คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 24 ปฏิบัติต่างกัน (1)
คราวนี้ก็มาครบทั้งสิบสองคนแล้ว
เซียวซูอยู่กลางกลุ่ม เป็นผู้นำโดยปริยาย
อย่างไม่ต้องสงสัย นางเพิ่งเดินเข้ามาสายตาของ
ทุกคนก็ไปอยู่ที่ร่างนางแล้ว นอกจากความอิจฉา
ยังแฝงความหวั่นเกรงและยอมจำนนอยู่เล็กน้อย
และมีหลายคนเป็นฝั่ายเข้าไปทักทาย
เซียวซูไม่ได้เลอะเลือน ผงกศีรษะรับทีละคน
ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
มีเพียงขณะที่มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเท่านั้น
มุมปากนางถึงยกขึ้นเล็กน้อย
ขณะนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ได้แสดงการคารวะ
ทักทาย ทว่านางกลับผงกศีรษะให้มาแต่ไกล ถือ
เป็นการทักทายแล้ว ดูท่าทางคล้ายจะเป็นมิตร
ทั้งยังแฝงการยอมรับบางอย่างเอาไว้ด้วย
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงตื่นตะลึงเพราะได้รับ
ความชื่นชอบอย่างคาดไม่ถึงไปแล้ว
ทว่าครั้นอยู่ในสายตาเจียงเสวี่ยหนิง ท่าที
เช่นนี้ของเซียวซูกลับกอปรด้วยความสูงส่งเหนือ
ผู้ใดของคนที่เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ไม่ใช่การ
แสดงมิตรภาพอย่างเสมอภาคกัน แค่เพราะอีก
ฝั่ายรู้สึกว่านางเป็นที่ถูกพระทัยองค์หญิงใหญ่ ถึง
พลอยถูกใจนางไปด้วยเท่านั้น ไม่ได้ถือเป็นจริง
เป็นจังอะไร
เซียวซูมีนิสัยเช่นนี้เอง
ชาติตระกูลยิ่งใหญ่ ผู้อื่นล้วนใฝั่ฝันทั้งชาติ
อยากจะได้มา นี่เป็นสิ่งที่นางครอบครองมาแต่
ครั้งเยาว์วัยแล้ว เรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจมีน้อยครั้งนัก นี่
จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ยามนางเผชิญหน้าผู้คนและ
เรื่องราวต่าง ๆ ล้วนมีท่าทีสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด
หรือแม้กระทั่งยามเผชิญหน้าเชื้อพระวงศ์ก็ยังคง
รักษาท่าทีซึ่งทั้งไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่
ถ่อมตัวเกินจนดูต้อยต่ำ แต่สำหรับผู้ใดก็ตามที่ไม่
อาจส่งผลคุกคามนางได้ ต่อให้อีกฝั่ายจะเสีย
มารยาทกับนางเหลือแสน นางก็ยังผ่อนคลาย
สบายอารมณ์ ไม่มีวันบันดาลโทสะเด็ดขาด
เพราะทุกคนที่อยู่เบื้องล่างล้วนไร้คุณสมบัติ
จะสนทนากับนาง
มีเพียงตอนที่นางรู้สึกว่ามีผู้ใดซึ่งอาจส่งผล
คุกคามต่อตนเองได้เท่านั้น ถึงจะเผยเขี้ยวเล็บ
เจียงเสวี่ยหนิงเคยสู้รบปรบมือกับคนผู้นี้ใน
ชาติก่อน
สมัยนั้นเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ได้เป็นฮองเฮา
นางจึงยังพยายามเอาอกเอาใจเสิ่นเจี้ยอยู่บ้าง แม้
ว่าเสิ่นเจี้ยอาจไม่ได้มีใจให้นางอย่างแท้จริง แต่ผู้
ใดบ้างเล่าไม่ชอบให้หญิงงามมาประจบเอาใจ
ช่วงนั้นนางจึงยังพอนับว่า ‘ได้รับความโปรด
ปราน’
ทว่าครั้นเสิ่นเจี้ยขึ้นครองราชย์ เจียงเสวี่ย
หนิงได้เป็นฮองเฮาและบรรลุเปั้าหมายของตน
แล้วก็คร้านจะเอาอกเอาใจเสิ่นเจี้ยต่อ อีกทั้งไม่
นานนักเซียวซูก็เข้าวังหลวงมาพอดี นางจึงปล่อย
ให้คนในวังหลังแก่งแย่งความโปรดปรานไป มี
ความสุขกับการปล่อยให้ฮ่องเต้ไปประทับอยู่ที่
ตำหนักของเซียวซู ส่วนตนเองที่ไม่ต้องถวายการ
ปรนนิบัติก็ทำเพียงถือตราหงส์อยู่ในตำหนักคุนห
นิง ตั้งหน้าตั้งตาเป็นฮองเฮาไปก็พอแล้ว วันคืน
น้อย ๆ ช่างผ่านไปอย่างสุขสบายเสียเหลือเกิน
กระทั่งวันหนึ่งเซียวซูเกิดตั้งครรภ์ ได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหวงกุ้ยเฟย
นอกจากนี้เสิ่นเจี้ยยังให้ฝั่ายนั้นมาร่วมกันดูแลวัง
หลังอีก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็เริ่มหวั่นวิตก
