คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 232 ตอบแทนไม่ไหว (1)
หลี่ว์เสี่ยนกับเยี่ยนหลินยืนอยู่ตรงริมถนน
นอกเมืองหรู่หนิง ทอดสายตามองคูเมืองอัน
ห่างไกล พวกเขากำลังรอคนที่ไปสืบข่าวกลับมา
เทียบกับกาลก่อน เถ้าแก่ใหญ่ซึ่งมาจาก
ตระกูลบัณฑิตแต่กลับ เลือกทำการค้าผู้นี้ดูซูบ
ผอมลงไปบ้าง ใบหน้าคมคายแลดูอ้างว้างอย่าง
น่าประหลาด
ถึงจะดูเหมือนคนปราศจากเรื่องทุกข์ใจ ทว่า
แท้จริงแล้วไม่ใช่
เยี่ยนหลินทราบดีแก่ใจว่าเขาเพิ่งปรับอารมณ์
จากการตายของโหยว ฟางอิ๋นมาไม่นานนัก ยัง
ต้องการเวลาฟืนฟูอีกสักระยะ จึงไม่ได้ถามอะไร
มากความ เพียงเอ่ยกับอีกฝั่ายว่า “นิกายสวรรค์
ชูธงคุณธรรม ดูแล้วถึง กำลังทางตอนใต้จะมีไม่
น้อย แต่หากคิดจะรับมือพวกเราเกรงว่ายังไม่ไหว
หรอก พวกเราแค่ทำเป็นนอบน้อมคล้อยตามไป
ก่อน แสร้งเป็นพันธมิตร กับอีกฝั่ายก็จะเจรจา
ต่อรองด้วยได้ แม้ต้องเสียแรงและเวลาพอควร
แต่ ข้าคิดว่าถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีทางไม่ปล่อย
ตัวหนิงหนิง ทว่าเซี่ยเซียนเซิงกลับเอาตัวเองเข้า
ไปเสี่ยงอันตรายจนเป็นเรื่องใหญ่โต ข้าไม่เข้าใจ
เอา เสียเลยจริง ๆ”
หลี่ว์เสี่ยนค่อนข้างเซื่องซึม
คนนอกมองเซี่ยจวีอันไม่ออกเพราะไม่เข้าใจ
แต่ในสายตาของตน ทุกอย่างกลับกระจ่างแจ้ง
แรกเริ่มเขาไม่คิดจะอธิบาย
ทว่าในเมื่อคนเอ่ยถามคือเยี่ยนหลิน และตัว
เขาเองก็อยากเดินออก จากความโศกเศร้าช่วง
หลายวันมานี้ด้วย จึงถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อน
ตอบว่า “จะจับโจรก็ต้องจับหัวหน้าก่อน”
เยี่ยนหลินมองเขา
หลี่ว์เสี่ยนจึงถาม “บัดนี้ใต้หล้า พวกเรา ราช
สำนัก และนิกายสวรรค์ถือเป็นกระถางสามขา
สมดุลกันและกัน หากเป็นท่าน จะหาทาง
เอาชนะ เช่นใด”
เยี่ยนหลินตรึกตรองครู่หนึ่งแล้วตอบกลับ
“ประสานแนวดิ่งเชื่อมโยงแนวขวาง รวมอ่อน
ต้านแข็ง ก่อนอื่นควรจัดการราชสำนักเป็นอันดับ
แรก ฉะนั้นพวกเราร่วมมือกับนิกายสวรรค์เสีย
ดีกว่า ถึงแม้จะต้องเจรจาขอ ผืนหนังจากเสือ แต่
ก็ต้องวางแผนจัดการเมืองหลวงก่อน ที่เหลือค่อย
มา ชี้แพ้ชนะกันทีหลัง”
หลี่ว์เสี่ยนพลันหัวเราะ “ดังนั้นท่านจึงเป็นคน
ธรรมดา”
เยี่ยนหลินขมวดคิ้วฉับ
หลี่ว์เสี่ยนกลับหลุบตาจิบสุราในถุงหนัง
จากนั้นจึงพูดต่อ “คน ธรรมดาล้วนนึกถึงการใช้
สองรุมหนึ่งได้ แต่ซื่อจื่อเอ๋ย พี่ชายของท่านผู้นี้
เขาเป็นคนธรรมดาหรือ”
เยี่ยนหลินหวนคิด ก่อนจะเอ่ยอย่างเนิบช้า
“เขาไม่ใช่”
หลี่ว์เสี่ยนถอนหายใจ “ก็นั่นน่ะสิ”
เขาไม่ใช่
เขาเป็นคนบ้า
ในส่วนลึกของการคิดอ่านวางแผนที่เยือกเย็น
มีเหตุผลของเซี่ยจวีอัน ล้วนแต่ซ่อนความบ้าคลั่ง
แทบถึงขีดสุดไว้อยู่เสมอ
คิดในสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้าคิด ทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่
กล้าทำ
หากทางราชสำนักและนิกายสวรรค์มองไม่
ออกว่าเขาเป็นคนอย่างไร ก็คือถูกเปลือกนอกใน
อดีตของเขาหลอก ขอแค่เห็นภาพลวงตานี้และ
หลงเข้าใจไปว่า ต่อให้เขามีใจทะเยอทะยานก็ไม่
อาจลงเรือลำเดียวกับฝัง ตรงข้าม เป็นเหตุให้มี
โอกาสจะดึงตัวมาเป็นพวก เช่นนี้ก็น่าเสียดาย ที่
แท้จริงแล้วคิดผิดมหันต์
น่าเสียดาย โชคร้ายก็ตรงที่…นิกายสวรรค์กับ
ราชสำนักต่างยังไม่ได้ตระหนักรู้ ในขณะที่ว่าน
ซิวจื่อเองก็เป็นเพียงคนธรรมดา
พวกเขาอาจแค่ระแวงเซี่ยเวย แต่เซี่ยเวยไม่มี
ทางลงมือยั้งไมตรีกับ พวกเขา
จะนิกายสวรรค์ก็ดี หรือราชสำนักก็ดี
ล้วนเป็นสิ่งที่เขาต้องกำจัด เขาทนมายี่สิบ
กว่าปี ครั้นสบโอกาสก็จะ ต้องใช้วิธีโหดร้ายที่สุด
กวาดล้างทั้งสองฝั่ายในคราวเดียวด้วยความเร็ว
สูงสุด เพื่อชำระหนี้เลือดในตอนนั้น!
