางที่แหวกเปิดเข้าไปยังลานข้าง
ก่อนจะมองเห็นประตูพับที่เปิดอ้า
ว่านซิวจื่อทุ่มเทวางแผนจับตัวเจียงเสวี่ยหนิง
มา ทั้งยังรู้สึกว่าตู้จวิน ให้ความสำคัญต่อสตรีนาง
นี้อย่างยิ่ง นี่จึงถือเป็นโอกาสฟั้าประทาน หรือ
อย่างน้อยตนก็คว้าจับจุดอ่อนของเขาไว้ได้
แต่กระนั้นเดิมทีก็เป็นเพียงการคาดเดา
หากเซี่ยจวีอันได้รับจดหมายที่เขาทิ้งไว้แล้ว
วันนี้ยังไม่สนใจความเป็นความตายของนาง
ความจริงเขาก็ไม่แปลกใจเลย ดังนั้นพอได้ยินว่า
เซี่ยเวย มาแล้วและยังเห็นอีกฝั่ายเดินเข้ามาจาก
ภายนอก ว่านซิวจื่อซึ่งนั่งอยู่บน เก้าอี้ก็เผลอบีบ
บ่าของสตรีสาวแน่น อดตื่นเต้นไม่ได้
สตรีสาวไม่ทันตั้งตัวจึงหลุดร้องเจ็บเบา ๆ
ว่านซิวจื่อผลักนางออกไปด้านข้าง ดวงตาทั้ง
สองเป็นประกาย แฝงความเย็นชาอำมหิตหลาย
ส่วน ให้คนคุมตัวเซี่ยเวยอย่างรวดเร็วพร้อม
หัวเราะออกมา “ดี มีความกล้าหาญ! เจ้ากล้ามา
จริงเสียด้วย!”
เซี่ยเวยยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะคารวะ
เขาไม่มองว่านซิวจื่อเป็นอย่างแรกเสียด้วยซ้ำ
กลับมองไปทางเจียง เสวี่ยหนิง
ตั้งแต่ได้ยินผู้รับใช้รายงานว่าเซี่ยจวีอันมาถึง
แล้ว นางก็ใจหายวูบ ตอนนี้เมื่อเห็นเซี่ยเวยเข้า
มาก็ยิ่งรู้สึกหัวใจร่วงไปถึงก้นเหว
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงถูกผูกติดเสากลม
หลายวันที่ผ่านมามึนงงสับสนด้วยฤทธิ์ยา
ก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งถูกปลุกด้วยน้ำกระบวย
หนึ่ง ใบหน้าซีดเซียวอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยัง
มี หยาดน้ำหลายหยดไหลลงมาตามแก้ม ดวงตา
ดำขลับจ้องมองเขา ประกายตาไหววูบเบา ๆ
คล้ายมีคำพูดมากมายคิดจะกล่าว แต่ล้วนเก็บ
ซ่อนไว้ใน ความเงียบงัน
เซี่ยจวีอันนึกอยู่หลายครั้งว่าหากได้พบนางที่
สาขาลั่วหยางจะเป็นสถานการณ์เช่นไร
ช่วงทำกิจใหญ่งานสำคัญ ตามหลักแล้วเขา
ควรควบคุมตัวเอง
ด้วยเหตุนั้น เขาจึงจินตนาการสถานการณ์
ทั้งหมดรวมถึงแบบเลวร้ายที่สุดในใจไปรอบหนึ่ง
ก่อนแล้ว เขาจึงคิดว่ายามได้พบเจียงเสวี่ยหนิง
อีกครั้ง ใจเขาจะสงบดุจน้ำนิ่งไม่เปิดเผยช่องโหว่
ยิ่งกว่านั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้ เลวร้ายอย่างที่คิด
ทว่าเมื่อมองนัยน์ตาแฝงความเศร้าโศกเลือนราง
เช่น หมอกควันครู่เดียว กลับรู้สึกว่ามันกระแทก
ดวงใจอย่างรุนแรง เขาแทบจะสูญเสียการ
ควบคุมไปชั่วขณะ เปิดเผยจิตสังหารและความดุ
ร้ายที่ซุกซ่อน อยู่ออกมา
ว่านซิวจื่อมองเขาด้วยสายตาสนอกสนใจ
“ท่าทางเจ้าจะชอบแม่นางน้อยคนนี้จริง ๆ
กระมัง”
เซี่ยเวยจึงค่อยเลื่อนสายตาไป
เพียงกวาดตามองสตรีสาวที่แต่งกายไม่
เรียบร้อยทำท่าน้อยอกน้อยใจอยู่แทบเท้าว่าน
ซิวจื่อ เขาก็รู้แล้วว่าเมื่อครู่ในห้องนี้ไม่ได้เกิดเรื่อง
ดีงาม น่ามอง ครั้นคิดว่าเมื่อครู่เจียงเสวี่ยหนิงก็
ชมดูอยู่ด้วย ความเย็นเยียบใน ดวงตาจึงทวีขึ้น
หลายส่วน กล่าวว่า “เจ้านิกายเรียกหามีหรือจะ
กล้าปฏิเสธ เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงเป็นบุตรีของ
สหายในราชสำนัก นางเคยช่วยชีวิตข้า ไม่ว่าด้วย
เหตุผลหรือน้ำใจล้วนไม่สมควรต้องเข้ามาพัวพัน
เพราะข้าเลย เป็นก็แค่คนนอกปราศจากความ