หรืออาจบอกได้ว่าเริ่มเดือดดาลแล้วก็ได้
เดิมทีการเป็นฮองเฮาก็ไม่ได้หมายความว่าจะ
ได้เป็นฮองเฮาตราบจนชั่วชีวิตอยู่แล้ว วังหลังมี
ผู้คนตั้งมากมาย ผู้มีความสามารถจำนวนหนึ่ง
ย่อมปรากฏตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนอย่าง
เซียวซูที่ถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ ตระกูลเดิมให้
การสนับสนุนอย่างแข็งขันยิ่งนัก มิหนำซ้ำตัวเอง
ก็มีความสามารถ สู้ไม่ถอยอย่างยิ่ง คุ้นชินกับการ
อยู่เหนือผู้อื่นมาทั้งชีวิต เกรงว่าคงยากจะพอใจ
แค่ตำแหน่งหวงกุ้ยเฟย และยากจะยอมให้ผู้ใด
อยู่เหนือตน
ดังนั้นการแก่งแย่งชิงดีจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็น
ทางการ
ถึงแม้ความสัมพันธ์ของเจียงเสวี่ยหนิงกับ
ตระกูลเดิมของตนจะไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่ว่าจะ
เจริญรุ่งเรืองหรือว่าล่มจมก็เป็นครอบครัว
เดียวกัน ขณะนั้นเจียงปั๋อโหยวดำรงตำแหน่งเป็น
เสนาบดีกรมคลังคนใหม่ นับว่าพอมีปากมีเสียง
ในราชสำนัก
และนางยังมีโจวอิ๋นจือ ซึ่งยามนั้นควบคุม
องครักษ์เสื้อแพรไปกว่าครึ่งแล้ว ฝีมือโหดเหี้ยม
อำมหิต ทำงานเชื่อถือได้
นอกจากนี้สิ่งน่าสนใจเป็นอันมากคือตระกูล
เซียวมีบุตรของภรรยาเอกที่ ‘ระหกระเหเร่ร่อน
อยู่เบื้องนอก’ นามว่าเซียวติ้งเฟย เห็นว่าเพิ่งจะ
‘ตามหากลับมาได้’ เมื่อสองปีก่อน เป็นเฉิงกั๋วกง
ซื่อจื่อซึ่งรับสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อไปได้ และเป็น
พี่ชายร่วมบิดาต่างมารดาของเซียวซู สิ่งอื่นล้วน
ไม่ได้ความ แต่นิสัยสำมะเลเทเมาเจ้าชู้ประตูดิน
ลือลั่นไปทั่วราชสำนัก เป็นพวกนักเลงหัวไม้ไม่
ยี่หระต่อสิ่งใดทั้งสิ้น ชื่นชอบและตาม
พะเน้าพะนอเจียงเสวี่ยหนิงอย่างหนัก ถึงขั้นว่า
นอนสอนง่ายเลยทีเดียว เพื่อนางแล้ว เซียวติ้ง
เฟยทำให้เฉิงกั๋วกงโมโหจนสิ้นสติไม่สมประดี
มิหนำซ้ำยังไม่ไว้หน้าเซียวซูผู้เป็นน้องสาวแม้แต่
น้อย เป็นดาบชั้นยอดที่เจียงเสวี่ยหนิงใช้กระตุ้น
โทสะจวนเฉิงกั๋วกง
เพราะฉะนั้นเมื่อสู้รบปรบมือกับเซียวซูและ
จวนเฉิงกั๋วกง นางจึงไม่ตกเป็นเบี้ยล่าง อย่างมาก
ก็แค่สถานการณ์ตึงมือไปบ้างเท่านั้น
ต่อมาเซี่ยเวยออกโรงโค่นล้มตระกูลเซียว
นางยังปรบมือโห่ร้องยินดีอยู่ช่วงหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่ายินดีได้ไม่นานนัก
นั่นเพราะผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี เซี่ยเวยก็โค่นล้ม
เชื้อพระวงศ์ ควบคุมทั้งราชสำนักจนอยู่ในกำมือ
ท้ายที่สุดฮองเฮาเช่นเจียงเสวี่ยหนิงก็ถึงจุดจบ
เช่นกัน
ช่างสมกับประโยค ‘นกปากซ่อมสู้กับหอย
กาบ ชาวประมงได้ประโยชน์[1]’ เสียจริงเชียว
แม้จะบอกว่าจุดจบของนางและเซียวซูไม่สู้ดี
นัก มิหนำซ้ำสุดท้ายก็ได้รับผลกระทบจาก
สถานการณ์ทางการเมืองจนจบชีวิตใต้เงื้อมมือ
เซี่ยเวย ดังนั้นนางควรบังเกิดความเห็นใจต่อ
‘คู่แข่ง’ ผู้ร่วมชะตากรรมคนนี้บ้าง
ทว่าความเป็นจริงกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
เซี่ยเวยเป็นปีศาจร้ายห่มคลุมหนังของ
นักปราชญ์อย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่า
เซียวซูจะเป็นคนดี และยิ่งไม่ได้หมายความว่า
นางกับเซียวซูจะ ‘มีศัตรูคู่แค้นร่วมกัน’
ตรงกันข้าม ชาตินี้เจียงเสวี่ยหนิงยังคงไม่ชอบ
อีกฝั่ายอย่างรุนแรง ทั้งยังยำเกรงไม่น้อย
เมื่อเผชิญการเป็นฝั่ายทักทายก่อนของเซียวซู
นางจึงหลุบตาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ทำเพียงผงกศีรษะ
