คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 228 ชั่วฟั้าดินมลาย
นางมองเขาตาแทบค้าง
รู้แล้วว่าความรู้สึกเมื่อครู่ ตรงไหนไม่ถูกต้อง
…
การแสดงต่อหน้าว่านซิวจื่อเป็นไปเพื่อทำให้
ผู้อื่นรู้สึกว่าทั้งสองมีอะไรระหว่างกัน ดึกดื่นค่ำ
คืน ชายหญิงถูกขังด้วยกันลำพัง ทั้งยังเป็นคนรัก
ที่เคย ‘ร่วมบำเพ็ญ’ เสียด้วย มีคำกล่าวว่าจาก
กันชั่วคราวเหนือยิ่งกว่า แรกวิวาห์ ต่อให้เป็นที่
อันตรายแบบนี้ อย่างไรเสียก็นอนร่วมเตียง ถ้าไม่
มี สิ่งใดเกิดขึ้นยังจะเรียกว่า ‘มีอะไรระหว่างกัน’
ได้ด้วยหรือ
การแสดงนี้ย่อมต้องสมจริง!
เสียง ‘คราง’ ก็ย่อมต้อง…
เจียงเสวี่ยหนิงนอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าไว้ครึ่ง
ตัว ครั้นนึกถึงตรงนี้ก็ เกร็งทื่อไปทั้งร่าง
พอนางมองมาเซี่ยเวยก็รู้สึกไม่เป็นตัวของ
ตัวเองอยู่บ้าง แต่ในความมืดจะเห็นไม่ชัด ฟังแค่
เสียงไม่ออกหรอกว่ามีอะไรผิดแปลก เขาจึงยังคง
มี ท่าทางเหมือนพูดเรื่องธรรมดาสามัญ กระซิบ
ว่า “เจ้าครางหน่อย”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นเต้นอย่างน่าประหลาด
สองมือกำขอบผ้าห่มแน่น ลำคอแห้งผากอยู่
บ้าง กล่าวด้วยน้ำเสียง กังวล “จะ จะต้องเล่นให้
สมจริงขนาดนี้เลยหรือ นี่ก็ดึกดื่นล่วงเลยเที่ยงคืน
มาแล้ว ออกจะไม่ค่อย…”
มือของเซี่ยจวีอันยังสัมผัสเอวของนางไม่ขยับ
ไปไหน ตอบเสียงแผ่ว ค่อย “เชื่อฟัง อย่าบังคับ
ให้ข้าต้องลงมือ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันแช่งชักเขาในใจ
หากสองฝั่ายผูกพันสมัครรักใคร่ ให้นางคราง
ยามร่วมรักสักสองทีน่ะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ใช่
ว่านางจะทำไม่ได้ แต่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแท้ ๆ
มิหนำซ้ำยังจะให้ครางต่อหน้าคนอื่นเนี่ยนะ เรื่อง
น่าอายแบบนี้แม้แต่ ชาติก่อนนางก็ไม่เคยทำ!
อย่าว่าแต่ทำเลย แค่คิดยังอยากขุดหลุมฝังตัวเอง
แล้ว ผิวกายแดงซ่านคล้ายกุ้งสุกไปทั้งร่าง
นางรู้สึกได้ว่าเซี่ยเวยท่าทีแข็งกร้าวขึ้น ไม่ว่า
อย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ จึงได้แต่ขบริมฝีปากเบา ๆ
แสดงออกว่าไม่ยินยอม
เซี่ยเวยแม้เยือกเย็นและรู้จักควบคุมตนเอง
แต่ถึงอย่างไรก็มีชีวิตมาหลายปี จากท้องตลาดมา
จนถึงในราชสำนัก เรื่องแบบนี้ต่อให้ไม่เคยมี
ประสบการณ์ด้วยตัวเองก็พอจะทราบ เคยได้ยิน
ได้ฟังมาบ้าง
แค่คิดสักหน่อยก็รู้แล้วว่าการจะให้นาง
ร่วมมือด้วยนั้นไม่ง่าย
เขามองนางเขม็งครู่หนึ่ง “จะไม่ครางจริง ๆ
รึ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกทันทีว่าไม่ถูกต้อง
ทว่าคิดจะหลบหนีก็สายไป
บนเตียงมีพื้นที่สักแค่ไหนเชียว อีกทั้งมือของ
เซี่ยจวีอันก็วางอยู่บนเอวตลอด ไม่รอให้นางมี
ปฏิกิริยาใดมือนั้นก็หยิกอย่างไม่แรงนักอีกครั้ง
