คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 229 ไร้ยางอายถึงขีดสุด (1)
ค่ำคืนนี้ ไม่มีใครหลับสนิท
เซี่ยเวยนอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเอาผ้าห่มห่อตัวและหัน
หน้าเข้ากำแพงอยู่บน เตียงนั้น แม้บรรยากาศ
เงียบลง ใจก็ยังไม่ค่อยสงบ อาจเพราะนอนมา
ครึ่ง ค่อนคืนแล้วจึงไม่ง่วงเอาเสียเลย ครึ่งคืนหลัง
ตาค้างจวบจนรุ่งสาง เปลือกตา ค่อยหนักอึ้งจน
ผล็อยหลับไป
เมื่อถึงเวลาตื่นยามเช้า เซี่ยเวยก็ลุกขึ้นนาน
แล้ว
มองจากใบหน้าไม่ออกเลยว่าเมื่อคืนเกิดอะไร
ขึ้น ดูธรรมดาไม่มีสิ่งใดผิดปกติ กระทั่งชุด
นักพรตเปือนเลือดก็เปลี่ยนเป็นชุดสะอาด
นิกายสวรรค์ปัจจุบันดูแลเขาเหมือนดูแลแขก
นำข้าวของสำหรับ ชำระกายมาให้ครบ
หากไม่ใช่เพราะด้านล่างยังมีคนเฝั้ายาม
ตลอดเวลา เกรงว่าคนอื่น ๆ คงเข้าใจไปว่าเขายัง
เป็นตู้จวินซานเหรินในอดีต ไม่ใช่นักโทษอย่าง
วันนี้
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ
นางรู้นะว่าตนถูกนิกายสวรรค์จับเป็นตัว
ประกัน ปราศจากอิสรภาพ ย่อมไม่สมควรเกียจ
คร้าน แต่ถึงอย่างไรก็หลับไม่สนิทมาครึ่งค่อนคืน
ตอนนี้ยิ่งไร้เรี่ยวแรง ถึงขั้นปวดหัวอยู่บ้าง
นางฝืนลุกขึ้นนั่ง ทว่าไม่นานก็เอนตัวนอนลง
ไปใหม่
เซี่ยเวยมองนาง พลันรู้สึกว่าช่างเป็นภาพ
ชวนขบขันนัก ตัวคนอยู่ในผ้าห่ม มีเพียงศีรษะผม
เผ้ากระเซิงโผล่มาให้เห็น ท่าทางกลั่นแกล้งเขา
อย่างเมื่อคืนก็ไม่เหลือ เขาจึงถามนางว่า “ตื่น
แล้วหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงในผ้าห่มผงกศีรษะเล็กน้อย
หลังจากนั้นยังเสริมอีกว่า “ง่วง”
แม้จะแค่คำเดียว แต่สุ้มเสียงก็ต่างจากเดิม
เนื้อเสียงเจือความ แหบแห้งเผยความเกียจคร้าน
หน่อย ๆ เพิ่งพูดได้คำเดียวนางก็ชะงักครู่หนึ่ง
ด้วยนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขบฟันมองเซี่ยจวีอัน
อย่างหงุดหงิด
เซี่ยเวยได้ยินเสียงของนางก็ชะงัก ก่อนเบน
สายตาไปทางอื่น เอามือ บังริมฝีปากตัวเองแล้ว
กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะนอนต่อไหม”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นหัวเราะตอบ “ยังต้องให้
ท่านพูดอีกหรือ”
นางคร้านจะสนใจเขา พลิกตัวหันหน้า
กลับไปด้วยความขุ่นเคือง จากนั้นก็ห่อตัวเหมือน
ดักแด้ หลับตาไม่สนใจสถานการณ์ภายนอก
ท้องฟั้าด้านนอกสว่างไสว แสงส่องทะลุผ่าน
กระดาษขาวที่เริ่มเก่า บนหน้าต่างลงกระทบร่าง
ของนาง เรือนผมสีดำแผ่สยายข้างหมอนราวกับ
น้ำตก เซี่ยเวยเหม่อมอง เผลอคิดไปว่าห้วงเวลา
ไหลอย่างเนิบช้าตาม เรือนผมอันอ่อนนุ่ม
ทั้งที่ยังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย กลับ
รู้สึกถึงความอ่อนโยน
เขายืนอยู่ตรงนั้นสักครู่หนึ่ง ค่อย ๆ แย้มยิ้ม
แล้วเดินออกไป
ว่านซิวจื่อส่งคนมาเชิญเขาตั้งแต่เช้า
ในจวนระวังปั้องกันอย่างเข้มงวดจนดูแน่น
หนากว่าเมื่อคืน นักพรต น้อยที่นิ่งเงียบไม่พูดจา
นำทางเขาไป สาวกนิกายสวรรค์ที่เขาพบหลาย
วันนี้ไม่มีผู้ใดไม่มองมาด้วยสายตาหวาดกลัว
ครั้นถึงศาลาริมน้ำข้างทะเลสาบก็หยุดฝีเท้า
ด้านในไม่เพียงมีว่านซิวจื่อ แต่ยังมีนักพรต
น้อยรับใช้อีกหลายคน รวมถึงเหล่าผู้ดูแลสาขา
มากหน้าหลายตา บ้างสวมชุดนักพรต บ้างก็ ดู
เหมือนชาวยุทธ์ในยุทธภพ
ล้วนแล้วแต่ดูเป็นคนที่ไม่อาจจะรับมือได้
โดยง่าย
เมื่อวานว่านซิวจื่อบอกจะให้คำตอบวันนี้จึง
เรียกตัวเขามาที่นี่ เมื่อ เห็นเซี่ยเวยเดินเข้ามา
เขาก็วางถ้วยชาในมือพร้อมกล่าวว่า “เมื่อคืนได้
ฆ่าคน หลับสบายดีหรือไม่”
เซี่ยเวยระมัดระวังและรู้จักควบคุมตนเองมา
โดยตลอด มิใช่เหล่า ลูกหลานคหบดีที่เอาแต่ดื่ม
สุราเสพราคะตามใจตัวจนร่างกายกลวงเปล่า ไม่
ว่าจะเป็นกาลก่อนที่จุดโคมอ่านหนังสือดีดพิณ
ยามวิกาล หรือจะเป็น หลังจากเข้าสู่ราชสำนักที่
ต้องร่วมหารือเรื่องเร่งด่วน การอดหลับอดนอน
คืนสองคืนก็ไม่ถึงกับเกินทน สีหน้าไม่ได้แสดง
อาการอะไร
คำพูดเหน็บแนมของว่านซิวจื่อ เขาเองไม่ได้
เอามาใส่ใจ
เพียงตอบว่า “ดียิ่ง”
ดียิ่ง?