เกี่ยวข้อง หากมิใช่บุตรีที่จวนของเจียง ปั๋อโหยว
ให้ความสำคัญ เกรงว่าคงไม่มีประโยชน์ใช้สอย
อันใดด้วยซ้ำ”
นั่นคือการปฏิเสธความสัมพันธ์กับนาง
เพียงแต่…
เจียงเสวี่ยหนิงพลันบังเกิดความแคลงใจ
เล็กน้อย และไม่รู้เพราะอะไร พอเห็นเขาโต้ตอบ
กับว่านซิวจื่อด้วยท่าทีสบาย ๆ หัวใจถึงขั้นสงบ
ลง พอสมควร เซี่ยจวีอันเป็นผู้มีแค้นใหญ่หลวง
ต้องชำระ หากแค้นยังไม่ทัน ชำระย่อมไม่เอาตัว
เข้าเสี่ยงแน่ เขาน่าจะเตรียมการมาบ้างแล้ว แค่
ประโยคตัดความเกี่ยวข้องไม่กี่ประโยคนี้ก็สมควร
พินิจพิเคราะห์ให้ดี แน่นอนว่าถ้าเจียงเสวี่ยหนิง
คิดออก ว่านซิวจื่อเองก็ต้องคิดออก
เขาจะเชื่อคำพูดไร้สาระแบบนี้ลงได้อย่างไร
ชั่วขณะนั้นจึงแค่นหัวเราะเย็นชา เอ่ยปาก
โดยไม่ไว้หน้า “เจ้ากำลัง สร้างชื่อในเมืองซินโจว
มีแนวโน้มไปในทางที่ดี แต่เพียงเพื่อคนที่ ‘ไม่มี
ประโยชน์ใช้สอย’ ‘เป็นแค่คนนอกปราศจาก
ความเกี่ยวข้อง’ เจ้ากลับเสี่ยงอันตรายมาบอก
สะบั้นสัมพันธ์ถึงลั่วหยาง ไม่คิดว่า ‘ยิ่งพยายาม
ซุกซ่อน กลับเปิดเผย’ บ้างหรือ เจ้าเป็นคนแบบ
ใดใจเรายังพอรู้ ในเมื่อกล้ามา คนเดียวย่อมคาด
ไว้แล้วสินะว่าเราจะจัดการเจ้าเช่นไร วิธีการ
จัดการคนทรยศนิกาย เจ้าเองก็เคยเห็น”
เซี่ยเวยไม่พูดอะไร
ว่านซิวจื่อจ้องเขาเขม็ง สองตามีความ
โหดเหี้ยมแผ่ซ่าน “ตอนนั้นเราช่วยชีวิตเจ้าไว้
ไม่ให้เจ้าสิ้นชีพใต้คมดาบของผิงหนานอ๋อง ผู้คน
ล้วน กล่าวว่าพระคุณเพียงหยดน้ำพึงกรุยธาร
ชดใช้ เจ้ากลับประเสริฐยิ่ง! หลาย ปีมานี้ทั้งที่เรา
ทุ่มเทจิตใจสอนสั่ง กลับกลายเป็นบ่มเพาะ
เภทภัยครั้งใหญ่ให้ตัวเองเสียได้ แทนคุณด้วยโทษ
เช่นนี้ก็ช่างสมเป็นบุตรของเซียวหย่วน ล้วน
กำเนิดจากครอกเดียวกันหมด!”
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นกระหน่ำ
สีหน้าของเซี่ยเวยไม่แสดงออก ช้อนตามอง
ตรงไปทางว่านซิวจื่อ มือที่ประสานในแขนเสื้อกำ
แน่นขึ้นชั่วอึดใจ
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนที่จะถูกยั่วยุได้ง่าย ๆ
แม้เผชิญการหยามหยันขั้นนี้ เขากลับเอ่ยแค่
ว่า “ที่ท่านช่วยเหลือข้า มิใช่เพียงคิดทิ้งหมากที่ดี
เอาไว้ตาหนึ่งเพื่ออนาคตจะได้ใช้หยามราชวงศ์
กับตระกูลเซียวหรอกหรือ หลายปีมานี้ข้าเป็น
สายให้ท่านอยู่ในราชสำนัก เป็นช่องทางส่งข่าว
ให้ทางนิกาย ล้วนชดใช้ให้หมดจดแล้ว เดิมก็เป็น
ความร่วมมือทั้งสองฝั่าย ไม่มีผู้ใดติดค้างผู้ใด ไหน
เลยจะเป็นการแทนคุณด้วย โทษได้อีก”
บทที่ 226 แสดงละครเสียหน่อย (2)
ว่านซิวจื่อเดือดดาล ตบที่เท้าแขนเก้าอี้ลุกขึ้น
ยืนทันใด ชี้หน้าด่ากราด “กล่าวได้ดีนี่ว่าไม่มีผู้ใด
ติดค้างกัน! หากหลายปีมานี้เจ้าทุ่มเททำงาน ลง
แรงแข็งขันแก่นิกายสวรรค์ของข้าก็แล้วไปเถอะ
แต่เจ้าถือเอาว่าเราไม่ถามไถ่กิจการภายในนิกาย
จึงพานคิดว่าเราตาบอดรึ เรื่องชั่วช้าที่เจ้าลอบลง
มือ เรามีอันใดบ้างไม่ทราบกระจ่าง เปลือกนอก
ทำเพื่อนิกาย ลับหลัง ลอบทำเพื่อตนเอง! ตั้งแต่
เดินทางไปเมืองหลวงสาขาทางเหนือ เจ้าเห็น
เจ้าสำนักอย่างเราอยู่ในสายตาตั้งแต่เมื่อใด ทุก
คนล้วนเป็นสุนัขรับใช้ให้ เจ้า! สายตาเจ้ายังมีเจ้า
นิกายอย่างเราอยู่หรือไม่ ยังมีบิดาบุญธรรมอย่าง
เราอยู่หรือไม่?!”
