คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 231 ขึ้นแท่นบูชาฟั้า
เมืองหรู่หนิงอยู่ติดเมืองเฟิงหยาง ใกล้กับอาน
ชิ่ง ฮุยโจว และสถานที่อื่น ๆ ที่ถูกนิกายสวรรค์
ยึดครอง ยิ่งไปกว่านั้นหลายเมืองทางตะวันออก
เฉียงใต้เองก็แตกพ่าย ประชาชนหวาดกลัว
สงคราม ครอบครัวที่พอมีอัน จะกินเมื่อได้ยิน
ข่าวแว่วมาก็เก็บข้าวของมุ่งหน้าหลบหนีขึ้นเหนือ
ส่วนผู้ที่ ยังอยู่ในเมือง ถ้าไม่ใช่รู้สึกว่าเรื่องวุ่นวาย
บนโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญ หรือ เห็นว่าถ้าเป็น
นิกายสวรรค์คงจะดีกว่าราชสำนัก ก็เป็นคนที่ไร้
ทางไปอย่างหญิงหม้ายเด็กกำพร้า…
ยามที่ทั้งขบวนเข้าเมือง กระทั่งเงาคนยัง
เหลือแทบไม่มาก
จุดไฟจุดตะเกียงเดินไปตามถนน ตัวเมืองเต็ม
ไปด้วยความวุ่นวาย ถนนหนทางและประตูล้วน
ปิดสนิท
ว่านซิวจื่อย่อมไม่เห็นเรื่องเหล่านี้อยู่ใน
สายตา
สาขาย่อยหรู่หนิงก่อตั้งจากการยึดครองวัดใน
ปีก่อนเมื่อครั้งกระโน้นและขับไล่หลวงจีนในวัด
ออกไป พระพุทธรูปเปลี่ยนเป็นสามมหาเทพ
พระไตรปิฎกกลายเป็นคัมภีร์เต๋า ทั้งยังนำหิน
ขนาดใหญ่มาสร้างแท่น บูชาฟั้าเพื่อที่นิกายจะ
นำมาใช้สำหรับการชุมนุม การมอบรางวัล และ
การลงโทษ
เมื่อทุกคนมาถึงประตูของสำนักสาขา
หัวหน้าสาขานามหลู่ไท่ก็นำ เหล่าผู้นับถือใน
นิกายมารอต้อนรับด้านนอก
คนผู้นี้มีผิวหน้าสีคล้ำ ร่างกายกำยำ จมูก
เหยี่ยว ตากลมโต ปากและกรามใหญ่ ทั้งยังแต่ง
กายประหนึ่งชาวยุทธ์ รัดมือรัดเท้าแน่น กำปัน
ใหญ่ เท่าถุงทราย คล้ายจะต่อยวัวตายได้ในหมัด
เดียว
แต่อย่างไรก็ไม่ใช่ผู้ที่มีแค่กำลังไม่มีสมอง
ดวงตาซึ่งกวาดมองผู้คนเจือความอำมหิต
โดยเฉพาะเมื่อเห็นเซี่ยเวยและเจียงเสวี่ยหนิงผู้
อยู่ข้าง ๆ กัน สายตาเขาหยุดลงชั่วขณะ ครั้น
เห็น ว่านซิวจื่อถึงถาม “ได้ยินว่าครั้งนี้ตู้จวิน
เซียนเซิงที่มีชื่อเสียงทัดเทียม กงอี๋เซียนเซิงของ
นิกายเราก็มาเหมือนกัน ข้าน้อยอยู่ในนิกายมา
นาน แต่ เคยได้ยินเพียงนามยิ่งใหญ่ ไม่มีโอกาส
ได้พบหน้า ไม่ทราบท่านเจ้านิกายจะกรุณา
แนะนำให้ข้าน้อยได้หรือไม่”
ว่านซิวจื่อเหลือบมองทางด้านหลังพร้อมชี้ไป
“เป็นท่านผู้นี้เอง”
หลู่ไท่หันมองตาม แลเซี่ยเวยอีกครั้ง
ทันใดนั้นจิตสังหารก็ฉายชัดในแววตา
เคลื่อนไหวรวดเร็วจนนักพรตน้อยข้างกายว่าน
ซิวจื่อไม่ทันตอบสนอง กระชากดาบที่ห้อยเอว
ของสาวก ข้างกาย กดปลายเย็นเยียบหาลำคอ
ของเซี่ยเวยโดยตรง!