คารวะตอบอย่างเฉยชา
สายตาของเซียวซูทวีความพินิจพิเคราะห์เพิ่ม
ขึ้นมาอีกหลายส่วน
แต่ไม่นานนักความสนใจของนางก็เบี่ยงเบน
ไป เนื่องจากหวงเหรินหลี่นับจำนวนคนเสร็จแล้ว
และเรียกให้คนจากในวังหลวงมาหิ้วสัมภาระของ
พวกนาง ครั้นตรวจสอบปั้ายประจำตัวเรียบร้อย
ดีก็นำหน้าพาพวกนางเข้าวัง ระหว่างทางยัง
แนะนำตำหนักโดยรอบให้อีกด้วย
หวงเหรินหลี่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นคุณหนูจาก
ตระกูลใหญ่ มิหนำซ้ำในนั้นยังมีพระสหายของ
องค์หญิงใหญ่ รวมถึงผู้ที่องค์หญิงใหญ่สนพระทัย
มากอีกด้วย กอปรกับปกติเขาก็เป็นคนที่มี
น้ำเสียงราวกับสตรี เพราะฉะนั้นยามเอ่ยวาจาจึง
นุ่มนวลอ่อนโยนดั่งสายลมยามวสันต์ “ครั้งนี้
คุณหนูทุกท่านจะพำนักกันที่เรือนหยางจื่อ ฝั่า
บาทตั้งพระทัยกับการคัดเลือกพระสหายร่วม
ศึกษาหนนี้เป็นอย่างยิ่ง เรือนหยางจื่อเดิมทีเป็น
สถานที่สำหรับพระสหายร่วมศึกษาขององค์ชาย
เพียงแต่บัดนี้วังหลวงปราศจากองค์ชาย ประจวบ
เหมาะกับที่คุณหนูทุกท่านเข้ามาพอดี จึงรับสั่งให้
ขันทีเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ใหม่ทั้งหมด และ
ปลูกบุปผาซึ่งเหมาะแก่การเที่ยวชมจำนวนหนึ่ง
อีกด้วย ยามเข้าพักจะเข้าพักห้องละท่าน ถือว่า
กว้างขวางพอสมควร สถานที่แห่งนี้อยู่ติด
ตำหนักเฟิงเฉิน และการบรรยายก็จะจัดที่
ตำหนักเฟิงเฉินนั่นเอง ทั้งสองแห่งนี้อยู่ใกล้กัน
มาก ส่วนทางทิศอุดรคือสถานที่ประทับภายใน
พระราชฐานชั้นในของสตรีทั้งหลาย ทางทิศ
ทักษิณจะมองเห็นตำหนักเหวินหวาและหอเหวิน
เจาซึ่งอยู่เขตพระราชฐานชั้นนอกได้จาก
ระยะไกล สะดวกต่อการเข้าออกของเหล่าเซียน
เซิงที่จะมาถวายการบรรยายให้องค์หญิงและ
คุณหนูทุกท่านมาก เพียงแต่ถึงอย่างไรขอบของ
พระราชฐานชั้นในก็อยู่ติดกับพระราชฐาน
ชั้นนอกพอสมควร หากคุณหนูทั้งหลายกลัวว่าจะ
ได้พบผู้ใดโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ขอแค่ระมัดระวังกัน
สักหน่อย ไปไหนมาไหนให้น้อยลงก็ใช้ได้แล้ว
ขอรับ”
——————–
1. นกปากซ่อมสู้กับหอยกาบ ชาวประมงได้
ประโยชน์ หมายถึง สองฝั่ายที่ต่อสู้กันต่าง
ไม่ได้รับผลประโยชน์ แต่กลับให้ฝั่ายที่สาม
กอบโกยผลประโยชน์ไป
บทที่ 24 ปฏิบัติต่างกัน (2)
ถึงแม้การระวังปั้องกันระหว่างบุรุษและสตรี
ในราชวงศ์จะไม่ได้เข้มงวดมากถึงเพียงนั้น แต่ก็มี
บางจวนที่กฎเกณฑ์เข้มงวดและใส่ใจเรื่องเหล่านี้
มาก ถึงขั้นไม่ยอมให้บุตรีของตนพบหน้าชายใด
เสียด้วยซ้ำ หวงเหรินหลี่จึงกล่าวเช่นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่ใส่ใจ
แต่คุณหนูคนอื่นซึ่งเข้าวังมาพร้อมกันกลับ
ผงกศีรษะแสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงออกจมูกอย่างดู
แคลน
ชาติที่แล้วเรือนหยางจื่อแห่งนี้เป็นสถานที่ที่
ไม่ค่อยสะดวกสำหรับนางสักเท่าไรนัก
เนื่องจากอยู่ใกล้ตำหนักเหวินหวา เซียนเซิง
บางคนหลังจากถวายการบรรยายแก่ฮ่องเต้ ท่าน
อ๋อง และขุนนางใหญ่ทั้งหลายแล้ว จะเดินตัด
ผ่านถนนซึ่งอยู่ไม่ไกลเพื่อมาถวายการบรรยาย
องค์หญิง แน่นอนว่าผู้ที่ฟังการบรรยายเช่น
เยี่ยนหลินหรือเสิ่นเจี้ยก็แอบมาได้เช่นเดียวกัน
บางครั้งหากมีการบรรยายของเซี่ยเวยหรือว่า
เชื้อพระวงศ์พระองค์อื่นต้องการขอคำวินิจฉัย
จากฝั่าบาทก็จะตั้งฉากบังลมกั้นและนั่งฟังอยู่ข้าง
นอก
นั่นเท่ากับว่าอยากติดต่อสมคบคิดกับผู้ใดก็
ทำได้
เรือนหยางจื่อในชาตินี้เหมือนชาติที่แล้วทุก
ประการ
แม้แต่ตำแหน่งที่ปลูกต้นหอมหมื่นลี้สองต้น
บริเวณใต้กำแพงวังก็ยังเหมือนเดิม เนื่องจาก