เซี่ยจวีอันในวัยเยาว์เป็นผู้มีความสามารถน่า
ทึ่งอย่างแท้จริง
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างของนิกายสวรรค์ ผู้
ใดบ้างจะเทียบได้
ตอนแรกที่ว่านซิวจื่อนำตัวเด็กผู้แบก
ความแค้นใหญ่หลวงกลับจินหลิง ไม่คิดเลยว่าเขา
จะมีความสามารถยิ่งใหญ่ปานนี้ เพียงเห็นว่าเขา
ฉลาดเกิน คน คิดอ่านลุ่มลึก ก็นึกแค่ว่านิกาย
สวรรค์จะมีผู้ช่วยอันประเสริฐที่จะ เข้าไปมีส่วน
ร่วมได้ทุกภาคส่วน ถึงกับให้เขาไปช่วยงานเผย
แผ่คำสอน ยืน ในตำแหน่งทัดเทียมกงอี๋เฉิง หวัง
ให้อีกฝั่ายเชื่อฟังคำสั่งของตนเคร่งครัด ไม่คิดว่า
เจ้าตัวจะมีแผนการใหญ่ ต่อหน้าหาข้อบกพร่อง
ไม่ได้ ในที่ลับกลับ มีใจทะเยอทะยาน ค่อย ๆ
เติบโตเป็นอสูรร้าย กระทั่งตนลองชั่งน้ำหนัก ดู
แล้วยังต้องประหวั่นอยู่สามส่วน
บุคคลที่เดิมทีคิดว่าควบคุมได้ จะทำงาน
ถวายชีวิตให้ ไม่นานกลับ กลายเป็นคมมีดแขวน
เหนือลำคอเสียอย่างนั้น เรื่องแบบนี้ใครจะไปทน
ไหวกัน
ว่านซิวจื่อชิงชังเขาเป็นที่สุด
ทว่าบัดนี้ไม่มีกงอี๋เฉิงแล้ว ทั้งยังสูญเสียเซี่ยจวี
อันไป เบื้องบนจด เบื้องล่างของนิกายสวรรค์เริ่ม
มีคนเอาใจออกหาก การระดมพลก่อกบฏเองก็
ไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวเขาสูงวัยแล้ว ถึงบำรุงร่างกายดี
อย่างไรก็ผ่านพ้นวัย โชติช่วง จิตใจเหี่ยวแห้งลง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เขาจึงยิ่งชิงชังเซี่ยจวี
อันเข้ากระดูกดำ
ถ้อยคำนี้เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว ซ้ำยังมี
อารมณ์ของการตั้ง คำถามที่หยามหมิ่นดูแคลน
แต่ถึงกระนั้นเมื่อคำว่า ‘บิดาบุญธรรม’ เข้าหู
เซี่ยเวยก็มีแต่จะกระตุ้นโทสะที่ซ่อนอยู่ในใจ ถึง
ขั้นทำให้นึกถึงวังหลวงอาบโลหิตและซากศพกอง
กันเป็นภูเขา ความสะอิดสะเอียนซึ่งฝังลึกใน
กระดูกทั่วสรรพางค์กายจึง หวนกลับคืน
ย่อมต้องหัวเราะออกมาคำหนึ่ง
เขาเอ่ยเตือนเสียงเรียบ “เจ้านิกายหลงลืม
แล้ว ยี่สิบกว่าปีก่อน เซี่ยเวยละทิ้งชื่อแซ่เก่า มี
เพียงมารดาไร้ซึ่งบิดา ถึงมีบิดาก็ถือว่าตายไปแล้ว
บุตรบุญธรรมของท่านแซ่เซียวนามติ้งเฟย บัดนี้
เสวยสุขอยู่ในเมืองหลวง ต่างหาก”
นามของคุณชายติ้งเฟย นิกายสวรรค์ใครบ้าง
ไม่รู้จัก ใครบ้างไม่เคยได้ยิน
คนในนิกายเมื่อนึกถึงก็สลดหดหู่
ผู้รับใช้บางส่วนระลึกถึงพฤติกรรมของมารใน
ร่างมนุษย์ผู้นั้นแล้ว เผลอตัวสั่นเทิ้ม อดก้มหน้า
เล็กน้อยไม่ได้
ว่านซิวจื่อได้ยินเข้าก็เหมือนเลือดลมพลัน
เดือดพล่านแทบหน้ามืด!
เจ้าเด็กบัดซบเซียวติ้งเฟยนั่น หลายปีมานี้ไร้
วิชาความรู้ สร้างความ ยุ่งยากให้ตนไม่รู้ตั้งเท่าไร
สร้างความลำบากให้นิกายสวรรค์ไม่รู้ตั้งแค่ไหน!