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยเวย ตกใจ
จนแทบหลุดร้อง
ทุกคนอุทานอย่างตื่นตระหนก “หัวหน้า
สาขาหลู่ ท่านทำอะไร”
ว่านซิวจื่อเพียงมองแต่ไม่ได้ปริปาก
เซี่ยเวยกะแล้วว่าอีกฝั่ายต้องโจมตี แต่ก็ไม่
คาดว่าเจ้าตัวจะไม่ยอม เสียเวลากล่าวคำสัก
ประโยค ใจเขาจึงสะท้านเล็กน้อย ดูเหมือนว่าน
ซิวจื่อ จะใจร้อนกว่าที่คิด แต่ไม่รู้ว่าเยี่ยนหลิน
และคนอื่น ๆ จะมาถึงเมื่อไหร่
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลู่ไท่ก็คือคนที่เซี่ยเวย
และเจียงเสวี่ยหนิงกล่าวถึงตั้งแต่ตอนปรึกษา
แผนการในวันนั้นว่าเป็นหัวหน้าสาขาพรรคพวก
เก่าของ กงอี๋เฉิง
ลือกันว่ากงอี๋เฉิงเคยช่วยชีวิตเอาไว้ ดังนั้นเขา
จึงจงรักภักดีอย่างยิ่ง
เซี่ยเวยค่อย ๆ ยื่นมือดันเจียงเสวี่ยหนิงให้
ถอยออกไปด้านหลัง บอก ให้นางหลบไปห่าง ๆ
จากนั้นจึงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “เห็นทีว่าหัวหน้า
สาขา หลู่มีเรื่องจะชี้แนะ”
หลู่ไท่กลับไม่สนใจนัก ตอนนั้นเขาก็สังหรณ์
ไว้แล้วว่าในศึกทงโจวมี หนอนบ่อนไส้ มาคราวนี้
เจ้านิกายลอบบอกกล่าวและกำชับว่าไม่อาจ
ปล่อยให้เซี่ยเวยออกจากเมืองหรู่หนิงไปได้โดยไร้
รอยขีดข่วน จึงหัวเราะเสียงเย็น “สามปีก่อน
สาวกนิกายนับหมื่นรวมถึงกงอี๋เซียนเซิงต่าง
สิ้นชีพโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม เจ้าไม่ใช่ทราบ
ดีแก่ใจอยู่แล้วหรอกหรือ?!”
