คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 227 คราง (1)
คนผู้นี้พยายามจะทำอะไรกัน
ว่านซิวจื่อคิดจะเอาตัวนางมาข่มขู่เขาอยู่แท้
ๆ แต่เขาไม่เพียงคิดจะแก้ตัวเรื่องความสัมพันธ์
ระหว่างนางกับตนเอง ยังบอกให้นางตอบกลับไป
ว่าทั้งสองเคยบำเพ็ญคู่กันอีก
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจเอาเสียเลย
เซี่ยเวยพูดจบก็ไม่แยแสว่านางมีปฏิกิริยา
เช่นใด เบนความสนใจไปยังช่องหน้าต่างอีกครั้ง
มองอยู่เนิ่นนานครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ถอดเสื้อคลุม
แขนกว้าง หยิบมีดเล่มบางที่ติดไว้ตรงข้อมือ
ออกมา
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางก้มหน้ามองสายเชือกที่กองแทบเท้าหลัง
คลายเงื่อน ก่อนเงยมองมีดบางที่เซี่ยเวยแทงลอด
ตามช่องหน้าต่าง หางตากระตุกเล็กน้อย “ในเมื่อ
ท่านพกมีด เมื่อครู่ตอนแก้เงื่อนไฉนไม่ใช้”
ในเมื่อเอามีดมา แล้วจะเปลืองแรงไปทำไม
ตัดเลยก็ได้มิใช่หรือ
เซี่ยเวยค่อย ๆ ดันลิ่มที่ขัดหน้าต่างออก เมื่อ
เจอคำถามของนางก็ ชะงัก เงียบไปนานค่อย
ตอบว่า “ลืมน่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เรื่องอย่างนี้ยังลืมได้ ท่านนี่มันสุดยอดจริง ๆ!
เซี่ยจวีอันไม่ได้โกหก เมื่อครู่ตอนแก้เงื่อนให้
นางก็ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย จวบจนแก้สำเร็จและ
จะลงมือตามแผนถึงเพิ่งนึกได้ว่ามีมีดที่ข้อมือ
ทั้งเบื้องบนจดเบื้องล่างของนิกายสวรรค์
กล่าวกันว่าเขาเป็นคนที่ใช้สมอง
เมื่อเห็นว่าเขาเข้ามาไร้อาวุธ ตอนค้นตัวจึง
ไม่ได้ระแวดระวัง ยิ่งไป กว่านั้นมีดก็บางเฉียบ
ขอแค่เกร็งข้อมือจนกล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งตึง
ก็แทบจะกลมกลืนไม่แตกต่าง
ดังนั้นจึงพกพาเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
ครั้นผลักหน้าต่างบานไม่ใหญ่แง้มเปิดก็พอ
เห็นกระทั่งคนตรงเรือนทางด้านหลัง
เพียงแต่เรือนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งเรือนข้าง
มุมทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกำแพงลาน
เซี่ยเวยครุ่นคิดพักหนึ่งก็เอ่ยกับเจียงเสวี่ย
หนิง “ข้าจะออกไปก่อน ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอันใด
อย่าตกใจ รอข้ากลับมาสักครู่”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึง ยังไม่ทันตอบอะไร เขาก็
ผลักหน้าต่างเปิดอย่างเงียบกริบ เรียกได้ว่า
รวดเร็วไร้เสียง จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงร้องตื่น
ตระหนกและคาดไม่ถึงจากด้านนอก ทว่ายังร้อง
ไม่ทันจบก็ถูกทำให้เงียบกะทันหัน
ตามด้วยเสียงน้ำกระจายเบา ๆ
ไม่นาน ศิษย์นิกายสวรรค์ที่ยืนยามอยู่เบื้อง
นอกก็พบว่ามีสิ่งผิดปกติ ร้องลั่น “หนีแล้ว พวก
มันคิดจะหนี!”
