คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 233 ไม่เป็นภาระของกันและกัน (1)
ผู้คนล้วนคาดไม่ถึง
รวมถึงว่านซิวจื่อด้วย
ไม่นึกเลยว่าคนผู้หนึ่งครั้นต้องเลือกระหว่าง
ตนเองกับผู้อื่นจะตัดสินใจได้รวดเร็วปานนี้ ลงมือ
กับตัวเองโดยปราศจากความลังเล…
เมื่อมีดแทงลึก โลหิตก็แทบทะลักจากปาก
แผลทันที
ปลายมีดทะลวงฝั่ามือจนถึงแท่นลงทัณฑ์
ภายใต้แสงสะท้อนจากเปลวคบเพลิงทั้งสี่
ด้านบนแท่นบูชาฟั้า เลือด สีแดงฉานไหลแผ่
ขยายกว้างอยู่ในคูน้ำเบื้องล่างที่ไม่ทราบว่าเคยมี
โลหิต ใครต่อใครไหลนองมาแล้วกี่มากน้อย แลดู
น่าสยดสยอง
ความเจ็บปวดจู่โจมในบัดดล เซี่ยเวยขมวด
คิ้วแน่น เหงื่อเย็นไหลซึมหน้าผาก
แต่ถึงกระนั้นเขากลับกัดฟัน ไม่ยอมส่งเสียง
สักแอะ
นิ้วที่กดแท่นลงทัณฑ์แทบจะจิกงออย่าง
รุนแรง มือข้างที่กำลังกุมมีด ก็พลันมีเส้นเลือดดำ
หลายเส้นปรากฏตรงหลังมือ!
เจียงเสวี่ยหนิงสูญเสียเรี่ยวแรงทั้งหมดใน
ทันใด นางทรุดฮวบกับพื้น
ในยามนี้ บรรดานักพรตน้อยกลับปล่อยนาง
นางตะลึงมองแอ่งเลือด ราวกับโลหิตสีแดง
ก่ำไหลหลั่งเต็มครรลองสายตา พลันรู้สึกเจ็บปวด
ดั่งมีเข็มแทงพรวดเข้ามาถึงก้นบึ้งหัวใจ
หลังจากว่านซิวจื่อตื่นตระหนก ความ
ประหลาดใจระคนยินดีก็ไหล พรั่งพรูจากส่วนลึก
ของหัวใจทันที กระทั่งอดไม่ได้ที่จะส่งเสียง
หัวเราะ “เพื่อสตรีนางหนึ่ง! เพื่อสตรีนางหนึ่ง!
เรายังคิดอยู่เลยว่า เรายังคิดว่า หลายวันมานี้การ
กระทำของเจ้า เซี่ยเวย ล้วนอยู่ในความคาดเดา
ของเรา คิดไม่ถึงว่าที่แท้จะรักกันจริง รักกันลึกซึ้ง
ปานนี้! แม้แต่มือก็ไม่เสียดาย นั่นย่อมหมายความ
ว่าวิชาพิณที่เจ้าร่ำเรียนมานานนับปียังสำคัญสู้
นางไม่ได้ ในโลกหล้ายังมีคนลุ่มหลงมัวเมาเช่นนี้
ด้วย ฮ่า ๆ ๆ ประเสริฐ! ประเสริฐมาก!”