เยี่ยนหลินได้ยินก็พลันเงียบไปครู่ใหญ่
เขาไม่ได้เอ่ยถามอันใดเพิ่มเติม
หลี่ว์เสี่ยนจึงไม่เอ่ยถึงอีก ยี่สิบกว่าปีก็ทน
มาแล้ว เพียงครึ่งชั่วขณะ ยังจะมีอะไรทนไม่ได้
อีกหรือ การเอาตัวเข้าไปเสี่ยงชีวิตแม้จะมีผลลัพธ์
ที่ พึงได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็เชื่อว่า หากคนที่
นิกายสวรรค์จับมาเป็นตัวประกันไม่ใช่เจียงเสวี่ย
หนิง เซี่ยเวยไม่มีทางเลือกใช้วิธีดังกล่าวเป็นอัน
ขาด
เห็นทหารควบอาชาห้อตะบึงเข้ามาจาก
ด้านหน้า ทหารรายนั้น พลิกตัวลงจากหลังม้า
อย่างกระฉับกระเฉง พูดรัวเร็วว่า “รายงานท่าน
แม่ทัพ ผู้นำโจรกบฏนิกายสวรรค์เข้าเมืองไปเมื่อ
ครึ่งชั่วยามที่แล้วขอรับ!”
เยี่ยนหลินสบตาหลี่ว์เสี่ยนแวบหนึ่ง
เขายกมือออกคำสั่งทันที ทหารราวสองหมื่น
นายที่ตั้งทัพอยู่นอกเมืองรวมพลในฉับพลัน ราว
กับเมฆครึ้มม้วนตัวเข้าสู่เมืองหรู่หนิงอย่าง
รวดเร็วท่ามกลางความมืด!
*****
บนแท่นบูชาฟั้า ดวงหน้าของหลู่ไท่ย่ำแย่จน
แดงคล้ำ
ท่าทางซื่อตรงเปิดเผยและมารยาท
เพียบพร้อมของเจียงเสวี่ยหนิง ยิ่งขับเน้นให้เขาดู
ต่ำต้อย!
มิหนำซ้ำยังมีเหล่าสาวกนิกายที่ชอบชมความ
ครึกครื้นโดยไม่กลัว เรื่องบานปลายอยู่ล่างแท่น
บูชา พวกนั้นไม่รู้เรื่องอันใด คอยแต่จะส่งเสียง
โห่ร้องอยู่ด้านล่าง!
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะมีรูปโฉมงดงามและเป็น
ฝั่ายค้อมกายคารวะ ทว่าในสายตาของหลู่ไท่
นางกลับดูน่ารังเกียจมากกว่า ทำเอาแทบอยาก
ฉีกทึ้งนางเป็นชิ้น ๆ !
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่คิดจะคำนับกลับ
เขายืนเฉยพลางผุดรอยยิ้มเย้ยหยัน
ข้างล่างพากันส่งเสียงกระซิบกระซาบอีกครั้ง
ทันที
เดิมทีเซี่ยเวยคิดว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะ
หวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แต่ เมื่อเห็นนางเดิน
ขึ้นไปทีละก้าว ถึงขั้นทำให้หลู่ไท่ตกที่นั่งลำบากก็
อด หัวเราะออกมามิได้
หญิงสาวนางนี้เติบโตแล้ว
เผชิญหน้าสถานการณ์เพียงลำพังได้แล้ว
หากบอกว่าในความเยือกเย็นของเจียงเสวี่ย
หนิงยังคงข่มเพลิงโทสะ ไว้หลายส่วน ความเงียบ
สงบของเขาก็คือความเงียบสงบที่แท้จริง ตัว เขา
เองก็ไม่พูดจามากความ ย่างเท้าขึ้นแท่นบูชาตาม
ไปอย่างไม่รีรอ ยืน หันหน้าเผชิญกับหลู่ไท่
เช่นเดียวกัน
บุรุษเก่งกาจสตรีงดงาม เป็นคู่สวรรค์สร้าง
โดยแท้
ภายใต้แสงคบเพลิงประดุจจันทราหยอกเย้า
บุปผา หากมองข้ามบรรยากาศตึงเครียดนี้ไปก็
ถือว่าน่าดูอยู่มาก
เสียงจอแจจากข้างล่างมิเพียงไม่สิ้นสุด กลับ
จะทวีขึ้นอีก
ว่านซิวจื่อที่นั่งมองจากข้างบนพลันขมวดคิ้ว
ลุกขึ้นกวาดตามอง แวบหนึ่ง
สาวกด้านล่างที่สังเกตเห็นว่านซิวจื่อพลันไม่
กล้าทำตามอำเภอใจอีก
บรรยากาศเงียบลงในบัดดล
ว่านซิวจื่อจึงเอ่ยขึ้น “ตู้จวินทุ่มเทสุด
ความสามารถเพื่อนิกายเป็นเวลาหลายปี เหตุใด
หัวหน้าสาขาหลู่จึงกล้ามั่นใจว่าเขาทำร้ายกงอี๋
เฉิง รวมไปถึงพี่น้องชาวนิกายทั้งหลาย และเหตุ
ใดเล่าเรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับคุณหนูรอง เจียง
ด้วย”
สีหน้าของหลู่ไท่ค่อยดีขึ้นมาบ้าง เพราะเขารู้
ว่าหัวหน้านิกายยืนอยู่ ฝังเดียวกับตน ความ
มั่นใจจึงเพิ่มขึ้นหลายส่วน ประสานมือโค้งคำนับ
ตอบว่า “ในเมื่อข้าน้อยกล้าพูดก็ย่อมไม่ใช่อาศัย
แต่ลมปาก พวกสุนัขรับใช้ของราชสำนักมักใช้
เล่ห์เหลี่ยมสกปรกทุกทาง พวกมันหลงคิดไปเอง
ว่า แผนการจะสมบูรณ์แบบ เป็นดั่งภูษาฟั้าไร้
ตะเข็บ แต่แล้วบนโลกนี้มี กำแพงใดบ้างไร้ช่อง
ลม หากไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ ก็อย่าได้กระทำ!”