บังเกิดความเงียบชั่วขณะหนึ่ง
หัวหน้าสาขาทั้งหลายได้ยินเซี่ยเวยยอมรับ
เรื่องนี้ตั้งแต่อยู่ลั่วหยางแล้ว ทว่าครานั้นท่านเจ้า
นิกายไม่ได้เอ่ยถึง ขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดแพร่ง
พราย แล้วหลู่ไท่แน่ใจได้อย่างไรกันนี่ เหล่าสาวก
นิกายที่เหลือต่างมีสถานะ ต่ำต้อยจึงไม่เคยได้ยิน
ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สีหน้าท่าทาง
ของผู้คนย่อมตกอยู่ในภาวะตื่นตะลึง
วันนั้นที่เซี่ยเวยบอกว่าตนเป็นคนฆ่ากงอี๋เฉิง
ก็คิดไว้แล้วว่าจะต้องมี วันนี้…
ว่านซิวจื่อไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ไปหรอก
อีกฝั่ายคิดจะลงมือด้วยตนเอง แต่เกรงจะไม่
เหลือหนทางให้เปลี่ยนใจ หากชิงลงมือก่อนทว่า
หยั่งเชิงได้ไม่เหมาะสมก็กลัวจะบีบให้เซี่ยเวยหัน
ไป ต่อต้านนิกายสวรรค์ ถึงตอนนั้นหากเซี่ยเวย
หลบหนี นิกายสวรรค์ก็จะมี ศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่ม
มาอีกราย หรือหากไม่หนี จะสังหารเขาหรือไม่ก็
เท่ากับสูญเสียผู้ช่วยที่แข็งแกร่งไปคนหนึ่งอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้จึงควรหาสถานะเหมาะสมที่รุกได้
ถอยได้
แล้วใครเล่าจะเหมาะสมไปกว่าหลู่ไท่
เป็นพรรคพวกเก่าของกงอี๋เฉิง ทั้งยังมีใจภักดิ์
ต่อนิกายสวรรค์ หาก บอกความจริงเรื่องการตาย
ของกงอี๋เฉิงออกไป หลู่ไท่จะต้องโจมตีเซี่ยเวย
แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ว่านซิวจื่อในฐานะเจ้า
นิกาย ฉากหน้าก็จะทำเป็น รักษาความยุติธรรม
ยืนมองจากด้านข้าง หากเซี่ยเวยมีใจขบถ เขา
ย่อม ลงโทษต่อหน้าสาวกนิกายได้ทันทีโดยชอบ
ธรรม แต่หากเซี่ยเวยไม่มีใจขบถ ภายหลังเองก็
ไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติ ตนก็จะเปิดปากแหช่อง
หนึ่งแสดง ความเมตตาเพื่อรับความภักดีเป็นสิ่ง
ตอบแทน
ช่างเป็นการวางหมากที่ยากจะพ่ายแพ้จริง ๆ
น่าเสียดายที่ว่านซิวจื่อคงคาดไม่ถึงว่าเซี่ยเวย
จะเป็นคนเอ่ยเรื่องที่ฆ่า กงอี๋เฉิงขึ้นมาเอง
เหตุผลก็คือเพื่อสร้างสถานะเหมาะ ๆ แก่ว่าน
ซิวจื่อ
เมื่อว่านซิวจื่อมีสถานะเช่นนี้ เซี่ยเวยจึงทำ
ตามที่คิดได้ มิหนำซ้ำ อีกฝั่ายก็จะไม่คิดสังหาร
ตนอย่างอำมหิตโดยไม่ยั้งมือ การกระทำเช่นนี้แม้
ลำบากอยู่บ้าง ทว่าก็ซื้อเวลาได้มากพอจะรอการ
โจมตีของกองทัพเยี่ยนหลินที่มาจากหวงโจว!
เซี่ยเวยมองหลู่ไท่พร้อมกล่าวว่า “กงอี๋เซียน
เซิงกับข้ารู้จักกันมานานแล้ว ตอนนั้นเนื่องจาก
ข้าแฝงตัวอยู่ในราชสำนัก ช่วยเหลือไม่ทันเวลา
จน เขาต้องถูกสังหาร ข้าเองก็รู้สึกผิดอย่างยิ่ง
หัวหน้าหลู่คิดตำหนิก็สมควร แล้วละ”
“ผายลมมารดาเจ้าสิ!”
หลู่ไท่เกลียดการพูดคุยกับบัณฑิตเช่นนี้เป็น
ที่สุด พวกคนที่กลับดำ เป็นขาวได้!
มือที่ถือดาบสั่นเทิ้ม
“ช่างประเสริฐนัก ถ้าอย่างนั้นเหตุใดที่อยู่
ของกงอี๋เซียนเซิงจึงรั่วไหล พวกไม่ได้เรื่องอย่าง
ตระกูลเซียวมีหรือจะคิดแผนการร้ายกาจแบบนั้น
ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสตรีข้างกายเจ้าตอนนี้ ครานั้น
นางก็อยู่ทงโจว! ซ้ำยังมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญกับ
การตายของเหล่าพี่น้องด้วย!”
เดิมทีตอนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำว่า ‘กงอี๋
เฉิง’ นางยังนึกไม่ออก แต่ครั้นได้ยินคำว่า
‘ทงโจว’ ฉากนองเลือดตอนนั้นก็ท่วมท้นกลับเข้า
มาใน ความคิด เย็นวาบไปทั้งวิญญาณ!
นางไม่นึกเลยว่าคนผู้นี้จะรู้จักตน!
รูม่านตาของเซี่ยเวยพลันหดรั้งอย่างเยียบเย็น
ถึงขีดสุด แผ่นหลัง หยัดตรงเกร็งเขม็ง เขาจ้อง
หลู่ไท่ “หลู่ไท่ หากท่านจะเคลือบแคลงข้า
เกี่ยวกับการตายของกงอี๋เฉิงก็เป็นเรื่องไม่อาจ
เลี่ยง เพียงแต่การพูด ปรักปรำใส่ร้ายออกจะต่ำ
ช้าเกินไป ถ้าท่านต้องการถกกันให้ชัดเจน
เช่นนั้นวันนี้ก็ขึ้นแท่นบูชาฟั้า ดูเถิดว่าข้าคน
แซ่เซี่ยจะให้คำอธิบายแก่ท่านอย่างไร!”
หลู่ไท่แค่นเสียงทันใด “ประเสริฐ!”
เขาเองก็ตรงไปตรงมา รั้งดาบที่พาดคอของ
เซี่ยเวยกลับในบัดดล ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งไป
ทางว่านซิวจื่อ คารวะแล้วบอก “เจ้านิกายทราบ
กระจ่าง ใช่ว่าข้าน้อยต้องการสร้างความลำบาก
แก่ตู้จวินซานเหริน หากแต่เป็นบุญคุณความแค้น
ที่เกี่ยวพันกับชีวิตนับหมื่นเมื่อคราวนั้น พี่น้องใน
นิกายเราจะตายเปล่าได้เช่นไร วันนี้ต่อให้ต้อง
พนันกันด้วยชีวิต ข้าน้อยก็ยังต้องการถามเขาให้
ชัด ๆ ! ขอท่านเจ้านิกายโปรดอนุญาตทวงคืน
ความ ยุติธรรมแก่กงอี๋เซียนเซิง แก่พี่น้องที่
ล่วงลับไปในการศึกที่ทงโจวด้วย!”
รอบข้างเต็มไปด้วยสายตาผู้คนจับจ้อง
นี่เป็นสิ่งที่ว่านซิวจื่ออยากเห็น เขาย่อมไม่
ปฏิเสธ
ทว่าก็ยังคงแสดงท่าทีลำบากใจเล็กน้อย
ดังเดิม มองเซี่ยเวยแล้วจึง กล่าวว่า “เจ้าทั้งสอง
ล้วนเป็นผู้มากความสามารถของนิกายเรา ตัวเรา
ความจริงก็ไม่อยากเห็นพวกเจ้าขัดแย้งกัน
ระหว่างพวกเจ้าไม่แน่อาจเป็นเพียงความเข้าใจ
ผิดก็ได้ แต่ในเมื่อตกลงกันแล้วว่าจะตัดสินกันบน
แท่นบูชาฟั้า เช่นนั้นก็เอาเถิด ให้ทุกคนได้ยินได้
ฟังให้ชัดแจ้ง จำแนกถูกผิดชัดเจน!”