ปีนั้นร่ำเรียนวิชาพิณที่ตำหนักเฟิงเฉิน นาง
กับพิณล้มคะมำไปด้วยกัน เซี่ยจวีอันเลือกช่วย
พิณโดยปล่อยให้นางล้มลงกับพื้น
ภายหลัง ทั้งสองร่ำลากันที่ห้องหนังสือ นาง
มอบพิณให้เขา เซี่ยจวีอันกลับฉุดนางไว้ ปล่อยให้
พิณร่วงตกจนพัง
วันนี้ว่านซิวจื่อบีบบังคับให้เขาเลือกระหว่าง
ตัวเองกับนาง เซี่ยจวีอัน ใช้มีดสั้นแทงทะลุมือที่
ใช้ดีดพิณ
…
เจียงเสวี่ยหนิงก็มิอาจทราบได้ว่า เหตุใดยาม
มองร่างของเซี่ยจวีอัน ที่ยืนอยู่ข้างแท่นลงทัณฑ์
ความเศร้าโศกจึงถาโถมจนต้องร้องไห้ น้ำตาไหล
พรากดวงตาพร่าเลือน
หลู่ไท่เห็นเซี่ยเวยแทงมือตัวเองโดยไร้ซึ่ง
ความลังเล ทั้งยังมีกลิ่นอาย ของความนิ่งสงบ
และน่ากลัวแผ่ซ่านก็บังเกิดความพรั่นพรึงวูบหนึ่ง
ทว่าความหวาดหวั่นนี้ก็เป็นเพียงชั่วครู่
เขาพลันนึกถึงความแค้นเรื่องการตายของกง
อี๋เฉิง สายตามองสลับระหว่างเจียงเสวี่ยหนิง
กับเซี่ยเวย จากนั้นก็คล้ายค้นพบบางอย่าง แวว
ตา สาดประกายแรงกล้า แผดเสียงว่า “ท่านเจ้า
นิกายยังคงปราดเปรื่อง! เดิมทีเข้าใจว่าตู้จวิน
เซียนเซิงเพียงลุ่มหลงชั่วคราว จึงได้มี
ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนางปีศาจตระกูลขุน
นาง วันนี้ให้เจ้าเลือกระหว่างตัวเองกับนางปีศาจ
เจ้ากลับเลือกมันจนยอมสละมือ! นี่หรือจะยัง
กล่าวได้อีกว่าไร้ความอาลัยรัก หมายความว่าเจ้า
รักใคร่ลึกซึ้ง ไร้ซึ่งจิตสำนึกโดยสิ้นเชิงต่างหาก!
ฐานะของนางปีศาจสูงส่งเพียงใดเล่า อยู่ดี ๆ
ตอนนั้นจะมาปรากฏตัวที่ศาลเจ้าของนิกาย
สวรรค์เราได้อย่างไร ทั้งยังรับอาหารที่สาวก
นิกายยื่นให้อีก การตายของกงอี๋เซียนเซิงรวมถึง
พี่น้องนับไม่ถ้วนที่เมืองทงโจว จะต้องมีส่วน
เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน!”
ครั้นได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ในที่สุดสาวกนิกาย
ด้านล่างแท่นบูชาก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง
การกระทำของเซี่ยเวยแม้จะทำให้ทุกคนตื่น
ตะลึง แต่ก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์อะไรได้
ในเมื่อสถานะของเจียงเสวี่ยหนิงถูกเปิดโปง
แล้ว คนของนิกายสวรรค์ที่ล้วนแต่เป็นชาวบ้าน
ยากจนไหนเลยจะเห็นใจ
ถึงขั้นมีคนตะโกนว่า “ลงโทษนางปีศาจนั่น
เสีย!”
หลู่ไท่ย่อมตื่นเต้นยินดี
ทว่าขณะเขาก้าวเดินไปข้างหน้า เตรียมไต่
สวนอย่างเข้มงวด กลับมีสาวกนิกายวัยเยาว์ร่าง
เปือนเลือดคนหนึ่งวิ่งล้มลุกคลุกคลานมาหากลุ่ม
คนด้านล่างแท่น ตะโกนลั่นอย่างหวาดผวา “บุก
เข้ามาแล้ว! ด้านนอกมีทหารบุกเข้ามาแล้ว!!!”
อะไรนะ?!
ชั่วพริบตานี้เอง ผู้คนจำนวนมากที่รวมตัวกัน
ด้านล่างพากันตื่นตกใจ
ว่านซิวจื่อยิ่งรู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ใจสั่น
ระรัว ลุกพรวดจากที่นั่ง!
เสียงโครมครามดังมาจากด้านนอก ราวกับว่า
ประตูใหญ่ถูกกระแทกเปิด
ตามมาด้วยเสียงโหยหวนดังสนั่น
เสียงสู้รบแทบจะดังมาจากทั่วสารทิศ ทั้ง
ข้างหน้าและข้างหลัง ถูก ล้อมโดยสมบูรณ์!