ช่วงเอวทั้งนิ่มและจั๊กจี้
นางรับไม่ไหว ได้แต่ร้องว่า “อย่า อย่าทำ
แบบนั้น” เสียงหอบหายใจอย่างยากจะควบคุม
ดัง ๆ หยุด ๆ ทั้งอยากหัวเราะ ทั้งอยากหลีกหนี
เป็นเหมือนปลาที่อยากดิ้นรนในฝั่ามือเขาแต่ก็
หลบไปไหนไม่ได้
หลังสิ้นความวุ่นวาย หน้าผากก็มีเหงื่อซึม
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็ได้ทราบว่าการไม่เชื่อ
ฟังยามตกอยู่ในมือของเซี่ยเวยเป็นเช่นไร กว่าจะ
มีโอกาสพักหายใจย่อมไม่ง่าย นางรีบคว้ามือที่
ขยับวุ่นวายของเขา เอ่ยปากยอมแพ้ปนหอบ
“เอาละ เอาละ แค่ครางก็พอสินะ”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอดสู
นัยน์ตาทั้งคู่เปียกชื้น ตาดำมีไอหมอกเลือน
ราง
เซี่ยจวีอันเพียงรู้สึกเหมือนทั่วร่างของนางเมื่อ
อยู่ในมือเขาก็กลาย เป็นบึงน้ำ อ่อนนุ่มนิ่มนวล
ชวนนึกถึงดอกซิ่งเฉิดฉันบนกิ่งก้าน
ครั้นได้ยินนางรับปาก เขาก็หยุดมือยอม
ปล่อยเอว
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ปลงตก
เซี่ยจวีอันบอกหนึ่งไม่เป็นสอง บอกว่า
ต้องการแสดงก็คือต้องการ แสดง แทนที่จะถูก
เขาจับกดกับเตียง เล่นงานจนสภาพปางตาย
หอบ หายใจฟืดฟาดและทั่วร่างสิ้นเรี่ยวแรง ไม่สู้
ทำด้วยตนเอง ใช้วิธีรวบรัด ตรงไปตรงมาอย่าง
การครางยังดีกว่า
แต่พอนางจะอ้าปาก สุดท้ายก็ยังอับอายอยู่
บ้าง จึงขบริมฝีปากกล่าวกับเขา “ท่านหันไปทาง
โน้นได้หรือไม่”
เซี่ยเวยมองนาง แล้วหมุนตัวไปด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย นางผ่อน
คลายร่างกาย เปล่ง เสียงอู้อี้ไม่ชัดเจนเบา ๆ ใน
ลำคอ ประหนึ่งเจ็บปวดแต่ก็เป็นสุข เสมือน
ล่องลอยในธารน้ำ คล้ายทานทนแทบไม่ไหว
เซี่ยเวยมองไม่เห็นเหตุการณ์ด้านหลัง เพียง
ได้ยินเสียงของนางร่าง ก็เกร็ง
ถึงรู้ว่าเหตุการณ์มิได้เป็นไปเช่นนั้น แต่ครั้น
ได้ยินเสียงนี้แล้วหลับตา ห้วงความคิดก็มีภาพที่
ไม่อาจบรรยายปรากฏว่อน ยิ่งทำให้เลือดลมระอุ
พล่าน อึดอัดคับข้อง
เสียงของนางนุ่มนวลผะแผ่ว
ยามจงใจพ่นเสียงออกจมูกก็ราวกับเป็นความ
งดงามที่ยากบรรยาย ประดุจคิดดิ้นรนทว่าไร้
เรี่ยวแรง ประหนึ่งคิดหลีกลี้แต่ก็จมดิ่ง เสียงหอบ
หายใจที่ฟังคล้ายเสียงสะอื้นยิ่งเหมือนถูกรังแก
แม้จะชวนสงสารแต่ก็ กระตุ้นความปรารถนาอัน
หยาบช้าไร้มนุษยธรรมจากก้นบึ้งของจิตใจ
ต้องการทะนุถนอมนาง ทว่าขณะเดียวกันก็ยิ่ง
อยากถลำลึก ลึกเข้าไป…
มือที่วางบนเข่าของเขากำแน่น
ตอนแรกเจียงเสวี่ยหนิงมิใคร่คุ้นเคยนัก หลัง
ร้องครางอยู่หลายรอบ เลยเริ่มชำนาญทีละน้อย
ก็แค่ส่งเสียงหลอกลวงผู้คน ก็แค่ทำอย่างไรให้ฟัง
แล้วรู้สึกดี นางจึงคอยปรับน้ำเสียงและระดับเป็น
ระยะให้รู้สึกได้ถึงห้วง อารมณ์ภายใน
หางตากวาดมองไปทางเซี่ยเวยโดยไม่รู้ตัว
ตัวเขานั่งหันหลังขัดสมาธิอยู่ฝังนอกของเตียง
แผ่นหลังเหมือนจะ หยัดตรงแข็งเกร็ง มือที่เดิม