เขาตระหนักได้ทันที “ไอ้ลูกระยำนั่น ที่แท้
เจ้าก็จงใจคัดเลือกมา! ดี ทำได้ดีนัก!”
เซี่ยเวยไม่ปฏิเสธ เอ่ยเพียงว่า “ข้ามาตาม
สัญญาแล้ว หากเจ้านิกาย คิดพิพากษ์ความผิด
คิดกระทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น ท่านคุมขังเจียงเสวี่ย
หนิง มาตั้งหลายวัน ตอนนี้สมควรปล่อยได้แล้ว
กระมัง”
ว่านซิวจื่อหันมองเจียงเสวี่ยหนิง “รีบร้อนไป
ทำไมกัน”
เขาคลี่ยิ้มเย็นชา ยกมือส่งสัญญาณให้เหล่า
นักพรตน้อยนิกายเต๋า ข้างกาย “มาแล้วก็มา
เถอะ นิกายสวรรค์เราไม่ใช่ถ้ำเสือบึงมังกรสัก
หน่อย เพียงเชิญให้นางมาพักที่นี่หลาย ๆ วัน อยู่
เป็นเพื่อนอ่านตำราเล่น หมากล้อมคลายเหงาก็
เท่านั้น!”
นักพรตน้อยนิกายเต๋าเดินออกมาข้างหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตกใจ แม้ทราบว่าเฒ่าชรา
ชั่วร้ายใช้ตนมาข่มขู่ เซี่ยจวีอัน ทว่าเมื่อเห็น
นักพรตน้อยก้าวมาทางตนก็อดขนลุกวาบไม่ได้
ถึงกับไม่อาจข่มกลั้นความโกรธเกรี้ยวจนต้องก่น
ด่า
นางกัดฟันกล่าว “พรตมารเฒ่ามีอะไรก็พูด
มาตรง ๆ เลย มัวยืน พล่ามตั้งนานก็ไม่เห็นเรียก
ใครมาจัดการคนแซ่เซี่ยเสียที ข้าว่าไม่ใช่เขายอม
ให้เจ้าข่มขู่หรอก แต่เจ้ามีเรื่องจะร้องขอเขา
ต่างหาก! ช่างเป็นเต่าหดหัว ตัวใหญ่โดยแท้! หาก
กล้านักก็เรียกให้ใครมาลงไม้ลงมือเข้าสิ มารดา
ยิ่ง อารมณ์ร้ายอยู่ด้วย ถ้าเผลอกัดลิ้นตายเข้า ดูสิ
ว่าเจ้าจะอาศัยอะไรมา ต่อรอง!”
ว่านซิวจื่อไม่คิดว่าจะถูกสาวน้อยคนนี้เปิด
โปง สีหน้าพลันปกคลุมด้วยหมอกดำชั้นหนึ่ง
เหล่านักพรตน้อยพุ่งไปหวังจะอุดปาก
ร่างของเซี่ยเวยในที่สุดก็สั่นระริก แต่อดกลั้น
ไม่เคลื่อนไหวได้สำเร็จ เพียงกล่าวเสียงเย็น
“ห้ามแตะต้องนาง!”
เหล่านักพรตน้อยล้วนปรนนิบัติข้างกายว่าน
ซิวจื่อ แม้พวกศิษย์นิกายชั้นนอกจะไม่รู้ฝีมือของ
เซี่ยเวย แต่พวกเขาเหล่านี้ทราบชัดเจน เมื่อได้
ยิน เสียงก็แทบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ หยุดเท้าโดย
ไม่รู้ตัวแล้วมองว่านซิวจื่อ
คิ้วของว่านซิวจื่อกระตุก
คลี่ยิ้มพึงพอใจ “ปวดใจแล้ว?”
เซี่ยเวยไม่ตอบ กลับเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนฆ่ากง
อี๋เฉิงเอง”
เสียงเขาสงบนิ่งอย่างยิ่ง
ฟังผ่าน ๆ อาจรู้สึกว่ากำลังพูดเรื่องปกติ
ทั่วไปด้วยซ้ำ
แต่รอจนทุกคนตั้งสติได้และเริ่มตระหนักว่า
เขาเอ่ยสิ่งใด ก็รู้สึกเหมือนมีอสุนีบาตฟาดกลาง
ท้องทุ่ง ผ่าเปรี้ยงจนผู้คนวิงเวียนตาพร่าพราย ไม่
อยากจะเชื่อว่าเขาพูดอะไรออกมา!
ว่านซิวจื่อตกตะลึง หวนนึกไปถึงการศึกที่ทง
โจวเมื่อสองปีก่อน ในใจดุจมีความเย็นเยียบผุด
พรายต่อเนื่อง ทั้งยังตามมาด้วยความเกรี้ยว
กราด อันถาโถม!
ตัวเขาแทบระเบิด!
กงอี๋เฉิงคือแขนขาของเขา จงรักภักดีต่อเขา
ทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมเซี่ยเวย!
“เจ้าถึงกับกล้ายอมรับ!”
เสียงของว่านซิวจื่อแทบจะเค้นลอดไรฟัน
“เราว่าแล้ว คิดเอาไว้แล้ว!”