หลู่ไท่เอ่ยถึงตรงนี้ก็หันขวับไปมองเซี่ยเวย
หลังจากนั้นก็ชูมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องนำ
คนขึ้นมา ตะโกนเสียงดัง ว่า “คนแซ่หลู่จับมา
สองคน ต้องขอรบกวนตู้จวินเซียนเซิงกับคนรู้ใจ
ของ ท่านจำแนกให้ด้วย!”
คำพูดจากปากคนผู้นี้สกปรกยิ่งนัก ไม่ลืม
พูดจาดูหมิ่นคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยิน
ทว่ายามนี้อยู่ใต้ชายคาเรือนผู้อื่น นางจึงข่ม
กลั้นโทสะ เพียงเงยหน้ามองไปทางหลู่ไท่ ทว่า
ทันใดนั้นนัยน์ตาพลันเบิกโพลง เกือบเหลือบมอง
ไปทางเซี่ยเวยอย่างอดไม่อยู่!
คนที่ถูกจับตัวขึ้นมาเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง
เป็นหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ ทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยฟก
ช้ำดำเขียว
โดยเฉพาะสตรีนางนั้น ผมเผ้ากระเซิง น้ำตา
ไหลรินไม่ขาดสาย
มองดูก็รู้ว่ามีอายุพอสมควร น่าจะราวสามสิบ
กว่าปี เป็นสตรีที่ แต่งงานแล้ว รูปร่างหน้าตาดู
ซื่อตรงไร้พิษสง มือเท้าหยาบกระด้าง ชำเลือง
มองผาดหนึ่งก็รู้ว่าเป็นคนอาภัพ ฐานะครอบครัว
ไม่ดี ทำงานใช้แรงกาย เป็นหลัก
แต่ที่ทำให้เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนกมาก
ที่สุดคือเด็กหนุ่มอายุยังน้อยที่ถูกจับตัวขึ้นมา
ด้วยกัน…
เขาคือเสียวเปั่า
เด็กคนนั้นช่วยชีวิตเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อครั้งศึก
เมืองทงโจว หลังจากนั้นก็เคยปรากฏตัวอยู่ข้าง
กายเซี่ยเวย เขาเป็นคนฉลาดและมีเหตุผล คอย
วิ่งติดต่อประสานงานให้เซี่ยเวยอยู่บ่อยครั้ง สอง
ปีมานี้ทั้งสูงและเติบใหญ่ ขึ้นแล้ว
เพียงแต่รอยฟกช้ำบนตัวดูจะมากกว่าสตรี
นางนั้น
ใบหน้ายิ่งเต็มไปด้วยรอยเปือน
เขาถูกจับมัดมือ อีกทั้งโดนบังคับให้เดินขึ้นมา
บนแท่นบูชาฟั้า เผย สีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
แกมละอายใจ เขาเหลือบมองนางกับเซี่ยเวย
แวบหนึ่ง น้ำตาเกือบจะหลั่งริน ไม่กล้าเงยหน้า
แลมากกว่านี้
เซี่ยเวยเบนสายตาไปมองเสียวเปั่า ยังจะมี
อะไรที่เขาไม่เข้าใจอีกเล่า
เสียวเปั่าเดิมทีเป็นคนของนิกายสวรรค์ เขา
บังเอิญถูกใจจึงเรียกตัวมารับใช้อยู่หลายวันและ
สอนให้รู้หนังสือ เสียวเปั่าเองก็ได้เรื่องได้ราว
ฝึกฝน วรยุทธ์จนเก่งกาจ อีกทั้งอายุยังน้อยจึงมัก
ไม่เป็นที่สนใจของผู้อื่น ทำได้ หลายงานที่เตาฉิน
เจี้ยนซูไม่อาจทำเอง
บทที่ 232 ตอบแทนไม่ไหว (2)
เพียงแต่การเข้าสู่นิกายไม่ได้เกิดจากความ
ต้องการของเจ้าตัว
เป็นเพราะพี่สะใภ้เข้านิกาย จึงพาเขาเข้าร่วม
ด้วย
เซี่ยเวยไม่เคยเจอสะใภ้ที่คนเขาลือกัน ทราบ
แค่ว่าเสียวเปั่าได้รับ ของดีอะไรแต่ละครั้งก็มัก
เอากลับบ้าน ท่าจะเห็นครอบครัวสำคัญยิ่งยวด
เจ้าตัวอาจรับบทลงโทษนี้ไหว จึงกัดฟันไม่พูด
อะไรสักคำ แต่พี่สะใภ้ ไม่แน่ว่าจะทนได้
นับประสาอะไรกับการที่นิกายสวรรค์จับพวก
เขามาด้วยกัน
หากเปลี่ยนมาให้ตนจัดการก็คงไม่ต่าง หากรู้
ว่าเด็กคนนี้ให้ความ สำคัญกับอะไรก็จะใช้แส้
ฟาดพี่สะใภ้ต่อหน้าต่อตา ผู้แข็งแกร่งดุจ
เหล็กกล้าถึงอย่างไรก็มีใจมีเลือดเนื้อ ทนได้หรือที่
เห็นคนที่ตัวเองรักต้องทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้
เป็นดั่งที่คิด หลู่ไท่พลันชี้นิ้วมาทางเซี่ยเวยกับ
เจียงเสวี่ยหนิง เอ่ยถามเสียวเปั่าเป็นคนแรก “ไอ้
หนู เจ้ารู้จักสองคนนี้หรือไม่”
เสียวเปั่ากัดฟันแน่น ไม่ยอมปริปาก