ก่อนหน้านี้ใช้เป็นสถานที่พำนักสำหรับพระสหาย
ร่วมศึกษาขององค์ชายมาตลอด จึงเรียบง่ายดู
ทรงภูมิอย่างยิ่ง
มีกลิ่นอายของน้ำหมึกและตำรับตำราของ
สถานศึกษาอยู่หลายส่วน มองแวบเดียวก็รู้ว่า
เป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้
คุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีชีวิตอย่างหรูหราและ
สูงศักดิ์มาจนเคยชิน อาจไม่ได้รู้สึกมากเท่าใดนัก
ทว่าสำหรับเหยาหรงหรงซึ่งถือกำเนิดใน
ตระกูลขนาดเล็กกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ยินดี คิดจะเอ่ยปากชมความโอ่อ่าของวังหลวง
แต่ครั้นหันหน้ากลับไปมองผู้อื่นแล้วเห็นว่าทุกคน
ต่างมีสีหน้าปกติ จึงแอบกลืนคำพูดที่คิดจะเอ่ย
ออกมากลับลงไปเงียบ ๆ
หวงเหรินหลี่กล่าวขึ้นว่า “ที่นี่ทำความ
สะอาดเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่หากคุณหนูทุกท่าน
ต้องการจะพักที่ห้องใด อาจต้องหารือกันสัก
หน่อย เมื่อทุกท่านเลือกสถานที่พักได้แล้วก็เก็บ
ข้าวของกันได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ประเดี๋ยวจะมีนาง
ข้าหลวงจากกองพระราชพิธีมาสอนมารยาทพิธี
การภายในวังหลวง คุณหนูทุกท่านต้องตั้งใจ
ศึกษา เนื่องจากหัวหน้ากองซูจะมาดูด้วยตนเอง
นางอยู่ในวังมานานหลายปี สมัยยังสาวถวายการ
ปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงใหญ่มาโดยตลอด นับว่า
เห็นองค์หญิงกระทั่งทรงเจริญวัย เข้มงวดเรื่อง
มารยาทพิธีการอย่างยิ่ง หากไม่อาจผ่านด่านของ
นางได้ เกรงว่าต่อให้เข้าวังหลวงมาได้ก็ต้องกลับ
จวนไปอยู่ดีขอรับ”
หัวหน้ากองซู
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินชื่อ หัวเข่า หลังเอว
ลำคอ หรือแม้กระทั่งนิ้วมือก็เริ่มรู้สึกเจ็บปวด
หน่อย ๆ ราวกับเกิดปฏิกิริยาตอบสนองต่อชื่อนี้
ชาติที่แล้วนางเติบใหญ่จากชนบท ย่อมไม่ชอบ
เรียนรู้กฎระเบียบเป็นธรรมดา
ครั้นกลับมาเมืองหลวงก็อาศัยว่ามีเยี่ยนหลิน
ทำตัวโอหังมากยิ่งขึ้น
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเข้าวังหลวงและตกอยู่ใน
เงื้อมมือหัวหน้ากองซูก็ต้องเผชิญความเข้มงวด
กวดขันมากเป็นพิเศษ เนื่องจากหัวหน้ากองซู
เป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้เสิ่นจื่ออีจนเติบใหญ่ อีกทั้ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้องการทวงความเป็นธรรมให้
องค์หญิงหรือว่าได้รับการบอกเป็นนัยอะไร
บางอย่างจากเสิ่นจื่ออีหรือไม่ คนผู้นั้นจึงทรมาน
นางครั้งแล้วครั้งเล่า หากผิดพลาดก็ต้องเริ่มต้น
ใหม่
นับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้นางอับอายมากเป็น
พิเศษ
เนื่องจากทุกคนต่างเรียนรู้ได้จนหมดสิ้นแล้ว
กำลังยืนมองนางและหัวเราะเยาะอยู่ด้านข้าง พา
กันวิพากษ์วิจารณ์นางด้วยสายตาแปลก
ประหลาด
คุณหนูตระกูลใหญ่ซึ่งมาเป็นพระสหายร่วม
ศึกษาในคราวนี้ส่วนใหญ่มีเจตนามาเพื่อสืบหา
ข่าวคราวในวังหลวง ย่อมเคยได้ยินชื่อหัวหน้า
กองซูจากกองพระราชพิธีผู้นี้อย่างแน่นอน พวก
นางจึงเผยสีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย เป็นเหตุให้
ทุกคนแอบกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ขณะ
กำลังเลือกห้อง
“ข้ารู้จักหัวหน้ากองซู นางน่ากลัวมากทีเดียว
นะ เช้านี้ก่อนจะออกมาท่านแม่ข้ายังพูดอยู่เลย
ว่าทางที่ดีขออย่าให้ข้าได้เจอนางเลย เพียงแต่
หวงกงกงบอกว่าจะมีนางข้าหลวงมาอีกหลายคน
เช่นนั้นคงจะแบ่งกันสอนสินะ? หากได้เจอ
หัวหน้ากองซูจริง ข้าจะทำอย่างไรดีเล่า ฮือ…”
“นะ…น่ากลัวปานนั้นเชียวหรือ?”