เซี่ยเวยมีท่าทีไม่สนใจผลกระทบรุนแรงจาก
ประโยคที่ตนกล่าว เอ่ย วาจาคล้ายปาระเบิดต่อ
“ข้าลงแรงให้นิกายสวรรค์ไปกี่ส่วนล้วนประจักษ์
แจ้งแก่คนทุกผู้ กงอี๋เฉิงน่ะพอมาถึงเมืองหลวงก็ชี้
มือชี้เท้าออกคำสั่ง ไม่รู้จักดีชั่ว อย่ามาโทษเลยว่า
ข้าโหดร้ายกับเขา หลังสังหารคนผู้นี้ จากเมือง
หลวงถึงจื๋อลี่สาขาของนิกายสวรรค์ล้วนตกอยู่ใน
มือข้า แสร้งทำเป็นฟังคำสั่ง ต้นสังกัด ทว่าความ
จริงหากไร้คำสั่งข้าย่อมไม่ปฏิบัติตาม บัดนี้ท่าน
ยกทัพเดินทางจากใต้ขึ้นเหนือ หากนิกายเหนือ
ร่วมประสานนอกในก็จะถล่ม เมืองหลวงได้ใน
เวลาไม่นาน เพียงแต่จังหวะไม่ดีเหลือเกิน ข้าคิด
ว่า เจ้านิกายคงไม่ยอมรามือจากข้าแน่จึงสั่งทิ้งไว้
ประโยคหนึ่งว่า หากไร้คำสั่งจากข้า ยามสู้รบให้
ยอมแพ้แก่ราชสำนัก การศึกใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว
ต่อให้อยากชำระบัญชีแค้นก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ เชื่อ
ว่าด้วยฝีมือของเสิ่นหลาง ย่อม เลือกศิษย์นิกาย
เหล่านั้นเข้าร่วมกองทัพไปก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ
คิดบัญชี”
ว่านซิวจื่อ “วางแผนได้ดี! เพื่อจะสู้กับเรา
กระทั่งกำลังของฮ่องเต้ สุนัขกับราชสำนักก็ยัง
หยิบยืมมาได้ ทะเลแค้นกลับลืมเลือนหมดสิ้น”
เซี่ยเวยกล่าว “ข้าย่อมมีใจคิดพึ่งตัวเอง ไม่ถึง
ขั้นต้องยืมจมูกผู้อื่น หายใจหรอก เดิมข้าวางแผน
ก่อการด้วยตนเอง แต่ยามนี้อยู่ใต้ชายคาเขา ก็
จำต้องก้มหัว ข้าไม่ได้ต้องการข่มขู่เจ้านิกาย
เพียงตั้งใจจะใช้เรื่องนี้ แลกเปลี่ยนให้เจ้านิกาย
ปล่อยตัวเจียงเสวี่ยหนิง การชำระหนี้แค้นย่อม
เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในใจข้า ไม่ว่าจะนำทัพ
ด้วยตนเองหรือนำทัพร่วมกับเจ้านิกาย สำหรับ
ข้าแล้วไม่ต่างกันมากนัก ขอเจ้านิกายโปรดลงมือ
โดย ละม่อม ตู้จวินไร้ความสามารถ ยินดีมอบผัง
ทัพของหูเปั่ยกับอันฮุยทั้งสองมณฑลแก่ท่านเพื่อ
ช่วยเหลือเปั้าหมายงานของนิกาย”
สมดังที่ว่า ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
เมื่อก่อนว่านซิวจื่อไว้ใจเซี่ยเวยมากก็เพราะ
ทราบชาติกำเนิดของ เซี่ยจวีอัน ทั้งยังทราบว่าใน
ใจอีกฝั่ายมีความแค้นลึกล้ำปานใด บุคคลเช่นนี้
ถูกคนในตระกูลทอดทิ้งให้เป็นหมากของราชวงศ์
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางยืนอยู่ข้างราชสำนัก และ
เพื่อที่วันหนึ่งจะได้มีโอกาสแก้แค้นก็ย่อมทุ่มเท
แรงกายแรงใจเพื่อนิกายสวรรค์
แม้ภายหลังเซี่ยเวยจะยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้
ทำอะไรถ่วงรั้งทอนกำลังของนิกายสวรรค์เป็น
พิเศษ
กระทั่งตอนนี้ก็ตามที
บทที่ 226 แสดงละครเสียหน่อย (3)
ว่านซิวจื่อเองก็มีเหตุผลมากพอให้เชื่อว่าเซี่ย
เวยคั่งแค้นราชสำนัก เข้ากระดูกดำ ทำทุกวิถีทาง
เพื่อไปถึงเปั้าหมาย ในยามที่ไม่อาจทำเอง การ
จะยอมก้มหัวให้นิกายสวรรค์ก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้
กำลังหลักของนิกายสวรรค์อยู่ทางใต้ ทาง
เหนือแม้จะมีเซี่ยเวยที่ได้ เป็นขุนนางราชสำนัก
คอยลอบบ่มเพาะศิษย์นิกาย แต่ถึงอย่างไร
กำลังคนก็ล้วนอยู่ในมือของเซี่ยจวีอัน หลังจากกง