คำว่า ‘ขึ้นแท่นบูชาฟั้า’ ของนิกายสวรรค์
หมายความว่า ‘สรรพชีวิตเท่าเทียม ตัดสิน
ยุติธรรมไม่ผิดต่อฟั้าดิน’ เรื่องถูกผิดทั้งหลายล้วน
ให้ผู้ชม ด้านล่างแท่นตัดสิน ไม่ว่าฐานะใดล้วนมี
อำนาจพิพากษ์
น่าเสียดายตรงหลายปีที่ผ่านมาเป็นเพียงชื่อ
เรียกขานโดยไม่ได้ ใช้งาน
ครั้นได้ยินว่าจะขึ้นแท่นบูชาฟั้า ทุกคนก็สุม
หัวกระซิบกระซาบ
ว่านซิวจื่อในฐานะเจ้านิกายเอ่ยปากแล้ว
เรื่องนี้ถือว่ากำหนดแน่นอน
เซี่ยเวยเดิมก็ตั้งใจไว้แบบนั้น จึงไม่คิดคัดค้าน
ถ้าไม่รวมพวกสาวกนิกายเอาไว้ล่างแท่นบูชา
ฟั้า แล้วจะกวาดล้างได้อย่างไรเล่า ยิ่ง
สถานการณ์ปันปั่วน เจียงเสวี่ยหนิงก็จะยิ่งมี
โอกาสหลบหนีท่ามกลางความวุ่นวาย หากเป็น
เมื่อก่อนที่เพิ่งมาถึงสาขาก็ถูกกักขังไว้ใน ห้องละ
ก็ กระทั่งโอกาสหลบหนีสักครึ่งส่วนยังไม่มีเสีย
ด้วยซ้ำ
ทุกผู้คนล้วนก้าวเข้าไปในบริเวณ กระจายตัว
บนแท่นหินที่สูงสองจั้งเหนือพื้น
หน้าแท่นหินเป็นขั้นบันได
ความจริงแล้วลานหินแบ่งเป็นสองชั้น
ชั้นหนึ่งเป็นลานกว้างสูง หนึ่งจั้งครึ่ง อีกชั้นยัง
สูงขึ้นไปอีกและจัดวางเก้าอี้ไว้สำหรับเหล่าสาวก
ชั้นสูงโดยเฉพาะ
กล่าวว่าสรรพชีวิตเท่าเทียม แท้จริงกลับ
แบ่งแยกสูงต่ำ
ว่านซิวจื่อเดินขึ้นไปเป็นคนแรก นั่งอยู่
ตำแหน่งกลาง
เซี่ยเวยกับหลู่ไท่ก็ก้าวตาม
คิดไม่ถึงว่าพวกเขาเพิ่งขึ้นไปบนแท่นบูชาฟั้า
หลู่ไท่ก็ก้มศีรษะคารวะว่านซิวจื่อ ก่อนชี้ไปที่
เจียงเสวี่ยหนิง “อย่างไรเสียวันนี้เราก็จะถกกัน
เรื่อง ทงโจว สตรีนางนั้นเองก็เป็นผู้ลอบส่งข่าวให้
ทางการ ร่วมมือกับตู้จวิน ประสานกับภายนอก
ในเมื่อนางมาที่นี่แล้วก็ขอให้พี่น้องนิกายเราได้ชม
ดู เถิดว่า สิ่งใดกันเรียกว่า ‘สมคบคิดกระทำเรื่อง
ชั่วช้า’ !”