เป็นไปได้อย่างไร
ที่นี่คือเมืองหรู่หนิง กองทหารที่บุกเข้าเมือง
มาจากไหนกัน
ว่านซิวจื่อไม่เข้าใจ
ต้องรู้ว่า เขาคอยระวังเซี่ยเวยกับราชสำนัก
อยู่ตลอดเวลา เกิดสงครามขึ้นทางตะวันออก
เมืองหรู่หนิงจึงแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง
ในขณะที่ฝังชายแดนของเมืองซินโจวก็มีกองทัพ
ประจำการ หากทางฝังราชสำนักส่งทัพมา ยังไม่
ต้องเอ่ยถึงเรื่องระยะทาง แค่ความเคลื่อนไหว
ของกองทัพเช่นนั้น ก็ไม่มีทางปกปิดเป็นความลับ
เขาจะต้องทราบข่าวนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่
ตัดสินใจจะลงมือกับเซี่ยเวย เขาก็ส่งคนไป
ติดตามข่าวเมืองซินโจว อยู่ตลอด กองทัพนับ
แสนไม่มีพลทหารเคลื่อนไหวเลยสักคน!
แล้วกองทัพพวกนี้ยกมาจากไหน?!
ทหารกองหนุนมาจากที่ใดกัน?!
หัวสมองยุ่งเหยิงไปหมด ว่านซิวจื่อตะโกน
ออกคำสั่ง “รีบไปสกัดไว้ เด็ก ๆ คุ้มกันข้าก่อน!”
นักพรตน้อยทั้งสองฝังชักกระบี่คุ้มกันเขา
ทันที
หลังจากนั้น เขาเหลือบมองเซี่ยเวยที่อยู่
ด้านข้างราวกับมีอะไรมา ดลใจ พลันชี้นิ้วหาอีก
ฝั่ายและตวาดกร้าว “เป็นเจ้า เจ้าวางแผนทำร้าย
ข้า! เร็วเข้า อย่าปล่อยให้มันหนี! จับมัน! จับมัน
ไว้!”
ความเปลี่ยนแปลงนั้นกะทันหันสำหรับว่าน
ซิวจื่อก็จริง แต่สำหรับ เซี่ยเวยถือว่าคาดการณ์
เอาไว้แล้ว
ครั้นได้ยินว่าข้างนอกเกิดความโกลาหล เขาก็
พลันกัดฟันทนความ เจ็บปวด ดึงมีดสั้นที่แทง
ทะลุฝั่ามือข้างซ้ายออกมากำแน่น…
ใบมีดที่ก่อนหน้านี้ทะลวงฝั่ามือ กลายเป็น
อาวุธใหม่ของเขาในบัดดล!
ครั้นนักพรตน้อยสองคนกระโจนเข้าใส่ เซี่ย
เวยก็พลิกมือใช้มีดสกัดกั้นโดยไม่ลังเล ใบมีด
แฉลบลงตามใบกระบี่อึดใจเดียวก็ตัดสามนิ้วของ
ฝั่าย ตรงข้าม มืออีกข้างยังมีเลือดหลั่งริน แต่เขา
กลับใช้มันค้ำยันแท่นลงทัณฑ์ ข้างหลังแล้วอาศัย
แรงเหวี่ยงหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่จากอีกด้าน!
แต่พอยันมือก็ทำให้ความเจ็บปวดจาก
บาดแผลทวีความรุนแรง
เขาขมวดคิ้วแทบเป็นเส้นตรง มองเจียงเสวี่ย
หนิงที่ทรุดอยู่กับพื้น อีกฟาก ไม่ได้ส่งเสียงเอ่ย
เตือน เพียงเหลือบมองด้วยสายตาชวนตระหนก!
