คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 230 ปลดมีด
คนอย่างอีกฝั่ายเอาหมอนตีก็ไม่เจ็บ เซี่ยเวยค
ว้าไว้ได้แล้ววางกลับคืน ให้นาง ยืนอยู่ด้านข้าง
พลางยกนิ้วแตะริมฝีปากตนเอง แย้มยิ้มอย่าง
อ่อนโยน
ครั้งนี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าขี้เกียจแล้ว
นางกัดฟันลุกด้วยความไม่พอใจ รีบไป
อาบน้ำหลังฉากบังลม แช่กายคนเดียวในถังที่เติม
น้ำจนเต็ม แม้นางจะรู้ว่าสิ่งที่เซี่ยเวยพูดแค่
ล้อเล่น แต่สมองก็ลืมไม่ลงและยังไม่ยอมหยุดนึก
ตาม ชั่วขณะหนึ่งถึงกับรู้สึกไปว่าผ้าเช็ดตัวบน
ขอบอ่างสกปรก การอาบน้ำกลายเป็นมิเพียงไม่
ทำให้ตัวเองสะอาด กลับนำความคิดวุ่นวายเข้า
มาในหัวสมองแทน
หลังจากเซี่ยจวีอันพูดประโยคชวนตระหนก
เหล่านั้นก็ยังคงนิ่งสงบ นั่งเล่นพิณที่เพิ่งได้มาสอง
สามวันก่อนตรงโต๊ะตัวยาวริมหน้าต่าง
ไม่ใช่พิณที่ดี
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ มีพิณสักคันได้ก็ถือ
ว่าเหล่าหัวหน้าสาขา นิกายสวรรค์ต้องการ
ประจบประแจง
คืนนั้นทั้งสองพลิกตัวไปมาจนครึ่งคืนถึง
ผล็อยหลับ
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเสวี่ยหนิงนอนตื่นสาย
เหมือนเดิม
เซี่ยเวยออกไปหารือกับว่านซิวจื่อและคน
อื่นๆ ตามปกติ
การศึกแนวหน้าคว้าชัย เป็นเหตุให้นิกาย
สวรรค์มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ผู้คนในสำนักสาขา
ต่างฮึกเหิม ถึงอย่างไรเมื่อพื้นที่มั่งคั่งทางใต้ถูกยึด
ครอง ไว้ได้ การเคลื่อนทัพรุกคืบขึ้นเหนือก็เหลือ
แค่รอเวลา พวกคนของ ราชสำนักที่ทั้งตัวมีแต่
สุรากับข้าวยัดอยู่ในร่างนั่นน่ะมีตำแหน่งแต่ไม่
ทำงานทำการ ก่อนหน้านี้ล้วนถูกจัดการจนราบ
คาบ ถอดหมวกถอดเกราะทิ้งพ่าย นับว่าไม่อาจ
ทนการโจมตีแม้เพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นทัพ
เข้มแข็งอย่างไร ต่อจากนี้คงไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
เมื่อมองแบบนี้ การบุกเข้าเมืองหลวงก็ไม่ใช่
เรื่องยาก
ครั้นถึงตอนนั้น ใต้หล้าจะเป็นของนิกาย
สวรรค์ และพวกเขาก็จะ กลายเป็นเจ้าของ
ราชวงศ์ใหม่!
หัวหน้าสาขาถกเถียงกันจนหน้าแดงคอพอง
แม้ยังคงสุภาพกับ เซี่ยเวย ทว่าอย่างไรเสียเขาก็
ยังถูกมองเป็นกึ่งนักโทษ เพียงแต่การที่ ทัพหน้า
ได้รับชัยชนะก็นับเป็นความดีความชอบ
ใครจะยอมให้ความดีความชอบเป็นของเซี่ย
เวยกัน
ก็แค่วาดแผนผังการวางกำลังปั้องกันของทัพ
มิใช่หรือ
จะว่าไปแล้ว ที่ชนะศึกได้นั้นโดยสรุปแล้วเป็น
เพราะนิกายสวรรค์ มีคนมาก ขวัญทหารทั้ง
กองทัพชวนพรั่นพรึง ลูกไม้ของเซี่ยเวยก็แค่ ‘เติม
ดอกไม้บนแพรพรรณ[1]’ เท่านั้นเอง
เป็นเหตุให้ระหว่างหารือ คนเหล่านี้จึงตบอก
ลั่น แววตาแฝงความคิดหยามหยันใต้หล้า กล่าว
ขึ้นว่า “ท่านเจ้านิกายโปรดวางใจ หลังยึดเจียงซู
และเจ้อเจียงสองมณฑลได้ย่อมมีคนนับหมื่นเข้า
ร่วมทัพของเรา ธงนิกาย เราโบกสะบัดไปยังที่ใด
ใจคนย่อมติดตามไปถึงที่นั่น ราชสำนักน่ะแค่ลม
พัดผ่านก็แตกซ่าน สิ้นความสามารถหมด
เรี่ยวแรง ท่านเจ้านิกายย่อมต้อง ได้ครองใต้หล้า
เป็นคนต่อไป!”