เจียงเสวี่ยหนิงใจสั่นสะท้านทันที
ดูแล้วเซี่ยเวยเป็นคนกระทำการมีหลักมีแผน
หลังจากควงมีดฆ่าไป คนหนึ่งก็ชิงดาบที่ศิษย์
นิกายชั่วร้ายผู้นั้นพกติดตัว ก่อนจะฟันคอดาบ
หนึ่งเพื่อปกปิดรอยปาดจากมีดเล่มบางเมื่อครู่
มีคนไล่ตามมา
ทว่าศิษย์นิกายสวรรค์เหล่านี้ทราบว่าเขามี
สถานะแตกต่าง ขลาดเขลาเพียงคิดจะจับเป็น
เลยลงมือได้ไม่เต็มที่ ถูกเขาฉกฉวยจังหวะจ้วง
แทงคนละทีจนนอนกองกับพื้น
เขาลอบไปยังดงไผ่กอเล็กข้างกำแพง สะบัด
คราบเลือดบนใบดาบใส่กำแพงฝังตะวันออก ทิ้ง
รอยเท้าเอาไว้บนนั้นแต่ไม่ได้ข้ามออกไป กลับ
พลิกกายตรงต้นไหวสูงสุดทางมุมกำแพงทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
สำนักสาขาของนิกายสวรรค์นั้น ข้างนอกเวร
ยามหละหลวม ทว่า ข้างในแน่นหนา
ภายในดูเข้มงวด แต่เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของ
ทางการจึงไม่กล้าปล่อยคนออกไปเฝั้าดูแล
ภายนอกมากนักด้วยกลัวจะเปิดเผยตัวตน
นี่จึงกลายเป็นโอกาสของเขาพอดิบพอดี
“คนล่ะ?!”
“บนกำแพงมีคราบเลือด! มีรอยเท้าด้วย!”
“เร็วเข้า ต้องหนีไปแล้วแน่ คงหนีไปตาม
ถนนเส้นเหนือ!”
…
ในจวนจุดคบไฟสว่างทันใด เสียงโวยวายดัง
ระงม คนของนิกาย ตะโกนคุยกัน ทั้งยังมีคนรีบ
ไปรายงานว่านซิวจื่อ
ระหว่างนั้น เซี่ยเวยซึ่งอยู่มุมด้านนอกฝัง
กำแพงทิศตะวันออกเฉียง เหนือก็เลี้ยวไปทาง
กำแพงฝังทิศเหนืออย่างไม่รีบร้อน เดินไปได้ราว
ยี่สิบ ก้าวก็หยุดฝีเท้าแนบหูฟังเสียงความ
เคลื่อนไหวข้างใน
ทุกอย่างเป็นไปตามคาด
ครั้นรู้ว่าคนหลบหนีไปแล้ว ภายในพลัน
แตกตื่น ผู้รับผิดชอบร้อง บอกให้ผู้ถือกุญแจเปิด
ประตูเข้าไปดู ก่อนเอ่ยว่า “หนีไปคนหนึ่ง ผู้หญิง
ยังอยู่!”