ยามว่านซิวจื่อเจออันตราย ปฏิกิริยาแรกคือ
ปกปั้องตัวเอง เขาจึง เรียกนักพรตน้อยถือกระบี่
ให้มารวมตัวรอบกาย ปฏิกิริยาถัดมาคือการสั่ง
ให้คนไปคุมตัวเซี่ยเวย เพราะกองทัพที่โจมตีเข้า
มาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเซี่ยเวยแน่นอน หากจับ
อีกฝั่ายไว้อาจพลิกสถานการณ์ได้ ความปลอดภัย
และอันตรายของว่านซิวจื่อในยามนี้จึงขึ้นอยู่
กับเซี่ยเวยทั้งหมด เมื่อควบคุมเซี่ยเวยผู้อยู่
เบื้องหลังที่แท้จริงจะทำให้เขามีโอกาสรอดชีวิต
ด้วยเหตุนี้ นักพรตน้อยกลุ่มนั้นจึงจับกระบี่
เปลี่ยนทิศพุ่งเข้าไปหาเซี่ยเวย
แต่ถ้าทำเช่นนี้ จะไม่มีคนเฝั้าจับตาดูเจียง
เสวี่ยหนิง
นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้น ประสานสายตา
กับเซี่ยเวยที่เหลือบมองมา ทั้งสองไม่จำเป็นต้อง
พูดอะไรทุกอย่างก็ชัดเจน…
บทที่ 233 ไม่เป็นภาระของกันและกัน (2)
เซี่ยจวีอันตั้งใจให้นางหลบหนีช่วงชุลมุน ทำ
ตามสัญญาที่เคยตกลงกันครั้งก่อน
ทุกคนแทบจะยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง
ส่วนนางอยู่ด้านหลังพวกเขา
ฟันของเจียงเสวี่ยหนิงกำลังสั่นกระทบ ขณะ
ลุกขึ้นขาแทบชาด้าน ครั้นเล็งทิศทางได้เรียบร้อย
จึงเดินโซซัดโซเซลงบันไดทางตะวันออก
นางยังจดจำถ้อยคำของเขาได้
จากตะวันออกเดินไปทางเหนือยี่สิบก้าว จะ
เจอห้องลับ
ซ่อนตัวในนั้น รอให้คนมาหา
ทั้งสาขาย่อยตอนนี้โกลาหลหมดแล้ว
พวกเขาไม่รู้กระทั่งว่าศัตรูของตัวเองคือใคร
ทุกคนถือดาบพุ่งออกไปโรมรันเข่นฆ่าศัตรู
ด้านนอกอย่างฮึกเหิม มือที่กุมมีดคมกริบของ
เซี่ยจวีอันตวัดฟันคนของว่านซิวจื่อไปสองสามคน
แทบ ไม่มีใครสังเกตว่า บนแท่นบูชาฟั้ายังมีสตรี
อ่อนแอผู้หนึ่งกำลังลงมา ท่ามกลางความวุ่นวาย
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงตวาด เสียงร้อง
โหยหวน เสียงตื่นตกใจ และยังได้ยินเสียงของ
ความสิ้นหวัง…
แต่ในใจนางกลับว่างเปล่า
ประดุจมีลมแรงโกรกผ่านหัวใจนาง พัดพา
เสียงเหล่านี้ออกไปสิ้น เหลือเพียงประโยคนั้น
“จากวันนี้เปลี่ยนเป็นเจ้าติดหนี้ข้าแทน ดี
หรือไม่”
เซี่ยจวีอันเป็นฝั่ายบ้าบิ่นเอาตัวเข้าไปเสี่ยง
อันตรายเองแท้ ๆ กระทั่งว่าเรื่องแทงมือตัวเอง
เพื่อช่วยนาง นางก็ไม่ได้บังคับเขาแต่อย่างใด
นางรู้ว่าก่อนหน้านี้ที่เมืองซินโจว เหตุผลที่
นางอยู่ต่อโดยไม่จากไปไหนก็เพียงเพราะ ‘อาศัย
ใต้ชายคาบ้านผู้อื่น จำต้องก้มหัว’
บัดนี้เขากำลังต่อสู้สุดชีวิตอยู่ด้านหลัง รั้งคน
เหล่านั้นเอาไว้ เพื่อให้ นางมีทางรอด
…
ทว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวอะไรกับนางด้วย
นางอยากจะสลัดหลุดจากบ่วงเหลือเกิน
หากเซี่ยจวีอันไม่ตายก็นับว่าเขาดวงแข็ง หาก
เขาตายก็ไม่ใช่ว่าเป็น เรื่องดีหรอกหรือ ไม่ว่าผู้ใด
จะติดหนี้ผู้ใด หรือใครจะผูกมัดใคร เมื่อตายไปก็
จบเรื่องแล้ว มิต้องมาคอยถือสาเรื่องเล็กน้อยอีก
แต่เหตุใดกันจึงรู้สึกว่าฝีเท้ายิ่งก้าวยิ่งหนักอึ้ง!
ก็นางน่ะเคยช่วยชีวิตเขาถึงสองครั้ง
ชีวิตเขาจึงต้องขึ้นอยู่กับนางต่างหาก ไม่ใช่
พญายม!