ว่านซิวจื่อใช่ว่าไร้หูตา
เมื่อคืนพอเขาลองพูดหยั่งเชิง สตรีนางนั้นก็
อับอายจนพานโกรธสวนตอบเขา ยืนกรานว่าไม่มี
สิ่งใดเกี่ยวข้องกับตู้จวิน แต่เมื่อคืนนอนร่วมเตียง
ถูกขังร่วมห้องกลับไม่เห็นคัดค้าน ตอนเช้าให้คน
ยกอ่างน้ำเข้าไป แม้ตู้จวิน จะลุกขึ้นแล้วจึงมอง
ไม่ออกว่านอนร่วมเตียงกันหรือเปล่า ทว่าเช้านี้
คนที่ยืนยามเฝั้าจับตามารายงานแล้วว่าครึ่งคืน
แรกไร้ความเคลื่อนไหว กระทั่ง ยามจื่อ ล่วงเข้า
ครึ่งคืนหลัง ก็ได้ยินว่าภายในมีเสียงบางสิ่ง
เช่นนี้ต่างหากจึงจะถูกต้อง
ตู้จวินพื้นฐานเป็นคนเคร่งขรึม รู้จักสะกด
กลั้น แต่เมื่อมีหญิงงามอยู่ ตรงหน้าในห้อง
เดียวกัน ไม่มีความเคลื่อนไหวใดสิแปลก ส่วน
เรื่องที่ผ่านไปค่อนคืนค่อยเกิดความเคลื่อนไหวก็
เข้าใจไม่ยาก ถึงขั้นเชื่อถือได้เสียด้วยซ้ำ ถึง
อย่างไรกำแพงก็มีหู ไม่มีใครอยากกระทำให้ผู้อื่น
ชมดู คนเฝั้ายามกะดึกค่อนข้างง่วงงุน สติไม่
เต็มที่ ดังนั้นหากฉวยโอกาสเวลาเช่นนี้กระทำ
เรื่อง เหลวไหลย่อมไม่มีใครรับรู้
เพียงแต่น่าเสียดาย ตู้จวินไหนเลยจะทราบ
เขากำชับไว้ตั้งแต่แรกแล้ว คนเหล่านั้นจะ
กล้าหย่อนยานได้เช่นไร
ว่านซิวจื่อไม่เชื่อเรื่องความรักผายลม ใต้หล้า
อาจมีหญิงรักเดียว ใจเดียว แต่จะมีหรือบุรุษซึ่ง
ยอมเป็นยอมตายร่วมกัน สำหรับบุรุษแล้วสตรี ก็
เป็นแค่เครื่องปลดเปลื้องอารมณ์ทางเพศ เป็น
เครื่องมือชิ้นหนึ่ง เสื้อผ้า ตัวหนึ่ง เพียงแต่บ้าง
อัปลักษณ์บ้างงดงาม บ้างหยาบกระด้างบ้าง
อ่อนโยน ก็เท่านั้น
พอหลับตาลง เป็นใครก็ไม่แตกต่าง
ถ้าไม่ใช่ด้วยเรื่องต่ำช้าเหล่านั้น บุรุษคนไหน
จะไปยินดีถกเรื่อง ความรักกับอิสตรี
ด้วยเหตุนี้ หากเซี่ยเวยไม่แตะต้องเจียงเสวี่ย
หนิงเขาคงนึกสงสัยแทน มาบัดนี้กลับเชื่ออยู่บ้าง
ว่าเซี่ยเวยหลงมัวเมาในภาพลวงของความรักไป
ชั่วครู่
เพียงแต่ว่านซิวจื่อไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำ
เหล่านั้น กล่าวเพียง “เงื่อนไขที่เจ้าว่าเมื่อคืน เรา
กับหัวหน้าสาขาทั้งหลายหารือกันแล้ว ถึงอย่างไร
เจ้า ก็อยู่ในราชสำนักมาหลายปี จะรู้เรื่องแผนผัง
การวางกำลังปั้องกันนคร ทั้งเก้าก็ไม่ใช่เรื่อง
แปลก สถานการณ์ที่นิกายสวรรค์เรากำลังเผชิญ
คือ นับแต่ลุกฮือจากจินหลิงก็บุกยึดเจียงซู เจ้
อเจียง ฝูเจี้ยน และเจียงซีทั้งสี่ มณฑล แนวโน้ม
กำลังไปได้ดี สมควรแก่เวลามุ่งสู่อุดรและประจิม
เพื่อเข้า กลืนกินดินแดนภาคกลาง หากเจ้านำ
แผนผังการวางกำลังปั้องกันของ กองทัพมามอบ
ให้จะถือเป็นการสร้างผลงานชิ้นใหญ่ เช่นนั้นกับ
แค่เรื่อง ปล่อยสตรีบอบบางนางหนึ่งไป ตัวเรา
ย่อมไม่ยืนกรานกักตัวไว้ต่อหรอก”
เซี่ยเวยมองเขา แต่ไม่ได้ตอบ
แน่นอนว่าว่านซิวจื่อก็ไม่ใช่คนคุยง่ายขนาด
นั้น จึงเปลี่ยนเรื่อง “แต่แผนผังการวางกำลัง
ปั้องกันของกองทัพ ในนิกายเราไม่มีใครทราบ