หลู่ไท่ถีบร่างเขาจนล้มกลิ้ง จากนั้นกระโดด
ข้ามมาอยู่ด้านข้างสตรีที่กำลังก้มหน้าร้องไห้ เอา
มือขยุ้มผมเผ้าอันยุ่งเหยิงและจิกศีรษะนางขึ้นมา
ชี้นิ้วหาเจียงเสวี่ยหนิงและเซี่ยเวย “รู้จักหรือไม่”
เมื่อนางเงยขึ้นมาก็เริ่มเห็นโครงหน้าได้
ชัดเจน
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็นึกออก
เมื่อคราวศึกเมืองทงโจว นางเคยพบเจอสตรี
ผู้นี้ ตอนนั้นตนกับ จางเจอถูกกลุ่มโจรที่หนีออก
จากคุกพาตัวไปด้วยกัน พวกนางหยุดพักอยู่ ใน
ศาลเจ้าร้างกับกลุ่มกบฏนิกายสวรรค์ อีกฝั่ายเป็น
หนึ่งในผู้ที่นิกาย สวรรค์ส่งมาประสานงาน เป็นผู้
ยื่นน้ำและอาหารให้ ทั้งยังมอบขนมชุยปิง แก่
นางด้วยรอยยิ้ม
พี่สะใภ้ของเสียวเปั่าเกิดในครอบครัว
เกษตรกร นางตามสามีเข้า นิกาย เป็นคนช่วย
ดูแลอาหารการกิน ยามปกติก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ
กิจการ ของนิกายแต่อย่างใด ยิ่งไม่ทราบว่าเหตุ
ใดเคราะห์ร้ายครั้งนี้ถึงเกิดขึ้น กับตน
นางร้องไห้ดวงตาแทบแดงก่ำแล้วหันมอง
ตามนิ้วของหลู่ไท่ นางย่อมไม่รู้จักเซี่ยเวย ทว่า
ยามได้เห็นเจียงเสวี่ยหนิง สายตากลับชะงักงัน
ประหนึ่งในที่สุดก็คว้าฟางเส้นสุดท้ายมาได้ “รู้จัก
รู้จัก! ข้ารู้จักสตรีผู้นี้!”
หัวใจของเจียงเสวี่ยหนิงค่อย ๆ จมดิ่ง
หลู่ไท่พลันหัวเราะด้วยความดีใจราวกับคน
เสียสติ เอ่ยถามต่อ “เจ้า เจอนางที่ไหน เจอ
เมื่อใด”
สตรีผู้นั้นสะอื้นไห้พลางตอบกลับ “สองปี ไม่
สิ เกือบจะสามปีแล้ว เหตุการณ์ในเมืองทงโจวที่
มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากครั้งนั้น ข้ากับ
เสียวเปั่าต้องไปส่งชุยปิงที่เพิ่งทำเสร็จให้ทุกคน ที่
นั่นล้วนมีแต่ชายฉกรรจ์ ส่วนนางแต่งกายชุดของ
บุรุษ ทว่ามองแวบเดียวข้าก็รู้แล้วว่าปลอมตัวมา
แต่คิดได้ว่านั่นเป็นเรื่องที่ข้ามิสมควรไถ่ถาม จึง
ไม่ได้เอ่ยออกไป หลังจากนั้น หลังจากนั้นข้าถึงได้
ยินว่า เมืองทงโจวเกิดเรื่อง…”
ด้านล่างมีเสียงฮือฮา!
หลู่ไท่ได้ทีตะคอกถามเจียงเสวี่ยหนิง “มีคน
จำเจ้าได้ เจ้ายังมีอะไร จะพูดอีกหรือไม่?!”
ในสถานการณ์นี้ พวกนางตกเป็นฝั่าย
เสียเปรียบ
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงกลับจับอยู่ที่เสียว
เปั่า ตรึกตรองครู่หนึ่งปราศจากท่าทีลุกลี้ลุกลน
ค่อย ๆ ย้อนถามอีกฝั่าย “ไม่ขอปิดบังหัวหน้า
สาขาหลู่ เป็นเรื่องจริงที่ข้าเคยพบนาง แต่เคยพบ
หน้ากันเพียงครั้งเดียวในศาลเจ้าร้าง จากนั้นก็
มิได้ข้องเกี่ยวอันใดอีกแม้แต่น้อย หรือแค่หยุดพัก
ในวัดร้างแห่งเดียวกันก็ยืนยันได้แล้วว่าเหตุการณ์
ที่เมืองทงโจวมีส่วน เกี่ยวข้องกับข้าและตู้จวิน
เซียนเซิง”
“ดียิ่ง ในเมื่อเจ้ายังดื้อรั้น วันนี้ข้าจะทำให้เจ้า
ตายตาหลับเอง” หลู่ไท่ผลักสตรีนางนั้นล้มลงกับ
พื้น ก่อนเดินไปหาเสียวเปั่าอีกครั้ง พูดด้วย
น้ำเสียงเย็นชา “ตาเจ้าแล้ว วันก่อนที่ข้าถามไป
เจ้าตอบว่าอย่างไร วันนี้ เจ้าต้องตอบตามความ
จริง!”
เซี่ยเวยเอามือไพล่หลัง ยืนอย่างสงบ
เสียวเปั่าเงยหน้ามองเขา ก่อนหันศีรษะไป
ทางเจียงเสวี่ยหนิงช้า ๆ นัยน์ตาดำมืดฉายแวว
อดกลั้นเอาไว้หลายส่วน ตอบว่า “ข้าจัดการธุระ
ให้เซียนเซิง ย่อมต้องเคยพบเซียนเซิง ทั้งยังเคย
เจอกับคุณหนูผู้นี้ด้วย ทว่า ศึกเมืองทงโจวรวมถึง
เรื่องการตายของกงอี๋เซียนเซิง เซียนเซิงและ
คุณหนู ผู้นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด! ข้าไม่รู้
อะไรทั้งสิ้น!”
“เหลวไหล!”