อี๋เฉิงตายย่อมทำให้เจ้านิกายเช่น เขาเสียการ
ควบคุมทางเหนือไป
บัดนี้หากจะก่อกบฏ กำลังจะเป็นดั่งกระบอก
ไม้ไผ่รูพรุน แต่เขาก็ ทราบดีแก่ใจว่ายิ่งขึ้นไปทาง
เหนือจะยิ่งทำศึกยากเย็น หูเปั่ยกับอันฮุยก็เป็น
กระดูกแข็งแทะยาก แต่สำหรับนิกายสวรรค์ถือ
เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ถ้ายึด สองมณฑลนี้ได้จะ
เท่ากับยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง
สำเร็จ โดยเฉพาะเมืองเจียงเฉิงของหูเปั่ย ถือได้
ว่าเป็นประตูสู่เก้ามณฑล นับเป็น ชิ้นเนื้อติดมัน
จริง ๆ
ถ้าจะบอกว่าไม่หวั่นไหวก็คงประหลาดเกินไป
ทว่าถ้ายอมปล่อยเจียงเสวี่ยหนิง ในมือเขาจะ
ไม่มีเบี้ยต่อรองกับ เซี่ยจวีอันอีก แม้ยังไม่ทราบ
ว่าสตรีนางนี้ยึดครองพื้นที่ในใจอีกฝั่ายไว้เท่าใด
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยตัว
อีกทั้ง…
ถึงอย่างไรเซี่ยจวีอันก็มาแล้ว เรื่องนี้ไม่นับว่า
เกินความคาดหมายของว่านซิวจื่อ แต่เมื่อทุก
อย่างเป็นไปตามที่ตนคาดหวัง สถานการณ์ล้วน
ราบรื่น เขาก็บังเกิดความสงสัยขึ้นมา
สถานการณ์ของเซี่ยจวีอันได้เปรียบขนาดนี้กลับ
ไม่แม้แต่จะลองต่อต้าน กระทั่งทัพใหญ่ของซิน
โจวก็ตั้งทัพนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวเลยเชียวหรือ เซี่ยจวี
อันถึงกับยอมทิ้งโอกาส เสี่ยงอันตราย เข้ามาแต่
ผู้เดียวเพื่อสตรีนางหนึ่งได้จริง ๆ หรือ
ในห้องเงียบสงัด
ว่านซิวจื่อพินิจมองเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าชายผู้นี้จะ
เข้ามาในที่อันตรายตัว คนเดียว แต่ละถ้อยแต่ละ
คำล้วนแฝงท่าทีของการพลิกจากแขกกลายเป็น
เจ้าบ้าน กระทั่งประกาศว่าจะร่วมมือกับทาง
นิกายสวรรค์อย่างคาดไม่ถึง เชียวหรือนี่ ทำไม
นางรู้สึกเชื่อไม่ค่อยลงนะ…
เซี่ยเวยเองก็ไม่ได้เร่ง เพียงคอยว่านซิวจื่อ
พิจารณา
ผ่านไปเนิ่นนาน สุดท้ายว่านซิวจื่อก็ปรบมือ
กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ล้วน บอกกันว่าวีรบุรุษยากจะ
ผ่านด่านหญิงงาม เซี่ยจวีอันก็มีช่วงเวลาที่ เดือด
ดาลเพื่ออิสตรีเช่นกัน! ไม่เลว แต่ว่าเรื่องนี้เป็น
เรื่องใหญ่ ตัวเรายังต้องทบทวนให้ดี ถึงอย่างไร
พวกเจ้าทั้งสองล้วนอยู่ที่นี่ ตอนนี้เรื่องการรวม
พล ก่อกบฏยังราบรื่น ไม่ต้องรีบร้อน กลับเป็น
พวกเจ้าเสียอีกได้พบหน้าคนรักแล้ว มาเป็นเพื่อน
คุยกับเฒ่าชราเน่าเหม็นอย่างเราอยู่นานก็คงไม่
เหมาะ นัก”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกกลอกตาใส่
ว่านซิวจื่อคล้ายจะเป็นคนดีขึ้นมาทันใด โบก
มือไปรอบด้านส่งสัญญาณให้ทุกคนถอย ก่อนจะ
กล่าวกับเซี่ยจวีอันว่า “ตู้จวิน เราเองก็จะไม่สร้าง
ความลำบากแก่เจ้าแล้ว ลำบากเจ้ากับสาวน้อยผู้
นี้พักผ่อนกันก่อนสักครู่ เถิด ถือโอกาสพูดคุยกัน
ไปเสียด้วยเลย รอจนพรุ่งนี้ เราจะให้คำตอบแก่
เจ้า”
พูดจบเขาก็ยิ้มร่าเดินจากไป
คนอื่น ๆ ล้วนถอยตาม
ถึงจะบอกว่าเชิญพวกเขาพักที่นี่สักคืน แต่
สุดท้ายหลังจากนักพรตคนสุดท้ายเดินออกไป ก็
ลงกลอนประตูจากด้านนอกแบบไร้เยื่อใย เหล่า
ศิษย์ของนิกายตามทางเดินก็ไม่ได้จากไปไหน
เห็นได้ชัดว่ากำลังเฝั้าระวังทั้งสองหลบหนี
ในห้องเหลือเพียงเซี่ยจวีอันยืนอยู่กับที่และ