“ห้องนี้หันหน้าไปทางทิศใต้ หน้าต่างเปิดไป
ทางทิศตะวันตก ข้างนอกมีต้นหอมหมื่นลี้พอดี
เหมาะจะได้พบผู้สูงส่ง ข้าเลือกห้องนี้ก็แล้วกัน
พวกท่านใครก็ห้ามมาแย่งกับข้านะ! ไท่ซ่าง
เหล่าจวิน[1]โปรดคุ้มครอง ขอให้ลูกผ่านด่านยาก
นี้ไปอย่างราบรื่นด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ไปแย่งชิงห้องที่มีชัยภูมิดี
มากเป็นพิเศษอะไรต่อมิอะไรนี้กับบรรดาคุณหนู
นางเลือกห้องที่สงบเงียบห่างไกลผู้คนมากที่สุด
อยู่บริเวณหัวมุมสุดขอบที่สุดและไม่ค่อยมี
แสงแดดเข้าถึงสักเท่าไรมาห้องหนึ่งทันที เพียง
ฟังจากเสียงที่ไล่ตามหลังมาก็รู้แล้วว่าใครเป็นใคร
ผู้ที่มักจะพูดโดยมีคำสร้อยและมีน้ำเสียง
หวานหยดคือโจวเปั่าอิง
ผู้ที่ขี้ขลาดตาขาวคือเหยาหรงหรง
ผู้ที่เลือกห้องโดยอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังบ่น
พึมพำคำนวณอยู่ครึ่งค่อนวันคือฟางเมี่ยว ถือว่า
เป็นพวกทรงเจ้าเข้าผีไปแล้วครึ่งตัว
ส่วนผู้อื่นไม่กล่าวอะไร
ไม่นานนักก็เลือกกันเรียบร้อย
ทุกคนต่างยกห้องที่ดีที่สุดให้เซียวซูโดยเป็น
อันรู้กัน ห้องของเฉินซูอี๋และเหยาซีก็อยู่ขนาบ
ห้องของนางพอดี ส่วนของผู้อื่นก็อยู่กันกระจัด
กระจายตามใจชอบ ห้องของเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ริมสุด ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงฝังตะวันออกของห้อง
เท่านั้นที่ติดห้องอื่น ส่วนห้องที่อยู่ติดกันนี้ก็มี
ตำแหน่งไม่ค่อยดีพอกัน มันถูกเลือกโดยฝานอี๋
หลานผู้ไม่ค่อยใส่ใจการคัดเลือกพระสหายร่วม
ศึกษา
ครั้นเลือกกันเสร็จสรรพแล้ว ต่างคนก็ต่าง
เก็บสัมภาระของตนเอง
เจียงเสวี่ยหนิงนำสัมภาระมาน้อยที่สุด
จัดการลวก ๆ รอบหนึ่งก็เรียบร้อย ขณะเดิน
ออกมายังนึกว่าตนเป็นคนแรกเสียอีก
ผู้ใดจะคาดคิดว่าครั้นกวาดตามอง ฝานอี๋
หลานกลับนั่งอยู่เบื้องนอกแล้ว
เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงออกมา ฝานอี๋หลานก็
ผงกศีรษะให้ ไม่รู้เป็นเพราะรู้สึกว่าเจียงเสวี่ยหนิง
เฉยชากับเรื่องพวกนี้เหมือนกันหรือเปล่า นางจึง
ส่งยิ้มมาให้อย่างหาได้ยากยิ่ง
ประหนึ่งดอกกล้วยไม้ผลิบานกลางหุบเขาอัน
เวิ้งว้างว่างเปล่าเหลือแสน
แม้จะไม่ได้งามล่มเมือง แต่ก็เปียมความสง่า
งามและผ่องแผ้วหลุดพ้นจากโลกีย์
เจียงเสวี่ยหนิงเดาว่าคุณหนูฝานคงเข้าใจผิด
คิดว่าตนเป็นคนประเภทเดียวกับนาง แต่กระนั้น
ก็ไม่สะดวกจะอธิบายความเข้าใจผิดอัน ‘ยอด
เยี่ยม’ ดังนั้นจึงหน้าหนายอมรับความปรารถนา
ดีของอีกฝั่าย ยิ้มให้นางครั้งหนึ่งเช่นกัน
ทั้งสองต่างไม่เอ่ยวาจา นั่งรออยู่นอกห้อง
ครั้นผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงทยอยเก็บ
สัมภาระกันเรียบร้อย
ขณะนี้เองก็มีเสียงรายงานมาจากด้านนอก
แจ้งว่าเหล่านางข้าหลวงกองพระราชพิธีที่จะมา
สอนกฎเกณฑ์มาถึงแล้ว นางกำนัลทั้งในและนอก