หลู่ไท่โกรธเกรี้ยวจนดวงหน้าถมึงทึง แทบจะ
ยื่นมือไปบีบคอของ เสียวเปั่าในบัดดลด้วยสีหน้า
ดุดัน
“วันก่อนเจ้ายอมรับหมดเปลือก มาวันนี้อยู่
ต่อหน้าพี่น้องนิกาย สวรรค์ กระทั่งต่อหน้าเจ้า
นิกายเสียด้วยซ้ำ เจ้ากลับกล้าโกหก! พูด รีบ
สารภาพออกมาซะ…ไม่เช่นนั้นข้าจะตัดมือตัดเท้า
ให้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจ ทันทีเลย!”
เซี่ยเวยมีท่าทีนิ่งเฉยตั้งแต่ต้นจวบจนบัดนี้
เขาเงยหน้ามองราวกับ เสียวเปั่าไม่ได้ทำงานให้
ตน ประหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง เอ่ยเตือน
หลู่ไท่อย่างเย็นชา “หัวหน้าสาขาหลู่ เขาอายุยัง
น้อย ท่านจะหาเรื่องเขา ไปไย เมื่อใดกันที่นิกาย
เราสอนให้ใช้กำลังบีบจนคนยอมสารภาพ”
นิกายสวรรค์หาคนเข้าร่วมนิกาย อาศัยคำว่า
‘มหากลมเกลียว’ แต่ไหนแต่ไรก็ชิงชังวิธีของ
ศาลาว่าการ ช่วงที่หลู่ไท่พาคนออกมาก็มี ผู้
สังเกตเห็นรอยแผลเป็นบนร่างของทั้งคู่ ดูก็รู้ว่า
จัดการเสียวเปั่าอย่างไร พลันอดรู้สึกอึดอัดใจ
ไม่ได้
อย่างไรเสียทั้งสองก็ไม่ใช่เหล่าผู้ทรงอำนาจ
ในปีนั้น หลู่ไท่กับกงอี๋เฉิง ยังเป็นเพียงคน
ธรรมดาที่มีบทบาทเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เลย แต่
หลายปีมานี้ ได้เลื่อนตำแหน่ง มีผู้ใต้บังคับบัญชา
คอยรับใช้ มีคนอุ่นผ้านวมบนเตียงให้ มีกระทั่ง
เงินทองที่จับจ่ายใช้สอยประหนึ่งน้ำหลาก จะเอา
เวลาใดไปนั่ง จดจำว่าตนเองก็เคยเข้านิกายเพื่อ
แลกกับอาหาร ไม่รู้เอาความตั้งใจแรกเริ่มไปทิ้ง
ไว้ที่ใดหมด
ครั้นขึ้นแท่นบูชาฟั้า หลู่ไท่ก็ยังปฏิบัติตนราว
กับอยู่ในที่ส่วนตัว ผู้คน จึงอดวิพากษ์วิจารณ์
ไม่ได้
คำพูดของเซี่ยเวยเป็นผลให้เกิดเสียงกระซิบ
กระซาบด้านล่างแท่น บูชาทันใด
แม้หลู่ไท่จะโง่งมเพียงไร เขาก็พลันรู้สึกตัวว่า
ตนทำเกินไปแล้ว
ใบหน้าแดงก่ำสลับซีดขาวด้วยความรู้สึกเสีย
หน้าอย่างยิ่ง
แต่ที่ทำให้เขาโมโหยิ่งกว่าก็คือ ก่อนหน้านี้
เสียวเปั่าเคยสารภาพ ออกมา ทว่าวันนี้เมื่อยืนอยู่
บนแท่นบูชาฟั้า อีกฝั่ายกลับปฏิเสธโดยไม่
คำนึงถึงความเป็นความตายของพี่สะใภ้ ตนจึงตก
เป็นฝั่ายเสียเปรียบเสียเอง
มิหนำซ้ำถ้อยคำของเซี่ยเวยเมื่อครู่ก็ยิ่งตัด
ความเป็นไปได้ที่จะใช้หญิงนางนั้นมาบีบบังคับ
เสียวเปั่า!
อย่างน้อยก็เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นชั่วขณะ
ว่านซิวจื่อที่นั่งอยู่ด้านบนกระแอมกระไอ
ถามด้วยท่าทางเหมือน ไม่ได้ตั้งใจ “ระยะทาง
จากทงโจวถึงเมืองหลวงมิใช่ใกล้มากหรอกหรือ
สตรีนางนี้ยามนั้นก็อยู่ที่ทงโจวรึ”
หลู่ไท่ได้ยินถ้อยคำนี้ก็ได้สติกลับมาทันควัน
เขาเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง แม้เสียวเปั่าไม่
ยอมเอื้อนเอ่ย แต่ก็ใช่ว่าไม่มีประเด็นใดให้จับ
ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับปล่อยเสียวเปั่าไป ส่วน
ตนเอง มายืนอยู่ตรงกลาง ชี้ไปทางเจียงเสวี่ย
หนิงและถามเสียวเปั่าว่า “เมื่อครู่ เจ้าพูดว่า
ทำงานให้ตู้จวิน ดังนั้นจึงย่อมรู้จักนาง งั้นข้าขอ
ถามว่านางมีชื่อแซ่อะไร บ้านอยู่แห่งใด มีภูมิหลัง
เช่นไร และมีความสัมพันธ์อันใดกับตู้จวิน”
เสียวเปั่าได้ยินคำนี้ก็หน้าซีดเผือดทันควัน
ขณะเดียวกัน สีหน้าของเซี่ยเวยพลันมืดคล้ำ
แม้เจียงเสวี่ยหนิงจะไม่ทราบว่าเหตุใดหลู่ไท่
จึงถามเช่นนี้ แต่ครั้นเห็นสีหน้าของเซี่ยเวยกับ
เสียวเปั่า ก็เข้าใจทันทีว่าฐานะของนางอาจเป็น
ปัญหาในนิกายสวรรค์…
นิกายที่เป็นฝั่ายต่อต้านราชสำนัก จะปฏิบัติ
ต่อคุณหนูบุตรีขุนนาง เช่นไรเล่า
หลู่ไท่เห็นเสียวเปั่าไม่เอ่ยปากก็หัวเราะเย้ย
หยัน “พูดสิ! พวกเจ้ารู้จักกันไม่ใช่หรือ?!”