ว่านซิวจื่อได้ฟังก็ยินดีเป็นที่สุด
แม้จะรู้ว่าถึงอย่างไรก็แฝงคำประจบประแจง
ทว่าคนหลายหมื่น เข้าร่วมทัพก็เป็นเรื่องจริงไม่มี
ปลอม อีกทั้งราชสำนักพ่ายแพ้ขวัญทหาร แตก
ซ่านก็ไม่ใช่เรื่องโกหก ในโลกนี้มีใครบ้างเล่าไม่
ชอบฟังคำสรรเสริญ
เซี่ยเวยยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง พอได้ยินก็ไม่แสดง
ความเห็นอันใด
ใจละโมบนำมาซึ่งความตาย ก่อนตายย่อม
คลุ้มคลั่ง
คนนับหมื่นเข้าร่วมกองทัพแล้วจะทำอะไรได้
การศึกไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกินข้าวเสียหน่อย
คนธรรมดาทำมาหากินทั่วไป ใครบ้างยินดีเสี่ยง
ทิ้งศีรษะเพื่อเข้าร่วมกองทัพ เกรงว่าส่วนใหญ่จะ
เป็นผู้ลี้ภัยและโจรภูเขา ล้วนแต่มีสันดานของ
ตนเอง หากมีใครคอยควบคุมก็จะสร้างระเบียบ
ให้ ทำศึกได้ แต่หากไร้คนควบคุมหรือคุมไม่อยู่
เกรงจะมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่ รู้ว่าจะออกมาเป็น
เช่นไร
เพียงแต่คนเหล่านี้ไม่ได้ถาม เขาจึงไม่เปิด
ประเด็น
ในเมื่อด้านหน้าคือหลุม เขาย่อมปราศจาก
เหตุผลที่จะไม่รอดูพวกนั้นกระโดดลงไปมิใช่หรือ
เมื่อคืนเขาเปิดเผยแผนการกับเจียงเสวี่ยหนิง
แล้ว เหตุการณ์ช่วง ครึ่งเดือนหลังจากนี้ ล้วน
เป็นไปตามที่คาดการณ์แทบทั้งหมด
หลังถึงสำนักสาขาสวี่ชาง ทางทัพหน้าก็มีข่าว
ดีส่งมา…
กองทัพนิกายสวรรค์ยึดเมืองได้อีกครั้ง คราว
นี้ถึงกับไม่ได้รับความ เสียหายมากนัก ทหาร
รักษาเมืองไม่อาจต้านทานการโจมตีอันโหม
กระหน่ำ ในที่สุดก็เปิดประตูเมืองยอมจำนน
ศึกนี้เสริมขวัญทหารได้ยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก
ราชสำนักเป็นฝั่ายเปิดประตูเมืองยอมจำนน
นี่หมายความว่าอย่างไรเล่า
ก็หมายความว่าชื่อเสียงเกียรติภูมิทัพนิกาย
สวรรค์ของพวกตนไปถึงขั้นชนะได้โดยไม่ต้องรบ
แล้ว การบดขยี้ราชสำนักเป็นแค่เรื่องของเวลา
เท่านั้น
เนื่องจากความเสียหายไม่ใหญ่โต ดังนั้นจึง
เพียงหยุดพักชั่วขณะ กระทั่งหอบหายใจยังไม่ทัน
เสร็จสิ้นก็ยกทัพบุกเมืองต่อไป
กลศึกแบบนี้ ใครจะไปคาดคิด
เมืองต่อไปยังไม่ทันเตรียมตัว ทั้งยังไม่ได้รับ
ข่าวล่วงหน้าแม้แต่น้อย จวบจนโดนบุกถึงหน้า
ประตูแล้วเพิ่งจะมีปฏิกิริยา แน่นอนว่าสาย
เกินไป ข้าราชการท้องถิ่นล้วนถูกจับแห่ประจาน
รอบเมือง ก่อนผลักขึ้นแท่น ประหาร บั่นศีรษะ
พวกเขาทั้งหมดต่อสายตาประชาชน
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรั้งอยู่สวี่ชางสิบกว่าวัน
ก่อนจะย้ายไปหนานหยาง แต่มาหนานหยางไม่
ถึงสองวันก็ได้รับข่าวดีอีกครั้ง
เมื่อได้ยินข่าว ทุกคนในสำนักสาขาต่าง
ตื่นเต้นปรีดา!