เจียงเสวี่ยหนิงเหมือนจะโน้มน้าวใจตนเองได้
สำเร็จ ยามนี้แทนที่จะ เดินออกไปโดยไม่
เหลียวศีรษะกลับมา นางกลับหยุดเดินและ
หันไปมองเขา
บนบ่าของเซี่ยจวีอันมีรอยกระบี่เพิ่มขึ้นอีก
รอย
ชุดคลุมเปือนโลหิตแบบที่ไม่ทราบเลยว่าเป็น
ของเขาหรือเป็นของฝั่ายตรงข้ามมากกว่ากัน มีด
สั้นเล่มนั้นคล้ายกับงอกขึ้นมาบนมือก็มิปาน เขา
ไม่ยอมปล่อย รับมือคมกระบี่ที่ยาวและแข็งแกร่ง
กว่า สกัดกั้นการจู่โจมกะทันหันจากด้านข้าง แม้
จะหลบได้อย่างว่องไว แต่แขนก็ยังถูกกรีดเป็น
รอยเลือด!
บัดนี้เขาสูญเสียพละกำลังไปไม่น้อย ค่อย ๆ
เริ่มตกเป็นฝั่ายเสียเปรียบ
เจียงเสวี่ยหนิงนัยน์ตาร้อนผ่าวในชั่วพริบตา
นางกดข้อมือข้างซ้ายอย่างแผ่วเบา
มีดที่เซี่ยเวยให้นางมามัดอยู่บริเวณนั้น
อาจเพราะอยู่ใกล้คนเสียสติ นานวันเข้าจึง
พลอยติดความบ้าคลั่ง บางอย่างที่ไม่ใช่วิสัย
ตนเองมาหลายส่วน
นางเคลื่อนสายตามองว่านซิวจื่อ
เจ้านิกายสวรรค์ผู้นี้ไม่เคยเชื่อว่าบนโลกจะมี
คนยอมละทิ้งทุกสรรพสิ่งเพราะคำว่า ‘รัก’ ใน
ยามปกติอาจคิดจะใช้ความรักของคนเป็น
เครื่องมือ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขันจริง ๆ
กลับละเลยเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเดิมที อาจจะเป็นตัว
หมากสำคัญที่สุด ตอนนี้เอาแต่มองภาพวุ่นวาย
เบื้องหน้าด้วยความหัวฟัดหัวเหวี่ยงพลางตะโกน
ด่าทอสาดเสียเทเสีย
นักพรตน้อยต่างกำลังง่วนจัดการเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปทางเขา
ใจของนางเดิมควรเปรียบดั่งกระแสน้ำเชี่ยว
กราก ทว่าในความเป็นจริงกลับมีแต่ความสงบ
เยือกเย็น ราวภูเขาสูงหลังพายุหิมะ ปกคลุม
ร่องรอย ของทุกสิ่ง โลกหล้าล้วนไร้สำเนียง
ไม่มีใครตระหนักว่านางคิดจะทำอะไร
สาวกนิกายผู้หนึ่งเห็นนางเดินขึ้นไปยังแท่น
บูชาฟั้า ทว่าก็เพียงมองแปลก ๆ ผาดหนึ่งขณะ
กำลังจะคว้าดาบออกไปสู้ ไม่ได้รั้งนางแต่อย่างใด
ถึงอย่างไรก็เป็นแค่สตรีอ่อนแอไร้กำลัง
ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย สิ่งที่พวกเขาแปลกใจ
ไม่ใช่การที่นางเดินไป ทางว่านซิ่วจื่อ แต่คือสี
หน้าซึ่งไม่ตื่นตระหนกและไม่แสดงอาการ
หวาดกลัว
กระทั่งว่านซิวจื่อเอง แวบแรกที่เห็นนางเดิน
เข้ามาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก
นักพรตน้อยข้างหน้าจ่อกระบี่บีบให้เซี่ยเวยถ
อยร่น!
แล้วกระบี่จำนวนมากก็เข้าโอบล้อม!
ว่านซิวจื่อเห็นดังนั้นก็ตะโกนออกมา “ดี!”
ทว่าในยามนั้น เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาจน
ใกล้จะถึงตัว
ว่านซิวจื่อปรายตามองนางอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เตรียมจะออกคำสั่งให้ นักพรตน้อยรีบจับกุมเซี่ย
เวยเอาไว้ให้ได้ แต่ยังไม่ทันพูดก็พลันนึกถึงเมื่อ
สักครู่ที่เหลือบไปเห็นสีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิง
อีกทั้งมือขวาของนางก็ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ เขาตัว
สั่นเทิ้มทันที “หยุดนางไว้!”