เสียวเปั่าลำคอแห้งผาก พูดขึ้นว่า “คุณหนูแซ่
เจียง เป็น เป็น…”
ถ้อยคำต่อจากนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็พูดไม่ออก
หลู่ไท่แค่นเสียงเย็นชา ทราบดีว่าตนกำลังกุม
โอกาสเอาชนะ เขา ปรายตามองทุกคนรอบ
บริเวณพร้อมตะโกนลั่น “ถึงเจ้าไม่พูด ข้าก็รู้ ข้า
จะพูดแทนเจ้าเอง! สตรีผู้นี้แซ่เจียง นามเจียง
เสวี่ยหนิง เป็นลูกสาว รองเสนาบดีกรมคลังของ
ราชสำนักชั่วเจียงปั๋อโหยว! บิดาเป็นขุนนางใหญ่
ในราชสำนัก เป็นสุนัขรับใช้ของฮ่องเต้ พี่สาวแต่ง
เข้าจวนอ๋อง มีฐานะเป็นสะใภ้ของราชวงศ์ ส่วน
นางเคยเข้าวังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษาของ
องค์หญิง ซ้ำยังเป็นลูกศิษย์ของตู้จวินด้วย! ตู้จวิน
เซียนเซิงเป็นผู้มีชื่อเสียงเคียงคู่ท่านกงอี๋ในนิกาย
เรา แต่สตรีเช่นนี้ไม่คำนึงถึงจริยธรรม ตู้จวินก็ยัง
จะบำเพ็ญเพียรกับนาง ยอมมาเสี่ยงอันตราย
ลำพังเพื่อนาง! พี่น้องทั้งหลาย จำกฎของนิกาย
เราได้หรือไม่…”
ที่แท้ก็เป็นลูกขุนนาง!
หินก้อนหนึ่งก่อระลอกคลื่นพันชั้น เสียง
โหวกเหวกโวยวายดังด้านล่างของแท่นบูชาฟั้า!
ผู้คนจำนวนไม่น้อยทั้งตกใจและโกรธขึ้ง
“เป็นถึงญาติของฮ่องเต้เชียวหรือ”
“เชอะ มิน่าเล่าถึงมีกิริยาท่าทางเช่นนี้ ดูไม่
เหมือนลูกชาวบ้าน ธรรมดา!”
“รองเสนาบดีกรมคลัง กรมคลังที่เรียกเก็บ
ภาษีอัตราสูงทุกปีใช่ หรือไม่”
“ตู้จวินเซียนเซิงไปอยู่กับหญิงพรรค์นี้ได้เช่น
ไร…”
“อาจารย์กับลูกศิษย์ จริยธรรมอยู่ที่ไหนกัน!”
“ถุย!”
…
บทที่ 232 ตอบแทนไม่ไหว (3)
หากกล่าวว่าในช่วงเวลาก่อนหน้า ผู้คนมามุง
ดูความครึกครื้นกันเป็นส่วนใหญ่ บัดนี้เมื่อฐานะ
ของเจียงเสวี่ยหนิงเปิดเผยต่อหน้าฝูงชน ใจที่
ต้องการชมความสนุกสนานพลันเปลี่ยนไปใน
พริบตา คนส่วนมากมีชาติกำเนิดยากไร้ ได้รับ
ความทุกข์ระทมจากการถูกกดขี่ค่าแรงงานและ
ต้องจ่ายภาษี อันหนักหนาสาหัสจึงคับแค้นราช
สำนักและราชวงศ์เป็นล้นพ้น มิฉะนั้น ไหนเลย
จะยอมทุ่มเทให้นิกาย
ที่แสวงหามิใช่ว่าเพราะสักวันจะบังเกิด ‘มหา
กลมเกลียว’ หรอกหรือ
แต่สตรีจากตระกูลสูงศักดิ์นางนี้กลับยืนบน
แท่นสูง ทั้งยังมีความ สัมพันธ์กับตู้จวินเซียนเซิงผู้
มีชื่อเสียงในนิกายสวรรค์ของพวกเขา มองแล้ว
รู้สึกขัดลูกตายิ่ง ความโกรธขึ้งเคียดแค้นของผู้คน
จึงมีช่องทางระบายและ มีเปั้าหมายกระจ่าง
ขึ้นมา
ในนิกายมีข้อกำหนดชัดเจน เมื่อเป็นศิษย์
นิกายจะต้องขีดเส้นแบ่ง กับอำนาจเงินทองเป็น
มั่นเป็นเหมาะ มีครอบครัวต้องลาจาก มี
สินทรัพย์ ต้องละทิ้ง ยิ่งไม่อาจมีสัมพันธ์กับสตรี
เช่นนี้!
ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาจากข้างล่าง “ลงโทษ
ตามกฎนิกาย!”
จังหวะนั้น พลันเริ่มมีคนตะโกนเสียงดังตามๆ
กันมา “ลงโทษตาม กฎนิกาย!”