กระทั่งว่านซิวจื่อก็อดไม่ไหว ใบหน้าแดงอิ่ม
เอิบ หัวเราะร่าต่อเนื่อง ร้องชมไม่หยุดว่าพวกเขา
ทำได้ดี ในเมื่อแนวหน้าคว้าชัยอีกครั้งก็ย่อมไม่รั้ง
อยู่หนานหยางกันนาน ตรงไปยังเมืองหรู่หนิง
ทันที
เจียงเสวี่ยหนิงล่วงรู้แผนการของเซี่ยเวยทั้ง
หมดแล้ว ตลอดการเดินทางจึงอดกังวลแทนเขา
ไม่ได้ เกรงว่าว่านซิวจื่อจะชิงลงมือก่อน
โชคดีที่ว่านซิวจื่อยังคงไม่เคลื่อนไหว
แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้ยินว่าต้องไปเมืองหรู่หนิง
หัวใจนางก็เต้นแรง เพราะเมืองหรู่หนิงคือสถานที่
ที่เซี่ยเวยเลือกแล้วว่าจะลงมือ แพ้ชนะขึ้นอยู่กับ
ที่นี่!
เพียงพริบตาก็เข้าสู่เดือนสามของเจียงหนาน
ฤดูกาลผันเปลี่ยน ต้นหลิวอ่อนช้อย
บ่ายวันนี้ ทุกคนเดินทางไปเมืองหรู่หนิง
เจียงเสวี่ยหนิงและเซี่ยเวยโดยสารรถคัน
เดียวกัน
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถม้าล้วนเป็นศิษย์
นิกายสวรรค์ แม้แต่สารถียังเป็นมือดีของฝั่ายนั้น
ทั้งสองไม่กล้าพูดอะไรโจ่งแจ้งนัก
เซี่ยเวยหยิบบันทึกทำนองเพลงพิณขึ้นมา
อ่าน
เมื่อเห็นว่าเขาสงบเพียงใด เจียงเสวี่ยหนิงก็
รู้สึกชื่นชมอย่างอดไม่ไหว ทั้งที่กำลังอยู่ใน
สถานการณ์เช่นนี้ กลับเยือกเย็นถึงขั้นอ่าน
หนังสือหน้าตา เฉย “ท่านช่างสามารถนักที่ยัง
อ่านต่อได้”
เซี่ยเวยทาบนิ้วบนขอบกระดาษที่เริ่มออก
เหลืองเบา ๆ ช้อนตามอง นางยิ้ม ๆ พร้อมตอบ
ว่า “ทุกครั้งเมื่อมีเรื่องสำคัญต้องใจสงบ ดูเจ้า
เถอะ ร้อนรนนัก”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตาใส่
เซี่ยเวยรู้ว่านิสัยนางเป็นเช่นนี้เอง แม้เห็นนาง
มองค้อนก็รู้สึกว่าแค่ แง่งอน เป็นการแสดงออก
อย่างตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งจอมปลอม ในใจ
พลันเกิดความรู้สึกโหยหาและไม่คิดยับยั้งชั่งใจ
ยื่นมือไปจับอุ้มมานั่งตัก โอบเอวบางแล้วประทับ
จูบอย่างละเมียดละไม
หากเป็นชาติก่อน เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้า
จินตนาการเลยว่าจะใกล้ชิดเซี่ยเวยได้ถึงขนาดนี้
มาบัดนี้การโอบกอดกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสีย
ด้วยซ้ำ ตอนแรกย่อมบังเกิดความรู้สึกต่อต้านไม่
คุ้นชิน แต่ในเมื่อหนีไม่พ้นและยังไม่อาจหลบ
เลี่ยง ผ่านไปเดือนกว่า ความรู้สึกระแวดระวังจึง