ใครจะไปนึกว่าเซี่ยจวีอันที่บุกเดี่ยวเข้ามาโดย
แสดงท่าทีไม่สนใจ ความเป็นความตาย บัดนี้
กลับทอดทิ้งเจียงเสวี่ยหนิงหนีไปลำพังเสีย อย่าง
นั้น
เรียกได้ว่าปราศจากผู้ใดเตรียมใจมาก่อน
ถึงกับมีหลายคนนึกสงสัย ถ้าจะหนี ไยตอน
แรกต้องเสี่ยงขนาดนี้ ด้วย
แต่อีกฝั่ายก็เผ่นไปแล้ว หากไม่รีบจับกลับมา
เมื่อต้องเผชิญหน้าเจ้านิกายที่เดือดดาลเค้นคอก็
ไม่มีใครแบกความรับผิดชอบนี้ไหว คนเหล่านี้จึง
ไม่อาจคิดอะไรมากความ รีบออกไล่ล่าจับกุม
ส่วนใหญ่ไล่ตามจับนอก กำแพง มีไม่น้อยติดตาม
ไปค้นหาทางกำแพงทิศเหนือ คนที่เดิมเฝั้า เรือน
ข้างจึงลดลง
เซี่ยเวยได้ยินคนที่ไล่ตามเขาทยอยจากไป คิด
คำนวณรอบหนึ่งก็พลิกกายข้ามกำแพงทางเหนือ
กลับเข้ามา
ครั้งนี้เข้ามาด้านหน้าของเรือนพอดี
ศิษย์นิกายที่เหลือไว้เฝั้าเจียงเสวี่ยหนิงมีไม่
มาก ทั้งยังไม่มีใครให้ความสำคัญกับสตรีในห้อง
อย่างนางเลย บุรุษร่างกำยำน่ะมีความสามารถ
พอจะหนีได้ แต่สตรีอ่อนแอต่อให้มีครบสองมือก็
หนีไม่พ้นหรอก ความคิด หย่อนยานนี้ทำให้มี
สองคนยังไม่เข้าใจเรื่องเซี่ยเวยหนีไปกะทันหัน
ดาบของเซี่ยเวยสัมผัสหลังคอพวกเขา
ในตอนนี้เอง
เกิดเสียงตุบสองครั้ง คนร่วงลงไปกอง
รายแรกที่ถูกสังหารโลหิตท่วมทะลัก ครั้นหัน
หน้ากลับมาอย่างยากลำบากถึงพบว่าเป็นเซี่ยเวย
เบิกสองตากว้างด้วยความหวาดหวั่นทันใด แต่
โลหิตจากปากแผลไหนเลยจะยับยั้งได้ สุดท้าย
ล้มลงกับพื้นโดยไร้สุ้มเสียง ทั้งอย่างนั้น
ส่วนอีกคนตื่นตระหนกยิ่งกว่า…
ไม่ใช่ว่าหนีไปทางเหนือแล้วหรอกหรือ
ไฉนยังกลับมาอีก!
ใครตอบสนองไวจะคิดได้ว่าเป็นการส่งเสียง
บูรพาตีฝั่าประจิม[1] จงใจ ล่อเสือลงจากเขา
จากนั้นค่อยหันหลังกลับมาไล่สังหารเพื่อเข้าไป
ช่วย อิสตรีในเรือน
ทว่าสายไปแล้ว
ต่อสู้กับพวกเขาอย่างไรเสียเซี่ยเวยก็
ได้เปรียบ แม้บาดแผลตรงเอวที่ใกล้หายดีจะถ่วง
ความเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่เขาก็ลงมือสังหาร
หมดจด รวดเร็ว โจมตีจุดสำคัญ ไม่ทันให้ส่งเสียง
อะไรมากมายก็ชิงปลิดชีวิต
ดาลประตูที่ขัดไว้ถูกทำลายก่อนแล้ว
ชุดขาวราวหิมะของเซี่ยเวยชุ่มโลหิต เขาถีบ
เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาแบบไม่อยากเชื่อ
สายตา
เขาเองก็ไม่สนใจจะอธิบาย ดึงนางให้ลุกและ
เดินไปนอกลาน
ตอนนี้ศิษย์นิกายที่ไล่ตามเขาไปยังไม่กลับมา
ที่เฝั้ายามอยู่ก็ไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด ขอแค่
เขาพาเจียงเสวี่ยหนิงข้ามกำแพงทางทิศเหนือซึ่ง
อยู่ใกล้ที่สุดและเขาเพิ่งใช้ข้ามเข้ามา ก็ถือว่า
หลบหนีสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่ง
เซี่ยจวีอันสีหน้าสงบนิ่ง แต่ฝีเท้ากลับไม่ช้า
ทว่าเพิ่งจะคว้ามือของเจียงเสวี่ยหนิงพาก้าว
ข้ามประตูลาน ปลาย กระบี่ยาวคมกริบซึ่งเปล่ง
ประกายดุจหิมะก็เสือกแทงขวางทางพอดี อีกแค่
ครึ่งก้าวคงปักทะลุหว่างคิ้วของเขาไปแล้ว!