เรือนหยางจื่อพลันยืนขาตรงค้อมกายก้มหน้ากัน
หมด ตั้งสติกลั้นลมหายใจ ไม่เปล่งเสียงอันใด
แม้แต่นิดเดียว
ทุกคนล้วนตกตะลึงกับการแสดงออกเช่นนี้
——————–
1. ไท่ซ่างเหล่าจวิน เป็นหนึ่งในสามเทพเจ้า
สูงสุดของลัทธิเต๋า และหมายถึงเหล่าจื่อ ผู้
เป็นปรมาจารย์แห่งเต๋านั่นเอง
บทที่ 24 ปฏิบัติต่างกัน (3)
ถัดมาก็เห็นนางข้าหลวงสี่คนเดินเข้ามาจาก
นอกประตูวัง
ผู้ที่นำหน้าสวมชุดนางข้าหลวงขั้นห้าสีคราม
เทา เกล้าผมเป็นมวยสูงและหนีบกดเอาไว้ด้วย
ปินทองลายเมฆหรูอี้สองชิ้น มือทั้งสองข้าง
ประสานบริเวณท้องน้อย แต่ก็ไม่ได้แนบช่วงเอว
จริง ๆ ระหว่างเยื้องย่างมีแต่ความเคร่งครัดและ
เป็นระเบียบเรียบร้อยไปทั่วร่าง ระยะห่างแต่ละ
ย่างก้าวเท่ากันทุกประการคล้ายวัดมาแล้ว บน
ใบหน้าซึ่งค่อนข้างมีอายุไร้รอยยิ้ม หางตาทั้งสอง
ข้างมีรอยย่น บริเวณหัวคิ้วมีรอยย่นแนวตั้งบาง
ๆ ซึ่งเกิดจากการขมวดคิ้วอยู่เสมอ ยามกวาด
สายตาผ่านร่างของทุกคนทั้งเย็นชาและคมกริบ
ไร้ซึ่งความอบอุ่นใด ๆ
ในจำนวนสิบสองคน ผู้ที่ขวัญอ่อนตกใจก้ม
หน้างุดทันที
มีเพียงพวกของเซียวซู เฉินซูอี๋ ฝานอี๋หลาน
เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังยืนค้อมกายคารวะอย่าง
สงบนิ่งและเยือกเย็น
เซียวซูและเฉินซูอี๋เข้าวังเป็นประจำ เรียนรู้
มารยาทพิธีการมาตั้งแต่แรกแล้ว
ส่วนฝานอี๋หลานมองทุกคนเหมือนกันไปหมด
จึงไม่ได้รู้สึกว่าหัวหน้ากองซูน่ากลัวอะไร
เมื่อหัวหน้ากองซูเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็
ย่นหัวคิ้ว เดินไปเบื้องหน้าทุกคนแล้วยืนอย่าง
มั่นคง กล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ว่า
“วันนี้กองพระราชพิธีได้รับพระราชโองการให้มา
สอนมารยาทพิธีการภายในวังหลวงบางประการ
แก่คุณหนูทั้งหลายเป็นเวลาสองวัน คุณหนูทุก
ท่านเรียกข้าว่า ‘หัวหน้ากองซู’ ก็ได้ วันหน้าทุก
ท่านจะได้เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิง
ใหญ่ ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ดังนั้นหวังว่า
ช่วงสองวันนี้ทุกท่านจะตั้งใจปฏิบัติ หากมีผู้ใด
ชักช้าหรือว่าเรียนรู้ไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องขอเรียน
เชิญให้ออกจากวังหลวงแล้วกลับจวนไป”
ก่อนหน้านี้หวงเหรินหลี่บอกกล่าวถ้อยคำซึ่ง
มีความหมายใกล้เคียงกันไปแล้วรอบหนึ่ง ทว่า
ทุกคนฟังแล้วไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ครั้นคำกล่าวนี้
หลุดจากปากของหัวหน้ากองซู ทุกคนล้วนใจสั่น
สะท้าน ร่างกายสั่นระริกขึ้นมา
หัวหน้ากองซูเห็นว่าพวกนางฟังเข้าใจแล้วจึง
เอ่ยอีกว่า “ตอนนี้ขอเชิญคุณหนูทุกท่านแบ่ง
ออกเป็นสามกลุ่มด้วยตนเอง อีกสักครู่จะให้นาง
ข้าหลวงทั้งสามรายแยกกันสอน จะได้ชี้แนะได้
ละเอียดถ้วนถี่สักหน่อย”
ทุกคนต่างค้อมกายตอบรับโดยพร้อมเพรียง
กัน “เจ้าค่ะ”
ต่อจากนั้นหัวหน้ากองซูก็นั่งลงด้านข้าง