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งถูกมัด ติดเสา
ตอนนี้เองเจียงเสวี่ยหนิงถึงเพิ่งจะรับรู้ว่าแผ่น
หลังเปียกชุ่ม ตอนฟัง เซี่ยเวยกับว่านซิวจื่อแลก
เปลี่ยนวาจากัน นางถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นท่วมร่าง
โดยไม่รู้ตัว
บัดนี้ผู้คนจากไปแล้ว แรงกดดันจึงเบาบางลง
ถ้าไม่มีเชือกพยุงไว้ เกรงว่าคงทรุดลงไปทั้งตัว
เซี่ยเวยไม่เปล่งวาจา ก้าวเข้าไปหาแล้วช่วย
แก้เงื่อน
เจียงเสวี่ยหนิงหันมองใบหน้าอันเย็นชาของ
เขา ชั่วขณะนั้นนางพูด อะไรไม่ออก ท่ามกลาง
ช่วงเวลาอันเงียบสงบ ความเงียบลึกล้ำก็เข้า
ห่อหุ้มตัวนางทำให้นัยน์ตาแสบร้อน
คนผู้นี้กล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อนางจริงด้วย…
นางเอ่ยว่า “ท่านมันบ้าไปแล้วจริง ๆ”
เซี่ยจวีอันหลับตา นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“เจ้าไม่ได้รู้อยู่แล้วหรือ”
เชือกมัดแน่นเกินไป แค่ขยับเล็กน้อยก็ปวด
ข้อมือ
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะทีหนึ่ง แสร้งทำเป็น
เอ่ยด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย “ข้ายังนึกอยู่เลยว่า
การถูกนิกายสวรรค์ลักพาตัวเนี่ยก็ถือเป็นโอกาส
พวกมันขู่ท่าน หากท่านไม่มา การจะเก็บข้าไว้ก็
ไร้ประโยชน์ ภายหลังข้า ค่อยอาศัยลูกไม้ชั้นต่ำ
มอบข้อมูลในเมืองหลวงให้เจ้ามารพรตเฒ่านั่นไป
ก็ได้ ไม่แน่อาจเป็นวาสนาในจุดอับ สลัดหลุดจาก
การควบคุมของท่าน เช่นนั้น ก็จะได้รับอิสระแล้ว
ไม่ใช่หรือ แต่ดูท่านสิ กระทั่งสุดขอบฟั้าก็ยังไม่
ยอม ปล่อยข้าไปอีกแน่ะ”
ยามนี้ทั้งสองถูกโยนเข้ามาในที่คุมขัง นางไม่
ต้องการให้บรรยากาศตึงเครียดเกินจึงกล่าวคำนี้
ออกมา
ทว่าเซี่ยเวยไม่ได้โต้ตอบแม้แต่น้อย
เขาพยายามแก้ปมเชือก ทว่าก็แก้ไม่ออก
ทันที และเวลานี้เองถึงค่อยรู้สึกว่าปลายนิ้วที่
กำลังแกะอยู่สั่นเล็กน้อยอย่างที่จับสังเกตไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงรอตั้งนานไม่ได้ยินเขาตอบ ยัง
คิดไปว่าเขาโมโหแล้ว แต่ยามหันไปมองและ
เลื่อนสายตาลง ถึงเห็นว่าเซี่ยเวยค่อย ๆ คลาย
มือที่ กำลังเกร็ง
เพียงแต่เขาไม่ได้พูดอะไร
แกะปมเชือกต่อโดยไม่ปริปากดังเดิม
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงกลอกวน จ้องมอง
เขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “เซี่ยจวีอัน
ข้ามีเรื่องที่สงสัยอย่างยิ่ง”
เซี่ยเวยเหลือบมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงกระแอม กัดริมฝีปาก สีหน้า
เหมือนอยากขำอย่างกลั้นไม่อยู่ “ข้าเห็นตอนนั้น
ท่านก็ดูชำนาญนัก แต่ฟังเรื่องอยู่นาน ที่แท้ท่าน
ก็ ไม่เคยหลับนอนกับสตรี ยังเป็นชาย
พรหมจรรย์หรอกรึ”
“…”
เซี่ยเวยตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
แต่แล้วเมื่อรับรู้ได้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงกล่าวถึง
อะไร ใบหน้าก็แทบจะ ดำคล้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นสีหน้าเขาเป็นแบบนี้
สุดท้ายก็หลุดหัวเราะ
ท่าทางคล้ายในที่สุดก็คว้าจุดอ่อนของคนอื่น
เอาไว้ได้ ดูเหมือนไม่ได้มีความกริ่งเกรงอันใด
ท่าทางอวดดีอวดเก่งนี้ช่างน่ารังเกียจนัก!