ด้านหลังมีคนผลักเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นไปทันที
นางเกือบตกบันได
นิ้วของเซี่ยเวยที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อลอบกำ
แน่นเงียบ ๆ จิตสังหาร บังเกิดในพริบตา แต่
เวลายังไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือ เพียง
หันหลังเดินกลับไปช่วยพยุง ถามเสียงเบา “กลัว
หรือไม่”
กลัวหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมกลัวอยู่แล้ว
เพียงแต่ชั่วขณะที่เขามาประคอง นิ้วมือของ
นางก็สัมผัสฝั่ามืออบอุ่นของเขา รู้สึกถึงพลังที่เขา
ส่งมอบ จึงเหมือนจะไม่ได้หวาดกลัวอะไรขนาด
นั้นอีก สถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ ถ้าอยู่คนเดียว
น่ะต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา
โชคดีเรามีกันสองคน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบ อาศัยมือของเซี่ยเวย
พยุงตัวเองลุก เหลียวกลับไปมองแวบหนึ่ง
เหล่าสาวกนิกายสวรรค์ต่างยืนอยู่ด้านหลัง
เดิมทีพวกเขาไม่เห็นว่าการกระทำของพวก
ตนมีปัญหา แต่ครั้นนางปรายตามองไม่รู้เหตุใด
จึงละอายใจขึ้นมาบ้าง รังแกสตรีบอบบางน่ะช่าง
เถอะ แต่คนถูกกระทำกลับไม่แสดงความต่ำต้อย
อ่อนแอเยี่ยงผู้ถูกรังแกเลยสักนิด กลับแสดง
ความเหยียดหยันและใจกว้างประเภทหนึ่งแทน
เสียอย่างนั้น
ทั่วทั้งพื้นที่เงียบสงัด
สายตาของทุกคนต่างจับจ้อง
เจียงเสวี่ยหนิงละสายตาแล้วหลุบลง ยก
ชายกระโปรงกล่าวกับ เซี่ยเวยว่า “ไม่เป็นไร”
จากนั้นก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นกระทั่งขึ้นไปยืนบน
แท่นเบื้องหน้าหลู่ไท่พอดิบพอดี
นางไม่ได้เปล่งวาจา
ไม่แม้กระทั่งจะแสดงความขุ่นเคืองอะไร
มากมาย เพียงยกมือ ค้อมกายให้อีกฝั่ายเล็กน้อย
ชั่วอึดใจนั้น หน้าแท่นพลันเกิดเสียงฮือฮา
เบาๆ
ทุกคนหันไปกระซิบกระซาบกัน
แม้ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงจะไร้เครื่อง
ประทินโฉมก็ยังงามเพริศพริ้ง รูปร่างอรชรแต่ไม่
ผอมซูบอ่อนแอ แผ่นหลังหยัดตรงท่วงทีผ่าเผย
ยามยืน อยู่บนแท่นในคืนวสันต์เช่นนี้ ลมราตรีจึง
พัดผ่านชุดกระโปรงของนาง แสงจากคบไฟสูง
รอบด้านสาดอาบร่างราวกับเปล่งสีสันเฉิดฉันส่อง
ประกาย แก่โลกอันมืดสลัว
การทักทายครั้งนี้ช่างงดงามเหลือเกิน
ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่หลู่ไท่ด่าทอว่านาง
‘สมคบคิดกระทำเรื่องชั่วช้า’ กับตู้จวินเสียด้วย
สำหรับสตรีนางหนึ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่อาจบอก
ได้ว่าเป็นคำพูดที่น่าฟัง
ใครเล่าจะไปคิดว่านางมิเพียงไม่ร้องไห้ ไม่
โวยวาย ไม่หวาดหวั่น แต่กลับชิงเป็นฝั่ายแสดง
การคารวะหลู่ไท่ก่อน แต่ไหนแต่ไรมาโฉม
สะคราญก็เจริญหูเจริญตา ความจริงไม่ต้องทำ
อะไรมากมายก็ได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
ในนิกายใช่จะมีแค่คนที่พร้อมหลั่งเลือดถวาย
เศียร อีกทั้งเดิมที พวกเขาก็ไม่ได้รู้ความจริงเรื่อง
ทงโจว เพียงมองว่าการขึ้นแท่นบูชาฟั้าเป็นละคร
น่าดูฉากหนึ่ง ยิ่งแลเห็นฉากเปิดที่งดงามและ
ความขัดแย้งอันชัดเจน ก็อดตื่นเต้นไม่ได้
เรื่องชวนขันของผู้ครองตำแหน่งสูง ใครบ้าง
จะไม่อยากดู
ถึงขั้นมีคนทนไม่ได้จนต้องหัวเราะ ร้อง
ตะโกนไปทางแท่นว่า “แม้แต่เหล่าผู้เฒ่าที่ร้าย
กาจก็ยังไม่สง่างามเท่าสตรีนางหนึ่ง! หัวหน้า
สาขาหลู่ช่าง เป็นคนไม่ได้ไร้ความจริง ๆ !”