รายละเอียด ย่อมไม่อาจไปตรวจสอบความ
ถูกต้องใดล่วงหน้า ถึงเจ้าจะวาดภาพส่งเดช
ขึ้นมาหลอกสักใบ พวกเราก็ไม่มีทางแยกแยะจริง
เท็จ ทองแท้ต้องถูกไฟ หลอม มีแต่รอให้ต้องถึง
ยามศึกจริง ๆ ถึงจะทราบว่าที่เจ้าบอกมาเป็น
ความจริงหรือไม่ ถ้าตั้งใจวางหลุมพรางแล้วตัว
เราวางทัพตามแผนการของเจ้า ไม่แน่ว่าทัพเรา
อาจถูกล้างสิ้น ขาดทุนย่อยยับ เงื่อนไขนี้ ถ้าเจ้า
เป็นเราจะยอมรับปากหรือ”
หรือก็คือเขาหมายปองแผนผังการวางกำลัง
ปั้องกันของกองทัพที่ เซี่ยเวยกล่าวถึง แต่ไม่คิด
ปล่อยคนไป
แน่นอนว่าสิ่งที่ว่านซิวจื่อพูดนั้นไม่ผิด
อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำพูดอันสูงส่ง ใครบ้าง
เล่าไม่รู้ว่าเขาเก็บสตรี อย่างเจียงเสวี่ยหนิงไว้เพื่อ
ใช้เป็นจุดอ่อนบงการเซี่ยเวย ให้เซี่ยเวยเชื่อฟัง
ตลอดกาล ยามไม่มีเรื่องช่วงใช้ก็ไปไหนไม่ได้
ยามมีเรื่องให้เรียกใช้ก็ยัง นำมากดดันให้เซี่ยเว
ยทุ่มเทชีวิตให้เขาต่อ
เซี่ยเวยตอบว่า “เจ้านิกายมีอะไรก็กล่าว
ออกมาตรง ๆ เถอะ”
ว่านซิวจื่อเยาะหยัน “เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่า
เราต้องการพูดอะไร”
เหล่าผู้ปกครองนิกายสาขารอบด้านไม่มีใคร
เอ่ยขัด
บทที่ 229 ไร้ยางอายถึงขีดสุด (2)
รอยยิ้มเสแสร้งซึ่งประดับใบหน้าของว่านซิวจื่
อถูกแทนที่ด้วยสีหน้า มืดทะมึน แววตาปรากฏ
ความชั่วร้ายเล็กน้อย เอ่ยเสริมว่า “เด็กสาว นาง
นั้น ตอนนี้เราไม่มีทางยอมปล่อยหรอก แผนผัง
การวางกำลังปั้องกัน นครทั้งเก้าสำคัญเป็นที่สุด
หากผิดพลาดขึ้นมา ต่อให้เจ้าจะมีสิบหัวก็ ชดเชย
ไม่ได้ เรื่องราวมาถึงตอนนี้ เจ้าอยู่ภายใต้คมดาบ
เรา ไม่มีทางเลือก อื่นใดหลงเหลือแล้วนะ วาด
แผนผังการวางกำลังปั้องกันให้เราเสีย บางที เรา
อาจอารมณ์ดียกโทษให้พวกเจ้า แต่หากไม่ยอม
วาด หรือวาดออกมา แล้วภายหลังพบว่า
หลอกลวง ทัพหน้าประสบความปราชัยละก็
เช่นนั้นให้นางฝังร่วมไปกับเจ้าเถอะ!”
โทสะปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยเวย แววตา
เย็นเยียบ
ว่านซิวจื่อไม่ได้เร่งเร้า กลับกล่าวว่า “ถึงตา
เจ้าใคร่ครวญให้ดีแล้ว”
แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวจริง ๆ
เป็นไปตามที่ว่านซิวจื่อบอก เซี่ยเวยไม่มี
ทางเลือก
หากนำเสนอแผนผังการวางกำลังปั้องกันของ
กองทัพจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและ
เปลี่ยนเป็นทางรอดชีวิต ทว่าหากเขาต่อต้านก็คง
ต้องสูญเสียศีรษะ ไม่มีโอกาสพลิกฟืนกลับมา
คนฉลาดย่อมเลือกแบบแรก
เซี่ยจวีอันก็ย่อมเลือกหนทางแรกเหมือนกัน
ยามได้ยินเซี่ยเวยให้คำตอบยืนยัน แต่ยังเห็น
เขากำมือแน่นใต้แขนเสื้อที่ทิ้งยาวข้างตัว ว่าน
ซิวจื่อก็รู้สึกถึงความยินดีอย่างไม่เคยเป็น
ถึงเจ้าจะมีแผนการนับพันหมื่น ทว่าจะยังก่อ
คลื่นน้ำอันใดได้
เมื่อมีจุดอ่อน ก็ได้แต่ต้องถูกชักใย!