ฝั่ามือเจียงเสวี่ยหนิงชุ่มเหงื่อ ผงะสูดลม
หายใจเย็นเยียบ เมื่อเงยหน้ามองตามใบกระบี่ก็
เห็นชัดเจนว่าคนถือไม่ใช่ใครอื่น นักพรตน้อยสี
หน้า เย็นชาผู้นั้นนั่นเอง ด้านหลังคือศิษย์นิกาย
สวรรค์ที่ตั้งแถวจุดคบไฟล้อม ลานข้างเอาไว้
——————–
1. ส่งเสียงบูรพาตีฝั่าประจิม เป็นกลยุทธ์ที่
หลอกล่อศัตรูให้เฝั้าระวังผิดจุด จนถูกตี
แตกจากอีกทางหนึ่งได้ง่าย
บทที่ 227 คราง (2)
ว่านซิวจื่อก้าวเข้ามาช้า ๆ จากสุดปลายแถว
เซี่ยเวยมองเขา
ว่านซิวจื่อมือไพล่หลัง หยุดยืนนิ่ง กวาดตา
มองเซี่ยเวยรอบหนึ่ง ตามด้วยเจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่
ด้านหลังของเขา สายตาไปหยุดอยู่ตรงรอยแดง
จาง ๆ บนริมฝีปากของนาง ทั้งยังมองมือที่จับกัน
แน่นของทั้งสองคน ก่อนแค่นเสียงหัวเราะที่ไม่
ทราบเป็นการหยามหมิ่นหรือเวทนา “เรารู้อยู่
แล้วว่าเซี่ยจวีอันมีแผนการ ไม่มีทางยอมให้จับกุม
แต่โดยดี จึงคิดจะระวังปั้องกัน เจ้ามาแต่แรก ถ้า
คืนนี้เจ้าไม่ลงมือ เราก็คงนอนหลับไม่สนิท! ช่าง
เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันยิ่งนัก เห็นเป็นแก้วตา
ดวงใจจริงเสียด้วย แม้ยามประสบ เภทภัยก็ไม่
ยอมบินแยกจาก!”
เจียงเสวี่ยหนิงเมื่อได้ยินประโยคนี้ก็พลันนึก
ถึงคำว่า ‘แสดงละคร เสียหน่อย’ ของเซี่ยเวย
แม้ไม่รู้ว่าเขามีแผนและจุดประสงค์เช่นไร แต่
คล้ายเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง
พลันบังเกิดความคิดหนึ่ง กล่าวออกไปว่า “คู่
สามีภรรยาตรงไหนกัน นักพรตชั่วอย่าพูดมั่ว
ทำลายชื่อเสียงคนอื่นนะ!”