ไม่นานนัก เสียงดังจากข้างล่างก็รวมเป็นหนึ่ง
“สามมีดหกรู เริ่ม ลงมีดแรก!”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกตึงหนังศีรษะทันใด รับรู้ได้
ว่าหลู่ไท่กำลังมองมา รู้สึกดุจถูกงูพิษจ้องเขม็ง
เย็นซ่านไปถึงกระดูกสันหลัง
ที่กล่าวว่า ‘สามมีดหกรู’ นั้นเป็นกฎในยุทธ
ภพ
ใช้มีดแทงทะลุส่วนหนึ่งของร่างกาย เหลือทิ้ง
ไว้สองรู ใครจะถอนตัวจากนิกายสวรรค์จำต้อง
แทงตัวเองสามครั้งเสียก่อนเพื่อแสดงความตั้งใจ
และตามกฎของนิกายสวรรค์นั้น…
“นิกายสวรรค์ของข้ามีกฎ ไม่อนุญาตให้
สาวกทุกคนพัวพันข้องเกี่ยวกับอำนาจเงินทอง ตู้
จวินเซียนเซิงเป็นคนของนิกายสวรรค์ที่สมควร
จะเป็นตัวอย่างแก่เหล่าพี่น้องในนิกาย ทว่าทั้ง ๆ
ที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำแบบนี้ ผิดระเบียบ เจ้าก็ยังจงใจ
ละเมิด!” น้ำเสียงของหลู่ไท่ยิ่งเอ่ยก็ยิ่งเย็นยะ
เยือก “หากมิใช่คนของนิกายก็ช่างเถอะ แต่ใน
เมื่อเป็นคนของนิกาย ทั้งยังมิได้ ถอนตัว มาอยู่
ร่วมกับสตรีพรรค์นี้แล้วจะกล้าปล่อยไปโดย
ง่ายดายได้ เช่นไร”
เซี่ยเวยจ้องมองอีกฝั่าย ไม่ได้พูดอะไร
ข้างล่างก็มีเริ่มมีเสียงตะโกนอีกครั้ง “สามมีด
หกรู”
เจียงเสวี่ยหนิงหน้าซีดลงเล็กน้อย ความคิด
วาบขึ้นมารวดเร็วราวกับฟั้าแลบ แต่กลับทำอะไร
ไม่ได้
ว่านซิวจื่อทอดสายตาเย็นชาจากด้านบน
ค่อย ๆ มองเจตนาออก
อันที่จริง เขาแค่อยากจะยืมมือหลู่ไท่มาใช้
ควบคุมเซี่ยจวีอันโดยที่ ตัวเองมิต้องไปพัวพัน จะ
ได้เหลือทางหนีทีไล่ให้ตนเอง เพราะถึงอย่างไร
แม้เซี่ยเวยจะอยู่ตรงนี้ แต่ญาติผู้น้องอย่างเยี่ยนห
ลินทางชายแดนก็ยังมี กองทัพใหญ่นับแสนอยู่ใน
กำมือ ไม่อาจดูแคลนได้ หากสามารถร่วมมือกับ
อีกฝั่ายโจมตีราชสำนักคล้ายกับตอนที่เคยร่วมมือ
กับผิงหนานอ๋องย่อมดี ที่สุด ทว่าถ้าอยากสังหาร
เซี่ยเวยก็ต้องระมัดระวังข้างนอก มิอาจปล่อยให้
ชายแดนมาร่วมมือกับทางราชสำนัก
คิดไม่ถึงว่าหลู่ไท่จะชิงชังเซี่ยเวยล้ำลึกถึง
เพียงนี้
กงอี๋เฉิงไม่ได้เลี้ยงสุนัขตัวนี้เสียข้าวสุก
เขาพิจารณาชั่วครู่ก็พลันหัวเราะ เอ่ยด้วยสี
หน้าอ่อนโยนเปียมเมตตา “หลายปีมานี้ ตู้จวิน
สร้างความดีความชอบให้นิกายมากมายนัก อีก
ทั้งสตรีนางนี้กับเขาก็เป็นเพียงคู่บำเพ็ญ ไม่ได้ถึง
ขั้นตบแต่งสมรส ธรรมเนียม ปฏิบัติทั่วไปไม่พูด
ถึง แต่กับระเบียบนิกายแม้จะมีข้อขัดแย้ง ทว่าก็
ใช่ ร้ายแรงเพียงนั้น จากที่เราคิด ตู้จวินก็เพียง
เลอะเลือนสูญเสียความคิดอ่าน ไปชั่วขณะ”
ทุกคนเงียบกริบ
ว่านซิวจื่อเหลือบมองเจียงเสวี่ยหนิง จากนั้น
ก็เบนสายตาไปยังเซี่ยเวย เจ้านิกายคล้ายจะคิด
แทนเขาไว้หมดแล้ว “สามมีดหกรูสำหรับผู้มี
ความดีความชอบเช่นตู้จวินก็รุนแรงไปหน่อย เอา
อย่างนี้แล้วกัน ตู้จวิน เห็นแก่ว่าทำผิดกฎนิกาย
เป็นครั้งแรก นิกายเราก็ใช่จะไร้เหตุผล เราจะให้
โอกาส กลับเนื้อกลับตัวสักครั้ง ขอเพียงตัด
ความสัมพันธ์กับนาง เรื่องนี้จะถือว่า ไม่เคย
เกิดขึ้น อีกทั้งจะถือเป็นการลบล้างความผิด
ด้วย”
เจ้านิกายพูด ใครบ้างจะกล้าไม่ฟัง
ไม่มีผู้ใดแสดงอาการต่อต้าน
ทว่าเซี่ยเวยทราบดี ว่านซิวจื่อไม่มีทางปล่อย
เขาไปง่ายดายปานนี้ หรอก การตัดความสัมพันธ์
น่ะง่าย แต่เรื่องยากคือจะพิสูจน์ได้อย่างไร!
เป็นดังคาด เจ้านิกายยกมือส่งสัญญาณให้
นักพรตน้อยข้างกาย ทันใดนั้นว่านซิวจื่อก็ชักมีด
สั้นที่เหน็บเอวออกมาขว้างลงพื้น ชี้มีดพลางเอ่ย
กับเซี่ยเวยว่า “ไม่ต้องแทงถึงสามครั้งก็ได้ แต่ถ้า
ทำอย่างฉาบฉวย เกรงว่า ทุกคนจะรู้สึกไม่เชื่อถือ
มีดแรกอย่างไรก็ต้องแทง ขาบาดเจ็บรักษายาก
ร่างกายบาดเจ็บอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นแทงมือ
ของนางข้างเดียวพอ หาก เจ้าไม่ยินยอม มีดนี้ก็
จะตกลงบนตัวเจ้าแทน!!”