และเขาเพิ่งคว้าจุดอ่อนนี้ไว้ได้ ฉะนั้นจึงตก
อยู่ในสถานะไร้พ่าย
วันนี้ยี่สิบสามค่ำเดือนหนึ่ง เซี่ยเวยวาดผัง
การวางกำลังปั้องกันของ ฮุยโจวซึ่งอยู่ใกล้จินห
ลิงที่สุดก่อน ว่านซิวจื่อยังไม่ดูด้วยซ้ำก็ให้คนเอา
ไปส่งแนวหน้า
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเข้าร่วมทัพใหญ่
ยี่สิบกว่าปีก่อนเคยร่วมมือกับผิงหนานอ๋อง
จนประสบความพ่ายแพ้ ต้องถอยจากเมืองหลวง
ด้วยความยากลำบากแล้วหลบหนีไปทางเจียง
หนาน การที่ราชสำนักไม่เคยหยุดไล่ล่าตลอด
หลายปีทำให้ว่านซิวจื่อมีนิสัยขี้ระแวง แค่ในจินห
ลิงก็มีที่พักไม่รู้ตั้งเท่าไร
กระทั่งเซี่ยเวยในตอนนั้นก็รู้เพียงหนึ่งหรือ
สองแห่ง
พอถึงเวลาสำคัญแบบตอนนี้ แนวหน้าจะเป็น
สถานที่ที่อันตรายเสีย ยิ่งกว่าอันตราย ศึกไหน
พ่ายแพ้ คนที่เหลือรอดอาจถูกสังหารหรือจับกุม
ไม่ว่าจะเป็นทางใดว่านซิวจื่อล้วนยอมรับไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เส้นทางของเขาและกองทัพนิกาย
สวรรค์จึงตรงข้ามกัน อย่างสิ้นเชิง
นิกายสวรรค์ตั้งกองทัพจากตะวันออกไป
ตะวันตก ว่านซิวจื่อเข้าทางตะวันตกไป
ตะวันออก หากกองทัพใหญ่มาทางตะวันออก
แล้วยึดได้เมือง หนึ่ง เขาจะมุ่งหน้าไปทิศ
ตะวันออกเมืองหนึ่งเช่นกัน ถ้าปราศจาก
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน การรบเป็นไปด้วยดี จึงจะ
ไปสมทบกับทัพใหญ่เมืองใดเมืองหนึ่งระหว่าง
ทาง
ด้วยวิธีการอย่างกระต่ายสามโพรง[1]เช่นนี้
ต่อให้มีคนคิดโจมตีเขา ก็ เกรงว่าคงตามหาไม่
เจอ
การส่งสารจากลั่วหยางไปจินหลิง อาศัยม้า
เร็วจะกินเวลาสองถึง สามวัน
แนวหน้าได้รับคำสั่งจากว่านซิวจื่อแล้วว่า ขั้น
แรกให้แบ่งกำลังจาก ทัพใหญ่หกหมื่นนาย
ออกมาสองหมื่น อ้างอิงจากจุดอ่อนบนแผนผัง
การ วางกำลัง บุกโจมตีฮุยโจว กำลังทหารถูก
ส่งไปปลายเดือนหนึ่ง ครั้นถึง ต้นเดือนสองก็ได้
ยึดครองพื้นที่ พร้อมทั้งปักธงชัย ‘มหากลม
เกลียว’ ของนิกายสวรรค์
ข่าวแพร่กระจายกลับไปยังลั่วหยาง ทั้งจวน
ล้วนตื่นตัว
หมายความแผนผังการวางกำลังปั้องกันของ
เซี่ยเวยถูกต้องอย่าง ไม่ต้องสงสัย
เหมือนว่าสถานะ ‘ผู้หยั่งรู้แห่งนิกายสวรรค์’
‘ตู้จวินซานเหริน’ ใน กาลก่อนจะคืนกลับมา
ทันใด กระทั่งว่านซิวจื่อยังปฏิบัติต่อเขาอย่าง ให้
เกียรติ นอกเหนือจากไม่กล่าวถึงการปล่อยตัว
เจียงเสวี่ยหนิงแล้ว อื่น ๆ ล้วนไม่แตกต่างจาก
สมัยที่เซี่ยเวยยังอยู่ในนิกายสวรรค์
จวบจนเข้ากลางเดือนสอง ทุกคนก็เดินทาง
ไปยังทิศตะวันออก
เมื่อออกจากลั่วหยาง เมืองต่อไปก็คือสวี่ชาง
แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในสำนักสาขาของนิกาย
สวรรค์ คราวนี้เป็นอารามพรตไม่ใหญ่โตนัก
เซี่ยเวยได้รับอิสระจะเคลื่อนไหวบ้างแล้ว
อย่างน้อยตราบใดยังอยู่ ภายใต้สายตาคนอื่นเขา
ก็เดินไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องอุดอู้อยู่ในห้องทั้ง
วัน
ถึงขั้นเรียกได้ว่า หลังจากมาถึงอารามพรต
ในสวี่ชาง ขอเพียงยังอยู่ในที่พำนักและอยู่ภายใต้
สายตา ไม่ว่าจะไปไหนก็ไม่มีใครใส่ใจนัก
เพียงแต่การเฝั้าควบคุมเจียงเสวี่ยหนิงมิเพียง
ไม่ลด ตรงข้ามกลับ เข้มงวดกว่าตอนอยู่เมืองลั่ว
หยางเสียอีก แม้ดูแลให้กินดีอยู่ดี แต่เวลา
ส่วนมากไม่ให้ออกจากห้องเลยสักก้าว
เจียงเสวี่ยหนิงที่ปกติชมชอบการท่องเที่ยว
อิสระ ยามนี้แทบจะถูก กดดันจนหายใจไม่ออก
นางพูดถึงว่านซิวจื่อทีไรก็จะเป็นกลางวันด่า
ทอกลางคืนบริภาษ ตกดึกนอนเคียงเซี่ยเวยยัง
พูดอีกว่า “ตอนนี้อาศัยใต้ชายคาเรือนผู้อื่น จะไม่
ก้มหัวก็ไม่ได้ แต่สักวันหากเฒ่าชราตกอยู่ในมือ
ของท่านย่ามันเช่นข้าละก็ จะจัดการให้ลืมบรรพ
บุรุษสิบแปดโคตรไปเลย!”