ค่อย ๆ เลือนหาย เริ่มจะคุ้นเคยขึ้นมา
เปรียบเสมือนการดื่มสุรา
หลายอึกแรกจะเผ็ดร้อนจนไม่ชิน ครั้น
สามแก้วห้าแก้วลงกระเพาะ ก็ซาบซ่านขึ้นมาถึง
ศีรษะและใบหน้า มึนงง วูบ ๆ วาบ ๆ ไม่รู้เหตุรู้
ผล ถึงกับอาศัยภาวะมึนเมารู้สึกได้ถึงอารมณ์
แห่งความสุขที่เรื่องราวทั้งหลายล้วนถูกปัดไป
ด้านข้าง ฟั้าดินยังสำคัญเป็นรอง
ริมฝีปากของนางกระจุ๋มกระจิ๋ม ปลายลิ้นนุ่ม
นิ่ม เมื่อถูกเขาแหย่เย้า ใบหน้าและหูก็แดงระเรื่อ
โดยไม่รู้ตัว
ถึงอย่างไรปัจจุบันก็ยังกลางวันแสก ๆ
ก่อนหน้าล้วนเป็นยามวิกาล อย่างไรเสียก็มี
ความมืดมิดเป็นดั่ง ม่านกั้นอยู่ชั้นหนึ่ง แต่เพลานี้
กลับเป็นภาวะที่ท่านมองเห็นข้าชัดเจน ข้า
มองเห็นท่านกระจ่าง หน้าต่างรถม้าถูกลมพัดจน
สะบัดเลิกขึ้นเป็นระยะ ทำให้แลเห็นกีบม้าที่ควบ
อยู่และชายเสื้อที่ห้อยลงมาของศิษย์นิกายนอก
หน้าต่าง
แม้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะหนังหน้าหนา แต่ไม่
กล้าทำตามอำเภอใจในที่แบบนี้หรอก
พอเห็นว่าเซี่ยเวยเริ่มจะเลยเถิด นางก็อด
ถลึงตาไม่ได้
เขาหัวเราะออกมา เอนตัวพิงนางแล้วค่อย ๆ
ลดมือ เพียงตระกอง กอดไว้ในอ้อมแขนและพิง
หลังกับผนังด้านหลังของรถม้า ดวงตาเขาเคลื่อน
มองม่านของรถที่ขยับเป็นครั้งคราว ส่วนลึกใน
นัยน์ตากลับไม่ได้ผ่อนคลายอย่างท่าทีที่แสดง
ใกล้เข้าเมืองหรู่หนิงแล้ว
ท้องฟั้าเริ่มมืดลงทีละน้อย
เจียงเสวี่ยหนิงขมวดคิ้วเล็ก ๆ เช็ดชาดตรง
มุมปากที่เปือนเลอะ คิดว่าเซี่ยจวีอันจะรู้สึกอับ
อายกับสิ่งที่ทำไปเมื่อครู่อยู่บ้าง แต่เขากลับเส
แสร้งได้ เก่งกาจ ยากมากที่คนจะมองออก
ประหนึ่งว่าตอนนี้เขาคุ้นชินมองเป็น เหมือนเรื่อง
กินข้าวดื่มน้ำตามปกติ
นางสบถกับตัวเอง ไม่สนใจเซี่ยเวยอีก
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยช้อนตาแล กลับเห็นเขา
ก้มศีรษะปลดมีดลับซึ่งติดอยู่บนข้อมือ
ตั้งแต่คืนนั้นที่ฆ่าคนในลั่วหยาง มีดเล่มบางก็
ถูกเซี่ยเวยซ่อนไว้ไม่ให้ ใครเห็นอีก มิหนำซ้ำวัน
นั้นหลังจากฆ่าคนยังกรีดบาดแผลเพิ่มให้ลึกขึ้น
คนของนิกายสวรรค์เองก็ไม่ได้สืบจริงจัง ทำให้ไม่
อาจดูความแตกต่างของบาดแผลได้โดยง่าย
เข้าใจกันว่าคนถูกสังหารด้วยดาบที่เขาชิงไป
ตั้งแต่ หัวจดหางไม่มีใครสงสัยเลยว่าบนร่างเขามี
มีดเล่มหนึ่ง!