วางหลวม ๆ บนเข่าก็เหมือนจะยิ่งออกแรงกด
ท่าทางราวกับกำลังอดทนอะไรอยู่
พอกลอกตารอบหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงก็เข้าใจ
พลันนึกอยากหัวเราะขึ้นมา
เขาเป็นคนให้นางครางแท้ ๆ บัดนี้กลับมี
ท่าทางเหมือนทนไม่ไหว เสียเอง มิใช่รนหาที่
หรอกหรือ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ถูกอีกฝั่ายรังแก
หรืออาจเป็นเพราะนึกเคียดแค้นที่ถูกออก
ความคิดสารเลวแล้วยังให้มาครางแบบนี้ ใจของ
เจียง เสวี่ยหนิงจึงคล้ายมีความคิดชั่วร้ายเริ่มเอ่อ
ทะลัก
นอกจากจะไม่ยั้ง ยังจงใจเพิ่มความเย้ายวน
ของเสียงครางเข้าไปอีก
ถึงกับค่อย ๆ ขยับเข้าไปชิดต้นคอของเขา
เปั่าลมพรูใส่ ทั้งยังส่งเสียงครวญปลอม ๆ ใน
ลำคอ “ไม่ ไม่เอานะ…”
เซี่ยจวีอันถูกลมจากปากของนางเปั่ารดจนตัว
สั่น เมื่อได้ยินเสียงนี้ สภาพอารมณ์ที่พยายาม
รักษาไว้ก็ยิ่งปันปั่วน หันหน้าขวับมาจ้องนาง
เขม็ง กลับพบว่าเจียงเสวี่ยหนิงยิ้มอยู่ด้านหลัง
ท่าทางเหมือนภูมิใจอยู่บ้างที่ลูกไม้สำเร็จ
ภายใต้เสียงครางยังเจือความยินดี
คล้ายกำลังสนุกสนาน
เนื่องด้วยก่อนนี้ถูกเขาปลุกจากห้วงฝัน ผม
เผ้าเสื้อผ้าจึงค่อนข้าง ยุ่งเหยิง คิ้วตาก็ยังแฝง
เสน่ห์ชวนให้คนต้องตื่นเต้น ริมฝีปากหอมกรุ่น
เผยอเล็กน้อย กลิ่นลมหายใจน่าดมดอมจึงกำจาย
ออกมา ช่วงคอนั้นเรียวระหง เป็นความพิลาสชด
ช้อยน่าหลงใหลจริง ๆ
เขามีหรือจะฟังไม่ออกว่านางจงใจ
คราแรกเขายังคิดว่าจะควบคุมตนเองได้ ข่ม
ใจไหว บ่มเพาะการ วางเฉย
แต่ตอนนี้ทนไม่ไหวแล้ว
หางตาของเซี่ยเวยกระตุกเล็ก ๆ สุดท้ายก็ยื่น
มือผลักให้นางล้มตัว ลงนอนบนเตียง ปิดริม
ฝีปากที่ใช้ก่อบาปของนางไว้ กล่าวอย่างเข่นเขี้ยว
เคี้ยวฟัน “พอแล้ว ไม่ต้องครางแล้ว!”
แต่ยังครางไม่ทันจบเลยนะ…
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ คิดจะกล่าว
วาจา
ทว่าริมฝีปากที่ขยับเล็กน้อยสัมผัสโดนฝั่ามือ
ของเซี่ยเวย
เขารู้สึกว่าฝั่ามือคันยุบยิบดั่งโดนเหล็กร้อน
ลวกจึงชักมือกลับทันที
ดวงตาที่จำแนกตาขาวตาดำชัดเจนคู่นั้นของ
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขา ลังเลครู่หนึ่งถึงถามหยั่ง
เชิงว่า “พอแล้วหรือ”
เซี่ยเวยไม่ตอบ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดีแก่ใจว่าเซี่ยเวยก็เป็นบุรุษ
ทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าเป็นใคร เมื่อได้ยินสตรีข้างกาย
ร้องครางแบบนี้ก็เกรงจะเป็นเรื่องยากเกินทน ได้
ยินครั้งหนึ่งก็ทรมานหนหนึ่ง แต่นางก็ไม่รู้เช่นกัน
ว่าเหตุใดจึงอยากขำ
ทว่าต่อหน้าเซี่ยเวยก็ยังคงไม่กล้าหัวเราะ
เจียงเสวี่ยหนิงกัดริมฝีปากล่างพยายามข่ม
กลั้น เอ่ยถามด้วยความ เป็นกังวล “ครางอีก
หน่อยแล้วกัน ไม่เช่นนั้นเวลาดูจะสั้นเกินไปหรือ
เปล่า…”
เซี่ยเวยได้ยินเข้า สีหน้าก็แทบดำเหมือนก้น
หม้อ!