เซี่ยเวยวัน ๆ อยู่ข้างนอกคอยคิดวางแผน ไม่
กล้าทำพลาดสักขั้นตอน ในหัวมีแต่ความตึง
เครียด เมื่อกลับมาได้ยินได้เห็นว่านางฉุนเฉียวจน
น่าขัน ก็อดหัวเราะไม่ได้
เพียงแต่รู้ว่าในใจของนางหม่นหมอง จึงพูด
ปลอบว่า “ใกล้แล้วละ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองค้อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงถามด้วยความลังเล
“คืนนี้ยังต้องครางอีก หรือไม่”
ช่วงหลัง ๆ ทั้งสองเรียกได้ว่าเสแสร้งแสดง
ละครจนแทบกลายเป็นจริงแล้ว กระทั่งอาบน้ำ
ยังใช้น้ำถังเดียวกัน แม้ว่านซิวจื่อจะเชื่อ
ความสัมพันธ์ ของทั้งสองเรียบร้อย ทว่าทั้งคู่ก็ไม่
กล้าผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในวันใด
วันหนึ่ง สามวันห้าวันเลยจะส่งเสียงครางสักรอบ
เซี่ยเวยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “คราง
เถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่ง
ดูเหมือนยังกังวลและลังเลอยู่บ้าง
หลายวันมานี้เซี่ยเวยได้ยินเสียงนางครางมา
หลายครั้ง
ท้ายที่สุดก็ยังต้องแสดงกันต่อไป
แต่บางทีความร้อนรุ่มก็ยังไม่ถึงขั้นจะคลายได้
จริง ๆ มิเพียงไม่คุ้นชินกับความทรมานวันแล้ว
วันเล่า ทว่ายิ่งฟังก็ยิ่งมีปฏิกิริยาจนเขามักอดไม่
อยู่ลงมือบางอย่าง อีกทั้งแต่ละครั้งยิ่งก้าวล่วงไป
ไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ก็ถึงขนาดที่นางไม่
ต้องแสร้งบีบเสียงเล็กเสียงน้อยแล้ว ทว่าถูกเขา
จัดการ จนร้องขอชีวิต อดหลั่งน้ำตาสะอื้นไห้เบา
ๆ ไม่ได้เสียแทน
แต่มันน่าอายเกินไป นางจึงไม่ยอมครางอีก
ริมฝีปากแดงปลั่งกัดนิ้วมือเรียวเล็กงดงาม
แน่น ไม่ยินยอมจะส่งเสียงนัก
ทุกครั้งในเวลาเช่นนี้ เซี่ยเวยจะยิ่งรู้สึกเข้าใจ
ตัวเองมากขึ้น
เขาเหมือนค้นพบสัญชาตญาณเลวร้ายที่ถูก
ฝังอยู่ก้นบึ้ง
ยามปกติแล้วมักกลบทับด้วยคราบนักบุญ
จวบจนบัดนี้ล้วนไหลหลั่งออกมาจากส่วนลึกของ
หัวใจที่ถูกกดเอาไว้ เขามิเพียงไม่อาจปล่อยนาง
แต่กลับต้องการจุมพิตริมฝีปาก เอานิ้วมือของ
นางออก มองดูน้ำตารินไหล จากหางตาแดงระ
เรื่อ ในที่สุดนางก็จะสิ้นเรี่ยวแรงในอ้อมแขน ส่ง
เสียง เหล่านั้นกระตุ้นให้เขาปลดปล่อยอารมณ์ใน
รูปแบบอันหื่นกระหายยิ่งกว่านี้
ครั้งล่าสุดคือสองวันที่แล้ว
คืนนั้นเห็นได้ชัดว่านางได้รับบทเรียนจากวัน
ก่อน ๆ จึงอดกลั้นเสียงครางไว้ได้มาก
แต่เขากลับสะกดยาก
อาจเพราะแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนเลวร้าย
นึกอยากจะดื่มด่ำ อยากเป็นเหมือนคนธรรมดา
ทั่วไป ท้ายที่สุดจึงเกินเลยยิ่งกว่าคนทั่ว ๆ ไป เขา
โน้มตัวไปข้างหน้า บอกเสียงแหบพร่าให้นางอม
ไว้
นางปฏิเสธ
เขาทั้งขู่ทั้งปลอบให้นางอ้าปากกลืนเล็กน้อย
แต่นางกลับก้มหน้า คายทิ้ง ยามมองตาก็แลเห็น
น้ำตาร่วงหยดจนนึกเวทนา ลงโทษด้วยการจับ
พลิกตัวแล้วให้เกร็งขาไว้ จัดการจนเสร็จเรื่องราว
วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงตื่นกลัวเป็นธรรมดา
นางรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่า การนอนข้างกายเซี่ย
เวยก็เปรียบดั่งกระต่าย ที่จะถูกสุนัขจิ้งจอกกินได้
ทุกเมื่อ ถึงขั้นฝันเห็นตอนได้พบเซี่ยเวยคราแรก
หนนั้นนางกลับมาพร้อมกระต่ายตัวหนึ่ง แล้ว
กระต่ายก็ถูกเซี่ยเวยอุ้มไป เชือด
ถ้าไม่ครางเล่าจะเป็นอย่างไร
หรือจะให้เซี่ยเวยคร่อมนาง แล้วให้เขา
จัดการเอง
อย่าว่าแต่เซี่ยเวยเลย กระทั่งตัวนางก็ยังไม่
อาจจินตนาการถึงฉากนั้น ทั้งยังคิดทีไรก็ตัวสั่น
สะท้าน
ทว่าสุดท้ายต้องยอมรับชะตา
นางคาดว่าคงจะเหมือนสองสามวันก่อน
นึกไม่ถึงว่าวันนี้เซี่ยเวยเงียบสงบเป็นพิเศษ
ไม่ขยับมือ และไม่แม้แต่ จะขยับเท้า
ครางไปได้ครึ่งเดียว นางก็งุนงงจนเผลออ้า
ปากอยากถามว่า ‘วันนี้ ท่านเป็นอะไรไปเนี่ย’
แต่คำพูดกำลังจะหลุดลอด จู่ ๆ ก็ตระหนักว่าจะ
ถามให้ได้อะไรขึ้นมา หรือคิดว่าตัวเองยังตายไม่
เร็วพอ
นางจึงรีบกลืนคำพูดกลับ
เพียงแต่เซี่ยเวยก็เปิดปากว่า “เจ้าครางต่อไป
ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุย กับเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็เข้าใจ
ส่งเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อย
เซี่ยเวยนอนลงข้างกายนาง โน้มตัวเข้าใกล้หู
และพูดเสียงทุ้มต่ำว่า “ว่านซิวจื่อเคลื่อนทัพจาก
ตะวันตกไปตะวันออก เมื่อทัพหน้ายึดได้หนึ่ง
เมือง เขาก็จะรุดหน้าไปหนึ่งเมือง จากลั่วหยาง
ไปสวี่ชางถึงจินหลิงมี ทั้งหมดไม่ถึงเก้าเมือง ต่อ
จากนี้ข้าจะให้แผนผังการวางกำลังปั้องกันต่อไป
ถ้าคิดหนีก็ต้องเป็นตอนก่อนเขาจะสมทบกับทัพ
ใหญ่ของนิกายสวรรค์ อย่างน้อย ๆ ก็ก่อนจะถึง
เมืองที่ห้า หากนับเมืองทั้งเก้ารวมถึงสวี่ชางด้วย
ก็คือหนานหยาง หรู่หนิง หลูโจว อานชิ่ง…”
——————–
1. กระต่ายสามโพรง เป็นสำนวน หมายถึงคน
เจ้าเล่ห์ที่มีทางหนีทีไล่มากมาย
บทที่ 229 ไร้ยางอายถึงขีดสุด (3)
เจียงเสวี่ยหนิงพลันตื่นตกใจ
เซี่ยเวยคิดบุกเข้าถ้ำเสือเพียงผู้เดียว แน่นอน
ว่าไม่มีทางไร้แผนการ เขากล่าวต่อ “ว่านซิวจื่อ
ยังคงเก็บข้าไว้ ก็เหมือนหาผืนหนังจากเสือ ข้า ดู
ออกว่าเมืองที่ห้า อานชิ่ง เป็นพื้นที่สำคัญ เมื่อไป
ถึงที่นั่นจะไม่อาจ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อีก
แน่นอนว่าว่านซิวจื่อก็ต้องมองออก ความ
หวาดระแวงที่เขามีต่อข้าไม่มีทางเลือนหายไป
ง่าย ๆ ย่อมคาดการณ์แผน ของข้าได้เช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงถามว่า “ท่านต้องการลงมือที่
เมืองอานชิ่งหรือ”
เซี่ยเวยพูดปนยิ้ม “ไม่ ต้องลงมือก่อนจะถึง
เมืองอานชิ่ง กระทั่งเจ้า ยังคิดออก แล้วว่าน
ซิวจื่อจะคิดไม่ได้หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงตระหนัก ว่านซิวจื่อคงคาด
คะเนได้เช่นกันว่าเซี่ยเวยไม่เลือกลงมือที่นั่นแน่ ๆ
ต้องลงมือก่อนหน้านั้นหนึ่งเมือง นั่นก็คือ…
นางกล่าวขึ้น “เมืองหลูโจว?”