เมื่อเห็นเขาปลดมีดออกมาตอนนี้ หนังตา
ของเจียงเสวี่ยหนิงก็กระตุก
อย่างไรก็ตามหลังจากปลดมีด เขาก็เรียกให้
นางยื่นมือมา
นางไม่เข้าใจ
เซี่ยเวยเม้มริมฝีปาก กะพริบตาทีหนึ่ง ดึง
ข้อมือนางไปผูกมีดเล่มบางเอาไว้อย่างระมัดระวัง
พลางพูดว่า “สถานการณ์จะเป็นเช่นไรไม่อาจรู้
หากเกิดความวุ่นวาย ข้าก็ไม่สามารถดูแลทั้งหมด
ได้ เวลาผ่านไปหลายปีแล้ว ห้องลับอาจเกิดเรื่อง
เหนือความคาดหมาย”
แววตานั้นเคลือบเงาชั้นหนึ่ง
เขาไม่พูดอะไรต่อ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันงุนงงเล็กน้อย มองเขา
แล้วก็ก้มหน้าช้า ๆ ทอดสายตามายังมีดตรง
ข้อมือ ค่อย ๆ สัมผัสพลางถามอย่างเลื่อนลอย
“ให้มีดข้าทำไม”
เซี่ยเวยรู้สึกว่าท่าทางของนางดูประหลาดอยู่
บ้าง
ตอบไปว่า “มีมีดติดตัวย่อมดีกว่าสองมือ
เปล่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นยัง ปั้องกันตัวได้ ถึงจะไม่รู้
วิธีใช้ แต่มีติดไว้ก็ดีกว่า”
แล้วจึงถามต่อ “เป็นอะไรไป”
ในตอนนี้ดวงตาของเจียงเสวี่ยหนิงเริ่มพร่ามัว
จากนั้นน้ำตาก็ไหล พราก
ชาติก่อน เซี่ยเวยก็ให้คนส่งมีดสั้นมาเช่นกัน
เพียงแต่วางไว้บนถาดเคลือบ
ขันทีที่นำมาไม่กล้าพูดอะไรมากความ เพียง
กล่าวว่าราชครูเซี่ยเลือก มาให้แก่นาง ยามนั้นทั้ง
เชื้อพระวงศ์และราษฎรต่างประณามว่านาง ผิด
ประเวณีทำเสียเกียรติ เนื่องด้วยเยี่ยนหลินเข้าอ
อกตำหนักของนางบ่อยครั้ง จึงถูกกล่าวหาว่าเป็น
นารีก่อเภทภัย สร้างเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน
พวกเขาจึงต้องการให้นางฝังร่างไปพร้อมฮ่องเต้
องค์ก่อน…
แต่นางทำอะไรได้ด้วยหรือ
เยี่ยนหลินข่มเหงนาง ส่วนนางไร้เรี่ยวแรงจะ
ต่อต้าน หลังจาก ใคร่ครวญแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่า
จะซื้อตัวขันทีน้อยตำหนักเฉียนชิงเพื่อให้ ปล่อย
นางเข้าไปจนได้ นางหมายจะขอรับการปกปั้อง
จากเขาประหนึ่งคว้าฟางเส้นสุดท้าย
ต่อให้ต้องลดตัวเสื่อมเกียรติ เสนอตัวหลับ
นอนกับผู้อื่นก็ตาม
ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้นได้ยินว่าขันทีผู้นั้นถูกลงโทษ
ครั้นถึงยามพลบค่ำก็มีคนนำมีดสั้นมาให้
มีดสวมฝักประดับอัญมณี วิจิตรอย่างยิ่ง แต่
แสงสายัณห์ราวกับโลหิต พอฉาดฉายบนปลาย
เย็นเยียบกลับยิ่งชวนหนาวเหน็บเข้ากระดูก
ภายหลังนางก็ปลิดชีวิตตนด้วยมีดเล่มนั้น
เขากับเยี่ยนหลินต่างยืนอยู่นอกตำหนัก…
เซี่ยเวยเห็นนางร้องไห้ก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ยก
มือช่วยเช็ดน้ำตา
แต่ถึงกระนั้นหยดน้ำตาก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
นางใช้เวลาสักพักกว่าจะดีขึ้น ซุกซบใบหน้า
ในอ้อมแขนตนเอง หลับตาทั้งสองแน่นพลาง
กระซิบเสียงแหบแห้งว่า “ข้าไม่เป็นอะไร”
ดวงอาทิตย์ด้านนอกคล้อยต่ำ รถม้าคลาคล่ำ
ในที่สุดก็มาถึงเมือง หรู่หนิง
——————–
1. เติมดอกไม้บนแพรพรรณ เป็นสำนวน
หมายถึงทำสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงาม
ยิ่งขึ้นหรือทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น