เจียงเสวี่ยหนิงถามจบแล้วสาแก่ใจเหลือแสน
ทว่าขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงอันตรายเล็ก ๆ ทั้ง
ยังรู้ดีว่าหากแหย่เขาอีกหน่อยเท่ากับแส่หาเรื่อง
นางจึงได้แต่กลั้นขำ ค่อย ๆ ดึงผ้าห่มมาคลุมทั้ง
ใบหน้าและศีรษะ
จากนั้นเซี่ยเวยก็ได้ยินเสียงกลั้นหัวเราะ
ผ้าห่มข้างกายสั่นเป็นจังหวะเพราะเก็บ
อาการไม่อยู่ ทั้งยังทำให้เกิดเสียงเตียงลั่น
เซี่ยเวยได้แต่ทนแล้วทนอีก ทว่าไม่เคย
หงุดหงิดขนาดนี้มาก่อนเลย
บุคลิกของนักปราชญ์สุดท้ายก็ถูกนางกระตุ้น
จนระเบิดโทสะ
มือของเขาสอดเข้าไปด้านใน จับนางลาก
ออกมา
เจียงเสวี่ยหนิงที่กำลังคลุมโปงหัวเราะแทบ
ขาดใจตายพลันถูกคว้า ยังไม่ทันมีปฏิกิริยา
ตอบสนอง ริมฝีปากแฝงความร้อนเร่าก็ประกบ
ลงมา พัวพันด้วยความเดือดดาลสุดระงับ ซ้ำยัง
แฝงตัณหาอันสกปรกอยู่หลาย ส่วน ปิดคลุมกลีบ
ปากน้อย ๆ ชวนโมโหของนางมิด
ตอนแรกก็แค่คิดจะสั่งสอนให้นางรู้จักกลัว
แต่เพิ่งทำไปสองครั้งรสชาติก็เปลี่ยน รุนแรง
เร่าร้อนและเดือดพล่าน อยากจะครอบครองนาง
พิชิตนาง ให้นางกลายเป็นของตน ยิ่งคิดว่าเมื่อ
ครู่นางเพิ่งครวญครางก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกเหล่านั้น
ให้ทบทวี
จุมพิตของเซี่ยเวยค่อย ๆ เพิ่มความรุนแรง
อันยากจะปฏิเสธ
นางเผยอปากด้วยคิดต่อต้าน
ทว่ากลับกลายเป็นถูกฉวยโอกาสล่วงล้ำ
ในที่สุดก็ควานเจอลิ้น
ความนุ่มนวลหอมหวานทั้งหลายกลายเป็น
มื้ออาหารที่เขาลิ้มลอง ภายใต้พายุฝนกระโชกใน
ที่สุดก็ถักทอเป็นสายใยยากจะตัดรอน ปลายลิ้น
ของนางชาด้าน แทบจะกลายเป็นนักโทษของเขา
มึนงงจนไม่รู้ต้นสาย ปลายเหตุ มือเท้าสิ้นไร้
เรี่ยวแรง
เมื่อผละจากกัน ดวงตาดำขลับก็ปกคลุมด้วย
ไอน้ำ
ท่ามกลางความมืด สายตาสองคู่สบประสาน
ท่ามกลางความเงียบงัน ราวกับได้ยินเสียงหัว
ใจเต้นระรัวและเสียง หอบหายใจของอีกฝั่าย
ชั่วอึดใจนั้น ยาวนานตราบชั่วฟั้าดินมลาย
เซี่ยจวีอันไม่ได้ทำอะไรนางอีก เพียงจับนาง
ยัดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม ห่อแน่นแล้วโยนไปชิด
กำแพง ส่วนตนเองก็พลิกตัวหันหลังให้นาง
“นอนเถอะ”