เซี่ยเวยเอ่ยต่อ “ข้ากำลังเดาสิ่งที่ว่านซิวจื่
อคิด แล้วถ้าว่านซิวจื่อก็เดาได้ว่าข้ากำลังคิดอะไร
เล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงมึนงงแล้วจริง ๆ
นางยกนิ้วนับคำนวณ เมื่อพิเคราะห์จาก
สถานการณ์ ยามที่ว่านซิวจื่อ รวมกำลังกับทัพ
ใหญ่ ย่อมเป็นเวลาที่ทุกอย่างกำหนดไว้แน่นอน
แล้ว ดังนั้นหากจะลงมือต้องทำก่อนถึงเมืองที่ห้า
อย่างอานชิ่ง เรื่องนี้ว่านซิวจื่อรู้ เซี่ยเวยเองก็รู้
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเซี่ยเวยจะเลือกลงมือในเมืองที่ห้า
อย่าง อานชิ่งหรือเปล่า ว่านซิวจื่อก็จะต้องสร้าง
ความลำบากให้เขาก่อนถึงเมือง อานชิ่งเป็นแน่
อย่างช้าที่สุดต้องเป็นเมืองที่สี่อย่างหลูโจว ในเมื่อ
เซี่ยเวย คาดเดาความคิดของว่านซิวจื่อได้เช่นนี้
การจะรอให้ไปถึงเมืองหลูโจวแล้วค่อยลงมือจะ
ถือว่าสายเกินไป ควรเลือกลงมือในเมืองที่สาม
อย่างหรู่หนิง หรือก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ว่าน
ซิวจื่อเองจะคาดเดาไม่ได้เลยหรือว่า เซี่ยเวยก็
คาดเดาแผนของตนอยู่
ถ้ายังเดาใจกันต่อเช่นนี้ แล้วมันจะไปจบ
ตรงไหนกัน
นางเคร่งเครียดขึ้นมา คิดไม่ออกแล้วจึงถาม
ว่า “หากคำนวณแบบนี้ ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าต้อง
ลงมือที่เมืองถัดไปเลยหรอกหรือ หรือท้ายที่สุดก็
คือลงมือที่นี่”
เซี่ยเวยเคาะศีรษะของนางพลางกล่าว “ที่นี่
เบื้องหน้าไม่มีทหาร เบื้องหลังไม่มีโจร สองฝั่าย
ไม่ติดต่อกัน แล้วเราจะลงมือที่นี่ได้อย่างไรเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงสับสน
เซี่ยเวยเห็นนางหยุด จึงเตือนว่า “คราง
ต่อไป”
นางเหลือบตามองเขาอย่างโกรธเคือง
จากนั้นก็เปล่งเสียงครางส่ง ๆ สองคำ ถามว่า
“แล้วเลือกที่ใด”
เซี่ยเวยตาวาบประกายขณะพูดว่า “หรู่หนิง”
เมืองที่สาม หรู่หนิง?
เจียงเสวี่ยหนิงอ้าปากจะถามบางอย่าง ทว่า
ในหัวพลันนึกถึงผังเมือง ริมแม่น้ำฉางเจียง หนัง
ศีรษะจึงตึงแทบระเบิดทันที นางเบิกตากว้างมอง
เซี่ยเวย
เซี่ยเวยเพียงค่อย ๆ คลี่ยิ้ม
เมืองหลักที่อยู่ทางใต้ของหรู่หนิงไม่ใช่พื้นที่
อื่นใด แต่เป็นที่ที่ตระกูลเยี่ยนถูกเนรเทศไปตอน
นั้น…
หวงโจว!
สองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจียงเสวี่ยหนิงหรือห
ลี่ว์จ้าวอิ่นล้วนส่งเงิน ไปทางหวงโจวอย่างลับ ๆ
นางเองก็ไม่เคยถามถึงจุดประสงค์การใช้เงิน
พวกนี้
อย่างไรก็ดี ชาติที่แล้วโหยวฟางอิ๋นแอบ
ช่วยเหลือเยี่ยนหลินสร้าง กองกำลังทหาร!