ถึงจะเอ่ยเช่นนั้น แต่แววตากลับไหววูบอย่าง
รู้สึกผิด
ว่านซิวจื่อเห็นนางเป็นแบบนี้ ไหนเลยจะเชื่อ
ว่านางกับเซี่ยเวยไร้มลทินต่อกัน
ยิ่งไม่กล้ารับก็ยิ่งมีพิรุธ
เขาคาดเดาไว้ในใจ แต่ก็ไม่ได้อยากสนใจเด็ก
สาวไม่สลักสำคัญคนหนึ่ง เพียงกล่าวกับเซี่ยเวย
ว่า “ส่งเสียงบูรพาตีฝั่าประจิม ล่อเสือลงจากเขา
วางแผนได้ดี น่าเสียดายที่สติปัญญาของเจ้ามีเรา
เป็นผู้สอนสั่งมากกว่าครึ่ง หมายอาศัยลูกไม้แค่นี้
มาหลอกลวง หรือเห็นเราเป็นคนแก่สายตาฝั้า
ฟาง แล้วจริง ๆ”
เซี่ยเวยเสมือนรู้ความผิดพลาดของตน คลาย
มือข้างที่กุมดาบและ ปล่อยลงพื้น แสดงท่าที
ยอมรับการจัดการ แต่กลับพูดเสียงเรียบ “ถ้า
ไม่ใช่เพราะบาดแผลข้ายังไม่หายดี ความ
เคลื่อนไหวชักช้ากว่ายามปกติ ต่อให้ ท่านมอง
ทะลุแผนการก็เกรงว่าจะตอบสนองไม่ทันอยู่ดี
ตอนท่านนำคน เข้ามา ข้าคงหนีไปได้แล้ว แม้
แผนการจะสำคัญ แต่จังหวะอันเหมาะสม ก็เป็น
สิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องดูว่าจะใช้แผนเช่นไร ใช้ยามใด
ใครเป็นคนใช้ ครั้งนี้ข้าเดินหมากพลาดไปก้าว
หนึ่ง ทว่าหากไม่ได้ลอง ไม่ว่าอย่างไรใจก็ยากจะ
ยอมรับ”
คำพูดนี้มีเหตุมีผล
พริบตาเดียวก็กลายเป็นนักโทษ ทั้งยังต้อง
ทำงานถวายชีวิตให้ อย่างเซี่ยเวยจะยอมทำหรือ
ต้องให้ลองแล้วพบว่าไม่ได้ผล เขาถึงค่อย
ยอมศิโรราบแต่โดยดี
ว่านซิวจื่อฟังวาจานี้แล้วมิเพียงไม่โกรธ กลับ
หัวเราะลั่น “บัดนี้นิกายสวรรค์รุ่งเรือง เรียกให้
เจ้ากลับมารับใช้เราอีกครั้งก็ไม่ถือว่าหยามหมิ่น!
เพียงแต่ตัวเจ้าเองก็ไม่ใช่คนดี ๆ ที่จะคุยอะไร
ด้วยง่ายนัก…”
สีหน้าเขาเย็นชาลงทันใด
เดิมทียังสนทนากันอย่างมากมารยาท ครั้น
เกิดเหตุคืนนี้ก็ไม่อาจ ผ่อนคลายแม้ชั่วครู่ชั่วยาม
จึงตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล “มา จับพวกมัน ไป
ขังในหอหลิงซวี เฝั้าระวังทั้งวันคืน ถ้าแมลงวัน
สักตัวบินออกมาได้ เรา จะเอาหัวของพวกเจ้ามา
แทน!”
“ขอรับ!”
ความผิดพลาดคืนนี้เป็นผลให้เหล่าศิษย์นิกาย
หลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ดีที่ในยามคับขัน หลังจากเจ้า
นิกายทราบเรื่องก็มองแผนของเซี่ยเวยออกทันที
ด้วยเหตุนี้จึงปั้องกันการหลบหนีได้
พวกเขาซึ่งตึงเครียดด้วยกริ่งเกรงความผิด
พลันขานรับตัวสั่นพร้อมกัน
คราวนี้ทั้งเซี่ยเวยและเจียงเสวี่ยหนิงต่างก็มีสี
หน้าไม่ดี
ทั้งสองถูกพาตัวออกจากเรือนข้างอย่าง
รวดเร็ว คุมขังบนชั้นสองของหอเล็กใจกลางจวน
บนล่างซ้ายขวาหน้าหลัง มีแต่เวรยามที่เฝั้า
ระวังจนแม้แต่ลมยัง พัดผ่านไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงถูกผลักเข้ามาข้างใน พอมอง
บนมองล่างก็นึกถอนใจ คราวนี้ต่อให้ติดปีกก็ยาก
จะหลบหนีแล้วจริง ๆ !