ความรู้สึกอันตรายจู่โจมเข้ามาในบัดดล
ทว่าช้าไปเสียแล้ว…
แทบไม่ต้องรอให้นักพรตน้อยที่อยู่ใกล้สุดมี
ปฏิกิริยาตอบสนอง มือขวาซึ่งซุกซ่อนในแขนเสื้อ
ก็ยื่นพรวด กำด้ามมีดบางไว้แน่น จ่อลำคอ ว่าน
ซิวจื่ออย่างรวดเร็ว!
ปลายมีดแหลมคม เพียงสัมผัสโดนสักนิด
เลือดก็จะไหล!
ว่านซิวจื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เบิกตา
โพลง เสียงสั่นเครือ “เจ้า ช่างบังอาจนัก!”
พวกนักพรตน้อยอึ้งงัน
แม้พวกเขาจะใช้กระบี่ปิดล้อมเซี่ยเวยไว้แล้ว
จนชุดนักพรตเต็มไป ด้วยคราบเลือด แต่ยามนี้
กลับไม่กล้าผลีผลาม
ผู้ใดจะไปคิด?!
สตรีอ่อนแอนางนี้ ไม่เพียงซ่อนมีดคมเล่ม
หนึ่งไว้กับตัว แต่ยังใจกล้า ด้วย!
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงเพียงเอามีดจ่อคอว่าน
ซิวจื่อโดยไม่ขยับเขยื้อน ดึงตัวให้ถอยมาทาง
บันไดที่จะขึ้นสู่ที่สูง จนกระทั่งยืนห่างจาก
นักพรตน้อยเหล่านั้นพอสมควรแล้วจึงหันไปมอง
ออกคำสั่งเสียงเย็น “ปล่อยเขาเสีย”
เหล่านักพรตน้อยถือกระบี่ชี้ใส่นาง ยังคงยืน
อยู่กับที่
เซี่ยเวยเริ่มรู้สึกอ่อนแรง เขากะพริบตา เงย
หน้ามองนางท่ามกลาง ฝูงชน
ว่านซิวจื่อแทบไม่อยากเชื่อว่าตนจะมีวันที่
เรือคว่ำในลำคลองได้[1] เขา ตกอยู่ในเงื้อมมือ
ของสตรีเช่นนี้โดยไม่ทันตั้งตัว ครั้นได้ยินนางข่มขู่
นักพรตน้อยก็โมโหจนตัวสั่น “เจ้าจะทำ…”
พูดไม่ทันจบ ก็ต้องรีบหยุดทันควัน
สิ่งที่ตอบสนองคือปลายมีดคมกริบที่เจียง
เสวี่ยหนิงกดลงมา!
รู้สึกได้ว่าแทงเข้ามาถึงชั้นผิวหนังบริเวณ
ลำคอ!
โลหิตอุ่นไหลรินในพริบตา!
ว่านซิวจื่ออกสั่นขวัญหายจนร้องลั่น
ส่วนพวกนักพรตน้อยยิ่งเกร็งจนเห็นเส้นเลือด
ดำปรากฏบนมือที่กุมกระบี่!
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงกลับเหี้ยมโหดกว่า
ผู้อื่นถึงสามส่วน ก่อน หน้านี้นางร้องไห้จนขอบ
ตาแดงก่ำ บัดนี้กลับราวกับมีไออำมหิตเข้า
ครอบงำจนทวีความดุร้ายอย่างยิ่งยวด เดิมทีนาง
กลัวเลือด ยามนี้กลับไร้ซึ่งความอ่อนแอดั่งแต่
ก่อน เพียงก้มหน้ามองข้างล่างด้วยสายตาเย็นชา
“ต่อให้จะ เอาชีวิตของเซี่ยจวีอันก็ยังไม่ถึงคราว
ของพวกเจ้าหรอก! อย่าให้ข้าต้อง พูดซ้ำเป็นรอบ
ที่สาม ปล่อย-เขา-เสีย!”
——————–
1. เรือคว่ำในลำคลอง เป็นสำนวน หมายถึง
เกิดปัญหาในเรื่องที่มั่นใจว่าไร้ข้อผิดพลาด