เส้นเลือดที่ขมับของเซี่ยเวยกระตุก
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เม้มริมฝีปากบาง ๆ
แน่น เตะนางไปทีให้ สำรวมและมีมารยาทเสีย
บ้าง
เท้านั้นไม่หนักไม่เบา ทั้งยังไม่ได้ทำให้
เจ็บปวด
แม้เจียงเสวี่ยหนิงเห็นสีหน้าเหมือนอยากฆ่า
คนของเขา ทว่าไม่ได้ คิดอะไรมาก เพียงกลั้นขำ
บังคับตัวเองอย่างยากลำบาก แต่สีหน้าก็ยัง
หยอกเย้าซุกซนเช่นเดิม
ยามนี้เซี่ยจวีอันจึงค่อยก้มหน้าแก้ปมเชือกให้
นางอีกรอบ
อาการสั่นน้อย ๆ เมื่อครู่หายไปแล้ว
เขาตื่นตะลึง
ครั้นเห็นรอยเสียดสีพาดไขว้บนข้อมือของ
เจียงเสวี่ยหนิง เซี่ยจวีอัน ก็นึกย้อนถึงมุกตลกล้ำ
เส้นของนาง ชั่วอึดใจนั้นรู้สึกได้ถึงความคิดอ่าน
รอบคอบที่ไม่ได้บอกกล่าวของเจ้าตัว
เซี่ยจวีอันไหนเลยจะไม่ใช่คนที่ชัดเจนต่อใจ
ตนเอง
แวบเดียวก็รู้แล้วว่านางจงใจโพล่งมุกแบบนั้น
เพื่อคลายความตึงเครียด
แต่หนิงรองเอ๋ย เจ้าทราบหรือไม่ว่านั่นไม่ได้
เกิดจากการที่ตัวข้าเองตกอยู่ในสถานการณ์
อันตรายหรอก เป็นความหวาดหวั่นอันตกค้าง
หลังพบว่าเจ้าปลอดภัยไร้กังวลต่างหาก
ในที่สุดเซี่ยเวยก็คลายเงื่อนเชือกที่มัดนางได้
สำเร็จ
สองมือของเจียงเสวี่ยหนิงแทบไร้ความรู้สึก
ชาด้านอยู่ครู่หนึ่ง เคลื่อนไหวทีเจ็บปวดจนแทบ
จะอยากไปทักทายบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่น ของ
ว่านซิวจื่อสักรอบ
เซี่ยเวยกลับลดเสียง “รอข้าที่นี่”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน “ท่านจะไปไหน”
เซี่ยเวยไม่ตอบ ทอดสายตาหาหน้าต่างปิด
สนิททางทิศเหนือ ก้าวเท้าไปมองลอดผ่านช่อง
แยกเล็ก ๆ ออกไปด้านนอก
เจียงเสวี่ยหนิงกระวนกระวายจนไม่กล้าส่ง
เสียง
เซี่ยเวยคล้ายคิดจะเปิดหน้าต่างเพื่อทำอะไร
บางอย่าง
ทว่าเพิ่งยกมือ แววตาของเขาก็ไหววูบพร้อม
ขมวดคิ้ว หมุนตัวเดิน กลับมายืนตรงหน้าเจียง
เสวี่ยหนิง จากนั้นก็ยกนิ้วโปั้งขวาสัมผัสริมฝีปาก
บนของนาง นิ้วมืออันอบอุ่นออกแรงเล็กน้อย
คล้ายคิดจะฝากรอยอะไรไว้
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตกใจ ก่อนจะรู้สึกงุนงง
มุมปากถูกกดจนเจ็บ
นางอดถามไม่ได้ “ทำอะไรน่ะ”
ทันทีที่ริมฝีปากนุ่มนิ่มขยับจะพูด ปลายนิ้วก็
กดลง ทว่าใช้แค่นิ้วมือ กลับไม่อาจทิ้งร่องรอย
เอาไว้ง่ายดายเหมือนที่คิด นอกจากนั้นความรู้สึก
ชุ่มชื้นยังพลันปลุกความปันปั่วนในใจเขาแสน
สาหัส
นิ้วมือประทับค้างบนริมฝีปากของนาง
เซี่ยจวีอันไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าก็ก้มลงบด
จูบอย่างหนักหน่วง ทั้ง ดูดทั้งขบ ทั้งอ่อนโยนทั้ง
ดุดัน หลังจากปลดปล่อยความดุร้ายไปหลาย
คราว เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ และยอมปล่อยจน
ได้
ริมฝีปากแดงเรื่อแต่งเติมสีสันสดใสเพิ่มอีกชั้น
ทั้งยังบวมแดงเล็กน้อยจากการลงมือเกินเลย
เจียงเสวี่ยหนิงเบิกตากว้างมองเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงตั้งสติได้ นางยกมือปาดเช็ด
ริมฝีปาก ความโกรธ พวยพุ่ง แต่ก็เกรงว่าถ้าเสียง
ดังเกินไปคนด้านนอกจะได้ยิน จึงกัดฟัน กระซิบ
“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ”
เซี่ยเวยเม้มปาก ใบหูแดงเรื่อ แต่คำพูดกลับ
ตรงไปตรงมายิ่ง “แสดงละครเสียหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้างงงวย
เซี่ยเวยถูกนางจ้องจนรู้สึกแปลกประหลาดจึง
หันกายกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง เดินพลางถาม
ขึ้นมาว่า “ว่านซิวจื่อเล่าอดีตของข้าให้เจ้าฟัง
แล้ว?”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ยินดีนัก รู้สึกว่าเขาพิลึก
พิกล
นางแค่นหัวเราะ “เล่าแล้ว เล่าเยอะเลยด้วย
อะไรบำเพ็ญไม่บำเพ็ญนั่นน่ะ”
นิ้วที่กดบนบานหน้าต่างของเซี่ยเวยชะงักค้าง
หันกลับไปถามนาง “แล้วเจ้าตอบเขาไปว่า
อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงบอกโดยไม่คิดอะไร “ไม่ได้
ตอบ”
เซี่ยเวยมองนาง “ถ้าเขาหยั่งเชิงเรื่องบำเพ็ญ
นั่นอีกครั้ง เจ้าก็ตอบไป เลยว่าทำแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิง “????!”