ห้องด้านบนไม่ใหญ่โตนัก
แต่เมื่อเทียบกับบริเวณที่ถูกขังไว้ก่อนหน้า ก็
ถือว่าหรูหราขึ้นหลาย ส่วน
มีโต๊ะ เตียง ถังน้ำ ฉากบังลม…
คนที่พาพวกนางมาบริภาษอย่างดุร้ายอีก
หลายคำ ก่อนปิดประตู จากไป
นอกประตูลงกลอนหลายชั้นอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใส่ใจคำด่าว่านัก มองเตียง
ในห้องแวบหนึ่งก็ไม่อาจ ข่มใจ นึกทักทายบรรพ
บุรุษของว่านซิวจื่อทั้งแปดรุ่น
เซี่ยเวยกลับเยือกเย็นอย่างยิ่ง
แผนหลบหนีที่ล้มเหลวเหมือนไม่ส่งผลอะไร
ต่อเขานัก
เขาถอดเสื้อคลุมเปือนเลือด
ดังนั้นจึงเผยให้เห็นเข็มขัดหนังรัดเอว แผ่น
หลังซึ่งหยัดตรงไปจนถึง ลำคอนั้น พอเปรียบกับ
ยามสวมชุดหลวมกว้างที่ดูหล่อเหลาพ้นโลกีย์ ก็ดู
สง่างามและสุขุมกว่าปกติมาก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็มีโอกาสถามข้อสงสัย
“ทำเช่นนี้ ท่านมีแผนอะไรกันแน่”
เซี่ยเวยตอบเสียงเรียบ “ว่านซิวจื่อนิสัยขี้
ระแวง ถ้าข้ายอมทำตามโดยไม่ก่อเรื่อง เขาต้อง
แคลงใจแน่ ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิง “ขจัดความระแวงของเขาได้
แล้วยังต้องทำอะไรอีก”
เซี่ยเวยมองนาง “ข้ามีแผนของข้า”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ชาติที่แล้วไม่เคยถูกอัดสินะ
นางสูดหายใจลึก ไม่ถามอะไรอีก สรุปได้ว่า
ถ้าไม่ถึงเวลาที่นาง มีประโยชน์ เซี่ยจวีอันก็ไม่มี
ทางเอ่ยปาก จึงแค่ถามว่า “ถ้าอย่างนั้น…ไอ้
เรื่องบำเพ็ญนั่น เพื่ออะไรกัน”
เซี่ยเวยกะพริบตา ครั้นนึกถึงคนอย่างว่าน
ซิวจื่อก็พูดเนิบช้า “การทำ ให้เขาเชื่อว่าเจ้า
พิเศษสำหรับข้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ผู้คนมักยินดี
เชื่อสิ่งที่ตนเชื่ออยู่แล้วมากกว่า เรื่องใดพวกเขา
ไม่อาจเข้าใจย่อมเคลือบแคลงอยู่ตลอด หากเจ้า
เชื่อว่ามนุษย์ในโลกนี้ปราศจากใครไม่กลัวตาย
แล้วมีหรือจะเชื่อลงว่าคนผู้หนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิต
มาช่วยคนอื่น ว่านซิวจื่อเป็นคนประเภทนั้น”
ว่านซิวจื่อเชื่อผลประโยชน์ ไม่ศรัทธา
คุณธรรม
เขาเชื่อกิเลสตัณหา ไม่ศรัทธาความรัก
ความสัมพันธ์
อยากได้ความไว้วางใจจากใคร ต้องทำเรื่องที่
คนผู้นั้นเชื่อมั่นก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจในที่สุด แต่ก็ยังรู้สึก
เหมือนมีอะไรไม่ถูกต้อง ทว่าทบทวนรอบหนึ่งก็
ยังนึกไม่ออก
ดึกแล้ว ครั้นความวุ่นวายก่อนหน้าผ่านพ้นก็
ยิ่งดึกเข้าไปใหญ่
ในห้องมีเตียงเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงจำต้องนอนกับเซี่ยเวย