ชาตินี้เงินก็ให้เหมือนเดิม แต่ตอนเยี่ยนหลินอ
อกจากหวงโจวไปที่ ชายแดน เขาก็บุกเดี่ยวลำพัง
กองกำลังรักษาชายแดนยังถูกใช้เพื่อโจมตี
ชายแดนเท่านั้น ไหนเลยจะมีร่อยรองทหารของ
ทัพหวงโจว
นางคิดมาถึงตรงนี้พลันสูดลมหายใจเย็นเยือก
หรู่หนิงใกล้หวงโจวที่สุดแล้ว หากคิดจะลงมือ
ก็นับเป็นสถานที่ที่ เหมาะสมที่สุด
แต่เงื่อนไขคือ…
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวขึ้นว่า “หรู่หนิงคือเมืองที่
สาม หากว่านซิวจื่อ เลือกลงมือก่อนถึงเมืองหรู่ห
นิงจะทำอย่างไร”
เซี่ยเวยตอบ “แผนการนี้คำนวณไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งเขาและข้าต่างก็ต้องเดิมพัน”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก “เรื่องแบบนี้ยังแข่ง
กันที่โชคได้ด้วย ถ้าหากล้มเหลว…”
เซี่ยเวยยิ้มเล็กน้อย “จะพ่ายแพ้ได้อย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกมึนงงอีกครั้ง
เซี่ยเวยบอกกล่าวแก่นางอย่างอดทน “ถ้า
ว่านซิวจื่อเลือกลงมือกับข้า ที่เมืองที่สี่ เขาย่อม
ต้องพ่ายแพ้โดยไม่ต้องสงสัย ถ้าลงมือเมืองที่สาม
เมื่อปะทะกันกับข้ามีโอกาสแพ้ชนะอย่างละครึ่ง
หากลงมือเมืองแรกหรือเมือง ที่สอง ยามที่เขาลง
มือแต่ข้าไม่ลงมือ ด้วยความเจ้าเล่ห์ของเขาก็คง
นำ ผลประโยชน์มหาศาลมาใช้หลอกล่อข้า ไม่มี
ทางสังหารทิ้ง ในขณะที่คิดว่า กุมจุดอ่อนของข้า
ได้แล้วกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนมีนิสัยละโมบขี้ระแวง
แน่นอนว่านี่ก็เป็นจุดอ่อนเช่นกัน ฉะนั้นถึงเขาจะ
เลือกเมืองแรกหรือเมืองที่สอง สำหรับข้าน่ะ แย่
สุดก็แค่ร่วมก่อการกับทัพนิกายสวรรค์เท่านั้นเอง
เดิมที ก็เป็นเรื่องบุกเมืองหลวงอยู่แล้ว ฝั่ายไหน
จะตีเข้าไปได้ก็ไม่สลักสำคัญอะไรนัก”
นี่เป็นเหตุผลหลักที่เซี่ยเวยกล้าเอาตัวเองเข้า
ไปเสี่ยง
แย่สุดก็แค่ช่วยนิกายสวรรค์รบกับราชสำนัก
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วอึ้ง
เซี่ยเวยมองมา โน้มศีรษะจุมพิตหน้าผากของ
นางเบา ๆ แววตาแฝง รอยยิ้มแห่งเล่ห์เหลี่ยม
และความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน
เขา พูดแค่ว่า “เซี่ยจวีอันอาจไม่ชนะ แต่ไม่มีวัน
พ่ายแพ้”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออก ได้แต่มองเขา
เซี่ยเวยกลับเอ่ยว่า “พอถึงเวลาลงมือจริง ๆ
สถานการณ์ต้องวุ่นวาย แน่ สาขาเมืองหรู่หนิงข้า
เคยไป อีกทั้งหัวหน้าสาขาก็เป็นลูกน้องคนสนิท
ในวันวานของกงอี๋เฉิง เขาย่อมมาหาเรื่องข้า อิง
ตามกฎนิกายแล้วต้องขึ้นแท่นบูชาฟั้าต่อหน้า
ผู้คน แท่นบูชาฟั้าเป็นแท่นบูชาที่สร้างขึ้น นับ
จากทางตะวันออกไปทางเหนือยี่สิบก้าว ตรงฐาน
จะมีห้องลับที่เตาฉินเจี้ยนซูทิ้งเอาไว้ คนนอกไม่มี
ทางรู้ ยามไปถึงเจ้าไม่ต้องสนใจผู้อื่น ถ้าเกิด
ความวุ่นวายให้ เข้าไปซ่อนในนั้นให้ดี ถ้าไม่ได้ยิน
เยี่ยนหลินหรือเตาฉินเจี้ยนซูเรียกก็อย่า ออกมา
เด็ดขาด จำได้หรือไม่”
ประกายดาบเงากระบี่แทบมาถึงตัวแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงท่องในใจเงียบ ๆ แล้วพยัก
หน้า “จำได้”
เซี่ยเวยให้นางทวนซ้ำสองครั้งถึงวางใจ ให้
นางครางไปอีกสักครู่ ก่อนเรียกให้คนนำน้ำเข้า
มา หลังจากนั้นก็ดันเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมกล่าวว่า
“ไปอาบน้ำ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงจมอยู่ในภวังค์เล็กน้อย
ตลอดหลายวันที่ผ่านมานางเหนื่อยมาก
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ออกไปไหน
เท้าไม่ได้สัมผัสดิน ตัวไม่ได้สัมผัสเหงื่อเลยสักนิด
บนร่างกายสะอาดหมดจด กระทั่งถึงบัดนี้ยังรู้สึก
ไม่อยากขยับตัว นางจึงพึมพำด้วยคิดอยาก
ผัดผ่อน “ทำไมต้องให้ข้าก่อนทุกครั้ง วันนี้ให้
ท่านก่อน หลังจากนั้นข้าค่อยอาบ”
“…”
เซี่ยเวยมองนางอย่างล้ำลึก
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงไม่เข้าใจ “ท่านไปสิ”
หางตาของเซี่ยเวยกระตุกเล็กน้อย เขายืนอยู่
ข้างเตียงมองลงมาที่นาง ในที่สุดก็พูดอย่างเยือก
เย็นว่า “หากเจ้าอยากพลั้งเผลอคลอดบุตรให้ข้า
สักคนก็ใช่ว่าไม่ได้หรอกนะ”
ให้กำเนิดบุตรอย่างนั้นหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึง นางใช้เวลา
พอสมควรถึงจะเข้าใจ
สองแก้มปรากฏสีแดงซ่าน
นางโมโหจนคว้าหมอนหลังศีรษะของตนมา
ขว้างใส่เซี่ยเวย ร้องเสียงสั่น “ไร้ยางอาย ไร้
ยางอายที่สุด”
ต่ำช้า!
ลามก!
ตอนอาบน้ำ คนผู้นี้ความจริงแล้วทำอะไรกัน
แน่?!