พูดถึงตรงนี้ นางพลันบังเกิดความพรั่นพรึง
ขึ้นมาหลายส่วน
ว่านซิวจื่อย่อมหมายจะหาเรื่องเซี่ยเวย แต่
สำหรับเจียงเสวี่ยหนิง ที่เป็นหมากอยู่ในกำมือ
เขายังต้องหยั่งเชิงมากกว่านี้อีกก้าวว่าหมากตัวนี้
มีค่าเท่าใด สำคัญเพียงไหน
เพราะถึงอย่างไร เพื่อความรักแล้ว การบุก
เดี่ยวมาช่วยคนถึงเมือง ลั่วหยาง สำหรับเขา
ยังคงเป็นเรื่องเหลือเชื่อ นอกจากนั้นการที่เซี่ย
เวย กระโดดเข้ามาติดกับดักของตนก็ดูจะ
ง่ายดายเกินไป ว่านซิวจื่อถึงขั้นระแวงเสียด้วยซ้ำ
ว่าจะมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
หากสองคนนั้นเสแสร้งแกล้งตบตาเล่า
หรือบางทีอาจทำเพื่อให้ว่านซิวจื่อคลาย
ความระแวง จะได้รู้สึกว่าคุมสถานการณ์อยู่ จวบ
จนอีกฝั่ายเข้าสู่กับดักอย่างราบรื่นและเขาเข้าใจ
ไปว่าสตรีนางนี้ใช้ข่มขู่เซี่ยเวยได้ ไม่แน่ถึงครานั้น
เซี่ยเวยอาจจะผลักนางออกมา รับมีดแทน แล้ว
ค่อยจัดการเขาโดยไม่ทันตั้งตัว!
เขาอยากถือโอกาสดูให้กระจ่าง ใน
สถานการณ์เช่นนี้ เซี่ยเวยจะเลือกแทงเจียงเสวี่ย
หนิงหรือเลือกแทงตัวเอง
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินถ้อยคำของเจ้านิกายก็
หันมองเซี่ยเวยในบัดดล
มีดเล่มนั้นปักแทบปลายเท้าของเซี่ยเวย
เขาหันมามองนางเช่นกัน
ชั่วพริบตา ลางสังหรณ์อัปมงคลก็บังเกิดในใจ
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวเท้าจะพุ่งเข้าไปหาเขา ตะโกน
อย่างร้อนใจ “อย่านะ!”
แต่แล้วนักพรตน้อยบนขอบแท่นบูชาก็รีบเข้า
มาจับนางไว้
สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด
สายตานับไม่ถ้วนกำลังมองมา
เซี่ยเวยโน้มตัวหยิบมีดสั้นจากพื้น ใบมีดสว่าง
ราวหิมะ สะท้อนให้เห็นดวงตานิ่งสงบลึกล้ำของ
เขาและแสงคบเพลิงซึ่งลุกไหม้มาจนถึงปลายมีด
แผ่รังสีสังหารออกมา
มือของเขาเป็นมือที่ใช้ดีดพิณ นิ้วเรียวยาว
ข้อต่อประดุจหยก ราวกับเป็นผลงานซึ่งสลัก
เสลาโดยสวรรค์ ขณะเดียวกันก็เหมือนไม้ไผ่เขียว
ตั้ง ตระหง่านรับลมเย็นบนบรรพต ทั้งยังแฝง
ความอบอุ่นของกลิ่นอายน้ำหมึกเอาไว้หลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดถึงยามแรกที่ได้พบพาน
ใบหน้าแลอ่อนแอ สวมชุดขาวนวลกอดพิณ
และดีดสายด้วยนิ้วเรียว ประดุจได้พบภูเขา
เอ๋อเหมย เสมือนสามารถได้ยินเสียงกระแสน้ำ
ไหล แม้ จะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นเดินลำบาก
เขาก็ยังจะฝืนนำพิณไปด้วย จวบจนบัดนี้นางก็ไม่
อาจลืมสายตาที่อีกฝั่ายมองมาตอนนางเดือดดาล
ทำลายพิณ ของเขา…
ตอบแทนไม่ไหว
ติดค้างคนผู้นี้นางตอบแทนไม่ไหว!
ความหวาดหวั่นเพิ่มพูนจนตรึงนางอยู่กับที่
เจียงเสวี่ยหนิงพยายาม ห้าม แทบจะร้องไห้อ้อน
วอน “อย่านะ เซี่ยจวีอัน อย่าได้ทำเช่นนั้น! ข้า
ตอบแทนท่านไม่ไหว…”
น้ำตาร่วงหยดลงมา
เซี่ยเวยมองนาง ดวงหน้าดูซีดเซียวกว่าเดิม
หลายส่วน ทว่าเผยรอยยิ้มประหลาด
เขาจับมีดสั้นไว้แน่น
ทว่าเอ่ยกับนางอย่างไม่ใส่ใจ “หากตอบแทน
ไม่ไหว จากวันนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าติดหนี้ข้าแทน ดี
หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดไม่ออกว่าอึดใจนั้นรู้สึก
เช่นใด ราวกับความเจ็บปวดแทงยอกอก
ประหนึ่งมีบางสิ่งบางอย่างกำลังกระชากนางลง
นับจากนี้ มิอาจหนีรอดไปไหนได้อีก…
หลู่ไท่เร่งเซี่ยเวยด้วยความรำคาญ เขาชี้แท่น
ลงทัณฑ์ต่อหน้าผู้คน “ท่านเจ้านิกายนานครั้งจะ
แสดงความเมตตา เจ้าเลือกได้หรือยัง ข้าจะนับ
ถอยหลังจากสาม…”
เซี่ยเวยหลุบตา เอ่ยเพียงว่า “ไม่ต้องนับ ข้า
เลือกแล้ว”
ยังไม่ทันที่ผู้คนจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง
มือขวาของเขาก็กุมมีดสั้น วางมือซ้ายบน
แท่นลงทัณฑ์ที่เต็มไปด้วย รอยเว้าแหว่งอย่างนิ่ง
สงบ ปลายมีดกดหลังมือจนหนังปริแยก เลือด
พลัน ไหลซึม เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายต้องการ
ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง จากนั้นก็เม้ม ริมฝีปากแน่น
หลับตากัดฟัน ออกแรงกดมีดลึกกว่าเดิม!
ราวกับได้ยินเสียงเยาะเย้ยดังในหัวสมอง
ทว่าในความเป็นจริงกลับปราศจากเสียงใด
ใบมีดแหลมคมแทงลงไป กระทั่งทะลุฝั่ามือ!