ทั้งสองสวมเสื้อผ้าร่วมเตียง ใกล้ชิดกันอย่าง
ยิ่ง ไหล่ชนไหล่ มือสัมผัสมือ ศีรษะหนุนริมหมอน
แต่ละฝัง
ในห้องมืดสนิท
ไม่มีใครเคลื่อนไหว ไม่มีใครพูดจา
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบา
ของเซี่ยเวย พลันรู้สึก แปลกประหลาด การได้
นอนร่วมเตียงแบบนี้เดิมก็ใกล้ชิดอย่างยิ่ง แต่
สำหรับพวกตนกลับคล้ายไม่คิดอะไร ถึงอย่างไรก็
ใช่ว่าไม่เคยนอนด้วยกัน เพียงแต่ครั้งนั้นไม่ใช่
เตียงแบบนี้
เมื่อเผชิญความเป็นตาย ไม่ว่าถ้อยคำใดล้วน
ไร้ความหมาย
ประดุจคลื่นน้ำรุนแรงคืนสู่ความเงียบสงบ
มหาสมุทรไร้ซึ่งคลื่นใด ๆ
ชั่วขณะหนึ่ง ถึงกับชวนให้เผลอรู้สึกถึงความ
สงบสุขอันไกลห่าง
เจียงเสวี่ยหนิงเดิมคิดว่าเมื่อเผชิญเหตุการณ์
วุ่นวายนองเลือดมา ตน น่าจะต้องสงบสติ
อารมณ์อยู่นานถึงจะหลับลง แต่ไม่คิดว่าเพียง
เอนกาย ใจกลับเยือกเย็นราวกับความเป็นความ
ตายก็ไม่ใช่เรื่องแย่ขนาดนั้น
นางผล็อยหลับอย่างรวดเร็ว
กระทั่งหลับสนิทได้ครึ่งค่อนคืน ก็ถูกผลัก
ปลุกท่ามกลางความงัวเงีย
เจียงเสวี่ยหนิงแทบหลงลืมว่าตัวเองถูกจอง
จำ
ครั้นลืมตาอย่างง่วงงุนจึงเห็นเซี่ยเวยนั่งอยู่
ข้างกาย มือเขายังวางบน หัวไหล่
ชัดเจนว่าเขานั่นเองที่ผลักปลุก
นางยังไม่ตื่นเต็มตา สมองยังมึนงงหนักอึ้ง
พึมพำติดรำคาญว่า “ท่านจะทำอะไรอีก”
เซี่ยเวยถาม “เจ้าครางเป็นหรือไม่”
สติเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่กลับมา ถามออกไปว่า
“ครางอะไร”
เซี่ยเวยเห็นนางเปลือกตาหนักแทบจะปิดอีก
ครั้ง ริมฝีปากบางก็เม้มแน่น ไม่จำเป็นต้อง
อธิบายอะไรอีก เขาวางมือลงบนหัวไหล่แบบบาง
ค่อย ๆ ไล้ลงไปจนถึงช่วงเอวอันอ่อนช้อยแล้ว
หยิกแรงขึ้นทีละน้อย
เอวคนเราเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุด
เซี่ยเวยลงมือจนเจียงเสวี่ยหนิงทั้งเจ็บทั้งคัน
นางถูกหยิกก็งอตัว เปล่งเสียงแหบพร่าขึ้นจมูก
คล้ายเสียงแมวอ้อนเครือ ๆ ในลำคอ ดูทั้ง เกียจ
คร้านและชอบใจ
เขาถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
แต่คราวนี้ก็ถือว่าทำให้นางลืมตาอีกครั้ง
เซี่ยเวยหันมองประตูที่ปิดสนิทแวบหนึ่งแล้ว
กลับมาจ้องนางใหม่ ถามย้ำอีกครั้ง “เจ้าคราง
เป็นหรือไม่”
ถ้าบอกว่าเมื่อครู่คือความงงงวย ยามนี้เจียง
เสวี่ยหนิงก็นึกถึงเสียงที่ ตนเผลอร้องตอนโดน
หยิกได้แล้ว พอฟังคำถามที่คล้ายมีนัยแฝงอีกครั้ง
ในที่สุดก็ตื่นเต็มตา!
คราง…
เซี่ยจวีอันอยากให้นางครางแบบไหนกัน?!