เมื่อแต่ละคนเห็นเช่นนั้นก็โล่งใจทันที ดูท่า
ท่านหัวหน้ากองที่เข้มงวดมากที่สุดและน่ากลัว
มากที่สุดคงไม่ได้มา ‘ชี้แนะ’ พวกนางด้วยตนเอง
แต่คำพูดที่ว่า ‘แบ่งออกเป็นสามกลุ่มด้วย
ตนเอง’ นั้นออกจะล้ำลึกอยู่บ้าง
เซียวซู เฉินซูอี๋ เหยาซี ขามาทั้งสามคน
โดยสารร่วมรถม้าคันเดียวกัน ย่อมอยู่ด้วยกัน
ส่วนโหยวเย่ว์เหลียวซ้ายแลขวา ก้าวเข้าไป
ลากตัวฝานอี๋หลาน แล้วมุ่งไปหาโจวเปั่าอิงที่
กำลังจะเดินไปหาเซียวซู ยิ้มแย้มด้วยความสนิท
ชิดเชื้อเอ่ยกับนางว่า “ข้าอยากทำความรู้จักเปั่า
อิงมาตั้งนานแล้ว พวกเรามาอยู่ด้วยกันดี
หรือไม่?”
โจวเปั่าอิงครุ่นคิด รู้สึกว่าไม่เป็นไรเช่นกัน
นางจึงผงกศีรษะ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน
กำลังขบคิดอยู่ว่าชาตินี้ตนควรไปอยู่กับผู้ใดถึงจะ
ดีกว่า…
ชาติที่แล้วนางชอบชิงเป็นฝั่ายได้เปรียบ
อยากเอาชนะอย่างยิ่งจึงไปอยู่กลุ่มเดียวกับโจว
เปั่าอิง
ผลกลายเป็นว่าโชคไม่ดี ได้เจอหัวหน้ากองซู
ถูกทรมานจนไม่เป็นผู้เป็นคน
ชาตินี้นางวางแผนเอาไว้ว่าจะยอมอ่อนข้อ
และจะไม่ให้ตนเองผ่านไปสบาย ๆ อยู่แล้ว ทว่า
หากต้องเจอหัวหน้ากองซูอีกครา แม้จะได้ออก
จากวังแน่ แต่ก็ต้องถูกทรมานจนกระอักเช่นกัน
นางคิดไม่ตกอยู่บ้าง
“จะเลือกไปอยู่กับใครก็ต้องดู ‘แนวโน้ม’ ”
ทันใดนั้นเสียงลี้ลับเสียงหนึ่งก็ดังมาจากทาง
ด้านหลังไม่ไกลนัก เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะ
กลับไปมอง พบว่าเป็นฟางเมี่ยวที่เดินเข้ามาหา
นาง ดวงตาฉลาดเฉลียวและมีชีวิตชีวากำลังจ้อง
มองนางพลางเล่นหูเล่นตาอย่างหัวไว มือข้างหนึ่ง
แตะลงบนบ่าเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะกล่าวระคน
ยิ้ม “ช่วงนี้คุณหนูรองเจียงมีแนวโน้มไปในทางที่
ดีเป็นล้นพ้น ซ้ำยังเปล่งประกายแสงเจิดจ้าอีก
ต่างหาก ข้ารู้สึกว่าหากได้อยู่กับท่านจะต้องได้
หยิบยืมพลังของแนวโน้มที่ดีมาหลายส่วน และได้
อาบไล้ประกายแสงอันเจิดจ้ากับเขาบ้างแน่นอน
ดังนั้นข้าจะอยู่กับคุณหนูรองเจียง…”
คำว่า ‘ก็แล้วกัน’ พลันหยุดชะงัก
เดิมทีฟางเมี่ยวสืบข่าวจนได้รู้ว่าเจียงเสวี่ย
หนิงเป็นผู้ไม่ได้รับการเสนอชื่อแต่สุดท้ายกลับได้
อยู่ในรายชื่อของพระสหายร่วมศึกษาแต่เพียงผู้
เดียว นอกจากนี้ยังได้รับความสนพระทัยจาก
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางในวันงานเทศกาลฉงหยา
งอีกด้วย เข้าวังคราวนี้เกรงว่าคงเป็นผู้ที่องค์หญิง
ใหญ่ใส่พระทัยเป็นคนแรกนอกจากเซียวซูเป็นแน่
แท้ ฟางเมี่ยวจึงคิดจะอยู่กับนาง จะได้ทำอะไรได้
ง่ายดายสักหน่อย เป็นการสร้างโอกาสให้องค์
หญิงใหญ่ทรงสังเกตเห็นตนง่ายขึ้น
แต่ระหว่างนางปรายตามองโดยไม่ได้ตั้งใจ
กลับเห็นหัวหน้ากองซูลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้ว
ไม่เพียงลุกขึ้นยืน แต่ยังเดินมาทางเจียงเสวี่ย
หนิงด้วย!
สวรรค์!
ฟางเมี่ยวหนังตากระตุกอย่างรุนแรง กลืน
คำพูดสารพัดอย่างที่จะใช้ตีสนิทเจียงเสวี่ยหนิงซึ่ง
ยังไม่ได้เอ่ยกลับลงท้องจนหมดสิ้น นิ้วมือขยับวน
เล็กน้อย แล้วบังคับให้วนชี้ไปทางฝานอี๋หลาน
แทน
“เอ๊ะ เหมือนว่าทางนั้นก็จะมีแนวโน้มที่ไม่
เลวอยู่นะ!”
พูดจบก็ยกฝั่ามือซึ่งเดิมทียังวางอยู่บนบ่า
เจียงเสวี่ยหนิงออก ทั้งยังรีดรอยยับที่ปรากฏบน
เนื้อผ้านางให้เรียบอีกด้วย “เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ
คุณหนูรองเจียงไม่ต้องคิดถึงข้าล่ะ!”
จากนั้นก็วิ่งผลุบไปทางฝานอี๋หลาน
ทุกคนต่างใช้สายตาเวทนาสงสารมองนาง
ทันที ส่วนโหยวเย่ว์ก็ยิ่งส่งเสียงหัวเราะ ‘พรืด’
โดยพลัน คิดเพียงว่าก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยหนิง
กระทำการโอหังอยู่ภายในจวนปั๋อของนาง วันนี้
ถือว่าถึงคราวเคราะห์ครั้งใหญ่เสียที คนพรรค์นี้
ควรจัดการให้ดีเสียหน่อย ในเมื่อตกอยู่ในเงื้อม
มือหัวหน้ากองซู หากไม่ตายก็ต้องทำให้นางหนัง
ลอกได้บ้าง!
“…”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงพบว่าเหมือนจะเกิด
ความผิดปกติเล็กน้อย
ต่อมาก็ได้ยินเสียงเรียบเย็นเสียงหนึ่งดังมา
จากทางด้านหลัง “คุณหนูรองเจียง”
เจียงเสวี่ยหนิงแข็งทื่อไปทั้งร่าง ครั้นหมุน
กายกลับมาก็เห็นหัวหน้ากองซูซึ่งมายืนอยู่ข้าง
หลังนางตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
เมื่อเห็นใบหน้าไร้ความรู้สึกนี้ นางก็รู้สึกเจ็บ
ระบมทั่วร่าง
คิดในใจว่าชาตินี้ไม่อาจหนีพ้นหัวหน้ากองซู
ได้จริง ๆ หรือนี่ แต่หากคิดในแง่ดี หัวหน้ากองซู
ตั้งเกณฑ์เอาไว้เข้มงวด ขอเพียงนางแสดงนิสัย
ด้านเลวร้ายที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจและชอบฉกฉวย
โอกาสออกมาก็น่าจะได้ออกจากวังแล้ว
ด้วยเหตุนี้นางจึงกำลังจะแสดงการคารวะ
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าชั่วขณะต่อมาใบหน้าเคร่ง
ขรึมของหัวหน้ากองซูกลับปรากฏรอยยิ้มหยักยก
น้อยๆ
ถึงแม้จะไม่เด่นชัดนัก แต่ก็ต่างจากก่อนหน้า
นี้ราวฟั้ากับเหว
ชั่วพริบตานี้เอง ไม่เพียงเจียงเสวี่ยหนิง แต่
ผู้อื่นซึ่งกำลังยินดีในคราวเคราะห์หรือไม่ก็กำลัง
จะหัวเราะเยาะต่างเป็นเบื้อใบ้กันไปหมด ไม่กล้า
เชื่อสายตาตนเอง
ต้นไม้เหล็กผลิดอกแล้ว
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแล้ว
หัวหน้ากองซูถึงกับคลี่ยิ้มเสียได้
นางคงไม่คุ้นชินกับการยิ้มแย้ม ทำให้มองดู
แล้วค่อนข้างแข็งทื่อผิดปกติไปบ้าง ยามนี้นาง
กำลังจ้องมองเจียงเสวี่ยหนิง แม้แต่น้ำเสียงก็ยัง
อ่อนโยนกว่าเดิมเล็กน้อย เพียงเอ่ยว่า “คุณหนู
รองเจียงคงเข้าวังหลวงเป็นครั้งแรกกระมัง? ให้
ข้าเป็นผู้สอนมารยาทพิธีการก็แล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ช้าก่อน มีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือไม่
คนอื่น “…”
แล้วที่เล่ากันว่าเห็นทุกคนเท่าเทียมกัน
เข้มงวดกวดขันมากเป็นพิเศษล่ะ?